<?xml version="1.0"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xml:lang="th">
		<id>http://rspg.svc.ac.th/bird/api.php?action=feedcontributions&amp;feedformat=atom&amp;user=Amphol</id>
		<title>ฐานข้อมูลนกในพื้นที่ชุ่มน้ำในบางอำเภอเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี - เรื่องที่ผู้ใช้รายนี้เขียน [th]</title>
		<link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://rspg.svc.ac.th/bird/api.php?action=feedcontributions&amp;feedformat=atom&amp;user=Amphol"/>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php/%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A9:%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99/Amphol"/>
		<updated>2026-04-26T06:46:34Z</updated>
		<subtitle>เรื่องที่ผู้ใช้รายนี้เขียน</subtitle>
		<generator>MediaWiki 1.25.3</generator>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81&amp;diff=365</id>
		<title>หน้าหลัก</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81&amp;diff=365"/>
				<updated>2015-12-26T01:37:20Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Amphol: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[File:SVCLogo.png|right|http://www.svc.ac.th|link=http://www.svc.ac.th]]&lt;br /&gt;
'''เว็บไซต์นี้เป็นการสำรวจความชุกชุมของชนิดของนกในพื้นที่ชุ่มน้ำในบางอำเภอเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี ของวิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี โดยศึกษาข้อมูลจากพื้นที่ชุ่มน้ำในบางซึ่งพื้นที่ชุ่มน้ำในบางเป็นพื้นที่ธรรมชาติส่วนหนึ่งของอ่าวบ้านดอนในอำเภอเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี สภาพพื้นที่เป็นป่าชายคลอง  ป่าจากและป่าชายเลน  ใกล้เมืองซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์หลายชนิด มีความอุดสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรชีวภาพทั้งบนบกและในน้ำ  จัดเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทางด้านความหลากหลายทางชีวภาพ  เป็นแหล่งอาศัยของนกและสัตว์น้ำแต่ข้อมูลความชุกชุมของชนิดของนกในพื้นที่ชุ่มน้ำในบาง  อำเภอเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี  ไม่เคยปรากฏอย่างเป็นทางการ ดังนั้นวิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานีจึงจัดทำโครงการสำรวจความชุกชุมของชนิดของนกในพื้นที่ชุ่มน้ำในบางอำเภอเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นระบบฐานข้อมูลที่ออกแบบมาเพื่อเสริมการเรียนรู้ด้านนกในพื้นที่ชุ่มน้ำให้กับนักเรียนในโรงเรียนสมาชิก ซึ่งรายละเอียดเพิ่มเติมนี้ประกอบด้วย รูปภาพ ข้อมูลทางชีวภาพของนก กระจายพันธุ์ ลักษณะทั่วไป อุปนิสัยและอาหาร การผสมพันธุ์ ไข่ สถานภาพเป็นต้น'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายรักษาความปลอดภัยที่สอดคล้องกับ [http://www.svc.ac.th/uploads/File/20070618_CC_Final.pdf พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550] มาตราที่ 26&amp;lt;br/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จึงอนุญาตให้เฉพาะผู้ที่อยู่ในเงื่อนไขข้อกำหนดเท่านั้นที่บันทึก/แก้ไขได้ ข้อกำหนดคือ&amp;lt;br/&amp;gt;&lt;br /&gt;
*เป็นผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนนักศึกษาของ วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี&amp;lt;br/&amp;gt;&lt;br /&gt;
*และได้รับอนุญาตจากเว็บมาสเตอร์นี้&amp;lt;br/&amp;gt;&lt;br /&gt;
*ผู้สนใจร่วมแบ่งปันโปรดอีเมล์ติดต่อโดยตรงที่ [[จักรกฤษณ์  ภู่ทอง]]&amp;lt;br/&amp;gt;&amp;lt;br/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
ผู้ร่วมแบ่งปัน&lt;br /&gt;
* [[อำพล  ขนุนนิล]]&lt;br /&gt;
* [[วชิรวิทย์  อ่อนประดิษฐ]]&lt;br /&gt;
ตรวจสอบข้อมูลโดย&lt;br /&gt;
* [[ธีรพล  ทองเพชร]]&amp;lt;br/&amp;gt;&amp;lt;br/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เว็บไซต์นี้ดูแลโดย [[จักรกฤษณ์  ภู่ทอง]] งานศูนย์ข้อมูลสารสนเทศ วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี โทรศัพท์ 0 7728 2001 ต่อ 114&amp;lt;br/&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Amphol</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81&amp;diff=364</id>
		<title>หน้าหลัก</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81&amp;diff=364"/>
				<updated>2015-12-26T01:34:17Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Amphol: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[File:SVCLogo.png|right|http://www.svc.ac.th|link=http://www.svc.ac.th]]&lt;br /&gt;
'''เว็บไซต์นี้เป็นการสำรวจความชุกชุมของชนิดของนกในพื้นที่ชุ่มน้ำในบางอำเภอเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี ของวิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี โดยศึกษาข้อมูลจากพื้นที่ชุ่มน้ำในบางซึ่งพื้นที่ชุ่มน้ำในบางเป็นพื้นที่ธรรมชาติส่วนหนึ่งของอ่าวบ้านดอนในอำเภอเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี สภาพพื้นที่เป็นป่าชายคลอง  ป่าจากและป่าชายเลน  ใกล้เมืองซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์หลายชนิด มีความอุดสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรชีวภาพทั้งบนบกและในน้ำ  จัดเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทางด้านความหลากหลายทางชีวภาพ  เป็นแหล่งอาศัยของนกและสัตว์น้ำแต่ข้อมูลความชุกชุมของชนิดของนกในพื้นที่ชุ่มน้ำในบาง  อำเภอเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี  ไม่เคยปรากฏอย่างเป็นทางการ ดังนั้นวิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานีจึงจัดทำโครงการสำรวจความชุกชุมของชนิดของนกในพื้นที่ชุ่มน้ำในบางอำเภอเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นระบบฐานข้อมูลที่ออกแบบมาเพื่อเสริมการเรียนรู้ด้านนกในพื้นที่ชุ่มน้ำให้กับนักเรียนในโรงเรียนสมาชิก ซึ่งรายละเอียดเพิ่มเติมนี้ประกอบด้วย รูปภาพ ข้อมูลทางชีวภาพของนก กระจายพันธุ์ ลักษณะทั่วไป อุปนิสัยและอาหาร การผสมพันธุ์ ไข่ สถานภาพเป็นต้น'''&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Amphol</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:SVCLogo.png&amp;diff=363</id>
		<title>ไฟล์:SVCLogo.png</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:SVCLogo.png&amp;diff=363"/>
				<updated>2015-12-26T01:32:02Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Amphol: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Amphol</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81&amp;diff=362</id>
		<title>หน้าหลัก</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81&amp;diff=362"/>
				<updated>2015-12-26T01:31:09Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Amphol: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''เว็บไซต์นี้เป็นการสำรวจความชุกชุมของชนิดของนกในพื้นที่ชุ่มน้ำในบางอำเภอเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี ของวิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี โดยศึกษาข้อมูลจากพื้นที่ชุ่มน้ำในบางซึ่งพื้นที่ชุ่มน้ำในบางเป็นพื้นที่ธรรมชาติส่วนหนึ่งของอ่าวบ้านดอนในอำเภอเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี สภาพพื้นที่เป็นป่าชายคลอง  ป่าจากและป่าชายเลน  ใกล้เมืองซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์หลายชนิด มีความอุดสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรชีวภาพทั้งบนบกและในน้ำ  จัดเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทางด้านความหลากหลายทางชีวภาพ  เป็นแหล่งอาศัยของนกและสัตว์น้ำแต่ข้อมูลความชุกชุมของชนิดของนกในพื้นที่ชุ่มน้ำในบาง  อำเภอเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี  ไม่เคยปรากฏอย่างเป็นทางการ ดังนั้นวิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานีจึงจัดทำโครงการสำรวจความชุกชุมของชนิดของนกในพื้นที่ชุ่มน้ำในบางอำเภอเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นระบบฐานข้อมูลที่ออกแบบมาเพื่อเสริมการเรียนรู้ด้านนกในพื้นที่ชุ่มน้ำให้กับนักเรียนในโรงเรียนสมาชิก ซึ่งรายละเอียดเพิ่มเติมนี้ประกอบด้วย รูปภาพ ข้อมูลทางชีวภาพของนก กระจายพันธุ์ ลักษณะทั่วไป อุปนิสัยและอาหาร การผสมพันธุ์ ไข่ สถานภาพเป็นต้น'''&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Amphol</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99&amp;diff=355</id>
		<title>นกกระจอกบ้าน</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%88%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99&amp;diff=355"/>
				<updated>2015-12-17T04:27:51Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Amphol: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Passeridae &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Passer Montanus'' (Linnaeus) 1758.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Eurasian tree sparrow&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : European tree sparrow , Tree sparrow&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Passer Montanus'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละติน คือ mont, -an, -i หรือ montis แปลว่าภูเขา ความหมายคือ &amp;quot;นกที่พบบริเวณที่สูง&amp;quot; พบครั้งแรกบริเวณตอนเหนือของประเทศอิตาลี ทั่วโลกมี 10 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 1 ชนิดย่อย คือ Passer montanus malaccensis A. Dubois ชื่อชนิดย่อยมาจากชื่อสถานที่ที่พบครั้งแรกคือ Malacca ประเทศมาเลเซีย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในยุโรป ยูเรเซีย อินเดีย จีน เกาะไหหลำ ไต้หวัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หมู่เกาะซุนดาใหญ่ และมีการนำเข้าไปในฟิลิปปินส์ เกาะสุลาเวซี เกาะต่าง ๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิก ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' :  เป็นนกขนาดเล็กมาก (15 ซม.) ทั้งสองเพศมีลักษณะและสีเหมือนกัน ปากอ้วนสั้นเป็นปากกรวย หัวค่อนข้างใหญ่ คอสั้น ปีกสั้น ปลากปีกมน หางค่อนข้างสั้น ปลายหางหยักเว้าไปทางโคนหางเล็กน้อย ขาค่อนข้างสั้น กระหม่อมสีน้ำตาลเข้ม หัวด้านข้างและคอสีขาว ขนบริเวณหูมีแถบสีดำ คอหอยสีดำ ลำตัวด้านบนและปีกสีน้ำตาลเข้ม ขนปลายปีกและขนโคนปีกแถบสีขาวสองแถบลำตัวด้านล่างสีน้ำตาลอ่อน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : อาศัยและหากินเฉพาะตามหมู่บ้านหรือบริเวณใกล้เคียงกับหมู่บ้าน ตั้งแต่พื้นราบจนกระทั่งความสูง 1,800 เมตรจากระดับน้ำทะเล แต่ส่วนใหญ่จะพบในระดับต่ำ อาจพบอยู่เป็นคู่หรือเป็นฝูงใหญ่ เป็นนกที่คุ้นเคยกันมากชนิดหนึ่งและนับเป็นนกที่รบกวนความเป็นอยู่ของคนมากชนิดหนึ่ง เพราะชอบเกาะตามชายคา หลังคา ขื่อ แป ซอกมุมของบ้านเรือน หรือแม้กระทั่งโคมไฟที่ห้อยหรือแขวนตามเพดานหรือผนังบ้าน จากนั้นก็ถ่ายหรือทำรัง ทำให้บ้านเรือนสกปรก นอกจากอาคารบ้านเรือนแล้ว ยังเกาะตามกิ่งไม้ สายไฟฟ้า สายโทรศัพท์ และบางครั้งก็ลงมายังพื้นดิน เป็นนกที่ส่งเสียงร้องเซ็งแซ่ โดยเฉพาะช่วงตอนเย็นก่อนมือค่ำ เนื่องจากแย่งที่เกาะนอน เมื่อมืดแล้วเสียงจึงค่อยเงียบไป และมาดังอีกช่วงเช้าตรู่เมื่อแยกกันออกไปหากิน อาหารได้แก่ เมล็ดข้าวเปลือก ธัญพืช เมล็ดหญ้า แมลง ตัวหนอน และสัตว์ขนาดเล็ก สำหรับเมล็ดข้าวเปลือก มันจะกินทั้งในนาและในยุ้งฉาง จึงนับว่าเป็นนกที่ทำลายข้าวในยุ้งฉางมากชนิดหนึ่ง นกกระจอกบ้านมีพฤติกรรมอาบน้ำและอาบฝุ่น ซึ่งมักเห็นเป็นประจำเกือบทุกฤดูกาล&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์'''  : ผสมพันธุ์เกือบตลอดปี ทำรังตามชายคาบ้าน ขื่อ แป ซอกหลังคาบ้าน บานเกล็ด โคมไฟฟ้าที่แขวนตามเพดาน ผนังอาคารบ้านเรือน และสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ทั้งสองเพศช่วยกันหาวัสดุ โดยเฉพาะหญ้าแห้ง รังมีรูปร่างขึ้นอยู่กับบริเวณและรูปร่างของสิ่งก่อสร้าง ส่วนใหญ่เป็นรูปกระโจมหรือทรงกลม มีทางเข้าออกทางด้านข้าง รังมีไข่ 4-6 ฟอง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' : สีขาวถึงน้ำตาลอ่อนเป็นมันไม่มีลาย ขนาดของไข่โดยเฉลี่ย 13.9x18.2 มม. ทั้งสองเพศช่วยกันฟักไข่ ใช้เวลาฟักไข่ 11-12 วัน ลูกนกที่ออกจากไข่ใหม่ ๆ มีรูปร่างเทอะทะ หัวโต ตาโปน ท้องป่อง ยังไม่ลืมตา ไม่มีขนคลุมลำตัว และขายังไม่แข็งแรงพอจะยืนหรือเดินได้ ทั้งสองเพศจะช่วยกันกกลูกและหาอาหารมาป้อน ในช่วงแรกอาหารที่นำมาป้อนส่วนใหญ่เป็นตัวหนอนและแมลง โดยพ่อแม่จะคาบมาป้อนใส่ปากของลูกซึ่งคอยอ้ารับอยู่ ลูกเจริญเติบโตและพัฒนาขนคลุมเต็มตัวลำตัวค่อนข้างเร็วมาก อายุ 3 สัปดาห์จะมีขนคลุมเต็มตัวและสามารถบินได้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : เป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณมาก พบทุกภาค&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : ยังไม่จัดเป็นสัตว์ป่าสงวนหรือสัตว์ป่าคุ้มครอง&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==รูปภาพ==&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
==อ้างอิง==&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Amphol</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%B2&amp;diff=160</id>
		<title>อีกา</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%B2&amp;diff=160"/>
				<updated>2015-12-09T01:19:15Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Amphol: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Corvus Linnaeus &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Corvus macrorhynchos'' (Wagler),1827. &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Large-billed Crow &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : กา , Jungle Crow &amp;lt;br&amp;gt; &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Corvus macrorhynchos'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษากรีก คือ macr,-o หรือ makros แปลว่าใหญ่หรือยาว และ rhynch,-o,=us หรือ rhunkhos แปลว่าปาก ความหมายคือ ”นกที่มีปากใหญ่” พบครั้งแรกที่เกาะชวา ประเทศอินโดนีเซียทั่วโลกมี 14 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 2 ชนิดย่อยคือ Corvus macrorhynchos macrorhynchos wagler ที่มาและความหมายของชื่อชนิดย่อยเช่นเดียวกับชื่อชนิด และ Corvus macrorhychos levaillantii Lesson ชื่อชนิดข่อยดัดแปลงจากชื่อของบุคคลพบครั้งแรกที่รัฐเบงกอล ประเทศอินเดีย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในอิหร่านตะวันออก จนถึงจีนเอเชียตะวันออกเฉียวใต้ เกาะไหหลำ ไต้หวัน หมู่เกาะอันดามัน หมู่เกาะซุนดา และฟิลิปปินส์&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดกลาง (51 ซม.) มีสีดำทั่วตัว จะมองเห็นเป็นมันเมื่อมีแสงจัด ปากใหญ่สันบนโค้งมาก&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : อาศัยอยู่ตามทุ่งโล่ง ในเมืองชายทะเล และป่าโปร่ง ตั้งแต่พื้นราบจนกระทั่งความสูง 1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล พบอยู่โดดเดี่ยว เป็นคู่ หรือเป็นฝูงเล็ก ๆ อาจพบเป็นฝูงใหญ่ในบางพื้นที่โดยเฉพาะบริเวณที่แหล่งอาหารอุดมสมบูรณ์ เป็นนกที่คุ้นเคยกันมากชนิดหนึ่งเพราะอาศัยและหากินใกล้บ้านเรือนคน นอกจากนี้สีสันและเสียงร้องที่เป็นแบบฉบับของตนเองก็ยิ่งทำให้คุ้นเคยกันมากยิ่งขึ้น อีกาเป็นนกที่ออกหากินตั้งแต่เช้าตรู่และกลับรังหรือแหล่งอาศัยช่วงเย็นค่ำ ปกติเป็นนักสะสมอาหาร โดยนำอาหารที่หาได้มาซ่อมตามหลืบโพรงของต้นไม้และสิ่งก่อสร้างบางครั้งขุดดินฝังไว้ และจะคอยเฝ้าไม่ให้นกหรือสัตว์อื่นมาแย่งหรือเข้าใกล้แหล่งที่ซ่อนอาหาร บางครั้งก็เข้าโจมตีเมื่อมีการลุกล้ำ ในขณะเดียวกันอีกาก็เป็นขโมยที่เก่งชนิดหนึ่งโดยเฉพาะจะขโมยไข่และลูกนกขณะที่แม่นกออกจากรัง หรือขโมยอาหารที่นกและสัตว์อื่นสะสมหรือซุกซ่อนเอาไว้ รวมทั้งอาหารของคน อีกากินทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นข้าวสุก ผลไม้ แมลง ตัวหนอน ไข่ ลูกนก กบ เขียด กิ้งก่า แย้ และซากสัตว์ อีกาเป็นนกที่มีสายตาที่ดีมากชนิดหนึ่ง บางครั้งมักจะเห็นซากสัตว์ก่อนสัตว์อื่น และจะเป็นตัวนำทำให้แร้งและสัตว์บางชนิดทราบตำแหน่งซากสัตว์ได้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : ผสมพันธุ์ในฤดูร้อนจนถึงฤดูฝนระหว่างเดือนกุมภาพันธุ์ถึงเดือนมิถุนายน ซึ่งแตกต่างกันไปแล้วแต่ท้องที่ ส่วนใหญ่อยู่ระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม รังเป็นแบบง่าย ๆ โดยใช้กิ่งไม้มาวางซ้อนกัน ทำตรงกลางให้เป็นแอ่งแล้วรองพื้นด้วยขนนก ปุยฝ้าย หรือวัสดุที่อ่อนนุ่ม รังมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 15-18 ซม. ลึก 10-14 ซม. ทำรังตามง่ามหรือกิ่งไม้ที่อยู่ในระดับสูงประมาณ 7-10 เมตร รังมีไข่ 3-5 ฟอง ไข่สีเขียวแกมน้ำเงิน มีลายขีดสีน้ำตาลขนาดของไข่โดยเฉลี่ย 28.1x38.0 มม. วางไข่ตอนเช้าตรู่ ทั้งสองเพศช่วยกันทำรัง ฟักไข่ และเลี้ยงดูลูกอ่อน จะเริ่มฟักเมื่อออกไข่ฟองสุดท้ายของรังแล้ว ใช้เวลาฟักไข่ 17-19 วัน ปกติ 18 วัน หลังออกจากไข่ประมาณ 1-4 สัปดาห์ลูกอ่อนจะมีขนขึ้นเต็มตัว บินได้ และทิ้งรังไปในที่สุด&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ไข่''' : อีกาเป็นนกที่ถูกนกกาเหว่าวางไข่และให้ฟักไข่แทนมากที่สุด โดยนกกาเหว่าตัวเมียจะวางไข่ในตอนสายหลังจากที่อีกาออกจากรังไปแล้ว ก่อนวางไข่นกกาเหว่าตัวเมียจะทำลายไข่ของอีกาทุกครั้ง ครั้งละ 1 ฟอง แล้ววางไข่ของมันแทน ปกตินกกาเหว่าจะวางไข่เพียง 1 ฟองในรังอีกาแต่ละรัง แต่อาจมีนกกาเหว่าตัวอื่นมาวางไข่ในรังอีกาในรังเดียวกันได้ลูกนกกาเหว่าที่อีกาฟักออกเป็นตัวแล้วมักทำลายไข่ของอีกาที่เหลืออยู่หรือลูกของอีกาเสมอ รังอีกาบางรังพบลูกนกกาเหว่าเพียง 1 ตัว และพ่อแม่อีกายังคงเลี้ยงดูอยู่&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : เป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณปานกลาง ชนิดย่อย levaillantii พบทั่วทุกภาคและใต้สุดที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชนิดย่อย macrorhynchos พบทางภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ลงไป&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' :จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
----&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Amphol</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87&amp;diff=159</id>
		<title>เหยี่ยวแดง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87&amp;diff=159"/>
				<updated>2015-12-09T01:18:49Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Amphol: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Haliastur Selby &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Haliastur in dus'' (Boddaert) 1783.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Brahminy Kite&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : Red-backed Sea Eagle&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Haliastur indus'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ indus แปลว่าแห่งประเทศอินเดีย ความหมายคือ “เหยี่ยวที่อยู่ในหรือใกล้ทะเล พบที่ประเทศอินเดีย” พบครั้งแรกที่เมือง Pondicherry ประเทศอินเดีย ทั่วโลกมี 4 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 2 ชนิดย่อยคือ Haliastur indus indus (Boddaert) ชื่อชนิดย่อยมีที่มาและความหมาย เช่นเดียวกับชื่อชนิด และ Haliastur indus intermedius Gurney ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ inter แปลว่าระหว่าง และ medi, -a, -o แปลว่ากึ่งกลาง ความหมายคือ “นกที่มีขนาดกลางหรือมีลักษณะระหว่างนกสองชนิด” พบครั้งแรกที่เกาะชวาประเทศอินโดนีเซีย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในอินเดีย จีนตอนใต้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หมู่เกาะซุนดาใหญ่ และฟิลิปปินส์&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดกลาง (46 – 47 ซม.) ปากแหลมคม ปลายปากเป็นปากขอ หัวค่อนข้างใหญ่ คอสั้น ปีกกว้าง ปลายปีกมน ปีกแต่ละข้างยาวประมาณ 35.5-39.9 ซม. หางกว้าง ปลายหางค่อนข้างมน ขาและนิ้วแข็งแรง ปลายนิ้วเป็นเล็บยาวและแหลมคม ทั้งสองเพศมีลักษณะเหมือนกัน ตัวเต็มวัยลำตัวสีน้ำตาลแดง ตัดกับสีของหัว คอ และอกที่เป็นสีขาวชัดเจน ส่วนที่เป็นสีขาวมีลายขีดสีน้ำตาลแกมดำกระจายทั่วไป ขณะบินจะเห็นหางแผ่กว้างปลายหางค่อนข้างมนชัดเจน ตัวไม่เต็มวัยสีน้ำตาลอ่อน มีจุดสีน้ำตาลเข้มทั่วตัว&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : มีกิจกรรมและหากินในเวลากลางวันตามทุ่งโล่งใกล้แหล่งน้ำ โดยเฉพาะตามแม่น้ำลำคลองขนาดใหญ่ จะพบบ่อยมากบริเวณปากแม่น้ำ ชายทะเล ท่าเรือ และตามป่าชายเลน พบอยู่โดดเดี่ยวเป็นคู่ หรือเป็นฝูง มันชอบเกาะตามกิ่งไม้หรือยอดไม้แห้งในระดับสูง ขณะเกาะลำตัวตั้งเกือบตรง บินได้ดีมักบินร่อนเป็นวงกลม หรือร่อนไปตามแม่น้ำ หรือชายฝั่งซึ่งปกติไม่สูงจากระดับน้ำมากนัก เหยี่ยวแดงกินปลาเป็นส่วนใหญ่ นอกจากนี้ยังกินสัตว์มีกระดูกสันหลังขนาดเล็ก เช่น กบ เขียด กิ้งก่า งู ค้างคาว เป็นต้น มันจะล่าเหยื่อทั้งที่มีชีวิตอยู่และกินซากของสัตว์เหล่านี้ หาอาหารโดยบินหรือร่อนเป็นวงกลมตามลำน้ำ ลำคลอง ชายทะเล หรือชายเลน เมื่อพบจะบินลงมาโฉบด้วยกรงเล็บ ซึ่งบางครั้งอาจจมลงไปน้ำทั้งตัว เมื่อได้เหยื่อแล้ว มันจะน้ำขึ้นไปบนกิ่งไม้ที่อยู่ใกล้ ๆ จิกและฉีกกินเนื้อโดยใช้กรงเล็บช่วยจับเหยื่อบางครั้งพบมันไล่โฉบนกที่กำลังบินอยู่กลางอากาศ หรือค้างคาวที่บินออกจากถ้ำหรือแหล่งที่อยู่อาศัยช่วงพลบค่ำสำหรับซากสัตว์ต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่ได้แก่ ปลาตามสะพานปลาหรือท่าเรือขนถ่ายปลา มันจะเกาะตามกิ่งไม้เมื่อเห็นว่าปลอดคนจึงบินลงมากินซากปลา โดยใช้ปากจิกและฉีกกิน หรืออาจใช้กรงเล็บจับแล้วน้ำขึ้นไปกินบนกิ่งไม้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : เหยี่ยวแดงผสมพันธุ์ในช่วงฤดูหนาวต่อฤดูร้อนระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายนทำรังตามกิ่งไม้ที่อยู่ใกล้กับแหล่งน้ำ ปกติรังอยู่ในระดับที่สูงจากพื้นดินพอสมควร ไม่ต่ำกว่า 5 เมตร ทั้งสองเพศช่วยกันหาวัสดุและสร้างรัง รังเป็นแบบง่าย ๆ โดยนำก่องไม้มาวางซ้อนกันตามกิ่งหรือง่ามไม้ ทำแอ่งตรงกลางเพื่อรองรับไข่ โดยทั่วไปรังมีเส้นผ่านศูนย์กลางขอบนอก 40 – 50 ซม. แอ่งตรงกลางลึก 10 – 15 ซม.&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ไข่''' : ไข่มีขนาดเฉลี่ย 36.0x50.2 มม. สีขาว ไม่มีจุดหรือลายใด ๆ แต่อาจมีรอยเปื้อนจาง ๆ สีแดงหรือสีน้ำตาลในบางฟอง รังมีไข่ 2-4 ฟอง ทั้งสองเพศผลัดกันฟักไข่ตั้งแต่ออกไข่ฟองแรก ใช้เวลาฟักไข่ประมาณ 29-31 วัน เมื่อออกจากไข่ใหม่ ๆ ลูกนกมีขนอุยสีขาวปกคลุมทั่วตัว ลืมตา แต่ยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ โดยเฉพาะการหาอาหาร พ่อแม่ต้องคอยช่วยกันหาอาหารมาป้อน ลูกนกออกจากไข่ไม่พร้อมกันตัวที่ออกจากไข่ก่อนมักมีขนาดใหญ่กว่าตัวอื่น ๆ เพาะได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีและอาหารเพียงพอ เมื่อจำนวนลูกนกเพิ่มขึ้น อาหารที่พ่อแม่นำมาต้องเฉลี่ยให้ตัวอื่น ๆ จึงอาจไม่เพียงพอ อีกทั้งตัวที่มีขนาดเล็กกว่ามาสามารถแย่งอาหารได้จากตัวที่โตกว่า ลูกนกตัวสุดท้าย คือตัวที่ 3 หรือ 4 มักตายหลังจากออกจากไข่ได้ไม่กี่วัน ดังนั้นในรังหนึ่งลูกนกจะรอดเป็นตัวเต็มวัยเพียง 1 – 2 ตัวเท่านั้น อาหารของลูกนกส่วนใหญ่ ได้แก่ ปลาและสัตว์ที่เป็นอาหารของพ่อแม่ ในช่วงแรกพ่อแม่จะใช้ปากฉีกอาหารออกเป็นชิ้น ๆ เฉลี่ยให้ลูกเท่า ๆ กัน และพยายามกันลูกตัวที่โตกว่าไม่ให้ไปแย่งอาหารจากตัวที่เล็กกว่า แต่เมื่อลูก ๆ โตพอประมาณแล้ว พ่อแม่จะนำอาหารมาทิ้งไว้ทั้งตัว ลูก ๆ ต้องแย่งกันฉีกและกินอาหารเอง ตัวที่เล็กกว่ามักแย่งอาหารไม่ทันตัวที่โตกว่าพ่อแม่จะเลี้ยงดูลูก ๆ จนกระทั่งแข็งแรง บินได้ดีและล่าเหยื่อเองได้ จากนั้นก็จะทิ้งรังไป ซึ่งใช้เวลาประมาณ 40 – 45 วันหลังออกจากไข่&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : เป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณปานกลาง ชนิดย่อย indus พบทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันตก ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคใต้ฝั่งตะวันออก ชนิดย่อย intermedius พบเฉพาะทางภาคใต้ฝั่งตะวันตก&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดเหยี่ยวแดงเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง &lt;br /&gt;
----&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Amphol</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87&amp;diff=158</id>
		<title>เป็ดแดง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87&amp;diff=158"/>
				<updated>2015-12-09T01:18:21Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Amphol: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Dendrocygna Swainson &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Dendrocygna javanica'' (Horsfield) 1821.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Lesser Whistling-duck&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : Indian Whistling Duck, Whistling Teal, Whistling Duck, Lesser Treeduck&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เป็ดแดงมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Dendrocygna javanica'' ชื่อชนิดดัดแปลงมาจากชื่อสถานที่ที่พบครั้งแรก คือเกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในอินเดีย หมู่เกาะอันดามัน หมู่เกาะนิโคบาร์ จีนตอนใต้ เกาะไต้หวัน พม่า ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็ก-กลาง (40-43 ซม.) มีปากแบน กว้าง สีเทาดำ ยาว 2.5-2.8 ซม. คอยาวปานกลางปีกยาวและปลายปีกแหลม ขายาวปานกลาง แข้งและนิ้วสีเทาดำ ทั้งสองเพศมีลักษณะและสีสันเหมือนกัน คือลำตัวทั่วไปเป็นสีน้ำตาลแดงกระหม่อม ช่วงไหล่ และปีกเป็นสีน้ำตาลแดงเข้มกว่าบริเวณอื่น ขนปลายปีกสีดำ เวลาบินจะเห็นสีปีกตัดกับสีของลำตัวชัดเจน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : อาศัยอยู่ตามแหล่งน้ำ เช่น คู คลอง บ่อ หนอง บึง บาง อ่างเก็บน้ำ ทะเลสาบ เป็นต้น รวมทั้งแหล่งน้ำเหนือเขื่อนด้วย พบอยู่เป็นฝูงใหญ่มาก บางฝูงอาจมีนกมากกว่า 1,000 ตัว ปกติเป็นแดงมีกิจกรรมและหากินในเวลากลางคืนส่วนในเวลากลางวันมันจะลอยน้ำหรือว่ายน้ำพักผ่อนนอนหลับ หรืออาจขึ้นมายืนบนบกใกล้แหล่งน้ำ หรือเกาะพักผ่อนนอนหลับตามต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ในแหล่งน้ำหรือชายน้ำ เวลานอน มันจะหดคอสั้นติดลำตัว บางครั้งเอาปากซุกใต้ปีก เวลาบินขึ้นจากน้ำ มันต้องใช้ตีนตะกุยน้ำเป็นระยะทางพอประมาณจึงจะบินขึ้นเหนือน้ำได้ ขณะบินเพื่อออกหากินหรือบินหนีสิ่งรบกวนมันมักร้อง “วี้ด-วี้ด” คล้ายเสียงนกหวีด แต่ขณะลอยหรือว่ายน้ำ มันจะไม่ส่งเสียงร้องแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามมีนักวิชาการบางท่านกล่าวว่าเสียงที่ได้ยินเกิดจากขนปลายปีกเสียดสีกับอากาศ ไม้ใช่เสียงร้อง ขณะบินหัวและลำคอเหยียดตรงไปข้างหน้า ขาและนิ้วเหยียดมาข้างหลัง ขนหางแผ่ออก รูปแบบของฝูงบินมีเช่นรูปหัวลูกศร รูปแถวหน้ากระดาน รูปเส้นทแยงมุมเป็นกลุ่มไม่มีระเบียบ เป็นต้น มักมีเป็ดตัวหนึ่งตัวนำฝูงเสมอ โดยมีการผลัดเปลี่ยนกันขึ้นเป็นตัวนำ เป็ดแดงเริ่มออกบินหากินประมาณ 18.00 น. จากแหล่งพักผ่อนหรือแหล่งน้ำไปยังแหล่งอาหาร เช่นทุ่งนา ทุ่งหญ้า ทั้งที่ใกล้หรือไกลจากแหล่งอาศัย มันจะหากินเกือบตลอดทั้งคืน แล้วบินกลับแหล่งพักผ่อนในช่วงเช้าตรู่ อาหารส่วนใหญ่ของเป็ดแดง ได้แก่ เมล็ดธัญพืช โดยเฉพาะข้าวเปลือก นอกจากนี้มันยังกิน เมล็ดหญ้า พืช และสัตว์น้ำ เช่น สาหร่าย ดีปลีน้ำ แหน ปลา กุ้ง ปู หอย แมลงที่เกาะตามพืชน้ำ เป็นต้น เป็ดแดงจัดเป็นสัตว์ที่ทำความเสียหายให้แก่ชาวนาเพราะมันจะกัดต้นข้าวหรือโน้มรวงข้าวลงมากิน นอกจากนี้ขณะที่มันบินขึ้นลงเป็นฝูงในนาข้าวที่กำลังสุกเหลืองก็จะทำให้เมล็ดข้าวตกหล่น ชาวนาเก็บเกี่ยวไม่ได้ เมื่อใดที่เป็ดในฝูงติดตาข่าย ถูกฆ่า หรือถูกดักจับด้วยวิธีใดก็ตาม เป็ดแดงฝูงนั้นจะไม่ลงกินข้าวในบริเวณนั้นอีก&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : เป็ดแดงผสมพันธุ์ในช่วงฤดูฝนระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน (ศุภชัย,2523; บุษบงและคณะ,2529) ทำรังตามกอกก จูด อ้อ หรือหญ้าที่ขึ้นอยู่ในหรือใกล้แหล่งน้ำที่เป็นแหล่งอาศัย รังเป็นแบบง่าย ๆ สร้างหยาบ ๆ โดยใช้ใบพืชที่อยู่ในบริเวณที่สร้างรัง และใช้ขนนกซึ่งมักเป็นขนบริเวณท้องของมันเองมาวางซ้อนกัน ทำตรงกลางให้เป็นแอ่งคล้ายรูปจานเพื่อรองรับไข่ มันมักอำพรางไข่และรังด้วยการใช้ใบพืชมาคลุมบนรัง ทำให้สังเกตเห็นได้ยาก โดยทั่วไปรังมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 23 ซม. ลึก 5-10 ซม. และอยู่สูงจากระดับน้ำประมาณ 10-40 ซม. &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' : ของเป็ดแดงสีขาว ไม่มีลาย มีขนาดเฉลี่ย 33.78x62.59 มม. (บุษบงและคณะ,2529) รังมีไข่ 9-13 ฟอง สืบ (2524) รายงานพฤติกรรมการเข้ารังและฟักไข่ของเป็ดแดงว่า ทั้งตัวผู้และตัวเมียออกหากินพร้อมกัน ตอนขากลับมันจะบินวนและลงพื้นห่างจากรังพอสมควร แล้วจึงเดินช้า ๆ มาที่รัง เมื่อเข้าใกล้รังมันจะหยุดเป็นระยะ ๆ หันหัวไปมา จากนั้นตัวเมียจะปีนขึ้นรังเพื่อฟักไข่ ส่วนตัวผู้จะยืนเฝ้าอยู่ใกล้ ๆ ปกติเป็ดแดงจะเริ่มฟักไข่เมื่อออกไข่ครบรังแล้ว ใช้เวลาฟักไข่ทั้งสิน 29-31 วัน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลูกนก''' : ลูกนกแรกเกิดมีน้ำหนักประมาณ 18 กรัม ลืมตาได้ มีขนอุยสีดำลายขาวปกคลุมลำตัว ปากสีดำ ปลายปากสีแดง ขาสีดำ นิ้วและพังผืดสีดำ หลังออกจากไข่ประมาณ 2-3 ชั่วโมง ขนจะแห้ง สามารถเดินหรือว่ายน้ำตามพ่อแม่ไปหาอาหารได้ ลูกเป็ดแดงต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 เดือนจึงจะพัฒนาสีสันเหมือนตัวเต็มวัยแต่ยังมีขนาดเล็กกว่า จากนั้นมันจะแยกจากพ่อแม่ไปรวมฝูงกับตัวอื่น ๆ จนอายุ 1 ปีจะโตเต็มวัยพร้อมจะผสมพันธุ์ได้ ในช่วงที่ยังติดตามพ่อแม่ ลูกนกมักซุกอยู่ใต้ปีกของแม่ขณะที่พักผ่อนบนบก เวลามีภัยหรือสิ่งรบกวนลูกนกจะวิ่งหรือว่ายน้ำว่ายน้ำหลบซ่อน ส่วนพ่อหรือแม่จะส่งเสียงร้องเพื่อล่อศัตรูให้ตามต้นเสียงไปบางครั้งมันจะแสดงท่าทางคล้ายได้รับบาดเจ็บให้ศัตรูผละจากลูกมาสนใจมัน เมื่อเห็นว่าปลอดภัยแล้ว มันจะส่งเสียงเรียกให้ลูกนกออกจากที่ซ่อน และหากินต่อไป&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : เป็ดแดงเป็นทั้งนกประจำถิ่นและนกอพยพมาช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์ พบบ่อยและปริมาณมากทั่วทุกภาค&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดเป็ดแดงเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง &lt;br /&gt;
----&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Amphol</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99&amp;diff=157</id>
		<title>นกแอ่นบ้าน</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99&amp;diff=157"/>
				<updated>2015-12-09T01:17:57Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Amphol: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Apus Scopoli &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Apus affinis'' (Gray) 1830.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : House Swift&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : Little Swift&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นกแอ่นบ้านมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Apus affinis'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ affinis หรือ affini แปลว่าเกี่ยวพันกับหรือสัมพันธ์กับ ความหมายคือ “ลักษณะคล้ายกับนกชนิดอื่นในสกุลเดียวกัน” พบครั้งแรกที่ประเทศอินเดีย Sibley and Monroe (1990) จัด apus affinis ซึ่งใช้ชื่อสามัญว่า Little Swift เป็นคนละชนิดกับ Apus nipalensis (Hodgson) 1836. ซึ่งใช้ชื่อสามัญว่า House Swift ส่วน Inskipp et al. (1996) จัดเป็นชนิดเดียวกันโดยใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ตั้งขึ้นก่อน ทั่วโลกมีนกแอ่นบ้าน 8 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 1 ชนิดย่อยคือ Apus affinis subfurcatus (Blyth) ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ Sub แปลว่าข้างใต้หรือด้านล่าง furcatus (furc, =a, -i) แปลว่าเว้า ความหมายคือ “เมื่อมองจากด้านล่างจะเห็นหางเว้า” พบครั้งแรกที่เกาะปีนัง ประเทศมาเลเซีย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในแอฟริกา ตะวันออกกลาง อินเดีย จีนตอนใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เกาะไหหลำ ไต้หวัน หมู่เกาะซุนดาใหญ่ และฟิลิปปินส์&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็กมาก (14-15 ซม.) ลำตัวสีออกดำ บริเวณตะโพกและคอหอยสีขาวหางเว้าเล็กน้อย จะเห็นต่อเมื่อนกแผ่หางออก นกแอ่นบ้านแตกต่างจากนกแอ่นตะโพกขาวหางแฉกตรงที่ปีกกว้างกว่า และหางสั้นกว่า&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : อาศัยอยู่ตามทุ่งโล่ง หมู่บ้านและในเมือง ตั้งแต่ระดับพื้นราบจนกระทั่งความสูง 1,800 เมตรจากระดับน้ำทะเล มักพบเป็นฝูง ในเวลากลางวันมันใช้เวลาส่วนใหญ่บินและร่อน ในเวลากลางคืนมันจะเกาะนอนหลับตามแหล่งอาศัย ซึ่งได้แก่ถ้ำและอาคารบ้านเรือน นกแอ่นบ้านบินได้เร็วมาก บางครั้งมันก็ร่อนหากินเป็นวงกลมไกลจากแหล่งทีอยู่อาศัยหรือรังพอประมาณ&lt;br /&gt;
	นกแอ่นบ้านกินแมลงขนาดเล็กโดยเฉพาะแมลงในอันดับแมลงวัน (Diptera) อันดับมวน (Hemiptera) อันดับด้วงปีกแข็ง (Coleoptera) อันดับมดและผึ้ง (Hymenoptera) และแมลงอื่น ๆ หาอาหารโดยใช้ปากโฉบจับกลางอากาศแล้วกลืนทันที&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : นกแอ่นบ้านผสมพันธุ์เกือบตลอดทั้งปี ยกเว้นในช่วงฤดูหนาว ส่วนใหญ่จะทำรังในช่วงเดือนกุมภาพันธุ์จนถึงเดือนตุลาคม มักทำรังในช่วงเดือนกุมภาพันธ์จนถึงเดือนตุลาคม มักทำรังรวมกันเป็นกลุ่ม มีทั้งกลุ่มเล็กและกลุ่มใหญ่มาก ตามเพดานหรือผนังถ้ำหินปูน ผาหิน หรือสิ่งก่อสร้าง รังมีรูปร่างแตกต่างกัน เช่น ทรงกลม ตะกร้า เป็นต้น โดยใช้วัสดุ เช่น หญ้า ใบไม้ ขนนก แล้วเชื่อมด้วยสิ่งที่สกัดออกมาจากต่อมน้ำลาย ในการทำรังใหม่ หากรังเดิมไม่ถูกทำลายไปเสียก่อน มันจะตกแต่งใหม่ด้วยการหาวัสดุมาเสริม&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ไข่''' : เป็นรูปรียาว สีขาว มีขนาดเฉลี่ย 14.9x22.7 มม. รังมีไข่ 2-3 ฟอง หายากที่มี 4 ฟอง ไข่แต่ละฟองวางห่างกันประมาณ 2-3 วัน บางครั้งนานถึง 7 วัน ทั้งสองเพศช่วยกันสร้างรังและฟักไข่ จะเริ่มฟักตั้งแต่ออกไข่ฟองแรก ใช้เวลาฟักไข่ทั้งสิ้น 18-26 วัน ทั้งนี้เพราะช่วงระยะเวลาออกไข่ต่างกันมาก ลูกนกแรกเกิดไม่มีขนปกคลุมลำตัว ผิวหนังสีน้ำตาล ตาโปน ท้องป่อง และยังไม่ลืมตา พ่อแม่นกจะช่วยกันกกและหาอาหารมาป้อน จนกระทั่งลูกนกแข็งแรงและบินออกจากรังหากินเองได้ ใช้เวลาทั้งสิ้นประมาณ 37-43 วันหลังจากลูกนกฟักเป็นตัว&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : นกแอ่นบ้านเป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณปานกลางทั่วทุกภาค&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดนกแอ่นบ้านเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
----&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Amphol</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A5&amp;diff=156</id>
		<title>นกแอ่นตาล</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A5&amp;diff=156"/>
				<updated>2015-12-09T01:17:31Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Amphol: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Cypsiurus Lesson &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Cypsiurus balasiensis'' (Gray) 1829.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Asian Palm Swift&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : Palm Swift&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นกแอ่นตาลมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Cypsiurus balasiensis'' ชื่อชนิดดัดแปลงจากชื่อเมืองหนึ่งในรัฐเบงกอล ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นสถานที่ที่พบครั้งแรกแต่เดิมนกแอ่นตาลที่พบในประเทศไทยมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cypsiurus parvus (Lichtenstein) ซึ่งเป็นชนิดเดียวกับนกแอ่นตาลในแอฟริกา (African Palm Swift) แต่ King et al. (1975) ใช้ชื่อว่า Cypsiurus balasiensis โดยอ้างตาม Brooke (1970)  ในหนังสือเล่มนี้ใช้ชื่อเช่นเดียวกับ ''King et al''. (1975), ''Howard and Moore'' (1980), ''Sibley and Monroe'' (1990), ''Lekagul'' and ''Round'' (1991) และ ''Inskipp et al''. (1996) ทั่วโลกมีนกแอ่นตาล 3 ชนิดย่อย ประเทศไทย พบ 1 ชนิดย่อยคือ Cypsiurus balasiensis infumatus (Sclater) ชื่อชนิดย่อยมาจากคำภาษาละตินคือ infumat แปลว่าควัน ความหมายคือ “สีสันคล้ายสีควันหรือสีดำ” พบครั้งแรกที่เมือง Banjermassing หรือ Banjermasin ในเกาะบอร์เนียว ประเทศอินโดนีเซีย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในอินเดีย จีนด้านตะวันตกเฉียงใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เกาะไหหลำ หมู่เกาะซุนดาใหญ่ และฟิลิปปินส์&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็กมาก (12-13 ซม.) ลำตัว ปีก และหางเรียว ลำตัวทั้งหมดสีน้ำตาลเข้ม บางครั้งมองเป็นเป็นสีออกดำ มันมีลักษณะแตกต่างจากพวกนกแอ่นกินรัง (swiftlet) ตรงที่มันมีหางเรียวกว่าและเว้าลึกกว่า (มากกว่าร้อยละ 30 ของความยาวหาง) ตะโพกและหลังสีเข้ม&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : อาศัยอยู่ตามทุ่งหญ้า ทุ่งนา ป่าละเมาะ ป่าโปร่ง และบริเวณที่ใกล้กับบ้านเรือนตั้งแต่ระดับพื้นราบจนกระทั่งความสูง 1,800 เมตรจากระดับน้ำทะเล ปกติพบอยู่เป็นฝูง ในเวลากลางวันมันใช้เวลาส่วนใหญ่บินและร่อน ทั้งในระดับสูงและระดับที่ค่อนข้างสูงจากพื้นดิน แต่ไม่ค่อยฉวัดเฉวียนอย่างนกแอ่นอื่น ส่วนในเวลากลางคือมันจะเกาะนอนหลับตามแหล่งอาศัย นกแอ่นตาลจะไม่เกาะสายไฟฟ้า ลายโทรเลข หรือกิ่งก้านของต้นไม้ ยกเว้นใบตาลหรือใบปาล์ม บางครั้งมันอาจเกาะตามเพดานหรือผนังสิ่งก่อสร้าง ขณะลงเกาะหรือบินออกหากินมักร้องเป็นเสียงแหลมและดังกังวาน นกแอ่นตาลบินใช้ปากโฉบจับกินแมลงขนาดเล็กกลางอากาศ เช่น มดที่บินได้ในอันดับมดและผึ้ง (Hymenoptera) มวนในอันดับมวน (Hemiptera) แมลงปีกแข็งในอันดับด้วงปีกแข็ง (Coleopera) เป็นต้น&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : นกแอ่นตาลผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนมิถุนายน ทำรังรวมกันเป็นกลุ่มตามใบตาล ใบมะพร้าว และใบปาล์ม บางครั้งพบมันทำรังตามผนังและชายคาบ้านและตามสิ่งก่อสร้าง เป็นรูปตะกร้า ด้านข้างติดกับใบตาลหรือปาล์ม มันใช้วัสดุพวกดอกหญ้าซึ่งมีมากในช่วงผสมพันธุ์ และใช้สิ่งที่สกัดออกมาจากต่อมน้ำลายเชื่อมยึดให้ติดกันแน่นและแข็งแรงพอจะรับน้ำหนักไข่และตัวมันได้ ทั้งสองเพศช่วยกันเลือกสถานที่ทำรังหาวัสดุ และสร้างรัง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ไข่''' : เป็นรูปรียาว สีขาว มีขนาดเฉลี่ย 11.7x17.1 มม. รังมีไข่ 2-3 ฟอง ทั้งคู่ช่วยกันฟักไข่ ลูกนกแรกเกิดมีรูปร่างเทอะทะ หัวโต ตาโต ท้องป่อง ยังไม่ลืมตา ไม่มีขนปกคลุมลำตัว และขายังไม่แข็งแรงพอจะยืนได้ พ่อแม่ต้องคอยช่วยกันกกให้ความอบอุ่นโดยให้ลูกนกซุกใต้ปีกหรือใต้ท้อง และต้องคอยช่วยกันหาอาหารมาป้อนตลอดเวลา ลูกนกแอ่นตาลเจริญเติบโตและพัฒนาขนปกคลุมลำตัวค่อนข้างเร็ว อายุเพียง 3-4 สัปดาห์มันจะมีขนาดใหญ่เกือบเท่าตัวเต็มวัยและมีขนปกคลุมทั่วตัว หลังจากนั้นไม่นานมันจะหัดบินและทิ้งรัง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : นกแอ่นตาลเป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณมากทั่วทุกภาค เป็นนกแอ่นที่พบมากและบ่อยที่สุดเมื่อเทียบกับบรรดานกแอ่นในวงศ์นี้ &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดนกแอ่นตาลเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
----&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Amphol</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=155</id>
		<title>นกแอ่นกินรัง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%87&amp;diff=155"/>
				<updated>2015-12-09T01:17:07Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Amphol: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Collocalia G.R. Gray &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Collocalia fuciphaga'' (Gmelin) 1789. &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Edible-nest Swiftlet &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : Grey-rumped Swiftlet, White-nest Swiftlet &amp;lt;br&amp;gt; &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นกแอ่นกินรังมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Collocalia fuuciphaga'' ชื่อชนิดมาจาก fuc, -i, -us เป็นรากศัพท์ภาษาละติน แปลว่าสาหร่ายทะเลหรือสีแดง (รากศัพท์ภาษาละติน) แปลว่าสาหร่ายทะเลหรือสีแดง (รากศัพท์ภาษากรีกคือ phukos ก็มีความหมายเหมือนกัน) และ phag, =e, -o หรือ phagos เป็นรากศัพท์ภาษากรีก แปลว่ากิน ความหมายคือ “นกที่กินสาหร่ายทะเลเป็นอาหาร” ชึ่งเป็นการเข้าใจผิด เพราะนกชนิดนี้ไม่กินพืชเป็นอาหาร เพียงแต่หากินอยู่เหนือน้ำทะเลและอาจลงกินน้ำเป็นครั้งคราวแต่ไม่ได้กินสาหร่ายทะเลแต่อย่างใด&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในพม่า ไทย มาเลเซีย เวียดนามตอนใต้ หมู่เกาะอันดามัน หมู่เกาะนิโคบาร์ หมู่เกาะซุนดา เกาะปาลาวัน และฟิลิปปินส์&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็กมาก (12-13 ซม.) ดูเผิน ๆ เป็นสีดำ โดยลำตัวด้านบนสีน้ำตาลแกมดำ ตะโพกสีเข้มจนเห็นเป็นสีดำ ลำตัวด้านล่างเป็นสีน้ำตาล ปกติเมื่อดูในธรรมชาติแทบจะไม่แตกต่างจากนกแอ่นพันธุ์หิมาลัยและนกแอ่นหางสี่เหลี่ยม จะแตกต่างกันตรงที่นกแอ่นกินรังมีขนาดเล็กกว่า ปีกสั้นกว่ากระพือปีกได้เร็วกว่า แข้งไม่มีขนหรือมีเพียงเล็กน้อยปลายหางเว้าตื้น หรือเป็นแฉกลึกประมาณร้อยลุ 10-19 ของความยาวของหาง ปีกยาว 11.0-12.5 ซม.&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : อาศัยอยู่ตามเกาะกลางทะเลชายฝั่งทะเล และในเมืองที่ใกล้กับแม่น้ำ มีกิจกรรมและหากินในเวลากลางวัน ส่วนในเวลากลางคืนจะเกาะอยู่เป็นกลุ่มใหญ่ตามรัง ผนังถ้ำ หรือสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ เช่น โบสถ์ บ้านเรือน เป็นต้น ในช่วงเช้าจะบินออกจากแหล่งอาศัย ไปหากินรังเป็นนกที่กระพือปีกบินสลับร่อนตลอดทั้งวันโดยไม่มีการหยุด ยกเว้นในช่วงมีลูกอ่อนที่มันจะนำอาหารมาป้อนลูกที่รังเป็นครั้งคราว แม้กระทั่งเวลาผสมพันธุ์ก็เชื่อกันว่ามันทำขณะที่ร่อนอยู่กลางอากาศในช่วงที่มีฝนตกมันจะไม่บินออกไปหากิน แต่จะรอจนกระทั่งฝนหยุดหรือซาลงแล้วจึงบินออกหากินตามปกติช่วงเย็นมันจะบินกลับแหล่งที่อยู่อาศัย ในที่บางแห่งเช่น ถ้ำที่ค่อนข้างมืด มันสามารถบินได้ดีโดยไม่ชนสิ่งกีดขวางใด ๆ ทั้งนี้เพราะมันจะส่งเสียงร้องออกไปแล้วฟังเสียงสะท้อนกลับ ทำให้รู้ว่ามีสิ่งใดขวางทางหรือไม่&lt;br /&gt;
	นกแอ่งกินรังกินแมลงขนาดเล็กเป็นอาหารโดยบินโฉบจับด้วยปากกลางอากาศ มันมีพฤติกรรมการกินน้ำโดยบินเหนือระดับน้ำเล็กน้อย จากนั้นจะโฉบลงกินน้ำครั้งแล้วครั้งเล่าจนกระทั่งอิ่ม&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : นกแอ่นกินรังผสมพันธุ์เกือบตลอดทั้งปี แต่จะพบมากที่สุดในช่วงที่ฝนตกน้อยที่สุดในรอบปี รังเป็นรูปถ้วยครึ่งซีก ขนาดยาวตามขอบบนเฉลี่ย 13.3 ซม. และลึกเฉลี่ย 5.1 ซม. ทำรังตามผนังถ้ำ หรือสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ เช่น โบสถ์อาหารบ้านเรือน รังสร้างจากสิ่งที่สกัดออกมาจากต่อมน้ำลายโดยไม่มีวัสดุใด ๆ ปน นกจะสร้างรังเฉพาะในเวลากลางคืน ใช้ระยะเวลาสร้างรังทั้งสิ้น 30-35 วันรังของนกแอ่นกินรังเป็นที่นิยมใช้เป็นอาหารโดยเฉพาะชาวจีน ไต้หวัน แลฮ่องกง โดยเชื่อกันว่าเป็นยาชูกำลังอย่างดีเลิศ อย่างไรก็ตามจากการวิเคราะห์คุณค่าทางอาหารของนกแอ่นกินรังโดยนิสา (2528) พบว่ารังนกน้ำหนัก 100 กรัม มีโปรตีนร้อยละ 54.0 คาร์โบไฮเดรตร้อยละ 23.3 น้ำร้อยละ 16.8 ไขมันร้อยละ 0.3 และอื่น ๆ เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัสร้อยละ 5.6 นกแอ่นกินรังมีพฤติกรรมการสร้างรังทดแทน (re-nest) คือมันจะสร้างรังใหม่ขึ้นทดแทนรังที่ถูกทำลายรังแรกจะมีสีขาวหรือขาวมอ แต่รังต่อ ๆ ไปจะมีสีแดงของเลือดผสมด้วย รังที่ 2 ใช้เวลาสร้าง 20-25 วัน และถ้าถูกทำลายอีกจะสร้างรังที่ 3 โดยใช้เวลา 15-17 วัน ปกติมันจะสร้างเพียง 3 รังเท่านั้นแม้รังจะถูกทำลายไปอีกและมันยังไม่ได้วางไข่ก็ตามแต่บางตัวก็สร้างรังที่ 4 และ 5 การเก็บรังนกแอ่นกินรังในประเทศไทย มักเก็บรังแรกหลังจากที่นกวางไข่ ลูกนกฟักเป็นตัว และทิ้งรังไปแล้ว ไม่นิยมเก็บรับนกก่อนที่นกวางไข่เพื่อให้นกสร้างรังที่ 2 ทดแทน ทั้งนี้อาจเป็นเพราะรังที่ 2 มีสีออกแดง ราคาไม่ดีเท่ากับรังแรกหรือเป็นเพราะไม่ต้องการรบกวนนกมากนัก หากรบกวนมากและนกหนีไป รายได้จากการเก็บรังนกก็จะน้อยลง ไม่คุ้มกับการได้รับสัมปทานเก็บรังนกรังนกซื้อขายกันประมาณกิโลกรัมละ 8,500 บาท ทั้งนี้รังนกจำนวน 80-85 รังจึงนะได้น้ำหนักประมาณ 1 กิโลกรัม&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ไข่''' : ของนกแอ่นกินรังเป็นรูปยาวรี ปลายทั้งสองข้างเรียว มีขนาดเฉลี่ย 12.4x19.6 มม. เปลือกไข่มีผิวเรียบและบาง ไข่สีขาว รังมีไข่ 2 ฟอง ทั้งสองเพศช่วยกันสร้างรังและฟักไข่ โดยฟักเฉพาะในช่วงกลางคืน ใช้เวลาฟักไข่ทั้งสิ้น 22-25 วัน ลูกนกแรกเกิดยังไม่ลืมตาและไม่มีขนปกคลุมลำตัว ในช่วงกลางวันพ่อแม่นกจะช่วยกันดูแลและหาอาหารมาป้อนส่วนช่วงกลางคืนจะช่วยกันกกให้ความอบอุ่น ประมาณ 5-6 สัปดาห์ลูกนกจะบินได้แข็งแรง จากนั้นจะทิ้งรัง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : นกแอ่นกินรังเป็นนกประจำถิ่นพบบ่อยแลปริมาณปานกลางตามเกาะทางภาคใต้และชายฝั่งทะเลทั่วไปทั้งฝั่งอ่าวไทยและฝั่งทะเลอันดามันนอกจากนี้ยังมีรายงานพบบริเวณกรุงเทพมหานครด้วย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดนกแอ่นกินรังเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
----&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Amphol</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%99&amp;diff=154</id>
		<title>นกเอี้ยงหงอน</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%99&amp;diff=154"/>
				<updated>2015-12-09T01:16:42Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Amphol: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;'''วงศ์''' : Acridotheres Vieillot &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Acridotheres cinereus'' (Bonaparte), 1851&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : White-vented Myna&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : นกเอี้ยงดำ,Crested Myna&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Acridotheres cinereus'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ ciner,-ar,-e,-I หรือ cinis แปลว่าสีเทา ความหมายคือ “นกที่มีสีเทา” พบครั้งแรกที่ประเทศมาเลเซีย Sibley and Moroe (1990) ใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ของนกเอี้ยงหงอนว่า Acridotheres grandis (Moore) 1858. ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ “นกที่มีขนาดใหญ่” พบครั้งแรกที่กรุงเทพมหานคร Lekagul and Round (1990) ใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Acridotheres javanicus ชื่อชนิดดัดแปลงจากชื่อสถานที่ที่พบครั้งแรก คือ เกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย Inskipp et al. (1996) ถือว่าทั้ง 3 ชนิด คือ cinereus,grandis และ javanicus เป็นชนิดเดียวกัน และใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ตั้งก่อนคือ cinereus ทั่วโลกมี 3 ชนิดย่อย ประทเทศไทยพบ 1 ชนิดย่อย คือ Acridotheres cinereus cinereus ที่มาและความหมายของชื่อชนิดย่อยเช่นเดียวกับชื่อชนิด&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในอินเดีย จีนตอนใต้ พม่า ไทย และอินโดจีน ในมาเลเซียเป็นนกที่นำเข้าไป&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็ก (25 ซม.) สีสันโดยทั่วไปเป็นสีดำ หัวมีพุ่มหงอนขนยาว ขาและนิ้วสีเหลือง มีลายพาดสีขาวบริเวณโคนของขนปลายปีกซึ่งจะเห็นได้ชัดขณะบิน ปลายหางมีแถบขนาดกว้างสีขาว ขนคลุมโคนขนหางด้านล่างสีขาว ตาสีน้ำตาลจนถึงน้ำตาลแกมส้ม&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : อาศัยอยู่ตามทุ่งนา ทุ่งโล่งซึ่งใกล้กับแหล่งน้ำ สวนผลไม้ หมู่บ้าน และในเมืองมักพบอยู่เป็นคู่หรือเป็นฝูง อาจพบอยู่รวมกับนกเอี้ยงและนกกิ้งโครงอื่น ๆ โดยเฉพาะนกเอี้ยงสาลิกา นกเอี้ยงด่าง และนกกิ้งโครงคอดำ อุปนิสัยไม่แตกต่างจากนกเหล่านี้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์'''  : ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม ลักษณะของรังไม่แตกต่างจากนกเอี้ยงควาย โดยการนำฟางข้าว ใบไม้ ใบหญ้า กิ่งไม้เล็ก ๆ มาวางภายในโพรงไม้ ซึ่งมักเป็นโพรงเก่าของนกและสัตว์อื่น บางครั้งวางวัสดุตามกิ่งไม้คล้ายนกเอี้ยงสาลิกาและนกกิ้งโครงคอดำ แต่ไม่ค่อยพบที่วางรังตามซอกหลังคาบ้านหรือสิ่งก่อสร้างอย่างนกเอี้ยงสาลิกา รังมีไข่ 4-5 ฟอง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' : สีน้ำเงิน ขนาดของไข่โดยเฉลี่ย 20.7x29.2 มม. ชีววิทยาการสืบพันธุ์อื่นไม่แตกต่างจากนกเอี้ยงสาลิกาและนกกิ้งโครงทั่วไป รวมทั้งการวางไข่มากกว่า 1 รังในแต่ละปี&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : เป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณมากทั่วทุกภาค ในอดีตไม่พบทางภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ลงไป แต่ขณะนี้มีนกบางส่วนกำลังขยายถิ่นที่อาศัยไปยังภาคใต้เนื่องจากพื้นที่ป่าถูกทำลายลงจนเป็นที่โล่งมากขึ้น&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
----&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Amphol</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2&amp;diff=153</id>
		<title>นกเอี้ยงสาริกา</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2&amp;diff=153"/>
				<updated>2015-12-09T01:16:15Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Amphol: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;'''วงศ์''' : Acidotheres Vieillot &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Acridotheres tristis'' (Linnaeus) 1766.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Common Myna&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : Common Mynah , นกเอี้ยงสาลิกา&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Acridotheres tristis'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ trist,-I แปลว่าเศร้าหรือมัวหมอง (รากศัพท์ภาษาละตินสมัยใหม่คือ tristis แปลว่าสีไม่สดใส) ความหมายคือ “นกที่มีสีไม่สดใส” พบครั้งแรกที่ประเทศอินเดีย ทั่วโลกมี 3 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 1 ชนิดย่อย คือ Acridotheres tristis tristis (Linnaeus) ที่มาและความหมายของชื่อชนิดย่อยเช่นเดียวกับชื่อชนิด&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ตั้งแต่อัฟกานิสถานจนถึงจีนด้านตะวันตกเฉียงใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็ก (25 ซม.) เป็นนกชนิดเดียวในสกุลนี้ที่ขนคลุมขนปีกด้านล่างมีสีขาวตัวเต็มวัยสีสัยของร่างกายเป็นสีน้ำตาลเข้ม โดยบริเวณหัว คอหอย และอกตอนบนเป็นสีดำ ปาก หนังบริเวณวงรอบเบ้าตา และนิ้วเป็นสีเหลือง ขนคลุมโคนขนหางด้านล่างสีขาว ไม่มีพุ่มหงอนขน ต่างจากนกชนิดอื่นในสกุลนี้โดยตาสีแดงถึงน้ำตาลแดง ขณะบินจะเห็นลายพาดสีขาวบริเวณโคนของขนปลายปีก ตัวไม่เต็มวัยสีทึมกว่า หัวและคอหอยเป็นสีน้ำตาล&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : อาศัยอยู่ตามทุ่งโล่ง แหล่งกสิกรรม หมู่บ้าน และในเมือง ตั้งแต่พื้นราบจนกระทั่งความสูง 1,500 เมตรจากระดับน้ำทะเล พบอยู่เป็นคู่หรือเป็นฝูง และอาจพบเป็นฝูงใหญ่มาก มักพบอยู่รวมกับนกกิ้งโครงคอดำ นกเอี้ยงด่าง และนกเอี้ยงหงอน ส่วนใหญ่หากินตามพื้นดิน ซึ่งอาจเป็นบริเวณที่ชื้นแฉะ ทุ่งนา ทุ่งหญ้า ริมถนน เล้าหมู เล้าไก่ และบริเวณแหล่งกสิกรรมทั่วไป โดยเดินหรือเกาะบนหลังสัตว์เลี้ยงพวกวัวควายขณะหากินตามทุ่งหญ้า บ่อยครั้งที่พบเดินหรือกระโดดไปตามคนหรือรถที่กำลังไถนาหรือไถไร่ จะเห็นเป็นประจำที่นกทั้งฝูงบินขึ้นพร้อมกันไปเกาะตามกิ่งไม้เมื่อตกใจหรือเมื่อมีสิ่งรบกวน บางครั้งการบินดังกล่าวแทบไม่มีเหตุผลใด ๆ จากนั้นจะทยอยบินกลับมาที่เดิม นอกจากจะหากินตามพื้นดิน ซึ่งอาหารส่วนใหญ่เป็นแมลง ตัวหนอน สัตว์ขนาดเล็กและธัญพืช ยังหากินบนกิ่งไม้ โดยกินผลไม้ แมลงและตัวหนอนด้วย นอกจากนี้ยังพบเป็นประจำที่เกาะตามสายไฟฟ้า หลังคาบ้านและสิ่งก่อสร้าง และมักหากินในช่วงเช้าก่อนเที่ยงและในช่วงบ่าย ส่วนช่วงกลางวันที่มีอากาศร้อนจัดจะเกาะพักผ่อนหรือหลบซ่อนตามกิ่งไม้ที่มีใบหนาแน่น ช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์จะเห็นนกเอี้ยงสาลิกาเกาะนอนหลับตามต้นมะพร้าว ตาล ปาล์ม กอไผ่ กิ่งไม้ ชายคาบ้าน และสิ่งก่อสร้าง ซึ่งจะแก่งแย่งที่เกาะกันด้วยการส่งเสียงร้องทำให้เกิดเสียงเซ็งแซ่จนกระทั่งมืดจึงเงียบเสียงไป แต่ในช่วงฤดูผสมพันธุ์เสียงเหล่านี้อาจเกิดขึ้นไม่มากนัก เพราะพวกมันแยกไปทำรัง การแก่งแย่งจึงมีน้อยลง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูฝนระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกันยายน พบบ่อยในช่วงเดือนกรกฎาคม นกคู่หนึ่งอาจวางไข่ 2 รังในแต่ละปี หรือ อาจมากถึง 3 รัง พฤติกรรมนี้เหมือนกับนกเอี้ยงด่างและนกกิ้งโครงคอดำ คือนกจะวางไข่ทันทีที่ไข่ในรังเก่าถูกทำลาย หรืออาจวางไข่ใหม่หลังจากที่เลี้ยงดูลูกในรังเก่าจนกระทั่งลูกแยกจากพ่อแม่แล้ว นกเอี้ยงสาลิกาทำรังตามชายคาบ้านและสิ่งก่อสร้าง คอต้นตาล ต้นมะพร้าว ต้นปาล์ม โพรงต้นไม้ หรือกิ่งไม้ โดยใช้วัสดุพวกกิ่งไม้ขนาดเล็ก ใบไม้ ใบหญ้า ฯลฯ มาวางซ้อนกันหรือแทรกเข้าไปในหลืบหรือในโพรง ขึ้นอยู่กับสถานที่และมักจะใช้รังหรือสถานที่เดิมทุกปี รังมีไข่ 4-5 ฟอง หายากที่มี 6 ฟอง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' : ไข่สีน้ำเงิน ขนาดของไข่โดยเฉลี่ย 21.9x30.8 มม. ทั้งสองเพศช่วยกันหาสถานที่ วัสดุสร้างรัง ฟักไข่ และเลี้ยงลูกอ่อน ใช้เวลาฟักไข่ 17-18 วัน ลูกนกอายุ 22-24 วันจะแข็งแรงและบินได้หลังจากนั้นจะแยกจากพ่อแม่ไปหากินตามลำพัง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : เป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณมากทั่วทุกภาค&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
----&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Amphol</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B9%8C%E0%B9%83%E0%B8%95%E0%B9%89&amp;diff=152</id>
		<title>นกเอี้ยงดำปักษ์ใต้</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%B3%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B9%8C%E0%B9%83%E0%B8%95%E0%B9%89&amp;diff=152"/>
				<updated>2015-12-09T01:15:53Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Amphol: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;'''วงศ์''' : Aplonis Gould &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Aplonis panayensis'' (Scopoli) 1783.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Asian Glossy Starling&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : Philippine Glossy Starling,Glossy Starling,Philippine Starling&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Aplonis panayensis'' ชื่อชนิดดัดแปลงจากชื่อสถานที่ที่พบครั้งแรก คือเกาะปาในประเทศฟิลิปปินส์ ทั่วโลกมี 13 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 1 ชนิดย่อยคือ Aplonis panayensis strigatus (Horsfield) ชื่อนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ strig,=a แปลว่าลายขีด และ –tus เป็นคำลงท้ายความหมายคือ “นกที่มีลายขีด” พบครั้งแรกที่เกาะชวาประเทศอนิโดนีเซีย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในอินเดียตะวันออก พม่า ไทย มาเลเซีย หมู่เกาะอันดามัน หมู่เกะนิโคบาร์ หมู่เกาะซุนดาใหญ่ และฟิลิปปินส์&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็ก (20 ซม.) ตัวเต็มวัยสีเขียวเข้มเกือบดำเป็นมันวาว ตาสีแดง แต่มักมองเห็นเป็นสีดำ โดยเฉพาะบริเวณที่แสงสว่างไม่เพียงพอ ตัวไม่เต็มวัยลำตัวด้านบนสีน้ำตาลแกมดำและมีเหลือบสีเขียว ลำตัวด้านล่างสีออกขาว มีลายขีดขนาดใหญ่สีดำ ตาเป็นสีแดง เหลือง ส้ม หรือชมพู&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : อาศัยอยู่ตามสวนผลไม้ ป่ารุ่น แหล่งกสิกรรม ในเมือง และริมถนน มักพบอยู่เป็นคู่หรือเป็นฝูง และอาจพบอยู่รวมกับนกเอี้ยง นก กิ้งโครง และนกที่กินผลไม้ ตามต้นไทร หว้า หรือต้นไม้ ผลอื่น ช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์จะเกาะตามต้นมะพร้าวต้นปาล์ม ต้นตาล และต้นไม้อื่น ๆ เพื่อนอนหลับซึ่งอาจพบเป็นฝูงใหญ่มาก หากินตามกิ่งไม้เป็นส่วนใหญ่แต่อาจลงมาบนพื้นดินบ้าง เพื่อจิกผลไม้สุกที่หล่นจากต้น อาหาร ได้แก่ ผลไม้ น้ำหวานดอกไม้ แมลง และตัวหนอน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม ทำรังตามโพรงต้นมะพร้าว ต้นตาล และต้นไม้ที่ตายยืนต้น มักเป็นโพรงที่เกิดตามธรรมชาติหรือโพรงเก่าของสัตว์อื่น เช่น นกหัวขวาน กระรอก เป็นต้น บางครั้งอาจทำรังตามซอกตึกหรือหลังคาบ้าน รังมักอยู่สูงจากพื้นดินพอสมควรรังมีไข่ 2-4 ฟอง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' : ไข่สีขาว อาจมีลายดอกดวงเล็ก ๆ สีน้ำตาลแกมแดง ขนาดของไข่โดยเฉลี่ย 19.7x26.6 มม. ทั้งสองเพศช่วยกันหาสถานที่ทำรัง ช่วยกันฟักไข่และเลี้ยงดูลูกอ่อน ใช้เวลาฟักไข่ 15-16 วัน ใช้เวลาเลี้ยงลูก 18-20 วัน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : เป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณมาก พบเฉพาะทางภาคใต้ตั้งแต่คอคอดกระลงไป&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
----&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Amphol</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A2&amp;diff=151</id>
		<title>นกเอี้ยงควาย</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A2&amp;diff=151"/>
				<updated>2015-12-09T01:15:13Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Amphol: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;'''วงศ์''' : Acridotheres Vieillot &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Acridotheres fuscus''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Jungle Myna&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : Buffalo Myna,Indian Jungle Mynah&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Acridotheres fuscus'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ fusc หรือ fusca แปลว่าสีเทาหรือน้ำตาล ความหมายคือ “นกที่มีสีเทาหรือน้ำตาล” พบครั้งแรกที่ประเทศอินเดีย นกเอี้ยงความมีชื่อพ้องว่า Acridotheres mahrattensis (Sykes) ชื่อพ้องดัดแปลงจากชื่อสถานที่ที่พบครั้งแรกคือเมือง Mahratta ในประเทศอินเดีย อย่างไรก็ตาม Howard and Moore (1980) จัดเป็นชนิดย่อยหนึ่งเท่านั้น โดยเขียนเป็นชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Acridotheres fuscus mahrattensis ทั่วโลกมี 5 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 1 ชนิดย่อย คือ Acridotheres fuscus torquatus (Davison) ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ torquat หรือ torqis หรือ torques แปลว่าแถบรอบคอ ความหมายคือ “นกที่มีลายแถบรอบคอ” พบครั้งแรกที่ประเทศมาเลเซีย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในอินเดีย พม่า ไทย และมาเลเซีย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็ก (24 ซม.) แตกต่างจากนกเอี้ยงสาลิกาและนกเอี้ยงหงอนโดยปากเป็นสีเหลือง โคนปากเป็นสีน้ำเงินแก่ ตาสีเหลือง มี พุ่มหงอนบนหัวแต่สั้น ลำตัวด้านบนสีน้ำตาลแกมเทาเข้ม หัวสีออกดำ คอหอยและอกสีเทาเข้ม ขนคลุมโคนขนหางด้านล่างสีขาว แตกต่างจากนกเอี้ยงสาลิกาโดยไม่มีแผ่นหนังบริเวณวงรอบเบ้าตา ขนคลุมโคนขน หางด้านล่างสีเทา นิ้วสีส้มหรือเหลือง ตัวไม่เต็มวัยหัวมีสีทึมกว่า สีออกเป็นสีน้ำตาลมากกว่า และลำตัวด้านล่างเป็นสีขาว&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : อาศัยอยู่ตามทุ่งนาและป่าหญ้า โดยเฉพาะบริเวณรอบแหล่งน้ำ อาจพบได้ในป่าซึ่งถูกแผ้วถางและป่าชายเลน พบอยู่เป็นฝูง และอาจพบอยู่รวมกับนกเอี้ยงและนกกิ้งโครงอื่น ไม่ค่อยพบที่เข้ามาอยู่ใกล้กับบ้านเรือนหรือผู้คน แต่จะอาศัยเกาะนอนหลับตามไร่อ้อย กก อ้อ พง และกิ่งไม้ พบเป็นประจำที่หากินด้วยการเกาะบนหลัง เดิน หรือกระโดดตามสัตว์เลี้ยงพวกวัวควายเพื่อกินแมลงที่มาตอมหรือแมลงที่กระโดดหรือบินหนีภายหลังวัวควายเหยียบย่ำทุ่งหญ้า นอกจากนี้ยังหากินผลไม้ น้ำหวานดอกไม้แมลง และตัวหนอนตามกิ่งไม้ พฤติกรรมโดยทั่วไปไม่แตกต่างจากนกเอี้ยงสาลิกาและนกเอี้ยงหงอน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูฝนระหว่างเดือนสิงหาคมถึงเดือนกรกฎาคม ส่วนใหญ่ทำรังตามโพรงไม้ ซึ่งมักเป็นโพรงเก่าของนกหัวขวาน และนกที่ทำรังตามโพรงไม้อื่น ๆ โดยการนำกิ่งไม้เล็ก ๆ ใบไม้ ใบหญ้า รากไม้ ขนนก และวัสดุอื่นอีกหลายอย่างมารองภายในโพรง โพรงมักอยู่สูงจากพื้นดิน 2-6 เมตร มักใช้โพรงเดิมทำรังเป็นประจำทุกปี รังมีไข่ 4-6 ฟอง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' : สีน้ำเงิน ขนาดของไข่โดยเฉลี่ย 20.9x28.9 มม. ทั้งสองเพศช่วยกันเลือกสถานที่ในการทำรัง เสริมสร้างรัง ฟักไข่ และเลี้ยงดูลูกอ่อน ใช้เวลาฟักไข่ 17-18 วัน ใช้เวลาเลี้ยงลูก 20-21 วัน ในแต่ละปีอาจวางไข่มากกว่า 1 รัง โดยพฤติกรรมดังกล่าวไม่แตกต่างจากนกเอี้ยงสาลิกา&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : เป็นนกประจำถิ่น พบไม่บ่อยและปริมาณไม่มานัก พบเฉพาะทางภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ลงไป&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
----&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Amphol</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A5&amp;diff=150</id>
		<title>นกอีเสือสีน้ำตาล</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A5&amp;diff=150"/>
				<updated>2015-12-09T01:14:12Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Amphol: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;'''วงศ์''' : Lanius Linnaeus &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Lanius cristatus'' (Linnaeus),1758.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Brown Shrike&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : -&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Lanius cristatus'' ชื่อชนิดเป็นคำในภาษาละตินคือ Cristatus แปลว่าหงอน (รากศัพท์ภาษาละตินคือ crist,=a แปลว่าหงอน และ –tus เป็นคำลงท้าย) ความหมายคือ “นกที่หัวมีลักษณะเด่น” พบครั้งแรกที่รัฐเบงกอล ประเทศอินเดีย ทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยมี 4 ชนิดย่อยคือ&lt;br /&gt;
#Lanius cristatus cristatus Linnaeus ที่มาและความหมายของชื่อชนิดย่อยเช่นเดียวกับชื่อชนิด&lt;br /&gt;
#Lanius cristatus confuses Stegmann ชื่อชนิดย่อยอาจมาจากคำในภาษาอังกฤษว่า confuse แปลว่า ยุ่งยาก สับสน ซึ่งอาจหมายถึงการจัดจำแนกพบครั้งแรกที่ประเทศรัสเซีย&lt;br /&gt;
#Lanius cristatus superciliosus Latham ชื่อชนิดย่อยเป็นคำในภาษาละตินคือ superciliosus แปลว่าคิ้ว (super แปลว่าเหนือ cili,-a,-o,=um แปลว่าขน และ –osus แปลว่าเต็มไปด้วย) ความหมายคือ “คิ้วมีลักษณะเด่น” พบครั้งแรกที่กรุงจาการ์ตาประเทศอินโดนีเซีย&lt;br /&gt;
#Lanius cristatus lucionensis Linnaeus ชื่อชนิดย่อยดัดแปลงจากชื่อสถานที่ที่พบครั้งแรก คือ เกาะลูซอน ประเทศฟิลิปปินส์&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในเอเชียตะวันออก อินเดีย จีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เกาะไหหลำ ไต้หวัน หมู่เกาะอันดามัน หมู่เกาะนิโคบาร์ หมู่เกาะซุนดา ฟิลิปปินส์ และนิวกินี&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกที่มีขนาดเล็ก (20 ซม.) ตัวเต็มวัยด้านบนลำตัวสีน้ำตาลแกมเทาจนถึงน้ำตาลถึงน้ำตาลแดง โดยชนิดย่อย cristatus กระหม่อม ลำตัวด้านบน ตะโพก และขนคลุมโคนหางด้านบนเป็นสีน้ำตาลแกมแดง (Ali and Ripley,1972) ชนิดย่อย superciliosus ลำตัวด้านบนสีน้ำตาลถึงน้ำตาลแดงมากกว่า โดบลนิเวณกระหม่อมมีสีเข้มที่สุด ตะโพกสีน้ำตาลเหลืองถึงน้ำตาลแดง ชนิดย่อย lucionensis กระหม่อม ช่วงไหล่ และโคนปีกเป็นสีเทาจาง คิ้วไม่เด่นชัด และชนิดย่อย confusus กระหม่อมสีน้ำตาล&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : อาศัยอยู่ตามทุ่งโล่ง ทั้งบริเวณที่ใกล้แหล่งน้ำและบริเวณที่ค่อนข้างแห้งแล้งป่าละเมาะ และสวนผลไม้ ส่วนใหญ่ในระดับต่ำ แต่อาจพบได้ถึงในระดับความสูง 2,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล โดยเฉพาะช่วงอพยพ อุปนิสัยโดยทั่วไปไม่แตกต่างจากนกอีเสือหัวดำ แต่มักมีกิจกรรมในช่วงเช้าตรู่และเย็นค่ำมากกว่า&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' :ไม่มีรายงานการทำรังวางไข่ในประเทศไทย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : เป็นนกอพยพมาช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์ พบบ่อยและปริมาณมาก ชนิดย่อย cristatus พบทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงใต้ ชนิดย่อย confusus พบภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียวเหนือ ตอนใต้ของภาคกลาง และภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ลงไป ชนิดย่อย superciliosus พบทางภาคใต้ตอนใต้สุด ชนิดย่อย lucionelucionensis พบทางภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือบางส่วน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
----&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Amphol</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD&amp;diff=149</id>
		<title>นกอีเสือลายเสือ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD&amp;diff=149"/>
				<updated>2015-12-09T01:13:42Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Amphol: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;'''วงศ์''' : Lanius Linnaeus &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Lanius tigrinus''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Tiger Shrike&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : Thick-billed Shrike&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Lanius tigrinus'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ tigri,-n หรือ tigris แปลว่าเสือโคร่ง และ –inus เป็นคำลงท้าย แปลว่าเหมือน ความหมายคือ “นกที่มีลายคล้ายลายเสือโคร่ง” พบครั้งแรกที่เกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย ไม่มีการแบ่งเป็นชนิดย่อย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในเอเชียตะวันออก จีนตอนใต้และตะวันออก พม่า ไทย ลาว ไต้หวัน มาเลเซีย หมู่เกาะ ซุนดาใหญ่ และฟิลิปปินส์&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็ก (19 ซม.) หัวค่อนข้างโต ดวงตาใหญ่ ตัวเต็มวัยแตกต่างจากนกอีเสือหลังแดงตรงที่ลำตัวด้านบนและลำตัวด้านข้างมีลายพาดสีดำ ปีกและหางสีน้ำตาลแดง ไม่มีลายแถบสีขาวที่ปีก และไม่มีสีขาวใด ๆ ที่ด้านข้างของหาง ตัวเมียลำตัวด้านข้างมีลายคล้ายเกล็ดสีดำถี่มาก หัวตาและคิ้วสีขาว ตัวไม่เต็มวัยแตกต่างจากตัวไม่เต็มวัยของนกอีเสือสีน้ำตาลและนกอีเสือหลังแดงตรงที่ลำตัวด้านบนและลำตัวด้านล่างมีลายคล้ายเกล็ด อาจมีคิ้วสีเหลืองหรือขาวหรือไม่มีเลย บางครั้งวงรอบเบ้าตามีสีขาว หรือมีสีขาวเป็นพื้นที่เล็ก ๆ หลังตา&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : อาศัยอยู่ตามป่าโปร่ง ป่าดงดิบ ชายป่า ป่ารุ่น ตั้งแต่พื้นราบจนกระทั่งความสูงอย่างน้อย 300 เมตรจากระดับน้ำทะเล และอาจพบได้ในป่าชายเลนและสวนผลไม้ มักพบเกาะตามกิ่งไม้หรือตอไม้เพื่อจ้องและโฉบจับแมลงซึ่งเป็นอาหารส่วนใหญ่ อุปนิสัยอื่น ๆ ไม่แตกต่างจากนกอีเสือหัวดำและนกอีเสือสีน้ำตาล&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : ไม่มีรายงานการทำรังวางไข่ในประเทศไทย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : เป็นนกอพยพผ่านประเทศไทยไปยังประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย จะพบเฉพาะในช่วงต้นและปลายฤดูอพยพ พบบ่อยและปริมาณปานกลาง พบทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก ภาคกลาง และภาคใต้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
----&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Amphol</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%96%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B3&amp;diff=148</id>
		<title>นกอีแพรดแถบอกดำ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%94%E0%B9%81%E0%B8%96%E0%B8%9A%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B3&amp;diff=148"/>
				<updated>2015-12-09T01:13:17Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Amphol: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;'''วงศ์''' : Rhipidura Vigors and Horsfield &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Rhipidura javanica'' (Sparrman) 1788.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Pied Fantail&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : Pied Fantail Flycatcher&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Rhipidura javanica'' ชื่อชนิดดัดแปลงจากชื่อสถานที่ที่พบครั้งแรก คือเกาะชวาประเทศอินโดนีเซีย ทั่วโลกมี 3 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 1 ชนิดย่อย คือ Rhipidura javanica longicauda Wallace ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ long,-I หรือ longus แปลว่ายาว และ caud,=a แปลว่าหาง ความหมายคือ “นกที่มีหางยาว” พบครั้งแรกที่เกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในพม่า ไทย กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย หมู่เกาะซุนดาใหญ่ และฟิลิปปินส์&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็ก (18 ซม.) ตัวเต็มวัยมีลายพาดสีดำผ่านอกตอนบน ตัดกับสีของคอหอยที่มีสีขาว และท้องที่มีสีขาวแกมสีเนื้อ ลำตัวด้านบนสีเทาเข้ม-น้ำตาล หัวสีออกดำ คิ้วและปลายขนหางสีขาว ตัวไม่เต็มวัยตะโพกและขนคลุมโคนขนหางด้านบนสีน้ำตาลแกมน้ำตาลแดง ปีกมีลายพาดสีน้ำตาลแดง แถบที่อกขนาดเล็กและมีลายสีขาว&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : อาศัยอยู่ตามสวนผลไม้บริเวณที่ใกล้บ้านเรือน ป่าละเมาะ ทุ่งโล่ง และป่าชายเลน ตั้งแต่พื้นราบจนกระทั่งความสูง 450 เมตรจากระดับน้ำทะเล มักเกาะหรือกระโดดไปมาตามกิ่งไม้ระดับต่ำ ไม้พุ่ม ไม้พื้นล่าง หรือบนพื้นดิน บางครั้งพบเกาะตามเรือนยอดของต้นไม้ระดับสูง ขณะเกาะหรือกระโดดไปมามักยกหางขึ้นเล็กน้อย แผ่ขนหางเป็นรูปพัด อาจพบอยู่โดดเดี่ยวหรือเป็นคู่ มีพฤติกรรมในการป้องกันอาณาเขต ถ้าสัตว์อื่นหรือนกที่ไม่ใช่คู่ของมันหลงเข้ามาในอาณาเขตที่มันครอบครองอยู่ จะส่งเสียงร้องและไล่จิกตีให้ออกไป นกอีแพรดแถบอกดำร้อง “ชิบ-ชิบ-ชิวิก” เป็นเสียวสูงและเน้นที่พยางค์สุดท้าย อาหารได้แก่ แมลงขนาดเล็กและตัวหนอน โดยจิกกินตามกิ่งไม้ ยอดไม้ บนพื้นดิน และโฉบจับกลางอากาศใกล้กับที่เกาะ&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูฝนระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกรกฎาคม ทำรังตามกิ่งของไม้ต้นหรือไม้พุ่มที่แตกขนานไปกับพื้นดิน ปกติสูง 2-6 เมตร รังเป็นรูปถ้วยกลม กว้างประมาณ 7-8 ซม. ลึก 2-4 ซม. ก้นรังติดอยู่กับกิ่งไม้ วัสดุที่ใช้ทำรังประกอบด้วยกิ่งไม้เล็ก ๆ ใบไม้ ใบหญ้า เปลือกไม้ เส้นใยมะพร้าวเชื่อมและอัดกันแน่นด้วยใยแมงมุม ทั้งสองเพศช่วยกันหาวัสดุและก่อสร้างรัง เริ่มต้นโดยใช้ใบหญ้าหรือใยมะพร้าวผูกติดกับกิ่งไม้ จากนั้นก็ใช้กิ่งไม้ เปลือกไม้และใบหญ้า มาโค้งเป็นรูปรัง มีการสานสอดวัสดุเล็กน้อยใช้ใบไม้เปลือกไม้มาหุ้มโครงสร้างดังกล่าว โดยใช้ใยแมงมุมเป็นตัวเชื่อม จนกระทั่งรังแน่นหนา แข็งแรงและยึดติดกับกิ่งไม้อย่างมั่นคง รังมีไข่ 2-3 ฟอง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' : มีสีพื้นเป็นสีน้ำตาลอ่อน มีจุดสีน้ำตาลเข้มรอบไข่ด้านป้าน ขนาดของไข่โดยเฉลี่ย 13.45x16.50 มม. ทั้งสองเพศช่วยกันฟักไข่และช่วยกันเลี้ยงดูลูกอ่อน จะเริ่มฟักไข่หลังจากออกไข่และช่วยกันเลี้ยงดูลูกอ่อน จะเริ่มฟักไข่หลังจากออกไข่ฟองสุดท้ายของรังแล้ว ใช้เวลาฟักไข่ทั้งสิ้น 12-13 วัน ลูกนกเมื่อออกจากไข่ใหม่ ๆ ไม่มีขนคลุมร่างกาย อายุประมาณ 2 สัปดาห์จะออกจากรังแต่ยังรวมกันอยู่เป็นครอบครัว จากนั้นจะแยกไปหากินตามลำพัง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : เป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณมาก พบทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ ภาคกลาง และภาคใต้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : ยังไม่จัดเป็นสัตว์ป่าสงวนหรือสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
----&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Amphol</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B2&amp;diff=147</id>
		<title>นกอัญชันอกเทา</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B2&amp;diff=147"/>
				<updated>2015-12-09T01:12:44Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Amphol: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;'''วงศ์''' : Gallirallus Lafresnaye &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Gallirallus striatus'' (Linnaeus) 1766.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Slaty-breasted Rail&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : Blue-breasted Banded Rail&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นกอัญชันอกเทามีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Gallirallus striatus'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ =stria, -I แปลว่าร่องหรือขีด และ –tus เป็นคำลงท้าย ความหมายคือ “มีลายขีด” พบครั้งแรกที่ประเทศฟิลิปปินส์ ทั่วโลกมีนกอัญชันอกเทา 7 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 1 ชนิดย่อยคือ Gallirallus striatus albivener Swainson ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ alb, -I, -id หรือ albus แปลว่าสีขาว และ vent, =er, -r, -ro หรือ ventris แปลว่าด้านล่างหรือท้องชื่อชนิดย่อยจึงหมายถึง “ท้องสีขาว” พบครั้งแรกที่ประเทศอินเดีย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในอินเดีย จีนตอนใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไต้หวัน หมู่เกาะอันดามัน หมู่เกาะนิโคบาร์ หมู่เกาะซุนดาใหญ่ เกาะสุลาเวซี และฟิลิปปินส์&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็ก (27 ซม.) ตัวเต็มวัยมีปากขาว กระหม่อม ท้ายทอย และคอด้านบนสีน้ำตาลแดง ลำตัวด้านบนสีเทาแกมน้ำตาลมีลายจุดและลายขีดสีขาว อกสีเทาเข้ม ลำตัวด้านล่างเป็นลายแถบสีขาวสลับดำ ขาและนิ้วสีเทา ตัวไม่เต็มวัยกระหม่อม ท้ายทอย คอ และลำตัวด้านบนมีลายขีดสีดำและน้ำตาล อกสีออกน้ำตาล ลำตัวด้านล่างสีจางกว่าและลายขีดไม่เด่นชัด&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : อาศัยอยู่บริเวณชายน้ำที่ราบลุ่ม เช่น บึง หนอง อ่างเก็บน้ำ ทะเลสาบ ทุ่งนาที่มีน้ำขัง เป็นต้น อาจพบได้ในป่าชายเลน และเคยมีรายงานพบในระดับความสูงถึง 1,300 เมตรจากระดับน้ำทะเล ปกติพบอยู่โดดเดี่ยวหรือเป็นคู่ หากินและมีกิจกรรมส่วนใหญ่ในช่วงเช้าตรู่เย็นค่ำ นกอัญชันอกเทาเวลาเดินลำตัวจะตั้งตรง หางกระดกขึ้นลงเป็นจังหวะ มันสามารถเดินบนพืชลอยน้ำได้ดีเนื่องจากมีนิ้วยาว เวลามีศัตรูจะเดินหรือวิ่งหลบซ่อนตามกอพืชนกอัญชันนอกเทาว่ายน้ำได้และอาจดำน้ำในบางโอกาสโดยเฉพาะเมื่อจวนตัว ปกติมันจะเดินบนพื้นดินบริเวณชายน้ำหรือบนพืชลอยน้ำมากกว่า อาหาร ได้แก่ เมล็ดหญ้า ต้นอ่อนของหญ้าหรือพืชน้ำ หอย ปู ปลา ตัวหนอน และแมลงต่าง ๆ&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : นกอัญชันอกเทาผสมพันธุ์ในช่วงฤดูฝนระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายน ทำรังตามพื้นดิน กอหญ้า หรือบนพืชลอยน้ำ รังเป็นแบบง่าย ๆ เพียงใช้ใบหญ้า ใบพืช หรือใบกกมาวางซ้อนกันแล้วทำแอ่งตรงกลาง โดยทั่วไปรังมีเส้นผ่านศูนย์กลางขอบนอก 20-25 ซม. ไข่สีขาวแกมสีครีมถึงสีเนื้อแกมชมพู มีลายจุดและลายแต้มสีออกแดงมากทางด้านป้าน มีขนาดเฉลี่ย 25.8x33.7 มม. รังมีไข่ 5-7 ฟอง บางรังอาจมีมากถึง 9 ฟอง ทั้งสองเพศช่วยกันทำรังและฟักไข่ ใช้เวลาฟักไข่ทั้งสิ้น 19-22 วัน ลูกนกแรกเกิดลืมตาได้ มีขนอุยปกคลุมทั่วตัว หลังออกจากไข่ได้ไม่นานมันก็สามารถเดินตามพ่อแม่ไปหาอาหารได้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : นกอัญชันอกเทาเป็นนกประจำถิ่นพบบ่อยและปริมาณปานกลางทางภาคเหนือ ภาคกลางและภาคใต้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดนกอัญชันอกเทาเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
----&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Amphol</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A5&amp;diff=146</id>
		<title>นกหัวขวานสีตาล</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A5&amp;diff=146"/>
				<updated>2015-12-09T01:12:16Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Amphol: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;'''วงศ์''' : Celeus Boie&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Celeus brachyurus'' (Vieillot) 1818.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Rufous Woodpecker&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : -&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นกหัวขวานสีตาลมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Celeus brachyurus'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษากรีกคือ brachy หรือ brakhus แปลว่าสั้นและ ur,=a,-o หรือ –ouros แปลว่าหาง ความหมายคือ “นกที่มีหางสั้น” พลครั้งแรกที่เกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย&lt;br /&gt;
	ทั่วโลกมีนกหัวขวานสีตาล 12 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 3 ชนิดย่อยคือ&lt;br /&gt;
#Celeus brachyurus phaioceps Blyth ชื่อชนิดย่อยมาจากคำว่า phae,-o หรือ phaios เป็นรากศัพท์ภาษากรีกแปลว่าสีเทา และ =ceps เป็นรากศัพท์ภาษาละตินสมัยใหม่ แปลว่าหัว ความหมายคือ “นกที่มีหัวสีเทา” พบครั้งแรกที่ประเทศอินเดีย&lt;br /&gt;
#Celeus brachyurus williamsoni Boden Kloss ชื่อชนิดย่อยดัดแปลงจากชื่อของบุคคล พบครั้งแรกที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นักปักษีวิทยาบางท่านก็จัดชนิดย่อย williamsoni เป็นชื่อพ้องของชนิดย่อย phaioceps แต่บางท่านก็ถือเป็นคนละชนิดย่อยกัน&lt;br /&gt;
#Celeus brachyurus squamigularis (Sundevall) ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ squam, =a, -at, -I, -o แปลว่าเกล็ด และ gularis (gul, =a) แปลว่าคอหอย ความหมายคือ “บริเวณคอหอยมีลายคล้ายเกล็ด” พบครั้งแรกที่ประเทศมาเลเซีย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในเทือกเขาหิมาลัย อินเดีย จีนตอนใต้ เกาะไหหลำ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และหมู่เกาะซุนดาใหญ่&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็ก (25 ซม.) ปากสีดำ หัวสีน้ำตาลเข้มแกมเขียว ลำตัวด้านบนสีน้ำตาลแดงเข้มมีลายเล็ก ๆ สีดำเรียงเป็นแถวถี่ ๆ ลำตัวด้านล่างสีน้ำตาลแดงมีลายเล็ก ๆ สีดำกระจายบริเวณท้องและสีข้าง ตัวผู้บริเวณแก้มมีแถบสีแดง ตัวเมียไม่มีแถบดังกล่าว&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : อาศัยอยู่ตามป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบแล้ง ป่าดงดิบชื้น และป่ารุ่น ตั้งแต่ระดับพื้นราบจนกระทั่งความสูง 900 เมตรจากระดับน้ำทะเลมักพบอยู่เป็นคู่ มันชอบเกาะบนรังมดให้มดมาไต่ตามร่างกาย จากนั้นมันจะกระโดดไปกิ่งไม้ใกล้เคียง แล้วใช้ปากจับมดกินเป็นอาหาร ปกติบริเวณหัว ท้อง และปลายหางของมันมีน้ำยางเหนียวซึ่งมีกลิ่นแรง มดชอบมาตอมน้ำยางนี้ ยังไม่ทราบหน้าที่แท้จริงของน้ำยางนี้แน่ชัด นอกจากนี้นกหัวขวานสีตาลยังกินผลไม้บางชนิดโดยเฉพาะลูกไทรและน้ำหวานตอกไม้โดยเฉพาะทองหลางป่าและงิ้ว นกหัวขวานสีตาลมีพฤติกรรมใช้ปากเคาะต้นไม้เช่นเดียวกับนกหัวขวานอื่น ส่วนใหญ่ตัวผู้เท่านั้นที่เคาะไม้ และจะเคาะบ่อยมากในช่วงฤดูผสมพันธุ์ มันเริ่มด้วยการบินมาเกาะตามต้นไม้ แล้วเคาะต้นไม้ด้วยความถี่ 10-12 ครั้งต่อวินาที ติดต่อกันนาน 10-15 วินาที เมื่อเคาะเสร็จแล้ว มันจะหันหัวไปมาเพื่อฟังเสียงตอบกลับและมองหาที่มาของเสียงนั้น มันอาจจะเคาะที่จุดเดิมต่อไปอีก หรือบินไปเคาะที่ต้นไม้ต้นอื่น การเคาะต้นไม้ดังกล่าวอาจเป็นการประกาศอาณาเขต ดึงดูดเพศเมีย หรือหาอาหาร&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : นกหัวขวานสีตาลผสมพันธ์ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝน ระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายนทำรังตามรังมดที่อยู่บนต้นไม้ มันจะใช้ปากเจาะด้านข้างของรังมด แล้วทำเป็นโพรงภายใน รังมดที่มันเจาะทำรังส่วนใหญ่มีมดอาศัยอยู่ รังมีไข่ 2-3 ฟอง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' : สีขาว รูปร่างค่อนข้างยาว มีขนาดเฉลี่ย 20.1x28.2 มม. ทั้งสองเพศช่วยกันฟักไข่และเลี้ยงดูลูกอ่อน ใช้เวลาฟักไข่ 14-15 วัน ลูกนกแรกเกิดยังไม่มีขนปกคลุมร่างกาย การที่มันทำรังในรังมดอาจเป็นเพราะต้องการใช้ไข่และตัวอ่อนของมดเป็นแหล่งอาหารสำหรับตัวเองและลูกนกโดยไม่ต้องไปหาอาหารที่อื่น ประมาณ 30-40 วันหลังออกจากไข่ ลูกนกจะทิ้งรังไปหากินตามลำพัง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : นกหัวขวานสีตาลเป็นนกประจำถิ่นพบบ่อยและปริมาณปานกลาง ชนิดย่อย phaioceps พบทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงใต้ ชนิดย่อย williamsoni พบทางภาคกลาง ภาคตะวันตก และภาคใต้เหนือคอคอดกระ และชนิดย่อย squamigularis พบทางภาคใต้ตั้งแต่คอคอดกระลงไป&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดนกหัวขวานสีตาลทุกชนิดย่อยเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
----&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Amphol</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87&amp;diff=145</id>
		<title>นกหัวขวานสามนิ้วหลังทอง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87&amp;diff=145"/>
				<updated>2015-12-09T01:11:50Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Amphol: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Dinopium Rafinesque &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Dinopium javanense'' (Ljungh) 1797.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Common Flameback&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : Common Goldenback , Common Golden backed Woodpecker , Golden-backed Threetoed Woodpecker&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นกหัวขวานสามนิ้วหลังทางมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Dinopium javanense'' ชื่อชนิดดัดแปลงจากชื่อสถานที่ที่พบครั้งแรก คือเกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย ทั่วโลกมีนกหัวขวานสามนิ้วหลังทอง 7 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 2 ชนิดย่อยคือ Dinopium javanense intermedium (Blyth) ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ inter แปลว่าระหว่าง และ medi,-a,-o แปลว่ากลาง ความหมายคือ “นกที่มีขนาดกลางหรือนกที่มีรูปร่างลักษณะก้ำกึ่งระหว่างนกสองชนิด” พบชนิดย่อยนี้ครั้งแรกที่เกาะ Ramree ประเทศพม่าและ Dinopium javanense javanense (Ljungh) ชื่อชนิดย่อยมีที่มาเช่นเดียวกับชื่อชนิด&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในอินเดีย จีนด้านตะวันตกเฉียงใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หมู่เกาะซุนดาใหญ่ และฟิลิปปินส์&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็ก (30 ซม.) ใบหน้าเป็นลายแถบสีขาวสลับสีดำยาวลงมาถึงข้างคอเริ่มจากบริเวณเหนือตาเป็นแถบสีขาว และมุมปากแถบสีดำ ช่วงไหล่ หลังตอนหน้า และปีกสีเหลืองทอง หลังตอนท้ายและตะโพกสีแดง ลำตัวด้านล่างสีดำมีลายเกล็ดสีขาว หน้าผาก กระหม่อมและพุ่มหงอนขนของตัวผู้มีสีแดง ส่วนตัวเมียเป็นสีดำมีลายขีดสีขาวกระจาย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : อาศัยอยู่ตามป่าโปร่ง เช่น ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่ารุ่น อาจพบได้ในป่าทึบเช่น ป่าชายเลน ป่าดงดิบแล้ง รวมทั้งสวนผลไม้ ตั้งแต่ระดับพื้นราบจนกระทั่งความสูง 1,500 เมตรจากระดับน้ำทะเล มักพบอยู่เป็นคู่ และอาจพบรวมกับนกชนิดอื่น เช่น นกเฉี่ยวดง นกแซงแซวหางบ่วง นกกินแมลง เป็นต้น ส่วนใหญ่หากินตามลำต้นและกิ่งไม้ใหญ่ไม่ค่อยพบหากินตามพื้นดินอย่างพวกนกหัวขวานเขียวนกหัวขวานสามนิ้วหลังทองมักส่งเสียงร้องตลอดเวลาโดยตัวผู้และตัวเมียอาจเกาะบนต้นไม้คนละต้น แล้วส่งเสียงร้องหากัน ทั้งสองเพศมีเสียงร้องเหมือนกันนอกจากนี้มันมักใช้ปากเคาะต้นไม้ให้เกิดเสียงกังวานโดยเฉพาะในช่วงฤดูผสมพันธุ์ ซึ่งอาจเป็นการประกาศอาณาเขตและดังดูดความสนใจของเพศตรงข้าม อาหารส่วนใหญ่ ได้แก่ มด ตัวหนอน ด้วง และแมลงอื่น ๆ มันหาอาหารโดยการใช้ปากแคะเปลือกไม้ออกให้เห็นเหยื่อ แล้วใช้ลิ้นยาวตวัดเหยื่อเข้าปาก บางครั้งมันใช้ลิ้นชอนไชในโพรงหรือรูตามลำต้นหรือกิ่งไม้ใหญ่ เมื่อพบเหยื่อก็ตวัดเข้าปาก นอกจากนี้มันยังกินน้ำหวานดอกไม้ โดยเฉพาะดอกทองหลางป่า ดอกงิ้วและดอกทองกวาว&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : นกหัวขวานสามนิ้วหลังทองผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝน ระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนมิถุนายน พบมากที่สุดในเดือนเมษายน ทำรังตามโพรงต้นไม้ โดยเฉพาะต้นที่มีเนื้อไม้อ่อนหรือแข็งปานกลาง มันมักขุดเจาะโพรงเอง แต่บางครั้งก็ใช้โพรงที่สัตว์อื่นทำไว้หรือโพรงที่เกิดตามธรรมชาติ โดยใช้ปากตกแต่งให้เหมาะกับตัวมัน โพรงอยู่สูงจากพื้นดิน 2-10 เมตร ปกติต่ำกว่า 5 เมตร รังมีไข่ 3 ฟอง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' : สีขาวมีขนาดเฉลี่ย 19.1x29.0 มม. ทั้งสองเพศช่วยกันขุดเจาะโพรงไม้ ฟักไข่ และเลี้ยงดูลูกอ่อน ใช้เวลาฟักไข่ 15-16 วัน ลูกนกแรกเกิดไม่มีขนปกคลุมร่างกายและยังช่วยเหลือตนเองไม่ได้ พ่อแม่ต้องช่วยกันกกและป้อนอาหารจนกระทั้งลูกนกมีขนปกคลุมเต็มร่างกายแข็งแรง และบินได้ดี ประมาณ 1 เดือนหลังออกจากไข่ ลูกนกจะทิ้งรังไปหากินตามลำพัง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : นกหัวขวานสามนิ้วหลังทองเป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณปานกลาง ชนิดย่อย intermedium พบทุกภาค ยกเว้นภาคใต้ตั้งแต่คอคอดกระลงไป ชนิดย่อย javanense พบเฉพาะทางภาคใต้ตั้งแต่คอคอดกระลงไป&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดนกหัวขวานสามนิ้วหลังทองทุกชนิดย่อยเป็นตัวป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
----&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Amphol</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2&amp;diff=144</id>
		<title>นกหัวขวานแดงลาย</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2&amp;diff=144"/>
				<updated>2015-12-09T01:11:23Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Amphol: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Picus Linnaeus &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Picus mineaceus'' (Pennant), 1769.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Banded Woodpecker&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : Banded Red Woodpecker&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นกหัวขวานแดงลายมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Picus mineaceus'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ mini,-a,=um แปลว่าตะกั่วแดง และ –aceus เป็นคำลงท้าย แปลว่าเป็นของ ความหมายคือ “นกที่มีสีแดง” พบครั้งแรกที่เกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย ทั่วโลกมีนกหัวขวานแดงลาย 5 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 2 ชนิดย่อยคือ Picus mineaceus perlutus (Boden Kloss) ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ perl,=a แปลว่าไข่มุก และ –tus เป็นคำลงท้ายในภาษาละติน ความหมายคือ “นกที่มีลายจุดสีขาวคล้ายไข่มุก” พบครั้งแรกที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์และ Picus mineaceus malaccensis Latham ชื่อชนิดย่อยดัดแปลงจากชื่อสถานที่ที่พบครั้งแรก คือรัฐมะละกา (Malacca) ประเทศมาเลเซีย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในพม่า ไทย มาเลเซีย และหมู่เกาะซุนดาใหญ่&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็ก (25 ซม.) ตัวผู้กระหม่อมและท้ายทอยมีพุ่มหงอนขนสีแดง ปลายพุ่มหงอนขนเป็นสีเหลือง บริเวณด้านข้างของหัวเป็นสีแดง หลังและช่วงไหล่เป็นลายสีเขียวแกมน้ำตาลสลับสีอ่อนกับสีเข้ม ปีกสีแดง อกและคอหอยสีน้ำตาล ลำตัวด้านล่างเป็นลายสีน้ำตาลแกมเขียว ตัวเมียบริเวณด้านข้างของหัวไม่มีสีแดง ตัวไม่เต็มวัยกระหม่อมมีสีแดง ไม่มีพุ่มหงอนขน ถ้ามีก็จะไม่มีสีเหลือง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : อาศัยอยู่ตามป่าดงดิบ ป่ารุ่น สวนป่า และสวนยางพารา ตั้งแต่ระดับพื้นราบจนกระทั้งความสูง 900 เมตรจากระดับน้ำทะเล มักพบอยู่โดดเดี่ยวหรือเป็นคู่ หากินตามลำต้นและกิ่งไม้ใหญ่ ไม่ค่อยพบลงมาหากินตามพื้นดินอย่างนกหัวขวานเขียว อาหารส่วนใหญ่ ได้แก่ มด ปลวก ไข่และตัวหนอนของแมลง อุปนิสัยอื่นไม่แตกต่างจากนกหัวขวานในสกุลเดียวกัน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : นกหัวขวานแดงลายผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝน ระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม ทั้งสองเพศจะช่วยกันขุดโพรงทำรังตามต้นไม้เนื้ออ่อน รวมทั้งต้นยางพารา หรือตามไม้ยืนต้นตายที่ค่อนข้างผุ ไข่สีขาวและมีขนาดเล็กกว่าไข่ของนกหัวขวานเล็กหงอนเหลืองเล็กน้อย ชีววิทยาการสืบพันธุ์อื่นไม่แตกต่างจากนกหัวขวานเล็กหงอนเหลือง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : นกหัวขวานแดงลายเป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณปานกลาง ชนิดย่อย perlutus พบตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์จนถึงคอคอดกระ ชนิดย่อย malaccensis พบทางภาคใต้ตั้งแต่คอคอดกระลงไปจนถึงใต้สุดของประเทศ&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดนกหัวขวานแดงลายทุกชนิดย่อยเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
----&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Amphol</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7&amp;diff=143</id>
		<title>นกหัวขวานเขียวคอเขียว</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7&amp;diff=143"/>
				<updated>2015-12-09T01:10:51Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Amphol: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Picus Linnaeus&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Picus viridanus'' (Blyth), 1843.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Streak-breasted Woodpecker&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : Streak-breasted Green Woodpecker , Burmese Scaly-bellied Woodpecker&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นกหัวขวานเขียวคอเขียวมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Picus viridanus'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ virid,-esc หรือ viridans แปลว่าสีเขียว และ –anus เป็นคำลงท้าย ความหมายคือ “นกที่มีสีเขียว” พบครั้งแรกที่ประเทศพม่า แต่เดิมจัดนกหัวขวานเขียวคอเขียวเป็นชนิดย่อยหนึ่งของนกหัวขวานเขียวป่าไผ่ใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Picus vittatus viridanus Blyth ในหนังสือเล่มนี้จัดเป็นชนิด&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : นกหัวขวานเขียวคอเขียวเป็นนกเฉพาะถิ่นที่พบเฉพาะในพม่า ไทย และมาเลเซีย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็ก (30 ซม.) ลักษณะทั่วไปคล้ายคลึงกับนกหัวขวานเขียวป่าไผ่ จะต่างกันตรงที่นกหัวขวานเขียวคอเขียวบริเวณคอหอยเป็นสีเขียวมีลายขีดสีขาว จากอกถึงท้องเป็นสีเขียวลายเกล็ด บริเวณแก้มสีเทามีลายขีดสีขาวและมีแถบสีดำเด่นชัด ตัวผู้กระหม่อมและท้ายทอยสีแดง ตัวเมียกระหม่อมและท้ายทอยสีดำ&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : อาศัยอยู่ตามป่าพรุ ป่าดงดิบชื้น และป่าในระดับต่ำ อาจพบในป่าชายเลน ป่าชายหาด และป่าแคระบบเกาะในทะเล มักพบอยู่เป็นคู่หากินตามพื้นดิน บนต้นไม้ หรือตามก้อนหินที่มีมอสปกคลุม อาหารส่วนใหญ่ ได้แก่ มด ปลวก ตัวหนอน หรือตัวอ่อนของด้วงที่เจาะไม้ และแมลงอื่น ๆ อุปนิสัยไม่แตกต่างไปจากนกหัวขวานเขียวป่าไผ่และนกหัวขวานในสกุลเดียวกัน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : นกหัวขวานเขียวคอเขียวผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝน ระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน ทำรังตามโพรงของต้นไม้เนื้ออ่อนหรือแข็งปานกลาง ส่วนใหญ่เป็นโพรงที่มันใช้ปากขุดเจาะเองทั้งสองเพศช่วยกันขุดโพรง ฟักไข่และเลี้ยงดูลูกอ่อนชีววิทยาการสืบพันธุ์ไม่แตกต่างไปจากนกหัวขวานเขียวป่าไผ่และนกหัวขวานในสกุลเดียวกัน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : นกหัวขวานเขียวคอเขียวเป็นนกประจำถิ่น พบไม่บ่อยและปริมาณไม่มากนักพบทางภาคใต้และบางแห่งของภาคตะวันตก&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดนกหัวขวานเขียวคอเขียวเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
----&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Amphol</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B9%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87&amp;diff=142</id>
		<title>นกหนูแดง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B9%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87&amp;diff=142"/>
				<updated>2015-12-09T01:10:23Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Amphol: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Porzanz Vieillot &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Porzana fusca'' (Linnaeus) 1766.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Ruddy-breasted Crake&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : Ruddy Crake&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นกหนูแดงมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Porzana fusca'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ fuscus แปลว่า สีเทา สีดำ หรือสีน้ำตาล ความหมายคือ “นกสีเทา ดำหรือน้ำตาล” พบครั้งแรกที่ประเทศฟิลิปปินส์ Ali and Ripley (1972) จัดนกหนูแดงไว้ในสกุลเดียวกันกับนกกวักโดยใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Amaurornis fuscus (Linnaeus) ในเล่มนี้จัดไว้ในสกุลนกอัญชัน ทั่วโลกมีนกหนูแดง 4 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 1 ชนิดย่อยคือ Porzana fusca bakeri Hartert ชื่อชนิดย่อยดัดแปลงจากชื่อของ Stuart Baker (1864-1944) นักปักษีวิทยาชาวอังกฤษ พบครั้งแรกที่ประเทศอินเดีย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในเอเชียตะวันออกอินเดีย จีนตอนใต้และตะวันออก พม่า ไทย ไต้หวัน เกาะสุมาตรา เกาะสุลาเวซี และฟิลิปปินส์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็ก (22 ซม.) มีขนาดเล็กกว่านกอัญชันป่าขาแดง นกอัญชันป่าขาเทาและนกอัญชันจีน ปีกสั้นกว่า 12.3 ซม. ไม่มีขีดสีขาว ท้อง สีข้าง และขนคลุมโคนขนหางด้านล้างมีลายสีขาวแต่ไม่เด่นชัดนัก ตัวเต็มวัยกระหม่อม ท้ายทอย และคอด้านบนเป็นสีน้ำตาลแกมเขียว ลำตัวด้านล่างสีน้ำตาลแดง ขอและนิ้วสีแดง ตัวไม่เต็มวัยลำตัวเป็นสีน้ำตาลคอหอยและกลางท้องสีขาว ขนคลุมโคนขนหางด้านล่างมีลายแถบสีดำสลับขาว ขาและนิ้วสีน้ำตาลแกมแดง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : อาศัยอยู่ตามชายแหล่งน้ำเช่น บึง หนอง ทะเลสาบ ทุ่งนาที่มีน้ำขัง ป่าชายเลน เป็นต้น พบอยู่โดดเดี่ยวหรือเป็นฝูง หากินและมีกิจกรรมส่วนใหญ่ในช่วงเช้าตรู่และเย็นค่ำ ปกติจะพบมีนเดินตามพื้นดิน ชายน้ำ หรือบนพืชลอยน้ำ เวลามีสิ่งรบกวนหรือศัตรูจะวิ่งหลบซ่อนตามกอหญ้าหรือกอพืชที่ขึ้นอยู่ใกล้ ๆ ไม่ค่อยบินนอกจากจวนตัว มันสามารถว่ายน้ำและดำน้ำได้ ในช่วงอพยพมันบินได้ดี อาหาร ได้แก่ ต้นอ่อนของพืชและหญ้า หอย กุ้ง ปลา แมลง ตัวหนอน และสัตว์ขนาดเล็กต่าง ๆ &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : นกหนูแดงผสมพันธุ์ในช่วงฤดูฝนระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายน ทำรังบนพื้นดิน ในกอหญ้าที่ขึ้นตามชายน้ำ หรือทำบนพืชลอยน้ำรังเป็นแบบง่าย ๆ โดยนำใบหญ้า กก หรือพืชมาวางซ้อนกัน แล้วทำแอ่งตรงกลางเพื่อรองรับไข่ ไข่สีครีมจางมีลายแต้มสีน้ำตาลถึงน้ำตาลแดง มีขนาดเฉลี่ย 25.6x31.4 มม. รังมีไข่ 5-8 ฟอง ทั้งสองเพศช่วยกันสร้างรัง ฟักไข่ และเลี้ยงดูลูกอ่อน ใช้เวลาฟักไข่ 19-20 วัน ลูกนกแรกเกิดลืมตาได้มีขนอุยปกคลุมทั่วลำตัว เมื่อขนแห้งก็สามารถเดินตามพ่อแม่ไปหาอาหารได้ เมื่อแข็งแรงและโตพอประมาณแล้ว อายุ 1-2 เดือนลูกนกจึงแยกจากพ่อแม่ไปหากินตามลำพัง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' :  นกหนูแดงเป็นนกประจำถิ่น บางส่วนอพยพมาสมทบในช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์ พบบ่อยและปริมาณปานกลางทั่วทุกภาค&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : ระบุว่า “นกอัญชันทุกชนิดในวงศ์ Rallidae” เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง นอกจากนี้ยังระบุนกในวงศ์นี้ที่มีชื่ออื่น เช่น นกกวัก นกอีล้ำ นกอีลุ้ม นกอีโก้ง เป็นต้น แต่ไม่ได้ระบุ “นกหนูแดง” ไว้ ดังนั้นการเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองของนกหนูแดงจึงยังมีปัญหาอยู่&lt;br /&gt;
----&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Amphol</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%8A%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B9%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99&amp;diff=141</id>
		<title>นกสีชมพูสวน</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%8A%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B9%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99&amp;diff=141"/>
				<updated>2015-12-09T01:09:59Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Amphol: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Dicaeum Cuvier  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Dicaeum cruentatum'' (Linnaeus) 1758.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Scarlet-backed Flowerpecker&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : -&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Dicaeum cruentatum''  ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ cruentatus (cruent และ –tus) แปลว่าสีแดงหรือสีเลือด  ความหมายคือ  “นกที่มีหลังสีแดง” พบครั้งแรกที่รัฐเบงกอลประเทศอินเดีย  ทั่วโลกมี 8 ชนิดย่อย  ประเทศไทยพบ 2 ชนิดย่อยคือ Dicaeum cruentatum siamense Boden kloss  ชื่อชนิดย่อยมาจากชื่อสถานที่ที่พบครั้งแรกคือ จังหวัดนครราชสีมา  และ Dicaeum cruentatum ignitum (Begbie)  ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ ignites (ign, -e, -i) แปลว่าสีแดงเพลิง  ความหมายคือ “นกที่มีหลังสีแดงเพลิง”  พบครั้งแรกที่ประเทศมาเลเซีย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ตั้งแต่อินเดียตอนเหนือ จีนตอนใต้ เกาะไหหลำ จนถึงเกาะบอร์เนียวและเกาะสุมาตรา&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็กมาก (9 ซม.)  ตัวเต็มวัยทั้งสองเพศกลางลำตัวด้านล่างมีแถบสีขาวแกมสีเนื้อ  ตัวผู้ลำตัวด้านบนสีแดง ปีก หาง หัวด้านข้าง และลำตัวเป็นสีดำ  ตัวเมียแตกต่างจากนกกาฝากอื่น ๆ โดยตะโพกและขนคลุมโคนขนหางด้านบนสีแดง  ตัวไม่เต็มวัยแทบไม่แตกต่างจากนกกาฝากสีเรียบยกเว้นมีแต้มสีส้มอ่อนบริเวณตะโพกและขนคลุมโคนขนหางด้านบนที่มีสีเขียวอ่อนถึงเขียว แต่มักมองไม่เห็นเมื่อดูในธรรมชาติ&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : พบตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ชายป่าดงดิบ ป่ารุ่น ทุ่งโล่ง และสวนผลไม้ ตั้งแต่พื้นราบจนกระทั่งความสูง 1,200 เมตรจากระดับน้ำทะเล  มักพบอยู่เป็นคู่ และอาจพบอยู่รวมกับนกชนิดอื่น ๆ เป็นนกที่ไม่ค่อยหยุดนิ่ง มักกระโดดจากกิ่งไม้หรือยอดไม้สลับบินไปยังต้นไม้อื่นเสมอ  ขณะเกาะและกระโดดไปตามกิ่งไม้และยอดไม้มักร้องไปด้วย  กินน้ำหวานดอกไม้เป็นอาหาร โดยเฉพาะดอกกาฝากซึ่งติดอยู่ตามต้นไม้และพุ่มไม้ และผลไม้ โดยเฉพาะผลตะขบบ้าน โดยใช้ปากจิกกินเนื้อในผลแก่ แต่ยังไม่สุกงอมโดยไม่ทำให้ผลหลุดจากขั้ว  นอกจากนี้ยังจิกกินแมลงและตัวหนอนตามกิ่งไม้และยอดไม้ โดยเฉพาะแมลงที่มาตอมดอกไม้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนถึงฤดูฝนระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนสิงหาคม  ทำรังเป็นรูปกระเปาะห้อยตามกิ่งไม้ มีทางเข้าออกทางด้านข้างด้วยการนำดอกหญ้า ใบไม้ ใบหญ้า เส้นใยมะพร้าว และใยแมงมุมมาสานกันหรือเชื่อมให้ติดกันด้วยใยแมงมุมทั้งสองเพศช่วยกันหาวัสดุและสร้างรัง  โดยทั่วไปรังกว้างประมาณ 6-7 ซม. ยาว 8-10 ซม.  ปากทางเข้าออกกว้าง 3.0-3.5 ซม. หรือกว้างพอที่ตัวนกเข้าออกได้เท่านั้น  รังอยู่สูงจากพื้นดินประมาณ 3-6 เมตร ปกติจะสร้างรังตามกิ่งไม้ที่มีใบแน่นทึบ ซึ่งบางครั้งทำให้มองเห็นได้ยาก  รังมีไข่ 3 ฟอง  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' : สีขาวนวล ไม่มีจุดหรือลาย  ขนาดของไข่โดยเฉลี่ย 12.0x16.1 มม.  ทั้งสองเพศช่วยกันฟักไข่  ใช้เวลาฟักไข่ 12-13 วัน  ลูกนกที่ออกจากไข่ใหม่ ๆ มีรูปร่างเทอะทะ ยังไม่ลืมตา ไม่มีขนคลุมลำตัว ขาและนิ้วยังไม่แข็งแรงพอจะยืนหรือเดินได้  ทั้งสองเพศจะช่วยกันกกลูกให้ความอบอุ่น และหาอาหารมาป้อน  ในระยะแรกการป้อนอาหารจะบ่อยมาก ประมาณ 5-10 นาทีต่อครั้ง  ขณะที่ตัวหนึ่งไปหาอาหารมาป้อนลูก อีกตัวหนึ่งจะอยู่ภายในรังหรือเกาะอยู่ภายนอกรังคอยระวังไม่ให้ศัตรูมาทำร้ายได้  แต่บางครั้งก็ออกไปหาอาหารพร้อมกัน  อาหารที่นำมาป้อนลูกนกส่วนใหญ่ได้แก่ ตัวหนอนและแมลง  บางครั้งเป็นผลไม้ขนาดเล็ก  เมื่อป้อนเสร็จแล้วจะรอรับของเสียลักษณะเป็นก้อนกลมที่ลูกนกถ่ายออกมา โดยลูกนกจะหันก้นไปทางปากรังแล้วถ่ายออกมา แล้วพ่อแม่นกจะคาบออกไปทิ้งนอกรัง  ลูกนกอายุประมาณ 20 วัน  จะมีขนคลุมเต็มตัวและบินออกจากรังได้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : เป็นนกประจำถิ่น  พบบ่อยและปริมาณมาก  ชนิดย่อย siamense พบทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ ภาคกลาง และภาคตะวันตก  ชนิดย่อย ignitum พบทางภาคใต้ตั้งแต่คอคอดกระลงไป&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : ยังไม่จัดเป็นสัตว์ป่าสงวนหรือสัตว์ป่าคุ้มครอง เนื่องจากกฎหมายระบุการเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองว่า “นกกาฝากทุกชนิดในวงศ์ (Family) Dicaeidae”  โดยไม่กล่าวถึงนกสีชมพูสวนแต่อย่างใดทั้งที่เป็นนกในสกุลเดียวกัน&lt;br /&gt;
----&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Amphol</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%B3&amp;diff=140</id>
		<title>นกยางไฟหัวดำ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%B3&amp;diff=140"/>
				<updated>2015-12-09T01:09:30Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Amphol: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Ixobrychus Billberg &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Ixobrychus sinensis'' (Gmelin) 1789.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Yellow Bittern&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : Chinese Yellow Bittern , Chinese Little Bittern&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Ixobrychus sinensis'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละตินสมัยใหม่คือ sinens แปลว่าแห่งประเทศจีน ซึ่งเป็นสถานที่ที่พบนกชนิดนี้เป็นครั้งแรก ความหมายคือ “นกยางไฟที่พบครั้งแรกที่ประเทศจีน” ไม่มีการแบ่งเป็นชนิดย่อย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในอินเดีย พม่า ไทย อินโดจีน จีน ไต้หวัน มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และนิวกินี&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็ก-กลาง (37-38 ซม.) ปากหนาและตรง มีสีเหลือง ยาวกว่า 5.2 ซม. นับว่าเป็นปากที่ยาวที่สุดในบรรดานกยางไฟด้วยกันคอยาวปานกลาง แต่ขณะบินและยืนนิ่งจะหดคอสั้นปีกยาวปานกลาง ประมาณ 9.5-13.0 ซม. ปลายปีกค่อนข้างแหลม ขายาวปานกลาง มีขนปกคลุมเกือบถึงข้อ แข้งและนิ้วสีเขียวแกมเหลือง ลำตัวเป็นสีน้ำตาลแดง บริเวณหัว ขนปลายปีก โคนปีก และปลายหาเป็นสีดำ ตัวผู้ลำตัวด้านล่างสีน้ำตาลอ่อน ตัวเมียและตัวไม่เต็มวัยมีลายขีดสีน้ำตาลตั้งแต่คางจนถึงท้องซึ่งแตกต่างจากตัวผู้ชัดเจน และสามารถแยกออกได้ง่ายแม้จะสังเกตในธรรมชาติ&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : มักพบอยู่โดดเดี่ยวหรือเป็นคู่ อาศัยอยู่ตามกก อ้อ หรือหญ้าสูงบริเวณแหล่งน้ำ เช่น บึง ทะเลสาบ หนอง คลอง ชายเลน เป็นต้น เวลามีศัตรูหรือสิ่งรบกวนจะบินหนีหรือเดินหลบไปยังพงพืชที่ทึบกว่า ช่วงทำรังวางไข่ ถ้ามีศัตรูหรือสิ่งรบกวนมันจะเดินหลบไปให้ไกลจากบริเวณที่สร้างรังพอสมควรแล้วจึงบินหนี เวลาบินกลับรังมันจะไม่บินลงมาที่รังโดยตรง แต่จะลงห่างจากรังมันจะไม่บินลงมาที่รังโดยตรง แต่จะลงห่างจากรังพอสมควรแล้วค่อย ๆ เดินผ่านกอพืชไปยังรังเพื่อไม่ให้ศัตรูสังเกตตำแหน่งของรังได้ พฤติกรรมนี้จัดเป็นพฤติกรรมอำพรางอย่างหนึ่งบางครั้งเมื่อถึงคราวจำเป็น ลูกนกที่ยังบินไม่ได้ก็สามารถว่ายน้ำหนี เมื่อแน่ใจว่าปลอดภัยแล้วหรือพ่อแม่ร้องเรียกจึงจะกลับรัง นกยางไฟหัวดำหากินและมีกิจกรรมในช่วงเช้าตรู่หรือเย็นค่ำ แต่บางครั้งอาจออกหากินในเวลากลางวันด้วย อาหารส่วนใหญ่ได้แก่แมลง โดยเฉพาะแมลงปอเข็ม แมลงปอบ้าน จิ้งหรีด และตัวหนอนของแมลงนอกจากนี้ยังกินงูขนาดเล็กและสัตว์น้ำ เช่น ปลา กุ้ง หอย ปู กบ เขียด เป็นต้น มันหาอาหารโดยการเกาะตามต้นพืชหรือพืชลอยน้ำจ้องหาเหยื่อ เมื่อพบจะใช้ปากงับแล้วกลืนทันที&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : นกยางไฟหัวดำผสมพันธุ์ในช่วงต้นฤดูฝนประมาณกลางเดือนเมษายนถึงเดือนกรกฎาคมทำรังอยู่โดดเดี่ยวตามพืชที่ขึ้นอยู่ในน้ำหรือชายน้ำ เช่น อ้อ กก หญ้าต่างๆ ไม่อยู่เป็นกลุ่มอย่างนกยางสีขาวทั่วไป ก่อนทำรังตัวผู้จะเกี้ยวพาราสีโดยส่งเสียงร้องและบินไล่ต้อนตัวเมีย เมื่อตัวเมียยินยอม ทั้งคู่จะผสมพันธุ์กันจากนั้นทั้งคู่จะช่วยกันหาวัสดุและสร้างรัง รังเป็นแบบง่าย ๆ เพียงใช้ก้านและสำต้นพืชบริเวณที่สร้างรังมาวางซ้อนกันบทโคนของพืชเหล่านั้นแล้วทำแอ่งตรงกลางโดยทั่วไปรังมีเส้นผ่านศูนย์กลางขอบนอก 20-25 ซม. แอ่งตรงกลางลึก 8-10 ซม. และอยู่สูงจากระดับน้ำ 10 – 15 ซม.&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ไข่''' : สีขาวไม่มีลาย มีขนาดเฉลี่ย 26-35X33.60 มม. รังมีไข่ 3-5 ฟอง พบ 4 ฟองบ่อยที่สุด มันจะวางไข่ทุกวัน วันละ 1 ฟองในช่วงเช้า ทั้งสองเพศช่วยกันฟักไข่ตั้งแต่ออกไข่ฟองแรก ใช่เวลาฟักไข่ประมาณ 15-17 วัน ลูกนกจะใช้ฟันเจาะเปลือกไข่เจาะออกมาเอง ลูกนกแรกเกิดหนักประมาณ 10 กรัม ตาโปนสีดำ เบ้าตาสีฟ้า ปากและขาสีแดง มีขนอุยสีขาวหรือสีออกครีมปกคลุมลำตัวบางส่วน ซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่ทางลำตัวด้านบน ผิวหนังส่วนที่ไม่มีขนปกคลุมมีสีแดง เมื่อลูกนกมีอายุ 1 สัปดาห์ปากจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ขาเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมเขียว เริ่มมีขนแข็งสีน้ำตาลอมเหลืองปกคลุมลำตัว สามารถเดินและเกาะตามกิ่งพืชที่อยู่รอบ ๆ รังได้ดี อายุ 3-4 สัปดาห์ ลูกนกจะมีขนแข็งปกคลุมทั่วตัว มีสีคล้ายกับตัวเต็มวัย ตัวเมีย แต่ตัวเล็กกว่า และจะเริ่มหัดบิน หลังจากนั้นลูกนกจะแยกจากพ่อแม่ไปหากินเองตามลำพัง ช่วงที่ลูกนกยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ พ่อแม่ต้องช่วยกันกกและหาอาหารมาป้อนโดยการสำรอกอาหารใส่ปากลูกนกซึ่งอ้าปากรอรับอยู่ เมื่อลูกนกโตพอประมาณแล้วพ่อแม่จะสำรอกอาหารไว้ที่พื้นรังให้ลูกนกจิกกินเอง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : เป็นทั้งนกประจำถิ่นและนกที่อพยพมายังประเทศไทยช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์ พบบ่อยและปริมาณปานกลางทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก และภาคใต้ ทางภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบบางส่วน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดนกยางไฟหัวดำเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
----&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Amphol</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%94%E0%B8%B2&amp;diff=139</id>
		<title>นกยางไฟธรรมดา</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%94%E0%B8%B2&amp;diff=139"/>
				<updated>2015-12-09T01:09:03Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Amphol: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Ixobrychus Billberg &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Ixobrychus cinnamomeus'' (Gmelin) 1789.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Cinnamon Bittern&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : นกยางไฟหัวน้ำตาล&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Ixobrychus cinnamomeus'' ชื่อชนิดเป็นคำในภาษาละตินคือ cinnamum หรือ cinnamon แปลว่าสีอบเชยหรือสีน้ำตาลแดง ความหมายคือ “นกยางไฟที่มีสีอบเชยหรือสีน้ำตาลแดง” พบครั้งแรกที่ประเทศจีน ไม่มีการแบ่งเป็นชนิดย่อย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ทั่วไปในอินเดียหมู่เกาะอันดามัน หมู่เกาะนิโคบาร์ พม่า จีนตอนใต้และตะวันออก ไต้หวัน เกาะไหหลำ อินโดจีน ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็ก – กลาง (37 – 38 ซม.) คอยาวปานกลาง แข้งและนิ้วสีเขียวแกมเหลือง หัว ปลายปี กลางปีก ปลายหาง และลำตัวด้านบนเป็นสีน้ำตาลแดง คอด้านข้างมีลายขีดสี ขาว ลำตัวด้านล่างสีจางกว่าลำตัวด้านบน ตัวเมียแตกต่างจากตัวผู้ตรงที่ลำตัวด้านล่างมีลายขีดสีน้ำตาลเข้มตังแต่คอจรดโคนหาง ตัวไม่เต็มวัยมีสีคล้ายตัวเมียแต่ลำตัวด้านล่างมีลายขีดมากกว่า&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : พบอยู่โดดเดี่ยวหรือเป็นคู่ อาศัยอยู่ตามป่ากก ป่าจูด และป่าหญ้าในแหล่งน้ำทั้งน้ำจืดและน้ำกร่อย มีกิจกรรมในช่วงเช้าตรู่และเย็นค่ำแต่บางครั้งอาจพบมันหากินในเวลากลางวันด้วย เวลามีภัยหรือสิ่งรบกวนมันมีอุปนิสัยเหมือนกับนกยางไฟหัวดำ คือจะบินหนีทันที แต่หากเป็นช่วงทำรังวางไข่จะเดินหลบเข้าไปในพุ่มหญ้าหรือพืชที่เป็นแหล่งที่ทำรังให้ไกลจากรังพอสมควรแล้วจึงบินหนี เวลากลับรังก็จะไม่บินลงมาที่รังโดยตรง แต่จะบินลงที่พุ่มหญ้าหรือพืชไกลจากรังพอสมควรแล้วจึงเดินเข้ารังเพื่ออำพรางตำแหน่งของรัง หากจอนตัวลูกนกที่ยังบินไม่ได้ก็สามารถว่ายน้ำหนีได้ อาหารได้แก่แมลงที่อยู่ตามกอพืชในน้ำหรือชายน้ำ เช่น ตั๊กแตน แมลงปอเข็ม แมลงปอบ้าน มวน ผีเสื้อ จิ้งหรีด ตัวหนอน เป็นต้น อย่างไรก็ตามจากการวิเคราะห์เศษอาหารที่ตกค้างในรังซึ่งพ่อแม่นกสำรอกออกมาเลี้ยงลูกอ่อน พบว่าอาหารส่วนใหญ่คือปลาที่อาศัยอยู่ในน้ำที่ไม่ลึกมากนัก เช่น ปลากระดี่หม้อ ปลาช่อน ปลาสร้อยนกเขา ปลาซิวหาแดง ปลากริม เป็นต้น และยังมีสัตว์น้ำอื่นอีกเล็กน้อย เช่น กุ้ง กบ เขียด หอย ปู เป็นต้น นอกจากนี้เคยมีผู้รายงานว่ามันกินงูขนาดเล็กอีกด้วย มันหาอาหารโดยการเกาะตามพุ่มหรือกิ่งก้านของพืชน้ำคอยจ้องหาเหยื่อ เมื่อพบเหยื่อมันจะใช้ปากงับแล้วกลืนเข้าปากทั้งตัว บางครั้งมันก็เดินย่องไปตามพืชลอยน้ำ เช่น จอก แหน บัว ผักตบชวา เป็นต้นเมื่อพบเหยื่อมันจะใช้ปากงับแล้วกลืนเข้าปากเช่น เดียวกัน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : นกยางไฟธรรมดาผสมพันธุ์ในช่วงฤดูฝนระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคมก่อนทำรังตัวผู้จะเกี้ยวพาราสีตัวเมียโดยส่งเสียงร้องและบินไล่ต้อน เมื่อตัวเมียยินยอม มันจึงผสมพันธุ์กันจากนั้นทั้งคู่จะช่วยกันเลือกสถานที่ หาวัสดุ และสร้างรัง รังเป็นแบบง่าย ๆ เพียงใช้กิ่งก้านหรือใบพืชมาวางซ้อนกันบริเวณโคนกอพืชที่ขึ้นในน้ำ เช่น กกสามเหลี่ยม กกกลม จูดหนู หญ้า เป็นต้น แล้วทำแอ่งตรงกลางเพื่อรองรับไข่ โดยทั่วไปรังมีเส้นผ่านศูนย์กลางขอบนอก 23 – 25 ซม. แอ่งตรงกลางลึก 9 – 12 ซม. และอยู่สูงกว่าระดับน้ำ 10 – 20 ซม.&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ไข่''' : สีขาว ผิวเรียบ ไม่มีลาย มีขนาดเฉลี่ย 26.45x33.32 มม. รังมีไข่ 2 – 4 ฟอง โดยพบ 4 ฟอง บ่อยที่สุด ทั้งสองเพศจะช่วยกันฟักไข่ตั้งแต่ออกไข่ฟองแรก ใช้เวลาฟักไข่ประมาณ 15 – 17 วัน ลูกนกจะออกจากไข่เองโดยใช้ฟันเจาะเปลือกไข่ ลูกนกแรกเกิดมีรูปร่างเทอะทะ หนักประมาณ 10 กรัม ผิวหนังสีแดง ตาสีดำ เบ้าตาสีฟ้า ปาก ขาและนิ้วเป็นสีแดงมีขนอุยสีขาวปกคลุมลำตัวบางส่วน โดยมากทางลำตัวด้านบน เมื่อออกจากไข่แล้ว พ่อแม่จะช่วยกันคาบเปลือกไข่ไปทิ้งนอกรัง เมื่อลูกนกมีอายุได้ 4 วัน ขนปลายปีกและขนหางจะเริ่มงอกพ้นผิวหนัง อายุ 1 สัปดาห์ปากเป็นสีเหลือง ขาสีเขียวอมเหลือง ขนปกคลุมลำตัวสีน้ำตาลแดง อายุ 2 สัปดาห์ลูกนกจะมีขนแข็งปกคลุมลำตัว นิ้วแข็งแรง สามรถปีนป่ายออกนอกรังได้ อายุ 3 สัปดาห์เริ่มหัดบินในระยะใกล้ ๆ อายุ 4 สัปดาห์ขึ้นไปลูกนกจะมีลักษณะคล้ายกับตัวเต็มวัยแต่ยังมีขนาดเล็กกว่า เมื่อบินได้แข็งแรงมันจะแยกจากพ่อแม่ไปหากินเองตามลำพัง ในช่วงที่ออกจากไข่ใหม่ ๆ จนกระทั่งก่อนบินได้แข็งแรง ลูกนกยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ พ่อแม่ต้องช่วยกันกกและหาอาหารมาป้อนโดยการสำรอกอาหารใส่ปากลูกนก แต่เมื่อลูกนกโตพอประมาณแล้วพ่อแม่จะสำรอกอาหารไว้ที่พื้นรังให้ลูกนกจิกกินเอง พ่อแม่จะเริ่มหาอาหารให้ลูกนกตั้งแต่ออกจากไข่ได้ประมาณ 3 ชั่วโมง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : เป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณปานกลางทั่วทุกภาค แต่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบได้บางแห่ง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดนกยางไฟธรรมดาเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
----&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Amphol</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B5%E0%B8%A2&amp;diff=138</id>
		<title>นกยางเปีย</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%B5%E0%B8%A2&amp;diff=138"/>
				<updated>2015-12-09T01:08:37Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Amphol: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Egretta Forster &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Egretta garzetta'' (Linnaeus) 1758.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Little Egret&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : -&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Egretta garzetta'' ชื่อชนิดมาจากภาษาอิตาเลียนคือ garzetta หรือ sgarzetta ซึ่งเป็นชื่อของนกยางสีขาวชนิดหนึ่ง พบครั้งแรกที่ประเทศอิตาลี ทั่วโลกมี 2 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 1 ชนิดย่อยคือ Egretta garzetta garzetta (Linnaeus) ชื่อชนิดย่อยมีที่มาและความหมายเช่นเดียวกับชื่อชนิด&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : โลก ในทวีปเอเชียพบในอินเดีย จีนตอนใต้ พม่า ไทย เกาะไหหลำ หมู่เกาะอันดามัน หมู่เกาะนิโคบาร์ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดกลาง (50 – 60 ซม.) ปากยาวตรง มีสีดำ สันขากรรไกรบนขาวประมาณ 8.5 ซม. บริเวณมุมปากมีขนเล็กน้อย ขนนี้อาจยาวถึงกลางปาก คอยาว ลำตัวสีขาว ปีกยาว ปลายปีกมน ขายาว แข้งสีดำ ปกคลุมด้วยเกล็ดชนิดเกล็ดร่างแห นิ้วสีเหลือง ทั้งสองเพศมีลักษณะและสีเหมือนกัน ช่วงฤดูผสมพันธุ์บริเวณท้ายทอยมีขนสีขาว 2 เส้น ยาวประมาณ 10 ซม. ลักษณะคล้ายผมเปียของคน จึงได้ชื่อว่า “นกยางเปีย” นอกจากนี้อกและตะโพกยังมีขนลักษณะแตกเป็นฝอยละเอียด ซึ่งเมื่อพ้นฤดูผสมพันธุ์แล้วขนเหล่านี้จะหลุดร่วงไป&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : มีกิจกรรมในเวลากลางวันอาศัยอยู่ตามแหล่งน้ำ ทุ่งนา ทุ่งหญ้า ชายเลน และนาเกลือ บางครั้งพบมันเดินตามสัตว์เลี้ยงพวกวัวควาย เช่น เดียวกับนกยางควาย สามารถเกาะกิ่งไม้ได้และบินได้ดี แต่ค่อนข้างช้า ขณะบินขาเหยียดตรงไปข้างหลังคองอพับเป็นรูปตัวเอส มักหากินรวมกันเป็นกลุ่มหรือ ฝูงและอาจอยู่รวมกับนกหลายชนิด แต่บางครั้งก็หากินโดดเดี่ยว สุวรรณ (2526) รายงานผลการเก็บเศษอาหารที่ตกหล่นอยู่ใต้รังพบว่า อาหารส่วนใหญ่คือปลา ปลาที่ถูกจับกินมากที่สุดคือปลาในอันดับปลาช่อน เช่น ปลากระดี่หม้อ ปลาหมอไทย ปลาช่อน ปลากระสง คิดเป็นประมาณร้อยละ 45.23 ของอาหารทั้งหมด รองลงมา ได้แก่ ปลาในอันดับปลาตะเพียน เช่น ปลาซิวปลาตะเพียนทราย ปลาสร้อยนกเขา ประมาณร้อยละ 33.45 และอันดับปลาหมอช้างเหยียบปละปลาแป้นน้ำจืดประมาณร้อยละ 2.88 นอกจากนี้มันยังกินสัตว์น้ำอื่นและแมลงอีกเล็กน้อย เช่น กบบัว กบนา เขียดจะนา กุ้งฝอยน้ำจืด แมลงปอบ้าน แมลงปอเข็ม ตั๊กแตนหนวดสั้น แมงมุม เป็นต้น มันมีวิธีหาอาหารหลายวิธีคือยืนในน้ำที่ลึกไม่เกินแข้ง ใช้ตาสอดส่ายหาเหยื่อ เมื่อพบเหยื่อก็จะใช้ปากงับอย่างรวดเร็ว หรือมันใช้ขาข้างหนึ่งพุ้ยน้ำหรือเศษใบพืชที่จมอยู่ในน้ำ เมื่อเหยื่อตกใจออกจากที่ซ่อนจะใช้ปากงับเหยื่ออย่างรวดเร็ว หรืออาจใช้วิธีเดินตามหรือเกาะบนหลังวัวควาย เมื่อแมลงบินขึ้นหลังจากที่วัวควายเหยียบย่ำพื้นดินหรือหญ้า มันจะใช้ปากจิกกิน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : นกยางเปียส่วนใหญ่ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูฝนระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายนแต่มีส่วนน้อยที่ผสมพันธุ์ในฤดูหนาวระหว่าเดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ ก่อนสร้างรังและวางไข่มันจะเกี้ยวพาราสีกัน โดยตัวผู้บินเข้าไปใกล้ตัวเมียและส่งเสียงร้อง ยื่นปากไปข้างหน้าและโบกไปมา สะบัดขนประดับที่ท้ายทอย อก และตะโพกให้พลิ้วลม ถ้าตัวเมียไม่สนใจ มันจะบินไปเกาะที่อื่น แต่ถ้าตัวเมียนิ่งเฉย ตัวผู้จะไปคาบกิ่งไม้ยื่นให้ตัวเมีย และใช้ตำแหน่งที่ตัวเมียเกาะอยู่เป็นตำแหน่งสร้างรัง นกตัวผู้จะหาวัสดุมาส่งให้ตัวเมียและช่วยสร้างรังจนเป็นรูปร่าง แล้วจึงผสมพันธุ์กัน นกยางเปียสร้างรังบนกิ่งของต้นไม้หลายชนิดส่วนใหญ่เป็นกอไผ่และต้นไม้ที่มีกิ่งมาก มันมักทำรังเป็นกลุ่มและอาจอยู่รวมกับนกอีกหลายชนิด เช่น นกแขวก นกกาน้ำเล็ก นกยางควาย เป็นต้น รังเป็นแบบง่าย ๆ เพียงใช้กิ่งไม้และกิ่งไผ่วางซ้อนกัน แล้วทำแอ่งเพื่อรองรับไข่ โดยทั่วไปรังมีเส้นผ่านศูนย์กลางขอบนอก 35 – 40 ซม. เส้นผ่านศูนย์กลางขอบใน 15 – 25 ซม. แอ่งลึก 5 – 10 ซม. และอยู่สูงจากพื้นดินตั้งแต่ 2 – 20 เมตร ขนาดของรังอาจใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เพาะนกทั้งสองเพศจะช่วยกันหาวัสดุมาเสริมรังให้แข็งแรงเสมอเมื่อวัสดุเก่าผุพังลง หรือเมื่อต้องรับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนไข่&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ไข่''' : เป็นรูปยาวรี สีเขียวอมฟ้า ผิวอาจเรียบเป็นมันบางฟองอาจมีผงสีขาวคล้อยผงชอล์กปกคลุมบางส่วนมีขนาดเฉลี่ย 31.61x43.39 มม. หนัก 22.64 กรัมรังมีไข่ 2 – 5 ฟอง พบ 4 ฟองบ่อยที่สุด รองลงมาได้แก่ 3 และ 5 ฟองตามลำดับ มันจะออกไข่แต่ละฟองห่างกัน 37 – 48 ชั่วโมง ทั้งสองเพศช่วยกันฟักไข่ตั้งแต่ออกไข่ฟองแรก ใช้เวลาฟักไข่ประมาณ 25 – 27 วัน ลูกนกจะออกจากไข่เองโดยใช้ฟันเจาะเปลือกไข่ ฟันเจาะเปลือกไข่จะหลุดร่วงไปเมื่อลูกนกมีอายุได้ 3 – 4 สัปดาห์ ลูกนกแรกเกิดยังไม่ลืมตา หัวโต อุ้ยอ้าย ลูกตาโปน ขายังไม่แข็งแรง มีขนอุยสีขาวปนเทาปกคลุมลำตัวบางส่วน โดยเฉพาะลำตัวด้านบน และยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ พ่อแม่ต้องคอยดูแล ป้องกันอันตรายและหาอาหารมาป้อน พ่อแม่ต้องคอยดูแล ป้องกันอันตรายและหาอาหารมาป้อน พ่อแม่จะป้อนอาหารลูกนกโดยสำรอกอาหารที่ย่อยบางส่วนใส่ปากลูกนกซึ่งอ้าปากรอรับอยู่เหมือนกับจะงับปากพ่อแม่ เมื่อลูกนกโตพอประมาณแล้ว พ่อแม่จะสำรอกอาหารไว้ที่พื้นรังให้ลูกนกจิกกินเอง เมื่อลูกนกอายุได้ประมาณ 2 สัปดาห์ จะมีขนสีขาวปกคลุมลำตัวเหมือนกับตัวเต็มวัย และเริ่มหัดบิน เมื่อบินได้แข็งแรงแล้วจะแยกออกจากพ่อแม่ไปหากินตามลำพัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : เป็นนกประจำถิ่น และมีบางส่วนเป็นนกอพยพมาในช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์ ช่วงนี้ปริมาณนกจึงมีเพิ่มขึ้น พบบ่อยและปริมาณมากทั่วทุกภาค&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดนกยางเปียเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
----&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Amphol</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%97%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88&amp;diff=137</id>
		<title>นกยางโทนใหญ่</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%97%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88&amp;diff=137"/>
				<updated>2015-12-09T01:07:52Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Amphol: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Casmerodius Gloger &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Casmerodius albus'' (Linnaeus) 1758. &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Great Egret &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : Large Egret , Common Egret , Great White Egret , White Egret &amp;lt;br&amp;gt; &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Casmerodius albus'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ alb, -I, -id หรือ albus แปลว่าสีขาว ความหมายคือ “นกยางที่มีสีขาว” พบครั้งแรกที่ประเทศสวีเดน ทั่วโลกมี 5 ชนิดย่อยประเทศไทยพบ 1 ชนิดย่อยคือ Casmerodius albusmodestus (J.E. Gray) ชื่อชนิดย่อยมาจากคำในภาษาละตินคือ modestus  หรือ modest ซึ่งแปลว่าทุ่งราบ ความหมายคือ “นกยางสีขาวที่พบตามทุ่งราบ” พบครั้งแรกที่ประเทศอินเดีย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : เกือบทั่วโลก ในทวีปเอเชียพบในอินเดีย พม่า ไทย จีน ไต้หวัน เกาะไหหลำ หมู่เกาะอันดามัน อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดใหญ่ (87 – 90 ซม.) จัดเป็นนกยางสีขาวที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ปากยาวตรงลำคอยาวมาก ขณะหันคอไปทางด้านข้างหรือด้านหลังเพื่อหาอาหาร บริเวณตรงกลางคอมักขมวดเป็นปม ปีกยาวประมาณ 33.7 ซม. ปลายปีกมน ขาค่อนข้างยาวนิ้วยาว ขนปกคลุมลำตัวทั้งหมดเป็นสีขาว ช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์ปากสีเหลือง ปลายปากสีเทาเล็กน้อย ผิวหนังบริเวณใบหน้ามีสีเหลืองแกมเขียว แข้งและนิ้วสีดำ ช่วงฤดูผสมพันธุ์ปากสีดำ บางตัวบริเวณโคนเป็นสีเหลือง ผิวหนังบริเวณใบหน้าเป็นสีน้ำเงินหรือน้ำแกมเขียว แข้งอาจเปลี่ยนเป็นสีแดง บางตัวเป็นสีเขียวมีขนละเอียดสีขาวแตกเป็นฝอยตั้งแต่บริเวณกลางหนังจนถึงตะโพก ขนนี้จะหลุดร่วงไปเมื่อสิ้นสุดฤดูผสมพันธุ์ และจะไม่ปรากฏในนกตัวไม่เต็มวัยไม่ว่าจะเป็นฤดูใดก็ตาม&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : หากินในเวลากลางวันตามแหล่งน้ำทั่วไป เช่น บึง หนอง ทุ่งนา อ่างเก็บน้ำ ทะเลสาบ เป็นต้น และบริเวณชายเลน พบอยู่โดดเดี่ยว จึงได้ชื่อว่า “นกยางโทน” ซึ่งหมายถึงตัวเดียว แต่ก็พบมันหากินรวมกันเป็นฝูงบ่อยครั้งมาก มันสามารถเกาะกิ่งไม้ได้ดี และบินได้เร็วพอประมาณ ขณะบินคอจะพับเป็นรูปตัวเอส ขาเหยียดตรงพ้นปลายหาง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : นกยางโทนใหญ่ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูฝนระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกันยายน ทำรังเป็นกลุ่มตามต้นไม้ และอาจอยู่รวมกับนกหลายชนิด เช่น นกกาน้ำเล็ก นกยางกรอกพันธุ์ชวา นกยางควาย นกยางเปีย นกแขวก นกกระสาแดง เป็นต้น รังเป็นแบบง่าย ๆ ทั้งสองเพศจะช่วยกันหาวัสดุและสร้างรังโดยนำกิ่งไม้หรือกิ่งไผ่มาซ้อนกันหลายชั้น แล้วทำแอ่งตรงกลาง อาจมีใบหญ้าหรือใบไม้สดวางในแอ่งเพื่อรองรับไข่ ในช่วงแรกรังมีเส้นผ่านศูนย์กลางขอบนอก 50 – 60 ซม. เส้นผ่านศูนย์กลางขอบใน 30 – 40 ซม. แอ่งตรงกลางลึก 15 – 20 ซม. ต่อมารังอาจหนาขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากมันจะเสริมรังเมื่อวัสดุเก่าผุพังลงหรือเมื่อมีจำนวนไข่เพิ่มขึ้น&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ไข่''' : เป็นรูปรี สีเขียวอ่อนเกือบเป็นสีขาว มีผงสีขาวคล้ายผงชอล์กปกคลุมเล็กน้อย มีขนาดเฉลี่ย 42.4 x 60.3 มม. รังมีไข่ 3 – 5 ฟอง ทั้งสองเพศผลัดกันฟักไข่ตั้งแต่ฟองแรก ใช้เวลาฟักไข่ 25 – 28 วัน ลูกนกจะเจาะเปลือกไข่ออกมาเองโดยใช้ฟันเจาะเปลือกไข่ ลูกนกแรกเกิดมีรูปร่างเทอะทะ หัวและท้องใหญ่ ลำตัวด้านบนมีขนอุยเล็กน้อย ผิวหนังบริเวณที่ไม่มีขนอุยเป็นสีน้ำตาล เมื่อลูกนกอายุได้ 2 – 3 สัปดาห์ จะเริ่มมีขนขึ้นตามลำตัว ยกเว้นลำตัวด้านล่าง อายุ 5 – 6 สัปดาห์มีขนเต็มตัว สีสันคล้ายตัวเต็มวัย ปากเป็นสีเหลืองซีด ขาเป็นสีเทา อายุ 7 – 8 สัปดาห์ลูกนกจะบินได้แข็งแรง บางตัวสามารถแยกจากพ่อแม่ไปหากินเองได้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลูกนก''' : ลูกนกแรกเกิดยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ พ่อแม่ต้องคอยช่วยเหลือด้วยการกก ป้องกันอันตราย และหาอาหารมาป้อน พ่อแม่จะป้อนอาหารด้วยการสำรอกอาหารที่ย่อยบางส่วนใส่ปากลูกนกซึ่งอ้าปากรอรับอาหารเหมือนจะงับปากพ่อแม่ เมื่อลูกนกโตพอประมาณ พ่อแม่จะสำรอกอาหารไว้ที่พื้นรังให้ลูกนกจิกกันเอง พ่อแม่จะคอยผลัดเปลี่ยนกันไปหาอาหารมาป้อนลูกนกโดยขณะที่ตัวใดตัวหนึ่งไปหาอาหาร อีกตัวหนึ่งจะอยู่ในรังกกลูกและคอยป้องกันอันตรายจากศัตรู ซึ่งอาจเป็นนกหรือสัตว์อื่น เช่น อีกา เหยี่ยว ตะกวด เป็นต้น&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : เป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณปานกลางทั่วทุกภาค และอาจมีบางส่วนเป็นนกอพยพมาในช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์ ซึ่งในช่วงนี้จะพบได้บ่อยและปริมาณมากขึ้น&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดนกยางโทนใหญ่เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
----&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Amphol</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7&amp;diff=136</id>
		<title>นกยางเขียว</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7&amp;diff=136"/>
				<updated>2015-12-09T01:07:19Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Amphol: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Butorides Blyth &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Butorides striatus'' (Linnaeus) 1758.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Little Heron&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : Little Green Heron , Green-backed Heron , Striated Heron , Mangrove Heron&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Butorides striatus'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ = stria, -t แปลว่าลายหรือเป็นลาย และ –tus เป็นคำลงท้ายในภาษาละตินความหมายคือ “นกยางไฟที่ลำตัวเป็นลาย” พบครั้งแรกที่สาธารณรัฐซูรินาเม ในทวีปอเมริกาใต้ ทั่วโลกมี 36 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 3 ชนิดย่อย คือ&lt;br /&gt;
	#Butorides striatus amurensis Von Schrenck ชื่อชนิดย่อยดัดแปลงจากชื่อสถานที่ที่พบครั้งแรก คือดินแดน Amur ทางตะวันออกของประเทศรัสเซีย&lt;br /&gt;
	#Butorides striatus actophilus Oberholser ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษากรีกคือ act, =a, -e, -I แปลว่าชายหาด และ phil, -a, -I, -o แปลว่าชอบความหมายคือ “นกยางเขียวที่ชอบอยู่ตามชายหาดหรือชายทะเล” พบครั้งแรกที่เกาะ Barussan&lt;br /&gt;
	#Butorides striatus abbotti Oberholser ชื่อชนิดย่อยดัดแปลงจากชื่อของบุคคลคือ Abbott พบครั้งแรกที่เกาะลังกาวี ประเทศมาเลเซีย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ทั่วไปในทวีปอเมริกาใต้ ทวีปแอฟริกา ซีกโลกตะวันออก ยกเว้นยูเรเซียตะวันตก อินเดีย หมู่เกาะอันดามัน หมู่เกาะนิโคบาร์ พม่า ไทย อินโดจีน จีนด้านตะวันออกและใต้ ไต้หวัน เกาะไหหลำ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และออสเตรเลีย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็ก-กลาง (43 – 45 ซม.) ปากขาวเรียวและตรง หัวเล็ก คอยาวปานกลาง ปีกยาว ปลายปีกมน ขายาวปานกลาง ทั้งสองเพศมีลักษณะและสีเหมือนกัน ตัวเต็มวัยบริเวณหัวสีดำ มีขนสีดำ 2 เส้นยื่นออกจากบริเวณท้ายทอย ลำตัวด้านบนสีเทาเข้ม ลำตัวด้านล่างสีจางกว่าลำตัวด้านบน บริเวณคอด้านล่างจนถึงอกมีลายสีขาว ตัวไม่เต็มวัยสีออกเป็นสีน้ำตาล ลำตัวด้านล่างมีลายขีดสีเข้มกระจายทั่วไป&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : มีกิจกรรมและหากินในช่วงเช้าตรู่และเย็นค่ำ บางครั้งอาจพบมันหากินในเวลากลางวันด้วย พบอยู่โดดเดี่ยวตามบริเวณป่าชายเลน ชายฝั่งทะเล และชายแหล่งน้ำจืดทั่วไป มันชอบเดินลุยตามเลน ชายน้ำ หรือในน้ำซึ่งระดับน้ำไม่ลึกมากนักบางครั้งเกาะยอดพืชจำพวกกกและอ้อที่ขึ้นอยู่ในน้ำหรือชายน้ำ หรือตามกิ่งไม้หรือตอไม้ในบริเวณแหล่งหากิน บินได้ดี แต่มักบินเรี่ยยอดหญ้าหรือชายน้ำ ขณะเกาะนิ่งเพื่อพักผ่อนหรือนอนหลับและขณะบินมักหดคอสั้น แต่ขณะหาอาหารจะยืดคอยาวออกไปพอสมควร อาหารได้แก่แมลงและสัตว์น้ำ เช่น ปลา ปู กุ้ง หอย กบ เขียด เป็นต้น ส่วนใหญ่หาอาหารโดยเดินลุยหรือเดินย่องไปตามชายเลนหรือชายน้ำต้องหาเหยื่อ เมื่อพบเหยื่อจะยืดคอใช้ปากงับเหยื่อแล้วกลืนกิน ปกติมันจะหาเหยื่อขนาดไม่ใหญ่มากนัก สามารถกลืนกินได้ทั้งตัว&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : นกยางเขียวผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝนระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนมิถุนายนในช่วงนี้มักพบมันอยู่เป็นคู่ ขณะที่ช่วงอื่นมักพบมันอยู่โดดเดี่ยว เมื่อจับคู่กันแล้ว มันจะช่วยกันเลือกสถานที่หาวัสดุ และสร้างรัง ปกติมันทำรังรวมกันเป็นกลุ่ม 6 – 10 รัง หรือมากกว่า แต่บางครั้งจะสร้างรังอยู่โดดเดี่ยวรังเป็นแบบง่าย ๆ เพียงนำกิ่งไม้มาวางซ้อนกันตามกิ่งหรือง่ามไม้ที่อยู่ใกล้กับแหล่งน้ำ แล้วทำแอ่งตรงกลางเพื่อรองรับไข่ โดยทั่วไปรังมีเส้นผ่านศูนย์กลางขอบนอก 25 – 30 ซม. เส้นผ่านศูนย์กลางขอบใน 10 – 15 ซม. และแอ่งตรงกลางลึก 5 – 7 ซม.&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ไข่''' : สีออกเขียว ไม่มีจุดหรือลาย มีขนาดเฉลี่ย 29.0X35.0 มม. รังมีไข่ 3 – 5 ฟอง โดยวางไข่ตั้งแต่ออกไข่ฟองแรก ใช้เวลาฟักไข่ประมาณ 15 – 17 วัน ลูกนกจะออกจากไข่เองโดยใช้ฟันเจาะเปลือกไข่ ลูกนกแรกเกิดมีขนอุยสีเทาปกคลุมลำตัวด้านบนเล็กน้อย ลืมตา แต่ยังช่วยเหลือตนเองไม่ได้ พ่อแม่ต้องช่วยกันกกให้ความอบอุ่นและหาอาหารมาป้อนด้วยการสำรอกใส่ปากลูกนก เมื่อลูกนกแข็งแรงและบินได้ดีแล้ว ซึ่งใช่เวลา 5 – 6 สัปดาห์หลังออกจากไข่ ก็จะแยกจากพ่อแม่ออกไปหากินเองตามลำพัง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : เป็นทั้งนกประจำถิ่นและนกอพยพมายังประเทศไทยช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์ พบบ่อยและปริมาณมาก ชนิดย่อย amurensis เป็นนกอพยพพบทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงใต้ ชนิดย่อย actophilus เป็นนกอพยพ พบทางภาคเหนือและภาคกลาง ส่วนชนิดข่อย abbotti เป็นนกประจำถิ่น พบทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ ภาคกลาง และภาคใต้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดนกยางเขียวทุกชนิดย่อยเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
----&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Amphol</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B9%8C%E0%B8%8A%E0%B8%A7%E0%B8%B2&amp;diff=135</id>
		<title>นกยางกรอกพันธุ์ชวา</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B9%8C%E0%B8%8A%E0%B8%A7%E0%B8%B2&amp;diff=135"/>
				<updated>2015-12-09T01:06:54Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Amphol: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Ardeola Boie &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Ardeola speciosa'' (Horsfield) 1821. &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Javan Pond Heron&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : -&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Ardeola speciosa'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละคือ specios หรือ speciosus แปลว่าสะดุดตาหรือสวยงาม ความหมายคือ “นกยางขนาดเล็กที่มีสีสันสวยงาม” พบครั้งแรกที่เกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย ไม่มีการแบ่งเป็นชนิดย่อย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในเทือกเขาตะนาวศรี ไทย กัมพูชา เกาะบอร์เนียว เกาะชวา เกาะสุลาเวซี และหมู่เกาะซุนดาน้อย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดกลาง (46 ซม.) ปากยาวตรง หัวค่อนข้างใหญ่ คอยาวพอประมาณแต่เวลายืนพักผ่อนมักจะหดคอสั้น ปีกยาว ปลายปีกมน ขายาวปานกลาง นิ้วยาว ทั้งสองเพศมีลักษณะและสีเหมือนกัน ช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์และตัวไม่เต็มวัยลำตัวด้านบนสีน้ำตาล หัวและอกสีน้ำตาลออกเหลืองมีลายขีดสีน้ำตาลเข้ม  ท้องและปีกด้านล่างสีขาว เวลาบินจะเห็นสีขาวเป็นส่วนใหญ่ ช่วงฤดูผสมพันธุ์หัวและคอสีน้ำตาลออกเหลืองไม่มีลาย หลังสีน้ำตาลเข้ม อกสีส้ม แต่เวลาบินยังเห็นสีขาวเป็นส่วนใหญ่ บริเวณท้ายทอยมีขนเปียสีน้ำตาลออกเหลือง 2 เส้น&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : อาศัยอยู่ตามหนองน้ำ นาข้าว ป่าชายเลน และบริเวณที่มีน้ำท่วมขัง มีกิจกรรมตลอดทั้งวัน แต่ส่วนใหญ่จะเป็นช่วงเช้าตรู่ ปกติหากินตามชายน้ำ แต่ก็พบเป็นประจำว่ามันเกาะตามพืชลอยน้ำในบึง หนอง หรือทะเลสาบซึ่งมีระดับน้ำลึกสามารถเกาะกิ่งไม้ได้ดี และชอบเกาะกิ่งไม้แห้งเพื่อพักผ่อนหลังจากหากินอิ่มแล้ว เวลาบินมักร้อง “กรอก – กรอก” &lt;br /&gt;
	อาหารได้แก่สัตว์น้ำ เช่น ปลา กุ้ง กบ เขียด แมลง เป็นต้น มักใช้วิธีเดินลุยไปในน้ำ บนบก หรือยืนจ้องหาเหยื่อบนพืชลอยน้ำ เมื่อเห็นเหยื่อจะใช้ปากจิกอย่างรวดเร็ว บ่อยครั้งก็พบมันเดินตามสัตว์เลี้ยง เช่น วัว ควาย เพื่อคอยจิกแมลงที่บินขึ้นหลังจากที่สัตว์เหล่านั้นเดินย่ำไปตามพื้นหญ้า หรืออาจเดินตามคนไถนาหรือรถไถนาเพื่อกินสัตว์ในดินที่ถูกไถพลิกขึ้นมา&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : นกยางกรอกพันธุ์ชวาผสมพันธุ์ในช่วงฤดูหนาวถึงฤดูร้อนระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน ทำรังรวมกันเป็นกลุ่มตามต้นไม้และกอไผ่ซึ่งสูงจากพื้นดิน 2 – 5 เมตร และอาจทำรังบนต้นไม้ต้นเดียวกันกับนกอีกหลายชนิด เช่น นกยางเปีย นกแขวก เป็นต้น รังเป็นแบบง่าย ๆ ทั้งสองเพศจะช่วยกันหากิ่งไผ่หรือเรียวไผ่และต้นหญ้ามาวางซ้อนกัน แล้วทำแอ่งตรงกลางเพื่อรองรับไข่ โดยทั้งไปรังมีเส้นผ่านศูนย์กลางขอบนอก 28 – 32 ซม. เส้นผ่านศูนย์กลางขอบใน 22 – 24 ซม. และแอ่งตรงกลางลึก 4 – 7 ซม. รังอาจมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เพาะมันจะคอยเสริมรังให้แข็งแรงเสมอเมื่อวัสดุเก่าผุพังหรือมีจำนวนไข่เพิ่มขึ้น&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ไข่''' : เป็นรูปรี สีเขียวไม่มีลายหรือผงปกคลุม มีขนาดเฉลี่ย 28.2X38.1 มม. รังมีไข่ 3 – 5 ฟอง ทั้งสองเพศผลัดกันฟักไข่ตั้งแต่ออกไข่ฟองแรก โดยขณะตัวหนึ่งฟักไข่ อีกตัวหนึ่งจะไปหาอาหารและหาวัสดุมาเสริมรัง หรือเกาะอยู่ข้างรังเพื่อระวังภัยจากนกตัวอื่นทั้งที่เป็นชนิดเดียวกันและต่างชนิดกันที่มักมาแย่งวัสดุไปเสริมหรือสร้างรังของตัวเอง ใช้เวลาฟักไข่ประมาร 20 – 22 วัน ลูกนกจะใช้ฟันเจาะเปลือกไข่ออกมาเอง ลูกนกแรกเกิดมีรูปร่างเทอะทะ หัวโต ท้องป่อง มีขนอุยปกคลุมลำตัวด้านบนเล็กน้อย ผิวหนังส่วนที่ไม่มีขนเป็นสีน้ำตาลออกแดง อายุได้ 2 – 3 สัปดาห์ จะเริ่มมีขนสีขาวตามลำตัว และมีขนสีเทาเข้มที่หัวและคอ อายุ 5 – 6 สัปดาห์ขนบริเวณหัวและคอจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลปนเทา อายุ 8 – 10 สัปดาห์จะมีสีเหมือนตัวเต็มวัยและบินได้แข็งแรง ในช่วงที่ออกจากไข่จนกระทั่งก่อนบิน พ่อแม่ต้องช่วยกันหาอาหารมาป้อนโดยสำรอกอาหารเข้าสู่ปากลูกนกซึ่งอ้าปากรอรับเหมือนจะงับปากพ่อแม่ไว้ พ่อแม่จะเลี้ยงดูลูกนกจนกระทั่งบินได้เก่งและหาอาหารเองได้จึงนะทิ้งรังไป&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : เป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณค่อนข้างมาก โดยเฉพาะทางภาคกลาง พรทิพย์ (2523) รายงานว่า เป็นนกที่พบในปริมาณปานกลางในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย จังหวัดพัทลุง และที่ทะเลสาบสงขลา จังหวัดสงขลา โดยที่นกเหล่านี้อาจเป็นนกประจำถิ่นหรือนกที่อพยพมาช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดนกยางกรอกพันธุ์ชวาเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
----&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Amphol</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B9%8C%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%99&amp;diff=134</id>
		<title>นกยางกรอกพันธุ์จีน</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B9%8C%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%99&amp;diff=134"/>
				<updated>2015-12-09T01:06:28Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Amphol: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Ardeola Boie &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Ardeola bacchus'' (Bonaparte) 1855.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Chinese Pond Heron&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : -&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Ardeola bacchus'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ Bacchus เป็นชื่อของเทพเจ้าแห่งเหล้าองุ่น ความหมายคือ “นกที่บริเวณคอและอกมีสีแดงคล้ายกับเหล้าองุ่นแดง” พบครั้งแรกที่ประเทศมาเลเซีย ไม่มีการแบ่งเป็นชนิดย่อย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ตั้งแต่บังกลาเทศ หมู่เกาะอันดามัน จีน ไทย อินโดจีน ไต้หวัน เกาะไหหลำ ฮ่องกง มาเลเซีย และเกาะบอร์เนียว&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดกลาง (46 ซม.) ช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์มีลักษณะเหมือนกับนกยางกรอกพันธุ์ชวาและนกยางกรอกพันธุ์อินเดียจนไม่สามารถแยกออก แต่ในฤดูผสมพันธุ์นกยางกรอกพันธุ์จีนบริเวณหัวและคอเป็นสีน้ำตาลแก่ หลังสีดำแกมเทาอกสีแดงเลือดนกปนน้ำตาล&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : อาศัยอยู่ตามทุ่งนา หนองน้ำ ชายน้ำ และป่าชายเลน ส่วนใหญ่พบอยู่เป็นฝูง มันชอบเกาะกิ่งไม้แห้งหรือกอไผ่ที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำเพื่อพักผ่อน ตากแดด ไซ้ขน และนอกหลับในเวลากลางคืนเวลายืนพักผ่อนจะหดคอทำให้ดูคล้ายกับมันมีคอสั้นซึ่งที่จริงแล้วมันมีคอยาวปานกลาง เวลาบินขึ้นมักร้อง “กรอก-กรอก” &lt;br /&gt;
	อาหารได้แก่สัตว์น้ำและแมลง มันมักเดินลุยน้ำหาเหยื่อ บางครั้งก็เดินตามวัวควายเพื่อกินแมลงที่บินขึ้นหลังจากที่พวกมันเหยียบย่ำทุ่งหญ้า บ่อยครั้งพบมันเกาะตามพืชลอยน้ำในบึง ทะเลสาบ และแหล่งน้ำขนาดใหญ่เพื่อจ้องหาเหยื่อที่หลบอยู่ใต้พืชลอยน้ำหรือที่ว่ายเข้ามาใกล้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : ไม่เคยมีรายงานการทำรังวางไข่ในประเทศไทย มีแต่การปรากฏขนในช่วงฤดูผสมพันธุ์ Homes and Well (1975) รายงานว่า พบนกยางกรอกพันธุ์จีนจำนวน 3 ตัวในทะเลสาบสงขลา จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2517 มีสีสันในช่วงฤดูผสมพันธุ์ จึงเป็นไปได้ที่นกชนิดนี้บางตัวทำรังวางไข่ในประเทศไทย แต่จากการที่ Deignan (1945) ได้ผ่าตรวจอวัยวะสืบพันธุ์ของนกที่จัดได้เมื่อวันที่ 19 เมษายน พ.ศ.2472 พบว่า อัณฑะของเพศผู้ ทั้งหมดยังไม่เจริญ รังไข่ของเพศเมียเริ่มขยายใหญ่ซึ่งเท่ากับเริ่มเข้าสู่ฤดูการผสมพันธุ์ แต่เขากลับไม่พบนกเหล่านี้ในฤดูน้ำมากหรือฤดูผสมพันธุ์ซึ่งเริ่มต้นในเดือนสิงหาคมเลย จึงเข้าใจว่ามันน่าจะอพยพไปยังตอนเหนือเพื่อผสมพันธุ์และวางไข่ อย่างไรก็ตามหากมีนกบางตัวทำรังวางไข่ในประเทศ ลักษณะรังขนาดของไข่ จำนวนไข่ต่อรังระยะเวลาฟักไข่ สภาพลูกนก การเลี้ยงดูลูกอ่อน และชีววิทยาการสืบพันธุ์อื่น ๆ คงไม่แตกต่างไปจากนกยางกรอกพันธุ์ชวา&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : เป็นนกอพยพมายังประเทศไทยช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์ พบบ่อยและปริมาณมากทั่วทุกภาค&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดนกยางกรอกพันธุ์จีนไว้เป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
----&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Amphol</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%87&amp;diff=133</id>
		<title>นกเปล้าคอสีม่วง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%87&amp;diff=133"/>
				<updated>2015-12-09T01:05:59Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Amphol: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Treron Vieillot &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Treron vernans'' (Linnaeus) 1771.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Pink-necked Green Pigeon&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : Pink-necked Pigeon&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นกเปล้าคอสีม่วงมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Treron vernans'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละตินสมัยใหม่คือ vern, -a หรือ vernans แปลว่าฤดูใบไม้ผลิหรือสีเขียว ความหมายคือ “นกที่มีสีเขียว” พบครั้งแรกที่ประเทศฟิลิปปินส์ ทั่วโลกมีนกเปล้าคอสีม่วง 8 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 1 ชนิดย่อยคือ Treron vernans griseicapilla Schlegel ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ grise หรือ griseus แปลว่าสีเทา และ capill, -a หรือ capillus แปลว่าหัว ชื่อชนิดย่อยจึงหมายถึง “นกที่มีหัวสีเทา” พบครั้งแรกที่เกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในพม่า ไทย กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย หมู่เกาะซุนดาใหญ่ เกาะสุลาเวซี และฟิลิปปินส์&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็ก (24-25 ซม.) แตกต่างจากนกเปล้าเล็กหัวเทาและนกเปล้าอกสีม่วงน้ำตาลตรงที่หางสีเทา ใกล้ปลายหางมีแถบสีดำ ปลายหางสีเทา นกเปล้าคอสีม่วงตัวผู้หัวและคอหอยสีเทาปากสีน้ำเงินจาง คอและอกตอนบนสีม่วงแกมชมพู อกตอนล่างสีส้ม หลังและตะโพกสีเขียว ช่วงไหล่สีเขียวปีกสีเขียวมีแถบสีเหลืองอมเขียว ขนคลุมโคนขนหางด้านล่างสีแดงแกมน้ำตาลเข้ม ท้องสีเขียวอมเหลืองต้นขามีลายสีเขียวเข้ม ขาและนิ้วสีแดง ตัวเมียลำตัวสีเขียวทึม ท้องสีเขียวอมเหลืองดูจางกว่าบริเวณอื่นต้นขามีลายสีเขียวขนคลุมโคนขนหางด้านล่างสีขาวแกมสีเนื้อ หรือสีแดงอ่อน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : อาศัยและหากินบนต้นไม้ตามป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบแล้ง ป่าดงดิบชื้น ป่าชายเลน ป่ารุ่น และป่าละเมาะ พบอยู่เป็นคู่หรือฝูงมันมักเกาะต้นไม้ต้นใดต้นหนึ่งเป็นประจำ ไม่ค่อยย้ายที่เกาะและที่หากิน หากบริเวณนั้นขาดแคลนอาหารมันจะย้ายไปและจะกลับมาอีกหากบริเวณเดิมมีอาหารอุดมสมบูรณ์ใหม่ มันสามารถเกาะกิ่งก้านต้นไม้ได้ทุกแนว และไม่ค่อยลงพื้นดิน ยกเว้นเมื่อกินน้ำและโป่งอุปนิสัยอื่นไม่แตกต่างไปจากนกเปล้าทั่วไป นกเปล้าคอสีม่วงชอบกินผลไม้ โดยเฉพาะผลไม้ที่มีขนาดไม่ใหญ่นัก&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : นกเปล้าคอสีม่วงผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม รังเป็นแบบง่าย ๆ สร้างหยาบ ๆ โดยใช้กิ่งไม้เล็ก ๆ วางซ้อนกันตามง่ามต้นไม้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' : ไข่มีรูปร่างรี สีขาว มีขนาดเฉลี่ย 22.0x28.0 มม. รังมีไข่ 2 ฟอง ทั้งสองเพศช่วยกันฟักไข่ ใช้เวลาทั้งสิ้น 14-15 วัน ลูกนกแรกเกิดมีขนอุยปกคลุมลำตัวห่าง ๆ ยังไม่ลืมตา และช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ในระยะแรกพ่อแม่จะป้อนน้ำนมนกให้ลูกกิน เมื่อลูกนกโตพอประมาณแล้ว พวกมันจึงจะป้อนผลไม้ นอกจากนี้ยังอาจเป็นป้อนแมลงและตัวหนอนด้วย ลูกนกเติบโตค่อนข้างเร็ว อายุประมาณ 14-15 วันนะมีขนปกคลุมเต็มลำตัว สามารถบินได้ หลังจากนั้นไม่นานจะทิ้งรังไป&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : นกเปล้าคอสีม่วงเป็นนกประจำถิ่นพบไม่บ่อยและปริมาณไม่มากนักทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคใต้แต่บางท้องที่พบบ่อยและปริมาณปานกลาง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดนกเปล้าคอสีม่วงเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
----&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Amphol</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B8%9C%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81&amp;diff=132</id>
		<title>นกเป็ดผีเล็ก</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B8%9C%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81&amp;diff=132"/>
				<updated>2015-12-09T01:05:19Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Amphol: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Tachybaptus Reichenbach &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Tachybaptus ruficollis'' (Pallas) 1764.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Little Grebe&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : นกเป็ดผี,Dabchick&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Tachybaptus ruficollis'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ ruf, -esc, -I หรือ rufus แปลว่าสีแดงหรือสีออกแดง และ coll, -I หรือ collis แปลว่าคอ ความหมายคือ “นกที่บริเวณคอมีสีแดง” พบครั้งแรกที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ ทั่วโลกมี 10 ชนิดย่อย ประเทศไทยมี 1 ชนิดย่อยคือ Tachybaptus ruficollis poggei (Reichenow) ชื่อชนิดย่อยดัดแปลงมาจากชื่อของบุคคล พบครั้งแรกที่เมือง Chihli ประเทศจีน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในแอฟริกา ยูเรเซีย อินเดีย ไต้หวัน เกาะไหหลำ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เกาะนิวกินี และหมู่เกาะโซโลมอน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็ก (25 ซม.) ทั้งสองเพศมีลักษณะและสีสันเหมือนกัน รูปร่างทั่วไปคล้ายเป็ด แต่มีขนาดเล็กกว่า ปากเล็กและแหลมไม่แบนเหมือนอย่างเป็ดทั่วไป ปีกสั้นและกลม หางสั้นมากหรือไม่เจริญ ขนตามลำตัวละเอียดอ่อน ในช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์ลำตัวด้านบนสีน้ำตาลแกมเทา ลำตัวด้านล่างสีจางกว่าและค่อนข้างจะออกเป็นสีขาว เวลาบินจะเห็นแถบสีขาวบริเวณปลายปีกชัดเจน ในฤดูผสมพันธุ์บริเวณอกและคอสีน้ำตาลแดง ลำตัวด้านล่างสีเทา มุมปากสีเหลือง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : อาศัยและหากินตามแหล่งน้ำจืดทั่วไป เช่น หนอง คลอง บึง บาง ลำราง ทะเลสาบ เป็นต้น อาจพบได้บริเวณน้ำกร่อยหรือบริเวณที่น้ำเค็มหนุนถึง ในช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์จะอาศัยอยู่เป็นฝูงที่ไม่ค่อยใหญ่นัก แต่บางฝูงอาจมีนกมากถึง 100 ตัว ในฤดูผสมพันธุ์อยู่เป็นคู่ หรือเป็นครอบครัวประมาณ 5 – 7 ตัว ว่ายและดำน้ำได้ดีมาก เวลาตกใจหรือจวนตัวจะดำน้ำได้นายกว่า 3 นาที แล้วไปโผล่ไกลจากที่เดิม 15 – 20 เมตร แต่ปกติจะบินหนีเรี่ยไปกับผิวน้ำ หรือ สูงกว่าผิวน้ำไม่เกิน 3 เมตร และไปไกลเป็นระยะทางไม่เกิน 50 เมตร บางครั้งพบบินในระดับสูงพอประมาณโดยเฉพาะเมื่อบินหลงฝูง หรือเมื่อบินอพยพไปยังแหล่งน้ำอื่น ไม่เคยพบที่เกาะตามกิ่งไม้ นอกจากยืนอยู่บนบกเป็นบางครั้งเท่านั้น จากการวิเคราะห์อาหารในการะเพาะพบว่า อาหารส่วนใหญ่ได้แก่แมลง คิดเป็นร้อยละ 40 – 70 ของปริมาณอาหาราทั้งหมด ในจำนวนนี้พบแมลงปอเข็มมากที่สุด ประมาณร้อยละ 35 ด้วงปีกแข็งที่กินใบพืชน้ำซึ่งเป็นแมลงในวงศ์ Donaciidae พบรองลงมาประมาณร้อยละ 30 และแมลงอื่นประมาณร้อยละ 5 นอกจากนี้ยังกินกุ้ง ซึ่งส่วนใหญ่มีขนาด 10 – 15 มม. ประมาณร้อยละ 30 – 60 (พรทิพย์และบุบผา, 2525) และกินสัตว์น้ำขนาดเล็ก เช่น ปลาขนาดเล็ก กบ เขียด สัตว์น้ำอื่น เป็นต้น บางครั้งกินพืชจำพวกสาหร่ายด้วยมีกิจกรรมในเวลากลางวัน โดยพบหากินตามบริเวณพื้นน้ำ บริเวณพืชลอยน้ำ บริเวณพืชโผล่พ้นน้ำ และป่าหญ้าซึ่งเป็นบริเวณขอบของแหล่งน้ำ&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' :  นกเป็ดผีเล็กผสมพันธุ์ในช่วงฤดูฝนระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายน แต่อาจผันแปรไปบ้างตามปริมาณน้ำฝน โดยจะผสมพันธุ์วางไข่ในช่วงที่มีฝนตกมากที่สุดของปี ทั้งสองเพศจะช่วยกันหาวัสดุและสร้างรัง ทำรังบริเวณพืชลอยน้ำ พืชที่ขึ้นในน้ำ หรือพืชที่ขึ้นตามขอบแหล่งน้ำ รังเป็นแบบง่าย ๆ สร้างหยาบ ๆ โดยใช่ลำต้นและใบของพืชน้ำจำพวกสาหร่ายหางกระรอก สาหร่ายข้าวเหนียว จอกหูหนู ดีปลีน้ำ และผักตบชวามาวางซ้อนกันจนแน่นทำด้านบนให้เป็นแอ่งคล้ายจานไว้รองรับไข่ รังมีเส้นผ่านศูนย์กลางขอบนอกประมาณ 30 – 35 ซม. เส้นผ่านศูนย์กลางขอบในประมาณ 9 – 12 ซม. ลึกประมาณ 2 - 4 ซม. และอยู่สูงกว่าระดับน้ำ 10 - 15 ซม. รังที่ทำตามพืชลอยน้ำมักยึดติดกับพืชหรือหญ้าที่ขึ้นอยู่ในน้ำเพื่อไม่ให้ลอยไปตามกระแสน้ำและกระแสลม&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ไข่''' : สีขาว บางครั้งมีสีน้ำตาลเคลือบผิว ซึ่งเป็นผลมาจากพืชที่ปกคลุมไข่ มีขนาดเฉลี่ย 25.51 X 35.60 มม. รังมีไข่ 3 – 5 ฟอง โดยจะวางไข่วันละ 1 ฟองจนครบรัง ทั้งสองเพศผลัดกันฟักไข่ตั้งแต่ออกไข่ฟองแรกในขณะที่ตัวหนึ่งฟักไข่ อีกตัวหนึ่งจะไปหาอาหารและหาวัสดุมาเสริมรังให้แข็งแรงอยู่เสมอ และยังคอยระวังภัยให้ตัวที่ฟักไข่ด้วย ถ้ามีสิ่งรบกวนหรือมีศัตรูเข้ามาใกล้ ตัวที่อยู่นอกรังจะส่งเสียงร้องเตือนตัวที่กำลังฟักไข่หลักจากที่ได้ยินเสียงเตือนแล้ว ตัวที่กำลังฟักไข่จะรับคาบวัสดุที่อยู่ใกล้กับรังมาปิดทับไข่ไว้ แล้วจะออกจากรังดำน้ำหนีไป เมื่อแน่ใจว่าปลอดภัยจังกลับมาเอาวัสดุที่ปิดไข่ออกแล้วฟักไข่ต่อ ใช้เวลาฟักไข่ประมาณ 19 – 24 วัน โดยเฉลี่ยใช้เวลา 21 วัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลูกนก''' : ลูกนกแรกเกิดมีน้ำหนักประมาณ 7.2 กรัม ความยาววัดจากปลายปากถึงปลายหางประมาณ 7.5 ซม. ปากสีแดง ขาดำ มีขนอุยสีดำปกคลุมลำตัวโดยมีแถบสีน้ำตาลแดงสลับขาวคาดจากกระหม่อมถึงท้ายทอย 4 แถบ ลูกนกจะเจาะเปลือกไข่ออกมาเองโดยใช้ฟันเจาะเปลือกไข่ หลังจากลูกนกออกจากไข่แล้วพ่อแม่จะช่วยกันคาบเปลือกไข่ไปทิ้งให้ไกลจากรัง เมื่อลูกนกออกจากไข่ได้ประมาณ 2 – 3 ชั่วโมงจะเข็งแรงพอที่จะว่ายน้ำเองได้ หรือเกาะหลังพ่อแม่ออกไปหากินได้ลูกนกจะติดตามพ่อแม่หาอาหารเป็นเวลา 3 – 4 เดือน แล้วจึงไปรวมกับนกครอบครัวอื่นเป็นฝูงใหญ่ อายุ 1 ปีจังโตพอจะผสมพันธุ์ได้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : เป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณมากทั่วทุกภาค แต่จะพบมากทางภาคกลางและภาคใต้ เพราะมีแหล่งน้ำซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งหากินมาก&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดนกเป็ดผีเล็กเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
----&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Amphol</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81&amp;diff=131</id>
		<title>นกปลีกล้วยเล็ก</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81&amp;diff=131"/>
				<updated>2015-12-09T01:04:44Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Amphol: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Arachnothera Temminck &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Arachnothera Longirostra'' (Latham) 1790.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Little Spiderhunter&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : -&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Arachnothera Longirostra'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ long, -I หรือ longus แปลว่ายาว และ rostr, =um แปลว่าปาก ความหมายคือ “นกที่มีปากยาว”  พบครั้งแรกที่ประเทศปากีสถาน  ทั่วโลกมี 12 ชนิดย่อย  ประเทศไทยพบ 4 ชนิดย่อยคือ&lt;br /&gt;
#Arachnothera Longirostra longirostra (Latham)  ที่มาและความหมายของชื่อชนิดย่อยเช่นเดียวกับชนิด &lt;br /&gt;
#Arachnothera Longirostra sordida La Touche  ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ sord, -id หรือ sordidus แปลว่าเปรอะเปื้อนหรือสกปรก ความหมายคือ “นกที่มีสีทึม”  พบครั้งแรกที่ประเทศจีน&lt;br /&gt;
#Arachnothera Longirostra pallidus Delacour  ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ pall, -ens, -esc, -id, -or หรือ pallidus แปลว่าจาง  ความหมายคือ “นกที่มีสีจาง”  พบครั้งแรกที่ประเทศลาว และ &lt;br /&gt;
#Arachnothera Longirostra cinireicollis (Vieillot)  ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ cini, =s หรือ ciner, -ar, -e, -I หรือ cinereus แปลว่าสีเทา และ coll, -I หรือ collis แปลว่าคอ  ความหมายคือ “นกที่มีคอสีเทา”  พบครั้งแรกที่ประเทศมาเลเซีย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในปากีสถาน อินเดีย จีนด้านตะวันตกเฉียงใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หมู่เกาะซุนดาใหญ่ และฟิลิปปินส์&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็ก (16 ซม.)  ตัวเต็มวัยมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับนกปลีกล้วยอื่น ๆ  หัวสีเทา  คิ้วและรอบตาสีขาว  คอหอยสีขาวแกมเทา อกสีเขียวอ่อนแกมเหลือง  ท้องและขนคลุมโคนขนหางด้านล่างสีเหลือง  ปลายหางด้านล่างสีขาวแกมเทา ลำตัวด้านบนสีเขียวอ่อนถึงสีเขียว&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : พบตามป่าดงดิบชื้น ป่าดงดิบแล้ง ชายป่า และป่ารุ่น ปกติในระดับต่ำว่า 1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล  อาจพบอยู่โดดเดี่ยวหรือเป็นคู่  พบเป็นประจำตามป่ากล้วย โดยเกาะตามปลีกล้วยและใช้ปากดูดกินน้ำหวานจากกลีบหนึ่งไปยังอีกกลีบหนึ่ง  ซึ่งบางครั้งมุดเข้าไปอยู่ระหว่างกาบของปลีกล้วยทั้งตัวจนมองไม่เห็นตัว  นอกจากนี้ยังกินน้ำหวานดอกไม้อื่น ๆ โดยเฉพาะดอกทองหลางป่าและดอกงิ้วและยังกินแมลงตามกิ่งไม้หรือที่มาตอมดอกไม้  แมงมุมที่ชักใยตามต้นไม้และตามกอกล้วยก็เป็นอาหารที่กินบ่อยมาก&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูหนาวและฤดูร้อนระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม  ส่วนใหญ่ทำรังใต้ใบกล้วย  รังเป็นรูปกึ่งทรงกระบอกยาวไปตามลักษณะของใบกล้วย มีความยาวประมาณ 20 ซม.  และกว้างประมาณ 5-10 ซม.  ทางเข้าออกอยู่บริเวณปลายด้านบน  รังประกอบด้วยใบหญ้าและใบไม้แห้ง  แล้วเย็บติดกับใบกล้วยหรือเชื่อมกันด้วยใยแมงมุม  รังมีไข่ 2 ฟอง  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' : สีขาวแกมชมพู มีลายทางสีแดงเข้มถึงน้ำตาลเป็นวงรอบไข่ด้านป้าน และลายขีดเล็ก ๆ สี เดียวกันกระจายทั่วฟอง  ขนาดของไข่โดยเฉลี่ย 13.1x18.4 มม.  ทั้งสองเพศช่วยกันทำรัง ฟักไข่ และเลี้ยงดูลูกอ่อน  ยังไม่ทราบระยะเวลาการฟักไข่และเลี้ยงดูลูกอ่อน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : เป็นนกประจำถิ่น  พบบ่อยและปริมาณปานกลาง  ชนิดย่อย longirostra พบทางภาคเหนือด้านตะวันตกและภาคตะวันตก ตั้งแต่จังหวัดเชียงใหม่ลงมาจนถึงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์  ชนิดย่อย sordida พบทางภาคเหนือด้านตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน  ชนิดย่อย pallida พบทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างและภาคตะวันออกเฉียงใต้  และชนิดย่อย cinereicollis พบทางภาคใต้ตั้งแต่คอคอดกระลงไป&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : ยังไม่จัดเป็นสัตว์ป่าสงวนหรือสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
----&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Amphol</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%A5&amp;diff=130</id>
		<title>นกปรอดหน้านวล</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%A5&amp;diff=130"/>
				<updated>2015-12-09T01:04:12Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Amphol: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Pycnonotus Boie &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Pycnonotus goiavier'' (Scopoli) 1786.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Yellow-vented Bulbul&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : -&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Pycnonotus goiavier'' ยังไม่ทราบที่มาและความหมายของชื่อชนิดแน่ชัด  อาจมาจากคำในภาษาทมิฬ (ศรีลังกา) คือ kuruvi ซึ่งเป็นคำรวมเรียกนกขนาดเล็กต่าง ๆ รวมทั้งนกปรอดและนกจับแมลง  พบครั้งแรกที่ประเทศฟิลิปปินส์  ทั่วโลกมี 6 ชนิดย่อย  ประเทศไทยพบ 2 ชนิดย่อยคือ Pycnonotus goiavier jambu Deignan  ชื่อชนิดมาจากภาษาสันสกฤตคือ jambu แปลว่าต้นชมพู่ ความหมายคือ “นกที่กินผลไม้”  พบครั้งแรกที่จังหวัดสมุทรสาคร และ Pycnonotus goiavier personata (Hume)  ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ =persona, -t แปลว่าหน้ากาก และ –tus เป็นคำลงท้าย ความหมายคือ “มีลายบริเวณใบหน้า”  พบครั้งแรกที่เกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในพม่า ไทย มาเลเซีย กัมพูชา เวียดนาม หมู่เกาะซุนดาใหญ่ และฟิลิปปินส์&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็ก (20 ซม.)  ตัวเต็มวัยลำตัวด้านบนสีน้ำตาล  กระหม่อมและหัวตาสีดำ มีคิ้วกว้างสีขาว  ลำตัวด้านล่างสีขาว  อกมีสีน้ำตาลแซมขนคลุมโคนขนหางด้านล่างสีเหลืองแกมเขียว  หางไม่มีสีขาว  ตัวม่เต็มวัยคิ้วสีออกเทา&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : พบตามแหล่งกสิกรรม ป่าละเมาะ สวนปาล์มน้ำมัน ป่ารุ่น และสวนสาธารณะขนาดใหญ่ โดยเฉพาะบริเวณใกล้แหล่งน้ำจืดและชายทะเล  มักพบอยู่เป็นคู่หรือเป็นฝูงเล็ก ๆ และมักพบอยู่รวมกับนกปรอดอื่นโดยเฉพาะนกปรอดสวน  อาศัยและหากินตามต้นไม้ระดับสูงและพุ่มไม้ระดับต่ำ และปรากฏเสมอที่ลงมาหากินตามพื้นดิน  อาหารได้แก่ ผลไม้ ตัวหนอน และแมลงต่าง ๆ  พฤติกรรมการกินอาหารไม่แตกต่างจากนกปรอดอื่น นอกจากบางครั้งที่กระโดดไล่จับแมลงบนพื้นดิน ซึ่งไม่ค่อยปรากฏในนกปรอดอื่น ๆ &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน  รังเป็นรูปถ้วย ประกอบด้วยต้นหญ้า เศษใบไม้  ทำรังตามพุ่มไม้เตี้ย ๆ หรือตามต้นวัชพืชบางชนิด เช่น สาบเสือ เป็นต้น  รังอยู่ไม่สูงจากพื้นดินมากนัก ราว 1.2-3.0 เมตร  รังกว้างประมาณ 6 ซม. ลึกประมาณ 2.5 ซม.  รังมีไข่ 2-3 ฟอง  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' : สีเนื้อ มีลายจุดสีน้ำตาลแดง  ขนาดของไข่เฉลี่ย 16.0x23.0 มม.  ทั้งสองเพศช่วยกันสร้างรัง ฟักไข่ และเลี้ยงดูลูกอ่อน  เริ่มฟักไข่ตั้งแต่ออกไข่ฟองแรก  ใช้ระยะเวลาฟักไข่ 13-14 วัน  ลูกนกเมื่อออกจากไข่ใหม่ ๆ ยังไม่มีขนคลุมลำตัว  ในระยะแรกพ่อแม่จะนำตัวหนอนหรือแมลงมาป้อน เมื่อลูกนกโตพอประมาณจึงจะป้อนผลไม้ซึ่งเป็นอาหารตามปกติของพ่อแม่  อายุ 14-15 วันจะบินได้และทิ้งรังไป&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : เป็นนกประจำถิ่น  พบบ่อยและปริมาณปานกลาง  ชนิดย่อย jambu พบทางภาคตะวันออกเฉียงใต้และภาคกลาง  ชนิดย่อย personata พบทางภาคใต้ตั้งแต่คอคอดกระลงไป&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
----&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Amphol</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88&amp;diff=129</id>
		<title>นกปรอดสีไพลใหญ่</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88&amp;diff=129"/>
				<updated>2015-12-09T01:03:39Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Amphol: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Pycnonotus Boie&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Pycnonotus plumosus'' (Blyth), 1845.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Olive-winged Bulbul&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : Larfe Olive Bulbul,  Olive-Brown Bulbul&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Pycnonotus plumosus''  ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ plum, =a, -e, -I แปลว่าขน และ –osus เป็นคำลงท้ายแปลว่าเต็มไปด้วย  ความหมายคือ “มีขนอ่อนปกคลุมเต็มตัว”  พบครั้งแรกที่ประเทศสิงคโปร์  ทั่วโลกมี 8 ชนิดย่อย  ประเทศไทยพบ 1 ชนิดย่อยคือ Pycnonotus plumosus plumosus Blyth  ที่มาและความหมายของชื่อชนิดย่อยเช่นเดียวกับชนิด&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในพม่า ไทย มาเลเซีย หมู่เกาะซุนดาใหญ่ และเกาะปาลาวัน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็ก (20 ซม.) ลักษณะแทบไม่แตกต่างจากนกปรอดสวน แต่สีเข้มกว่าเล็กน้อย ตาสีแดง บริเวณหูมีลายขีดสีขาว ขนปีกสีเขียวแกมเหลือง ขนคลุมโคนขนหางด้านล่างสีน้ำตาลแกมเหลือง  ตัวไม่เต็มวัยตาสีน้ำตาล&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : พบตามป่ารุ่นในระดับต่ำ ป่าละเมาะ ชายทะเล และเกาะต่าง ๆ  มักพบอยู่เป็นคู่หรือเป็นฝูงเล็ก ๆ  หากินตามยอดไม้หรือไม้พุ่มที่ค่อนข้างโล่ง ไม่ค่อยเข้าไปในพุ่มไม้ที่รกทึบ  อาหารได้แก่ ผลไม้ ตัวหนอน และแมลง  พฤติกรรมการกินอาหารไม่แตกต่างจากนกปรอดทั่วไป&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน  รังเป็นรูปถ้วย ประกอบด้วยกิ่งไม้เล็ก ๆ ใบไม้ และใบหญ้า  ทำรังตามพุ่มไม้เตี้ยหรือต้นวัชพืชสูงจากพื้นดินประมาณ 1.5-3 เมตร  วางไข่ครั้งละ 2-3 ฟอง  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' : มีลักษณะคล้ายนกปรอดหน้านวล แต่สีคล้ำกว่า จุดสีแดงใหญ่กว่า มีลายแถบเล็ก ๆ สีเทาอมฟ้ากระจาย  ขนาดของไข่โดยเฉลี่ย 17.8x22.4 มม.  ยังไม่ทราบระยะเวลาฟักไข่และเลี้ยงดูลูกอ่อน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : เป็นนกประจำถิ่น  พบบ่อยและปริมาณปานกลาง  พบเฉพาะทางภาคใต้ตั้งแต่คอคอดกระลงไป&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
----&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Amphol</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99&amp;diff=128</id>
		<title>นกปรอดสวน</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99&amp;diff=128"/>
				<updated>2015-12-09T01:03:08Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Amphol: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Pycnonotus Boie &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Pycnonotus blanfordi'' (Jerdon),  1862.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Streak-eared Bulbul&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : Blanford’s Bulbul,  Blanford’s Olive Bulbul&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Pycnonotus blanfordi'' ชื่อชนิดมาจากชื่อของ W.T. Blanford (ค.ศ.1832-1905) นักธรณีวิทยา นักสัตววิทยา และนักสะสมตัวอย่างสัตว์ชาวอังกฤษ  พบครั้งแรกที่ประเทศพม่า  ทั่วโลกมี 3 ชนิดย่อย  ประเทศไทยพบ 1 ชนิดย่อยคือ Pycnonotus blanfordi conradi (Finsch)  ชื่อชนิดย่อยมาจากชื่อบุคคล  พบครั้งแรกที่กรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : เป็นนกเฉพาะถิ่นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยกเว้นมาเลเซียตอนใต้ พม่าด้านตะวันออกเฉียงเหนือ และเวียดนามตอนเหนือ&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็ก (20 ซม.)  ลักษณะไม่แตกต่างจากนกปรอดสีไพลใหญ่ แต่สีโดยทั่วไปจางและออกเป็นสีเขียวอมเหลืองมากกว่า  บริเวณหูมีลายขีดสีขาวและมักเด่นชัดกว่า  ตาสีเทา ปีกสีเขียว  ขนคลุมโคนขนหางด้านล่างสีเหลืองอ่อน  ตัวไม่เต็มวัยตาสีน้ำตาล&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : พบตามป่าเบญจพรรณ ป่ารุ่น ป่าละเมาะ สวนผลไม้ แหล่งกสิกรรม รวมถึงในหมู่บ้านและเมือง  พบในระดับต่ำจนกระทั่งเชิงเขาระดับความสูงประมาณ 915 เมตรจากระดับน้ำทะเล  มักพบอยู่เป็นคู่หรือเป็นฝูงเล็ก ๆ  หากินตามต้นผลไม้ ไม้พุ่ม และลงมายังพื้นดินเป็นครั้งคราว  มักเกาะในบริเวณที่โล่ง  ในช่วงกลางวันที่อากาศร้อนอาจหลบตามพุ่มไม้  อาหารได้แก่ ผลไม้ เช่น ไทร หว้า ชมพู่ มะละกอ มะม่วง ผลตำลึงสุก เป็นต้น  สำหรับผลไม้ที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนักจะเกาะตามกิ่งไม้ที่มีผลสุก ใช้ปากเด็ดผลไม้ออกจากขั้วแล้วกลืนกินทั้งผล  สำหรับผลไม้ที่มีขนาดใหญ่จะใช้ปากจิกกินทีละชิ้น  นอกจากนี้ยังจิกกินแมลงและตัวหนอนตามลำต้น กิ่งก้าน และยอดไม้ บางครั้งไล่จิกกินตามพื้นดิน และบ่อยครั้งที่โฉบจับแมลงกลางอากาศ แต่ไม่ไกลจากที่เกาะมากนัก&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน  รังเป็นรูปถ้วยประกอบด้วยใบไม้แห้ง ใบหญ้าแห้ง เส้นใบมะพร้าว และวัสดุเยื่อใยอื่น  รังอยู่ตามต้นไม้หลายชนิด โดยเฉพาะไม้ผล เช่น ขนุน กระท้อน ชมพู่ มะม่วง ข่อย เป็นต้น  รังอยู่สูงจากพื้นดิน 2.5-4.5 เมตร กว้าง 5.5 ซม. และลึก 2.3 ซม.  รังมีไข่ 2-3 ฟอง  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' : สีเนื้ออ่อน มีลายจุดสีน้ำตาลแดงทั่วฟอง  ขนาดของไข่โดยเฉลี่ย 16.2x22.9 มม.  ทั้งสองเพศช่วยกันสร้างรัง ฟักไข่ และเลี้ยงดูลูกอ่อน  จะเริ่มฟักไข่ตั้งแต่ออกไข่ฟองแรก  ใช้เวลาฟักไข่ 12-14 วัน  ลูกนกเมื่อออกจากไข่ใหม่ ๆ ยังไม่มีขนคลุมลำตัว  พ่อแม่จะช่วยกันหาอาหารมาป้อน ซึ่งในระยะแรกเป็นตัวหนอน และแมลง  เมื่อลูกนกโตพอประมาณจึงหาผลไม้มาป้อน  ประมาณ 14-16 วันลูกนกจะโต แข็งแรง บินได้ และทิ้งรังไปในที่สุด&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : เป็นนกประจำถิ่น  พบบ่อยและปริมาณมากทั่วทุกภาค&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
----&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Amphol</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2&amp;diff=127</id>
		<title>นกปรอดคอลาย</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2&amp;diff=127"/>
				<updated>2015-12-09T01:02:41Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Amphol: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Pycnonotus Boie &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Pyenonotus finlaysoni'' (Strickland), 1844.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Stripe-throated Bulbul&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : - &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Pycnonotus finlaysoni''  ชื่อชนิดมาจากชื่อบุคคลคือ George Finlayson (ค.ศ.1790-1823) นักธรรมชาติวิทยาและศัลยแพทย์ชาวสกอตแลนด์  พบครั้งแรกที่ประเทศมาเลเซีย  ทั่วโลกมี 3 ชนิดย่อย  ประเทศได้พบ 2 ชนิดย่อย  คือ Pycnonotus finlaysoni finlaysoni Strickland  ที่มาของชื่อชนิดย่อยเช่นเดียวกับชนิด  และ Pycnonotus finlaysoni eous Riley  ชื่อชนิดย่อยอาจมาจากรากศัพท์ภาษากรีกคือ eos แปลว่าเช้าตรู่หรือทิศตะวันออก  ความหมายคือ &amp;quot;นกที่พบทางด้านทิศตะวันออก&amp;quot;  พบครั้งแรกที่ประเทศเวียดนาม ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของสถานที่พบนกต้นแบบ&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในจีนด้านตะวันตกเฉียงใต้และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็ก (19 ซม.) แตกต่างจากนกปรอดอื่นตรงที่มีลายขีดสีเหลืองกระจายบริเวณหน้าผาก ใบหน้า และคอหอย  ลำตัวด้านบนสีเขียวแกมน้ำตาล  ท้องตอนหน้าสีขาวแกมสีเทา  ท้องทางด้านท้ายและขนคลุมโคนขนหางด้านล่างสีเหลือง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : พบตามป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบชื้น ป่าดงดิบแล้ง ป่ารุ่น ป่าโล่ง ตั้งแต่พื้นราบจรกระทั่งความสูง 900 เมตรจากระดับน้ำทะเล  มักพบอยู่เป็นคู่หรือเป็นฝูงเล็ก ๆ  พบเป็นประจำบริเวณไม้พุ่ม ไม้พื้นล่าง หรือลูกไม้  บางครั้งพบตามยอดไม้ที่ค่อนข้างสูง  อาหารได้แก่ ผลไม้ เมล็ดของไม้ต้น ตัวหนอน และแมลง  พฤติกรรมกินอาหารไม่แตกต่างจากนกปรอดอื่น&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝน  ส่วนใหญ่ทำรังตามพุ่มไม้ กิ่งของต้นไม้ใหญ่ หรือเถาวัลย์ ซึ่งสูงจากพื้นดินไม่มากนัก ราว 0.6-4.5 เมตร  ไกรรัตน์ (2539) ศึกษารังของนกปรอดคอลายในป่าดงดิบแล้ง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี พบว่า รังเป็นรูปถ้วย มีเส้นผ่านศูนย์กลางภายใน 8.00 ภายนอก 9.15 ซม.  รังประกอบด้วยกิ่งไม้เล็ก ๆ เส้นกลางของใบไม้และใบหญ้า นำมาสานหรือขัดกันหยาบ ๆ สามารถมองทะลุพื้นรังได้ แล้วเชื่อมวัสดุให้ติดกันด้วยใยแมงมุมโดยเฉพาะบริเวณขอบรัง ทำแอ่งตรงกลาง จากนั้นรองรังด้วยรากไม้หรือเถาวัลย์ที่ละเอียด  รังมีไข่ 2 ฟอง  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' : สีครีม มีลายสีออกแดงและสีเทา  ขนาดของไข่โดยเฉลี่ย 20.8x15.7 มม.  ทั้งสองเพศช่วยกันทำรัง ฟักไข่ และเลี้ยงดูลูกอ่อน  เริ่มฟักตั้งแต่วางไข่ฟองแรก  ใช้ระยะเวลาฟักไข่ 13-14 วัน  ลูกนกอายุ 12-13 วันจะบินได้และทิ้งรังไป&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : เป็นนกประจำถิ่น  พบบ่อยและปริมาณปานลาง  ชนิดย่อย eous พบทางภาคเหนือด้านตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคตะวันตก  ชนิดย่อย finlaysoni พบทางภาคใต้ตั้งแต่คอคอดกระลงไป&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
----&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Amphol</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88&amp;diff=126</id>
		<title>นกบั้งรอกใหญ่</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88&amp;diff=126"/>
				<updated>2015-12-09T01:02:11Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Amphol: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Phaenicophaeus Stephens &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Phaenicophaeus tristis'' (Lesson) 1830.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Green-billed Malkoha&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : Greater Green-billed Malkoha,Large Green-billed Malkoha&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นกบั้งรอกใหญ่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Phaenicophaeus tristis'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ trist, -I แปลว่าเศร้า ความหมายคือ “นกที่มีสีไม่ฉูดฉาด (สีแห่งความเศร้า)” พบครั้งแรกที่รัฐเบงกอลประเทศอินเดีย Howard and Moore (1980) จัดนกบั้งรอกใหญ่ไว้ในสกุล Rhopodytes ขณะที่ Smythies (1986) ถือว่า Rhopodytes เป็นชื่อพ้องของสกุล ทั่วโลกมีนกบั้งรอกใหญ่ 6 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 2 ชนิดย่อยคือ Phaenicophaeus tristis saliens (Mayr) ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ salien, -t แปลว่ากระโดด ความหมายคือ “นกที่มักกระโดดไปมา” พบครั้งแรกที่ประเทศลาวและ Phaenicophaeus tristis longicaudatus Blyth ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ long, -i หรือ longus แปลว่ายาว และ caudatus (caud, =a) แปลว่าหาง ความหมายคือ “นกที่มีหางยาว” พบครั้งแรกที่ Maulmain (Moulmein) ประเทศพม่า&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในเทือกเขาหิมาลัยจีนตอนใต้ เกาะไหหลำ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเกาะสุมาตรา&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดกลาง (51-56 ซม.) เฉพาะหางยาวประมาณ 37-38 ซม. ซึ่งจัดว่ายาวมากปีกแต่ละข้างขาวมากกว่า 14 ซม. ปากสีเขียวอ่อนหนังรอบตาสีแดง ลำตัวด้านบนสีเทาแกมเขียวเข้มลำตัวด้านล่างสีเทาอ่อน คอยหอยและอกสีจะจางกว่า ท้องเล็กน้อย ปลายขนหางสีขาว ขนหางด้านล่างมีลายแถบสีขาว 5 แถบ&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : อาศัยอยู่ตามป่าทั่วไป เช่น ป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบแล้ง ป่าดงดิบเขา ป่าดงดิบชื้นและป่าชายเลน ตั้งแต่ระดับพื้นราบจนกระทั่งความสูง 1,685 เมตรจากระดับน้ำทะเล ส่วนใหญ่พบอยู่เป็นคู่ตลอดทั้งปี นกบั้งรอกใหญ่เป็นนกที่ชอบอยู่นิ่ง ๆ ไม่ค่อยเคลื่อนไหว ปกติมันเกาะตามกิ่งไม้ที่มีใบแน่นทึบจึงสังเกตเห็นตัวได้ยาก นอกจากเห็นมันบินในระยะใกล้ ๆ แต่ส่วนใหญ่มันจะกระโดดไปตามกิ่งไม้ด้วยลักษณะคล้ายกระรอก บางครั้งลงมายังพุ่มไม้หรือไม้พื้นล่างที่มีใบแน่นทึบ&lt;br /&gt;
	อาหาร ได้แก่ ตัวหนอนและแมลง เช่น ตั๊กแตนกิ่งไม้ ตั๊กแตนใบไม้ จักจั่น เป็นต้น นอกจากนี้ยังกินสัตว์เลื้อยคลานจำพวกกิ้งก่าและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก มันหาอาหารโดยกระโดดตามกิ่งไม้และยอดไม้ เมื่อพบเหยื่อก็ใช้ปากจิกกิน หากเหยื่อมีขนาดใหญ่มันอาจใช้ปากงับเหยื่อจนกระทั่งเหยื่อตาย จากนั้นจึงจิกฉีกเหยื่อกินทีละชิ้น&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : นกบั้งรอกใหญ่ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝนระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนสิงหาคมซึ่งมักแตกต่างกันไปตามแต่ละท้องที่ ทำรังตามยอดไม้หรือยอดไผ่ ซึ่งสูงจากพื้นดินประมาณ 3-7 เมตร รังมีขนาดค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับขนาดตัว รังเป็นรูปถ้วยคล้ายกับรังพวกนกเขา ประกอบด้วยกิ่งไม้ กิ่งไผ่และเถาวัลย์ มีการสานกันเล็กน้อย แล้วนำใบไม้สดมาวางในแอ่งกลางรังเพื่อรองรับไข่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' : มีรูปร่างค่อนข้างยาวสีขาว มีผงคล้ายผลชอล์กคลุมบางส่วน มีขนาดเฉลี่ย 25.8x33.8 มม. รังมีไข่ 2-4 ฟอง ส่วนใหญ่มี 3 ฟอง ทั้งสองเพศช่วยกันสร้างรัง ฟักไข่ และเลี้ยงดูลูกอ่อน ลูกนกแรกเกิดยังไม่ลืมตาและไม่มีขนปกคลุมลำตัว พ่อแม่ต้องกกและเลี้ยงดูจนลูกนกแข็งแรงและบินได้ดีแล้ว พวกมันจึงจะทิ้งรัง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : นกบั้งรอกใหญ่เป็นนกประจำถิ่นพบบ่อยและปริมาณปานกลาง ชนิดย่อย saliens พบทางภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือส่วนชนิดย่อย longicaudatus พบทั่วประเทศ แต่ไม่พบสองชนิดย่อยในบริเวณเดียวกัน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดนกบั้งรอกใหญ่ทุกชนิดย่อยเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
----&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Amphol</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B5%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87&amp;diff=125</id>
		<title>นกตีทอง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B5%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87&amp;diff=125"/>
				<updated>2015-12-09T01:01:41Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Amphol: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Megalaima G.R. Gray&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Megalaima haemacephala'' (Muller) 1776.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Coppersmith Barbet&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : Crimson – breasted Barbet&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นกตีทองมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Megalaima haemacephala'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษากรีกคือ haem,=a,-ato,-o หรือ haima แปลว่าเลือดหรือ สีแดง และ cephal,=a,-o หรือ –kephalos แปลว่าหัว ความหมายคือ “นกที่มีหัวเป็นสีแดง” พบครั้งแรกที่ประเทศฟิลิปปินส์ ทั่วโลกมีนกตีทอง 5 ชนิดย่อยประเทศไทยพบ 1 ชนิดย่อยคือ Megalaima haemacephala indica (Latham) ชื่อชนิดย่อยดัดแปลงจากชื่อสถานที่ที่พบครั้งแรก คือประเทศอินเดีย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ตั้งแต่ปากีสถาน จีนด้านตะวันตกเฉียงใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เกาะสุมาตรา เกาะชวา จนถึงฟิลิปปินส์&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็ก (16-17 ซม.) จัดเป็นนกโพระดกที่มีขนาดเล็กที่สุด ตัวเต็มวัยลำตัวด้านบนสีเขียว หน้าผากสีแดง กระหม่อมตอนหน้าสีดำ ใบหน้าสีดำมีคิ้วและบริเวณใต้ตาสีเหลือง คอหอยสีเหลืองคอด้านล่างมีแถบสีแดง อกตอนบนสีเหลือง อกตอนล่างและท้องสีขาวอมเหลืองมีลายขีดสีเขียว ตัวไม่เต็มวัยลำตัวด้านบนและหัวสีเขียว บริเวณที่เป็นสีเหลืองซีดกว่าของตัวด้านบนและหัวสีเขียว บริเวณที่เป็นสีเหลืองซีดกว่าของตัวเต็มวัย อกตอนบนสีออกเทา ลายขีดที่อกตอนล่างและท้องสีเทาแกมเขียว&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : อาศัยอยู่ตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่ารุ่น ป่าละเมาะ และสวนผลไม้ ตั้งแต่ระดับพื้นราบจนกระทั่งความสูง 800 เมตรจากระดับน้ำทะเล มักพบอยู่โดดเดี่ยวหรือเป็นคู่ แต่อาจพบเป็นฝูงใหญ่ตามต้นไม้ที่มีผลสุก และอาจพบอยู่รวมกับนกโพระดกและนกกินผลไม้ชนิดอื่น มันมักเกาะตามยอดไม้หรือกิ่งไม้แห้ง แล้วส่งเสียงร้อง มักร้องตลอดทั้งวันแต่จะร้องบ่อยมากในช่วงเช้าและบ่าย ในช่วงฤดูผสมพันธุ์มันมักร้องบ่อยกว่าฤดูอื่น มันร้อง “ต๊อง-ต๊อง-ต๊อง” ประมาณ 80 ครั้งต่อนาที่ คล้ายกับการเคาะไม้ให้จังหวะ เสียงของนกตีทองดังกังวานคล้ายกับการตีโลหะเช่นทองคำ มันจึงมีชื่อว่า “นกตีทอง” อาหารส่วนใหญ่ ได้แก่ ผลไม้ต่าง ๆ เช่น ไทร หว้า ตะขบ มะเม่า ผลของไม้เถา เป็นต้น นอกจากนี้ยังกินแมลงโดยเฉพาะแมลงเม่าที่กำลังบินออกจากรูดิน โดยบินโฉบจับแมลงเม่ากลางอากาศ และยังจิกกินตัวหนอนตามกิ่งไม้และใบไม้ด้วย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : นกตีทองผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝน ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคมทำรังตามโพรงบนต้นไม้ที่ยืนต้นตายและค่อยข้างผุบางครั้งบนต้นไม้เนื้ออ่อนที่ยังมีชีวิต ส่วนใหญ่มันจะใช้ปากขุดเจาะโพรงเอง แต่บางครั้งก็ใช้โพรงที่นกหรือสัตว์อื่นทำไว้ หรือโพรงที่เกิดขั้นตามธรรมชาติ โพรงมีขนาดไม่แน่นอน ปกติลึก 25-80 ซม. โดยเฉลี่ยจะลึก 40 ซม. ปากโพรงมักมีขนาดเล็กพอที่ตัวนกลอดเข้าไปได้ แต่ภายในโพรงจะกว้างกว่าหลายเท่า ไม่มีวัสดุรองโพรง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ไข่''' : มีรูปร่างค่อนข้างยาว สีขาวเป็นมันเล็กน้อย มีขนาดเฉลี่ย 17.5x25.2 มม. รังมีไข่ 2-4 ฟอง พบ 3 ฟองบ่อยที่สุด ทั้งสองเพศช่วยกันฟักไข่และเลี้ยงดูลูกอ่อน ใช้เวลาฟักไข่ 13–14 วัน ลูกนกแรกเกิดไม่ลืมตา ไม่มีขนปกคลุมร่างกาย และยังช่วยเหลือตนเองไม่ได้ พ่อแม่ต้องช่วยกันกกและป้อนอาหาร เมื่อลูกนกแข็งแรงและมีขนปกคลุมร่างกายพอประมาณแล้วมันจะเริ่มหัดบิน พ่อแม่จะยังคงป้อนอาหารให้ แม้ว่าลูกนกจิกอาหารกินเองได้ ประมาณ 1 เดือนหลังออกจากไข่ ลูกนกจะแยกจากพ่อแม่ไปหากินตามลำพัง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : นกตีทองเป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณมากทั่วทุกภาค&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดนกตีทองเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
----&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Amphol</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%87&amp;diff=124</id>
		<title>นกตะขาบทุ่ง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%87&amp;diff=124"/>
				<updated>2015-12-09T01:00:54Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Amphol: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Coracias Linnaeus &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Coracias benghalensis'' (Linnaeus) 1758.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Indian Roller&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : Black-billed Roller,Northern Roller,Blue Jay&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นกตะขาบทุ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Coracias benghalensis'' ชื่อชนิดดัดแปลงจากชื่อสถานที่ที่พบครั้งแรก คือรัฐเบงกอล ประเทศอินเดีย ทั่วโลกมีนกตะขาบทุ่ง 3 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 1 ชนิดย่อย คือ Coracias benghalensis affinis McClelland ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ affinis หรือ affini แปลว่าสัมพันธุ์หรือเกี่ยวข้องกัน ความหมายคือ “มีลักษณะไม่แตกต่างจากชนิดย่อยอื่น” พบครั้งแรกที่รัฐอัสสัม ประเทศอินเดีย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ตั้งแต่ตะวันออกกลางจีนด้านตะวันตกเฉียงใต้ จนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็ก-กลาง (32-33 ซม.) ทั้งสองเพศมีลักษณะและสีสันเหมือนกันขณะเกาะจะเห็นลำตัวส่วนใหญ่เป็นสีน้ำตาล แต่เมื่อกางปีกหรือบินจะเห็นปีกมีแถบสีน้ำเงินสด บริเวณหัวและหางเป็นสีฟ้าอมเขียว ปีกสีน้ำเงิน ลำตัวสีน้ำตาลบริเวณอกมีลายขีดเล็ก ๆ สีเขียวอมฟ้ากระจายห่าง ๆ &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : อาศัยอยู่ตามทุ่งนา ไร่ ป่าละเมาะ และป่าโปร่ง เช่น ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณเป็นต้น ตั้งแต่ระดับพื้นราบจนกระทั่งความสูง 1,500 เมตรจากระดับน้ำทะเล มีกิจกรรมและหากินในเวลากลางวัน พบอยู่โดดเดี่ยวหรือเป็นคู่ ไม่ค่อยพบเป็นฝูงนอกจากเป็นครอบครัว มักพบเกาะสายไฟฟ้าข้างถนนและตามกิ่งไม้แห้งหรือยอดไม้ บางครั้งพบกระโดดตามพื้นดิน บินได้ดี นกตะขาบทุ่งร้องเสียงดังกังวาน “ต้า-ต้า” ซ้ำกันหลายครั้ง แต่ละครั้งทิ้งช่วงห่างกันเล็กน้อย ส่วนใหญ่เป็นการร้องเพื่อประกาศอาณาเขตและเกี้ยวพาราสี นกตะขาบทุ่งกินแมลงและสัตว์ขนาดเล็ก โดยเกาะตามสายไฟฟ้าหรือกิ่งไม้ ตาคอยจ้องหาเหยื่อตามพื้นดิน เมื่อพบเหยื่อมันจะบินลงมาโฉบจับด้วยปากแล้วคาบขึ้นไปกินบริเวณที่เกาะเดิม ถ้าเหยื่อมีขนาดใหญ่เกินกว่าจะกลืนได้ทั้งตัว เช่น ปู กบ หนู มันจะใช้กรงเล็บช่วยจับ แล้วคาบไปฟาดกับที่เกาะ หรือฟาดกับพื้นจนเหยื่อตายก่อนฉีกกินเป็นชิ้น ๆ จากนั้นมันจะบินไปเกาะที่เดิมเพื่อคอยจ้องหาเหยื่อต่อไป เกรียงไกร (2527) วิเคราะห์อาหารในกระเพาะพักของนกตะขาบทุ่ง พบว่าส่วนใหญ่ได้แก่ตัวอ่อนของเหลือบประมาณร้อยละ 29.58 ของปริมาณอาหารทั้งหมดรองลงมาได้แก่ ตั๊กแตนหนวดสั้น ประมาณร้อยละ 25.35 นอกจากนี้เป็นแมลงอีกหลายชนิด เช่น จิ้งหรีด แมลงกระชอน มวนแดง แมลงเหนี่ยง ด้วงดิน ด้วงดีด ด้วงงวง ผีเสื้อเจาะลำต้น และสัตว์อื่น ๆ เช่น คางคกบ้าน ตะขาบ ปู แมงมุม เป็นต้น&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : นกตะขาบทุ่งผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนมิถุนายน ตัวผู้เกี้ยวพาราสีตัวเมียโดยบินไปเกาะข้าง ๆ แล้วส่งเสียงร้องจากนั้นจะบินขึ้นไปในอากาศเหนือที่เกาะข้างตัวเมียอีก หากตัวเมียไม่สนใจตัวเมียจะบินหนีไป แต่หากตัวเมียสนใจตัวเมียจะเกาะอยู่กับที่ ตัวผู้อาจทำเช่นเดิมซ้ำอีก 1-2 ครั้ง จากนั้นจะผสมพันธุ์กัน ทั้งสองเพศช่วยกันหาสถานที่ทำรัง ซึ่งมักเป็นโพรงไม้ที่เกิดตามธรรมชาติหรือที่สัตว์อื่นทำไว้ บางครั้งทำรังบนตอไม้หรือต้นไม้ยอดด้วน เช่น ตอมะพร้าวที่ถูกด้วงเจาะ เป็นต้นปกตินกตะขาบทุ่งจะเลือกโพรงที่อยู่สูงจากพื้นดินประมาณ 4-5 เมตร โพรงมีขนาดไม่แน่นอน จากนั้นพวกมันจะช่วยกันหาวัสดุ เช่น ใบไม้ ใบหญ้า มารองรับไข่&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ไข่''' : ของนกตะขาบทุ่งมีรูปร่างเกือบกลม สีขาว มีขนาดเฉลี่ย 27.6x33.5 มม. รังมีไข่ 4 ฟอง หายากที่มี 5 ฟอง ทั้งสองเพศช่วยกันฟักไข่ โดยเริ่มฟักหลังจากที่ออกไข่ฟองสุดท้ายแล้ว ใช้เวลาฟักไข่ทั้งสิ้น 17-19 วัน แต่ส่วนใหญ่ใช้เวลา 18 วัน ลูกนกแรกเกิดมีความยาวประมาณ 8 ซม. ยังไม่ลืมตา มีรูปร่างเทอะทะ ตาโต ท้องป่อง และไม่มีขนปกคลุมลำตัว เมื่ออายุ 3-4 วันจะมีตุ่มขนขึ้นตามผิวหนังทำให้ผิวดูเป็นสีดำมากขึ้น ในช่วงแรกนี้ลูกนกยังช่วยเหลือตนเองไม่ได้ พ่อแม่ต้องช่วยกันกกและอาหารมาป้อน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นตัวหนอนและแมลง ลูกนกอายุ 3-4 สัปดาห์จะแข็งแรงและบินได้ จากนั้นทั้งหมดจะทิ้งรังไปหากินตามลำพัง ลูกนกอายุ 1 ปีจะเป็นตัวเต็มวัยและสามารถผสมพันธุ์ได้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : นกตะขาบทุ่งเป็นนกประจำถิ่นพบบ่อยและปริมาณปานกลางทั่วทุกภาค&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' :จัดนกตะขาบทุ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
----&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Amphol</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%9A%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A7&amp;diff=123</id>
		<title>นกตบยุงหางยาว</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%9A%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A7&amp;diff=123"/>
				<updated>2015-12-09T01:00:28Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Amphol: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Caprimulgus Linnaeus &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Caprimulgus macrurus'' (Horsfield), 1821.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Large-tailed Nightjar&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : Long-tailed Nightjar&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นกตบยุงหางยาวมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Caprimulgus macrurus'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษากรีกคือ macr, -o, หรือ makros แปลว่าใหญ่หรือยาว และ ur, =a, -o หรือ oura แปลว่าหาง ความหมายคือ “นกที่มีหางยาว” พบครั้งแรกที่เกาะชวา ประเทศอินโดนีเซียทั่วโลกมีนกตบยุงหางยาว 18 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 2 ชนิดย่อยคือ Caprimulgus macrurus bimaculatus Peale ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ bi แปลว่าสอง =macula, -t หรือ maculare แปลว่าจุด ความหมายคือ “มีลายจุด 2 แบบหรือ 2 แห่ง” พบครั้งแรกที่ประเทศสิงคโปร์ และ Caprimulgus macrurus ambiguous Hartert ชื่อชนิดย่อยเป็นคำในภาษาละตินคือ ambigere แปลว่าสงสัย ซึ่งอาจหมายถึงการจำแนกที่ยังไม่แน่นอน นักปักษีวิทยาบางท่านถือว่าทั้งสองชนิดย่อยเป็นชื่อพ้องซึ่งกันและกัน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในปากีสถาน อินเดีย จีนด้านตะวันตกเฉียงใต้ เกาะไหหลำ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หมู่เกาะอันดามัน หมู่เกาะซุนดาใหญ่ และออสเตรเลียตอนเหนือ&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็ก (30 ซม.) ตัวเต็มวัยจะมีหางยาวไม่น้อยกว่า 14.6 ซม. ตัวผู้สีสันโดยทั่วไปเป็นสีน้ำตาลแกมเทา บริเวณกลางขนปลายปีกมีลายแถบสีขาวเด่นชัด 4 แถบ บริเวณปลายหางมีแถบใหญ่สีขาว 2 แถบด้านนอก รอบคอด้านบนมีลายสีน้ำตาลแดง คอหอยสีขาว ท้องและขนคลุมโคนขนหางด้านล่างสีเนื้อ มีลายแถบเล็กสีเข้ม ตัวเมียมีลักษณะคล้ายตัวผู้ แต่ลายแถบที่ขนปลายปีกมีขนาดเล็กกว่าและเป็นสีเนื้อและแคบกว่าแถบสีขาวของตัวผู้ ตัวผู้ไม่เต็มวัยมีลักษณะคล้ายตัวเมีย แต่สีจางออกสีเนื้อมากกว่า แถบที่ขนปลายหางด้านนอกไม่เด่นชัดและเป็นสีน้ำตาลแดง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : อาศัยอยู่ตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบแล้ง ป่าดงดิบเขา ป่ารุ่น และทุ่งโล่ง ตั้งแต่ระดับพื้นราบจนกระทั่งความสูง 2,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล มักพบอยู่โดดเดี่ยวหรือเป็นคู่มีกิจกรรมและหากินช่วงเย็นค่ำและกลางคืน ส่วนในเวลากลางวันมันมักหมอบนอนหลับตามพื้นดินใต้ร่มเงาต้นไม้หรือพุ่มหญ้าซึ่งมีใบไม้หรือใบหญ้าที่ร่วงหล่นค่อนข้างหนาแน่น เนื่องจากมันมีสีสันกลมกลืนกับสีใบไม้ใบหญ้าและพื้นดินจึงมักมองไม่ค่อยเห็นตัว ยกเว้นเมื่อบังเอิญเดินเข้าไปใกล้แล้วมันบินหนี ช่วงเย็นค่ำมักเห็นมันบินร่อนเหนือระดับยอดไม้ในลักษณะคล้ายพวกนกนางแอ่น นกตบยุงหางยาวร้อง “กรุ้ง” ติดต่อกันประมาณ 5 พยางค์ ใน 4 วินาที ระยะการร้องแต่ละครั้งมักไม่สม่ำเสมอ มันร้องทั้งขณะที่หมอบตามพื้นดินและเกาะกิ่งไม้ อาหาร ได้แก่ ผีเสื้อกลางคืน ด้วงปีกแข็ง และแมลงกลางคืนต่าง ๆ มันหาอาหารโดยหมอบตามพื้นดินหรือเกาะกิ่งไม้แห้ง เมื่อแมลงบินผ่านมาก็บินโฉบจับด้วยปาก มักหากินบริเวณสองข้างทางถนนที่ตัดผ่านป่า ทุ่งหญ้า หรือแหล่งที่อยู่อาศัยของคน โดยเฉพาะย่างยิ่งบริเวณที่มีแสงไฟซึ่งมีแมลงมาชุมนุมกัน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์'''  : นกตบยุงหางยาวผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคมทำรังตามพื้นดินโดยไม่ใช้วัสดุสร้างร้าง มันเพียงแต่ขุดดินให้เป็นแอ่งเล็กน้อย แล้ววางไข่ในแอ่ง รังมีไข่ 2 ฟอง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' : สีครีมแกมเหลืองจนถึงสีเนื้อแกมชมพู มีลายจุดหรือลายดอกดวงสีเทาหรือเทาแกมแดง มีขนาดเฉลี่ย 22.6x31.3 มม. ทั้งสองเพศช่วยกันฟักไข่และเลี้ยงดูลูกอ่อน ลูกนกแรกเกิดยังไม่ลืมตา มีขนปกคลุมลำตัวบางส่วน และยังช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ลูกนกพัฒนาขนปกคลุมลำตัวและเจริญเติบโตเร็วมาก หลังออกจากไข่ประมาณ 2 สัปดาห์หรือนานกว่าเล็กน้อยมันก็สามารถบินได้ และหลังจากนั้นไม่นานมันจะแยกจากพ่อแม่ไปหากินตามลำพัง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : นกตบยุงหางยาวเป็นนกประจำถิ่นพบบ่อยและปริมาณปานกลางทั่วทุกภาค&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดนกตบยุงหางยาวเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
----&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Amphol</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%8B%E0%B8%A7%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%8C&amp;diff=122</id>
		<title>นกแซวสวรรค์</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%8B%E0%B8%A7%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%8C&amp;diff=122"/>
				<updated>2015-12-09T01:00:05Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Amphol: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Terpsiphone Gloger &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Terpsiphone paradise'' (Linnaeus) 1758.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Asian Paradise-flycatcher&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : Paradise Flycatcher&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Terpsiphone paradise'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษากรีกคือ paradis แปลว่าสวน หรือที่พักผ่อนหย่อนใจ หรือสวรรค์ อาจหมายถึง “นกที่มีความสวยงาม” พบครั้งแรกที่ประเทศศรีลังกาทั่วโลกมี 18 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 3 ชนิดย่อย คือ&lt;br /&gt;
#Terpsiphone paradise incei (Gould) ชื่อชนิดย่อยดัดแปลงจากชื่อของบุคคล พบครั้งแรกที่ประเทศจีน&lt;br /&gt;
#Terpsiphone paradise saturatior (Salomonsen) ชื่อชนิดย่อยมาจากคำในภาษาละตินคือ saturates แปลว่ามีหลายสี ความหมายคือ “นกที่มีหลายสี” พบครั้งแรกที่ประเทศอินเดีย และ&lt;br /&gt;
#Terpsiphone paradise indochinensis (Salomonsen) ชื่อชนิดย่อยดัดแปลงจากชื่อสถานที่คืออินโดจีน พบครั้งแรกที่ประเทศกัมพูชา&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในตุรกี อัฟกานิสถาน แมนจูเรีย จีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หมู่เกาะอันดามัน หมู่เกาะนิโคบาร์ และหมู่เกาะซุนดาใหญ่&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็ก (21 ซม) ตัวผู้ขนหางคู่กลางยื่นยาวออกไปมากว่า 25 ซม. ตัวเต็มวัยปากและวงรอบเบ้าตาสีน้ำเงินสด ตัวผู้มีภาวะรูปร่างสองแบบ คือสีขาวและสีน้ำตาลแดง ตัวผู้ที่มีสีขาว สีส่วนใหญ่เป็นสีขาว บริเวณหัว พุ่มหงอนขน และคอหอยมีสีดำเป็นมัน ขนปลายปีกและก้านขนปีกสีดำตัวผู้ที่เป็นสีน้ำตาลแดงมีกระหม่อมสีดำ หัวและอกด้านบนสีเทาเข้ม ลำตัวด้านบน ปีก และหางสีน้ำตาลแดงตัวเมียมีลักษณะคล้ายนกตัวผู้ชนิดขนสีน้ำตาลแดงแต่ขนหางคู่กลางไม่ยื่นยาวออก ตัวผู้ที่เป็นสีน้ำตาลแดงขณะผลัดขนหางคู่กลางออกจะคล้ายนกตัวเมีย นกแซวสวรรค์แต่ละชนิดย่อยอาจมีลักษณะที่แตกต่างกันโดยบริเวณหัว คอหอย หรือกระหม่อมจะมีสีน้ำเงินหรือดำเป็นมัน คอหอยและด้านข้างของหัวสีเทา ตัวผู้ลำตัวด้านบนสีน้ำตาลแดง มักมีลายแซมสีแดงเข้ม&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : อาศัยอยู่ตามป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบชื้น ป่าดงดิบแล้ง ป่าดงดิบเขา และป่ารุ่น ดั้งแต่พื้นราบจนกระทั่งความสูง 1,500 เมตรจากระดับน้ำทะเล ช่วงฤดูอพยพอาจพบในสวนผลไม้และป่าชายเลน มักพบอยู่เป็นคู่ โดยอาจจับคู่ผสมพันธุ์กันหรือแค่หากินร่วมกัน และมักพบเกาะหรือบินไปตามกิ่งไม้หรือต้นไม้ในระดับค่อนข้างสูงและภายในเรือนยอดหรือร่มเงาของต้นไม้ ขณะเกาะลำตัวมักตั้งตรงหางห้อยลงข้างล่าง ตัวผู้จะโบกหางไปมา โดยใช้ขนหางคู่กลางเคลื่อนไหวเข้าหากันและออกจากกันคล้ายกับกรรไกร อาหาร ได้แก่ แมลง โดยการโฉบด้วยปากกลางอากาศใกล้ที่เกาะบางครั้งลงมายืนบนพื้นดินหรือเกาะตามพุ่มไม้ระดับต่ำ เป็นนกที่ร้องเสียงดัง ได้ยินแม้ในระยะทางไกล ๆ เสียงร้องคล้ายกับ “อ๊อก-อ๊อก” และร้องทั้งตัวผู้และตัวเมีย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : ผสมพันธุ์ในช่วงต้นฤดูฝนระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนมิถุนายน รังเป็นรูปกรวยหงายประกอบด้วยใบหญ้า ใบไม้ รากฝอย และวัสดุเยื่อใยบางอย่าง อัดและเชื่อมเข้าด้วยกันด้วยใยแมงมุมจนทำให้ขอบรังมีขนาดอ่อนข้างหนา รังอยู่ตามกิ่งไม้ ทั้งกิ่งที่ขนาดกับพื้นดิน กิ่งตั้ง ตามง่ามไม้ หรือกิ่งที่ยื่นออกไปเหนือลำธาร รังอยู่สูงจากพื้นดิน 1-15 เมตร ความกว้างปากรังด้านนอก 77.62 มม. ความกว้างปากรังด้านใน 58.32 มม. และความลึกในรัง 39.24 มม. รังมีไข่ 3-4 ฟอง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' : ไข่สีสมพูจนเกือบเป็นสีขาวมีลายขีดและลายจุดสีน้ำตาลแกมแดง โดยเฉพาะไข่ด้านป้าน ขนาดของไข่โดยเฉลี่ย 15.2x20.5 มม. (ศศิธร,2539) ทั้งสองเพศช่วยกันสร้างรังฟักไข่และเลี้ยงดูลูกอ่อน ใช้เวลาฟักไข่ 12-13 วัน ลูกอายุประมาณ 8-10 วันก็จะออกจากรัง แต่จะอยู่รวมกันเป็นครอบครัวระยะหนึ่ง ก่อนจะแยกออกไปหากินและอยู่เป็นคู่ต่อไป&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : เป็นนกประจำถิ่นและนกอพยพมาช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์ พบย่อยและปริมาณปานกลางชนิดย่อย incei เป็นนกอพยพ พบทางภาคเหนือ (จังหวัดแพร่และน่าน)  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (จังหวัดเลยและนครราชสีมา) ภาคตะวันออกเฉียงใต้ (จังหวัดชลบุรี) ภาคกลาง (จังหวัดกำแพงเพชรและกรุงเทพมหานคร) ชนิดข่อย saturatior  เป็นนกอพยพพบเฉพาะทางภาคใต้ และชนิดย่อย indochinensis เป็นนกประจำถิ่น พบทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคใต้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
----&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Amphol</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%8B%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%8B%E0%B8%A7%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B2&amp;diff=121</id>
		<title>นกแซงแซวหางปลา</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%8B%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%8B%E0%B8%A7%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B2&amp;diff=121"/>
				<updated>2015-12-09T00:59:38Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Amphol: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Decrurus Vieillot&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Dicrurus macrocercus'' (Vieillot) 1817.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Black Drongo&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : -&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Dicrurus macrocercus'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษากรีกคือ macr,-o หรือ makros แปลว่าใหญ่หรือยาว และ cerc,-o,=us แปลว่าหาง ความหมายคือ “นกที่มีหางขนาดใหญ่หรือมีหางยาว” พบครั้งแรกทางตอนใต้ของประเทศอินเดียทั่วโลกมี 7 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 3 ชนิดย่อย คือ&lt;br /&gt;
#Dicrurus macrocercus albirictus (Hodgson) ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษละตินคือ alb,-I,-id หรือ albus แปลว่าสีขาว และ rict หรือ rictus แปลว่ามุมปาก ความหมายคือ “บริเวณมุมปากเป็นสีขาว” พบครั้งแรกที่ประเทศเนปาล&lt;br /&gt;
#Dicrurus macrocercus cathoecus Swinhoe ยังไม่ทราบที่มาและความหมายของชื่อชนิดย่อยอาจมาจากคำว่า Catholic ซึ่งแปลว่าผู้นับถือศาสนาคริสต์ พบครั้งแรกทางตอนใต้ของประเทศจีน&lt;br /&gt;
#Dicrurus macrocercus thai Kloss ซึ่งชนิดย่อยดัดแปลงจากชื่อสถานที่ คือ ประเทศไทย พบครั้งแรกที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในอิหร่าน ปากีสถาน อินเดีย จีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เกาะไหหลำ ไต้หวัน และเกาะชวา&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็ก (28 ซม.) หางยาว 125-184 มม. ตัวเต็มวัยสีเป็นสีดำแต่อาจไม่เป็นมันเท่ากับนกแซงแซวอื่น ๆ หางเว้าลึก ปลายขนหางคู่นอกสุดโค้งขั้นเล็กน้อย ตัวไม่เต็มวัยมักมีลายเกล็ดสีขาวบริเวณขนปีกด้านล่าง อกตอนล่าง ท้อง และขนคลุมโคนขนหางด้านล่าง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : อาศัยอยู่ตามทุ่งโล่ง ทุ่งนาและบริเวณที่ใกล้แหล่งน้ำ ปกติในระดับพื้นราบ แต่อาจพบได้ในความสูง 1,200 เมตรจากระดับน้ำทะเลพบอยู่โดดเดี่ยว เป็นคู่หรือเป็นฝูง มักเกาะตามกิ่งไม้แห้ง หลัก ตอไม้ สายไฟฟ้า เสารั้ว และบางครั้งลงมายืนบนพื้นดิน อาหาร ได้แก่ แมลง มีพฤติกรรมการหาอาหารหลายแบบ เช่น เกาะตามสิ่งต่าง ๆ ตาคอยจ้องหาเหยื่อรอบตัว เมื่อพบจะบินโฉบจับด้วยปาก แล้วกลับมาเกาะที่เดิมเพื่อกลืนกินอาหาร แล้วจ้องหาเหยื่อต่อไปอีก หรืออาจบินลงมาบนพื้นดินแล้วใช้ปากจิกมดปลวก หรือแมลงตามโพรงดิน หรืออาจเกาะหรือกระโดดบนหลังวัวควาย หรือเกาะกับสิ่งต่างๆ ใกล้ๆ บริเวณที่วัวควายเดินผ่าน เพื่อจับแมลงที่กระโดดหนีเมื่อวัวควายเหยียบย่ำพื้นหญ้า หรือบินฉวัดเฉวียนกลางอากาศไล่โฉบจับแมลงเหนือบริเวณที่กำลังเกิดไฟไหม้ เป็นนกที่ก้าวร้าว และมีพฤติกรรมการป้องกันอาณาเขตอย่างแข็งขัน โดยเฉพาะบริเวณรัง มันจะบินโฉบเข้าโจมตีนกและสัตว์อื่นที่เข้าไปใกล้รังของมัน ทั้งนกขนาดใหญ่ เช่น อีกา เหยี่ยว หรือแม้แต่สุนัขก็จะถูกนกทั้งตัวผู้และตัวเมียช่วยกันโจมตีเพื่อป้องกันไข่และลูกอ่อน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝนระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม รังเป็นรูปถ้วยตื้น ๆ ประกอบด้วยกิ่งไม้เล็ก ๆ ต้นหญ้า ใบไม้ และเยื่อใยต่าง ๆ เชื่อมเข้าด้วยกันด้วยใยแมงมุม ทำรังตามต้นไม้ โดยวางรังตามง่ามซึ่งอาจจะอยู่เกือบปลายสุดของกิ่ง บางครั้งในต้นไม้ต้นเดียวกันอาจมีรังของนกชนิดอื่นอยู่ด้วย เช่น นกขมิ้น นกเขา นกปรอด เป็นต้น ซึ่งนกเหล่านี้ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อมัน และมันก็ไม่ก้าวร้าวกับนกเหล่านี้ รังมีไข่ 3-4 ฟอง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' : ไข่แต่ละฟองอาจแตกต่างกัน ส่วนใหญ่มีสีขาวหรือสีครีมแกมชมพู มีลายจุด ลายดอกดวงสีดำ และน้ำตาลแกมแดง ขนาดของไข่โดยเฉลี่ย 19.8x27.1 มม. ทั้งสองเพศช่วยกันทำรังฟักไข่ และเลี้ยงลูก 7-10 วัน บ่อยครั้งที่นกคัดคู รวมทั้งนกดุเหว่า จะใช้รังของนกแซงแซวหางปลาเป็นที่วางไข่ และปล่อยให้นกเจ้าขางรังฟักไข่ และเลี้ยงดูลูกอ่อนให้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : เป็นนกประจำถิ่น นกอพยพผ่านและนกอพยพมาช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์ พบบ่อยและปริมาณมาก ชนิดย่อย albirictus เป็นนกอพยพ พบทางภาคเหนือ ชนิดย่อย cathoecus เป็นทั้งนกประจำถิ่นและนกอพยพ พบทั่วไปยกเว้นภาคใต้ ชนิดย่อย thai เป็นนกประจำถิ่น พบทางภาคตะวันตก ภาคกลางภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคใต้ตอนบน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
----&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Amphol</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%8B%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%8B%E0%B8%A7%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88&amp;diff=120</id>
		<title>นกแซงแซวหางบ่วงใหญ่</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%8B%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%8B%E0%B8%A7%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9A%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88&amp;diff=120"/>
				<updated>2015-12-09T00:59:13Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Amphol: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Dicrurus Vieillot &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Dicrurus paradiseus'' (Linnaeus) 1766.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Greater Racket-tailed Drongo&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : Greater Racquet-tailed Drongo,Large Racket-tailed Drongo&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Dicrurus paradiseus'' ชี่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษากรีกคือ paradis แปลว่า สวนหรือสวรรค์ อาจมีความหมายว่า “นกของพระเจ้า หรือ นกที่มีความสวยงาม” พบครั้งแรกที่เมืองตะนาวศรี ทางตอนใต้ของประเทศพม่า ทั่วโลกมี 14 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 3 ชนิดย่อย คือ&lt;br /&gt;
#Dicrurus paradiseus paradiseus (Linnaeus) ที่มาและความหมายของชื่อชนิดย่อยเช่นเดี่ยวกับชื่อชนิด&lt;br /&gt;
#Dicrurus paradiseus rangoonensis (Gould) ชื่อชนิดย่อยดัดแปลงจากชื่อสถานที่ที่พบครั้งแรก คือเมืองร่างกุ้ง ประเทศพม่า และ&lt;br /&gt;
#Dicrurus paradiseus malabaricus (Latham) ชื่อชนิดย่อยดัดแปลงจากชื่อสถานที่ที่พบครั้งแรก คือเมือง Malabar ประเทศอินเดีย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' :ในอินเดีย จีนด้านตะวันตกเฉียงใต้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เกาะไหหลำ หมู่เกาะอันดามัน หมู่เกาะนิโคบาร์ และหมู่เกาะซุนดาใหญ่&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็ก – กลาง (32 ซม.) แตกต่างจากนกแซงแซวหางบ่วงเล็กตรงที่มีขนาดใหญ่กว่า บริเวณโคนปากมีพุ่มขนขนาดใหญ่และยาวปลายหางเว้า ขนหางคู่นอกมีก้านขนยื่นยาวออกไปมากปลายก้านขนจะมีแผงขนเฉพาะทางด้านนอกแต่เพียงด้านเดียว ซึ่งนกแซงแซวหางบ่วงเล็กจะมีแผงขนทั้งสองด้าน ตัวไม่เต็มวัยพุ่มหงอนขนอาจสั้นและไม่มีก้านขนที่ขนหางคู่นอก&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : อาศัยอยู่ในป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบแล้ง ป่าดงดิบชื้น สวนผลไม้และสวนป่า ปกติในพื้นราบหรือในระดับต่ำ แต่อาจพบในความสูง 1,700 เมตรจากระดับน้ำทะเล แต่ค่อนข้างหายาก อาจพบอยู่โดดเดี่ยว เป็นคู่ หรือเป็นฝูงเล็ก ๆ และอาจพบอยู่รวมกับนกกินแมลงและนกจับแมลงหลายชนิด เช่น นกกะรางหัวหงอก นกหัวขวาน นกเค้าโมง นกกะลิงเขียด เป็นต้น อาหารส่วนใหญ่ ได้แก่ แมลงและตัวหนอน โดยการโฉบจับกลางอากาศใกล้ที่เกาะ หรืออาจจิกกินตามลำต้นหรือกิ่งไม้ นอกจากนี้ยังกินสัตว์ขนาดเล็ก เช่น กิ้งก่า นกขนาดเล็กโดยการจิกตามกิ่งไม้ และกินน้ำหวานดอกไม้ โดยมีพฤติกรรมการกินเช่นเดียวกับนกแซงแซวหงอนขน เป็นนกที่ชอบส่งเสียงร้อง โดยเฉพาะช่วงเช้าตรู่และเย็นค่ำ จะได้ยินบ่อยมากในช่วงฤดูผสมพันธุ์ และสามารถเลียนเสียงของนกและสัตว์ต่าง ๆ ได้ดีมาก จนบางครั้งทำให้เข้าใจผิดคิดว่าเป็นเสียงร้องของนกหรือสัตว์นั้น ๆ นอกจากนี้ยังเป็นนกที่ก้าวร้าวและป้องกันอาณาเขตอย่างแข็งขันเช่นเดียวกับนกแซงแซวอื่น ๆ มักบินไล่นกและสัตว์อื่นที่เข้ามาใกล้รังของมันหรืออาณาเขตที่มันครอบครองอยู่&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝนระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม ทำรังเป็นรูปถ้วย ประกอบด้วยกิ่งไม้เล็ก ๆ หญ้า ใบไม้ และเถาของพืชบางชนิด รังมีเส้นผ่านศูนย์กลางภายนอก 10 ซม. ลึก 5 ซม. อาจเชื่อมวัสดุด้วยใยแมงมุมแต่เพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลข ไม่มีการรองรัง รังอยู่ตามง่ามเกือบปลายกิ่ง สูงจากพื้นดินประมาณ 5-15 เมตร รังมีไข่ 3 ฟอง หายากที่มี 4 ฟอง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' : สีสันของไข่ผันแปรมากส่วนใหญ่เป็นสีขาวแกมสีครีมจนถึงสีชมพูอ่อน และมีลายขีดสีน้ำตาลแกมแดงหรือเทาแกมชมพู ขนาดของไข่โดยเฉลี่ย 20.2x27.8 มม. ทั้งสองเพศช่วยกันทำรัง ฟักไข่ และเลี้ยงดูลูกอ่อน ใช้เวลาฟักไข่ 15-16 วัน ลูกนกเมื่อออกจากไข่ใหม่ ๆ ยังไม่มีขนคลุมร่างกายและยังช่วยเหลือตนเองไม่ได้ พ่อแม่ต้องคอยช่วยกันหาอาหารมาป้อน และคอยระวังอันตราย ลูกนกเจริญเติบโตและพัฒนาร่างกายค่อนข้างเร็วมาก อายุประมาณ 7-10 วันจะมีขนคลุมร่างกายบางส่วน เริ่มหัดบินและบางครั้งบินในระยะใกล้ ๆ กับรัง แต่ปรากฏเสมอที่ลูกนกตกจากรังแล้วไม่สามารถบินขึ้นรังเองในช่วงดังกล่าวนี้พ่อแม่ยังคงให้ความช่วยเหลือ โดยเฉพาะการป้อนอาหาร จนกระทั่งลูกนกแข็งแรงและหาอาหารเองได้แล้ว จึงจะแยกจากพ่อแม่ไปอยู่ตามลำพัง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : เป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณปานกลาง ชนิดย่อย rangoonesis พบทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ชนิดย่อย malabaricus พบทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงใต้ ภาคกลาง และภาคตะวันตกและชนิดย่อย paradiseus พบทางภาคใต้ตั้งแต่คอคอดกระลงไป&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
----&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Amphol</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7&amp;diff=119</id>
		<title>นกจาบคาหัวเขียว</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7&amp;diff=119"/>
				<updated>2015-12-09T00:58:47Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Amphol: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Merops Linnaeus &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Merops philippinus'' (Linnaeus), 1766&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Blue-tailed Bee-eater&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : Brown-breasted Bee-eater , Green headed Bee-eater&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นกจาบคาหัวเขียวมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Merops philippinus'' ชื่อชนิดดัดแปลงจากชื่อสถานที่ที่พบครั้งแรกคือประเทศฟิลิปปินส์ นกจาบคาหัวเขียวมีชื่อพ้องว่า Merops superciliosus Linnaeus ชื่อพ้องมาจากคำในภาษาละตินคือ superciliosus หรือ supercilious แปลว่าคิ้ว (cili, -a, -o, =um แปลว่าหน้าตาขนดา หรือขนเล็ก ๆ และ –os, =a, =um, =us แปลว่าเต็มไปด้วย) ความหมายคือ “นกที่มีคิ้วเด่นชัด” ทั่วโลกมีนกจาบคาหัวเขียว 3 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 1 ชนิดย่อยคือ Merops philippinus javanicus Horsfield ชื่อชนิดย่อยดัดแปลงจากชื่อสถานที่ที่พบชนิดย่อยนี้ครั้งแรกคือเกาะชวา ประเทศอินโดนีเซียนักปักษีวิทยาบางท่านจัดชนิดย่อยนี้เป็นชื่อพ้องซึ่งกันและกันกับ Merops philippinus philippinus Linnaeus&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในอินเดีย จีนตอนใต้ เกาะไหหลำ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หมู่เกาะอันดามัน หมู่เกาะนิโคบาร์ หมู่เกาะซุนดาใหญ่ ฟิลิปปินส์ และนิวกินี&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็ก (30 ซม.) เฉพาะขนหางคู่กลางยาว 12 ซม. ทั้งสองเพศมีลักษณะและสีสันเหมือนกัน ตัวเต็มวัยบริเวณหัวสีเขียว แถบคาดตาสีดำ ใต้แถบเป็นสีขาว คอหอยสีออกเหลืองระหว่างคอหอยและอกมีแถบกว้างสีน้ำตาลแดง ลำตัวสีเขียวอมเหลือง ปีกสีเขียวและมีสีฟ้าแซม ตะโพกและหางสีฟ้า ตัวไม่เต็มวัยแถบระหว่างคอหอยและอกมีสีทึมกว่าของตัวเต็มวัย และขนหางคู่กลางไม่งอกยาวอย่างในตัวเต็มวัย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : อาศัยอยู่ตามพื้นที่โล่งทั่วไปและบริเวณใกล้แหล่งน้ำ เช่น บึง หนอง ทะเลสาบ ทุ่งนา เป็นต้น ปกติพบในระดับพื้นราบ แต่อาจพบได้ที่ความสูง 800 เมตรจากระดับน้ำทะเล มีกิจกรรมในเวลากลางวัน มักพบอยู่โดดเดี่ยวหรือเป็นคู่ ไม่ค่อยพบอยู่เป็นฝูง มักพบมันเกาะตามสายไฟฟ้า กิ่งไม้แห้ง หรือตอไม้ ขณะเกาะลำตัวตั้งเกือบตรง นกจาบคอหัวเขียวเป็นนกที่บินได้ดีมากและบินได้เร็ว บางครั้งก็ร่อน อาหาร ได้แก่ แมลงที่บินได้ต่าง ๆ มันหาอาหารโดยเกาะตามกิ่งไม้หรือสายไฟฟ้า คอยจ้องหาเหยื่อ เมื่อพบมันจะบินใช้ปากโฉบจับกลางอากาศ แล้วมาเกาะที่เดิม ถ้าเป็นแมลงขนาดเล็กมันจะกลืนทันที หากเป็นแมลงขนาดใหญ่มันจะคาบจนกระทั่งเหยื่อตายแล้วใช้กรงเล็บจับและใช้ปากเด็ดปีกแมลงทิ้ง จากนั้นมันจึงกลืนแมลงทั้งตัว หากแมลงมีขนาดใหญ่กว่าจะกินได้หมดในครั้งเดี่ยว มันอาจฉีกกินเป็นชิ้น ๆ &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : นกจาบคาหัวเขียวผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝนระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนกรกฎาคม ในช่วงนี้ขณะพบมันอยู่เป็นคู่ และบ่อยครั้งก็พบมันร่อนบนอากาศโดยไม่โฉบอาหาร ซึ่งอาจเป็นการเกี้ยวพาราสีแบบหนึ่ง ทั้งสองเพศช่วยกันทำรังโดยใช้ปากและเล็บขุดดินให้เป็นโพรงตามฝั่งแม่น้ำ ลำคลองหน้าผาดิน หรือเนินดิน ปากโพรงกว้าง 4-6 ซม. โพรงลึกประมาณ 1-2 เมตร ด้านในสุดเป็นโพรงขนาดใหญ่สำหรับวางไข่ ปกติไม่มีวัสดุรองโพรง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ไข่''' : มีรูปร่างค่อนข้างกลม สีขาวนวล มีขนาดเฉลี่ย 19.2x23.1 มม. รังมีไข่ 4-5 ฟอง ทั้งสองเพศช่วยกันฟักไข่ จะเริ่มฟักหลังจากออกไข่ฟองแรก ใช้เวลาฟักไข่ประมาณ 12-14 วัน ลูกนกแรกเกิดยังไม่ลืมตา ไม่มีขนปกคลุมลำตัว และยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ พ่อแม่ต้องคอยช่วยกันกกและหาอาหารมาป้อนลูกนกเจริญเติบโตและพัฒนาขนปกคลุมลำตัวค่อนข้างเร็ว ประมาณ 2-3 สัปดาห์หลังออกจากไข่พวกมันจะเริ่มหัดบิน แล้วแยกจากพ่อแม่ไปหากินตามลำพังและทิ้งรังในที่สุด แต่พ่อแม่ยังคงใช้รังต่อไปอีกระยะหนึ่งเหมือนนกจาบคาอื่น&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : นกจาบคาหัวเขียวเป็นทั้งนกประจำถิ่น นกอพยพมาทำรังวางไข่ นกอพยพผ่าน และนกอพยพมายังประเทศไทยช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์ พบบ่อยและปริมาณปานกลางเกือบทุกภาค ยกเว้นภาคตะวันตกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' :จัดนกจาบคาหัวเขียวเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
----&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Amphol</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A5&amp;diff=118</id>
		<title>นกจับแมลงสีน้ำตาล</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A5&amp;diff=118"/>
				<updated>2015-12-09T00:58:16Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Amphol: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Museicapa Brisson &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Muscicapa dauurica'' (Pallas), 1811.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Asian Brown Flycatcher&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : Brown Flycatcher&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Muscicapa dauurica'' ชื่อชนิดอาจเป็น daurica ซึ่งดัดแปลงมาจากชื่อสถานที่ที่พบครั้งแรกคือ Daurica ซึ่งเป็นเมืองหนึ่งทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของไซบีเรีย ประเทศรัสเซีย และอยู่ทางทิศตะวันออกของทะเลสาบไบคาล ซึ่งเป็นเขตติดต่อระหว่างมองโกเลียและแมนจูเรีย อย่างไรก็ตามตำราส่วนใหญ่ใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Muscicapa latirostris Raffles, 1822. ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ lati หรือ latus แปลว่ากว้าง และ rostr,=um หรือ rostris แปลว่าปาก ความหมายคือ “นกที่มีปากกว้าง” พบครั้งแรกที่เกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย และถือว่า dauurica เป็นเพียงชนิดย่อยหนึ่งเท่านั้น การใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Muscicapa dauurica อาจเนื่องมาจากเป็นชื่อที่ตั้งมาก่อน ทั่วโลกมี 4 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 3 ชนิดย่อย คือ&lt;br /&gt;
#Muscicapa dauurica dauurica Pallas ที่มาและความหมายของชื่อชนิดย่อยเช่นเดียวกับชื่อชนิด&lt;br /&gt;
#Muscicapa dauurica cinereoalba Temminck and Schlegel ขื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ ciner,-ar,-e,-I หรือ cinereus แปลว่าสีเทา และ alb,-i,-id หรือ albus แปลว่าสีขาวความหมายคือ “นกที่มีสีเทาและขาว” พบครั้งแรกที่ประเทศญี่ปุ่น และ&lt;br /&gt;
#Muscicapa dauurica siamensis (Gyldenstope) ชื่อชนิดย่อยดัดแปลงจากชื่อสถานที่ที่พบครั้งแรก คือประเทศไทย ที่จังหวัดลำปาง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ เทือกเขาหิมาลัย อินเดีย จีนตอนใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไต้หวัน หมู่เกาะอันดามัน และหมู่เกาะซุนดาใหญ่&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็กมาก (13 ซม.) ตัวเต็มวัยลำตัวด้านบนสีเทาจนถึงน้ำตาลแกมเทา ปากสีดำ ขากรรไกรล่างเป็นลักษณะคล้ายแท่งเนื้อ ตอนโคนเป็นสีเหลือง วงรอบเบ้าตาสีขาว ปีกไม่มีลายพาดและลายขีดใด ๆ ลำตัวด้านล่างสีออกขาว อกและสีข้างสีเทาแกมน้ำตาล ตรงกลางอกมักมีสีออกขาว นิ้วสีออกดำ ในห้องปฏิบัติการลำตัวด้านล่างบางครั้งเป็นลายขีดเล็กละเอียด ปีกยาว 67-76 มม. ขนปลายปีกนับจากด้านในเส้นที่ 9 สั้นกว่าเส้นที่ 6 ตัวไม่เต็มวัยปีกมีลายพาดสีเนื้อ ในช่วงแรกลำตัวด้านบนมีลายจุดสีเนื้อเข้ม&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : พวกที่เป็นนกอพยพพบในป่าโปร่ง ชายป่า ทุ่งโล่ง สวนผลไม้ และป่าชายเลนตั้งแต่พื้นราบจนกระทั่งความสูง 1,500 เมตรจากระดับน้ำทะเล พวกที่เป็นนกประจำถิ่นพบในป่าโปร่งและป่าดงดิบเขา ในความสูงระหว่าง 600-1,400 เมตรจากระดับน้ำทะเล มักพบอยู่โดดเดี่ยวหรือเป็นคู่มักเกาะตามกิ่งล่างของต้นไม้หรือกิ่งแห้ง ตาคอยจ้องหาเหยื่อ ซึ่งไม้แก่ แมลง จากนั้นจะโฉบด้วยปากกลางอากาศ แล้วกลับมาเกาะที่เดิม ขณะเกาะตามปกติมักสั่นปีก ห้อยหางลง เป็นนกที่มีกิจกรรมมากในช่วงเช้าตรู่และเย็นค่ำ&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : ชนิดย่อย siamensis ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนและต้นฤดูฝนระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน รังเป็นรูปถ้วย โดยสร้างจากมอสและกิ่งไม้เล็กๆ รองพื้นรังด้วยรากฝอย ขนนก และวัสดุเยื่อใย รังอยู่ตามกิ่งไม้ ซึ่งอาจเป็นกิ่งแห้งหรือกิ่งที่อยู่ในที่โล่ง สูงจากพื้นดิน 2-6 เมตร รังมีไข่ 4 ฟอง ไข่สีเทาแกมเขียว มีลายขีดสีน้ำตาล ขนาดของไข่โดยเฉลี่ย 13.1x17.4 มม. ตัวเมียตัวเดียวที่ฟักไข่ โดยตัวผู้จะคอยหาอาหารมาป้อนขณะตัวเมียฟักไข่ ใช้เวลาฟักไข่ 11-12 วัน ทั้งสองเพศช่วยกันทำรังและเลี้ยงดูลูกอ่อนใช้เวลาเลี้ยงลูก 9-10 วัน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : เป็นนกประจำถิ่นและนกอพยพมาช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์ ชนิดย่อย cinereoalba เป็นนกอพยพ พบบ่อยและปริมาณมาก พบทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคกลาง ชนิดย่อย dauurica เป็นนกอพยพ พบบ่อยและปริมาณมาก พบทางภาคเหนือภาคตะวันออกเฉียงใต้ ภาคกลาง และภาคใต้ ชนิดย่อย siamensis เป็นนกประจำถิ่น พบไม่บ่อยและปริมาณไม่มากนักในบางท้องที่ พบเฉพาะทางภาคเหนือด้านตะวันตก&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
----&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Amphol</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88&amp;diff=117</id>
		<title>นกเขาใหญ่</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88&amp;diff=117"/>
				<updated>2015-12-09T00:57:49Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Amphol: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Streptopelia Bonaparte&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Streptopelia chinensis'' (Scopoli) 1786.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Spotted Dove&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : นกเขาหลวง , Spot-mecled Dove&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นกเขาใหญ่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Streptopelia chinensis'' ชื่อชนิดดัดแปลงจากชื่อสถานที่ที่พบครั้งแรก คือประเทศจีน ทั่วโลกมีนกเขาใหญ่ 8 ชนิดย่อยประเทศไทยพบ 2 ชนิดย่อยคือ Streptopelia chinensis vacillan Hartert ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ vacill,-a แปลว่าคลื่น ความหมายคือ “มีลายลักษณะคล้ายคลื่น” พบครั้งแรกที่มณฑลยูนนานประเทศจีน และ Streptopelia chinensis tigrina (Temminck) ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ tigri,-n แปลว่าเสือโคร่ง ความหมายคือ “มีลายคล้ายลายเสือโคร่ง” พบครั้งแรกที่เกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในอินเดีย จีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เกาะไหหลำ ไต้หวัน หมู่เกาะซุนดาใหญ่ หมู่เกาะซุนดาน้อย เกาะปาลาวัน ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็ก (29-30 ซม.) หัวสีเทา ปากสีน้ำตาล ค่อนข้างยาวและตรง คอค่อนข้างสั้น คอด้านบนมีแถบสีดำ ลายจุดสีขาว ลำตัวด้านบนสีออกน้ำตาล ปีกสีน้ำตาลเข้มกว่า ขนคลุมขนปีกแถวนอกและบริเวณหัวปีกมีแถบสีเทา อกสีน้ำตาลอ่อน ท้องและขนคลุมโคนขนหางด้านล่างสีขาว หางยาวปานกลาง ขนหางคู่นอกสุดกว้างมีสีดำและปลายสีขาว ขาและนิ้วสีแดง ทั้งสองเพศมีลักษณะและสีสันเหมือนกัน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : อาศัยและหากินตามทุ่งนา ไร่ สวน ป่าละเมาะ ป่าชายเลน ป่าโปร่ง เช่น ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ และป่าอื่น ในระดับไม่เกิน 1,800 เมตรจากระดับน้ำทะเล มีกิจกรรมในเวลากลางวัน ปกติพบอยู่เป็นคู่หรือฝูงเล็ก ๆ มักพบมันเกาะสายไฟฟ้าหรือสายโทรเลขบริเวณสองข้างถนนและตามกิ่งไม้แห้งช่วงกลางวันที่อากาศร้อนมันจะเกาะหลบแดดตามกิ่งไม้ที่มีใบแน่นทึบ นกเขาใหญ่มักเดินหากินเมล็ดธัญพืชเมล็ดของไม้ต้น แมลง และตัวหนอนตามพื้นถนนหรือพื้นดินทั่วไป นกเขาใหญ่เป็นนกที่นิยมนำมาเลี้ยงกันมากเนื่องจากมีเสียงร้องหรือเสียงขันที่ไพเราะและก้องกังวานได้ยินไปไกล แต่ละตัวจะร้องหรือขันเป็นเสียงต่างกันหลายแบบคือ “คุก-ครู-คุก” “คุก-คุก-ครูรู-ครุก” “ครู-ครู-ครู” “คู-ครรรู-คุ” และ “คุ-คุ-ครรรู” การร้องหรือการขันเป็นการประกาศอาณาเขตและดึงดูดเพศตรงข้ามเพื่อจับคู่ผสมพันธุ์&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : นกเขาใหญ่ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนต่ฤดูฝนระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนกรกฎาคมรังเป็นแบบง่าย ๆ มีรูปร่างคล้ายจาน โดยนำกิ่งไม้เล็ก ๆ และต้นหญ้ามาวางซ้อนกัน อาจสานหรือวางไขว้ไปมาบ้าง ทำแอ่งตรงกลาง แล้วนำใบหญ้าและใบไม้มาวางกลางแอ่งเพื่อรองรับไข่ โดยเฉลี่ยรังมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 12-15 ซม. ลึก 3-5 ซม. และอยู่สูงจากพื้นดิน 2-4 เมตร ไข่สีขาวเรียบ ไม่มีจุดหรือขีดมีขนาดเฉลี่ย 21.45x29.05 มม. รังมีไข่ 2 ฟอง ทั้งสองเพศช่วยกันสร้างรัง ฟักไข่ และเลี้ยงดูลูกอ่อน จะเริ่มฟักไข่เมื่อออกไข่ครบรังแล้ว ใช้เวลาฟักทั้งสิ้น 14-15 วัน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลูกนก''' : ลูกนกแรกเกิดยังไม่ลืมตา รูปร่างค่อนข้างเทอะทะ หัวโต ท้องป่อง มีขนอุยสีน้ำตาลอ่อนปกคลุมเล็กน้อยทางลำตัวด้านบน และยังไม่แข็งแรงพอจะยืนหรือเดินได้พ่อแม่ต้องคอยช่วยกันกกลูกโดยให้ซุกใต้ปีกหรือท้องและสำรอกน้ำนมออกมาป้อนให้ลูกนกกิน เมื่อลูกนกอายุได้ 1 สัปดาห์ มันจะมีขนอุยปกคลุมเกือบทั่วตัวอายุ 2 สัปดาห์จึงมีขนอุยปกคลุมเต็มตัว ลูกนกช่วงนี้จะมีลักษณะคล้ายตัวเต็มวัย ยกเว้นบริเวณคอด้านบนไม่มีลายแถบสีดำขาว และเริ่มหัดบินโดยมีพ่อแม่คอยดูแล เมื่อลูกนกบินได้แข็งแรงแล้ว มันจึงจะทิ้งรัง นกเขาใหญ่อายุ 1 ปีจะโตเต็มที่พอผสมพันธุ์ได้ อายุ 2-3 ปีจะแข็งแรงเป็นพ่อแม่พันธุ์ที่ดีได้ นกเขาใหญ่ในกรงเลี้ยงสามารถมีอายุยืนถึง 20 ปีหรือมากกว่า แต่ในธรรมชาติอาจมีอายุน้อยกว่าเพราะมีภัยมากกว่า&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : นกเขาใหญ่เป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณค่อนข้างมาก ชนิดย่อย vacillans พบทางภาคเหนือตอนเหนือ ส่วนชนิดย่อย tigrina พบทั่วทุกภาค&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดนกเขาใหญ่ทุกชนิดย่อยเป็นสัตว์ป่านอกประเภทโดยไม่ได้รับการสงวนและคุ้มครอง&lt;br /&gt;
----&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Amphol</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7&amp;diff=116</id>
		<title>นกขมิ้นน้อยสีเขียว</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/bird/index.php?title=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7&amp;diff=116"/>
				<updated>2015-12-09T00:57:25Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Amphol: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Aegithina Vieillot&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Aegithina viridissima'' (Bonaparte) 1851.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Green Iora&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : -&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า '''Aegithina viridissima''' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ virid,-esc แปลว่าสีเขียว และ –issim,=a,=um,=us เป็นคำลงท้าย แปลว่ามาก ความหมายคือ “นกที่มีสีเขียวมาก” พบครั้งแรกที่เกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ทั่วโลกมี 2 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 1 ชนิดย่อย คือ Aegithina viridissima viridissima (Bonaparte) ที่มาและความหมายของชื่อชนิดย่อยเช่นเดียวกับชื่อชนิด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในพม่า ไทย มาเลเซีย เกาะสุมาตรา และเกาะบอร์เนียว&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็กมาก (14 ซม.) ตาสีขาว ตัวผู้มีสีเขียวแกมเหลือง ปีกและหางสีดำปีกมีลายแถบสีขาว 2 แถบ ด้านบนและด้านล่างของตามีลายแถบสีเหลืองเล็ก ๆ ตัวเมียลักษณะคล้ายตัวเมียนกขมิ้นน้อยธรรมดา แต่ลายแถบที่ปีกมีสีออกเหลืองมากกว่า สีสันจะออกเป็นสีเขียวมากกว่า&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : อาศัยอยู่ตามป่าดงดิบชื้นและชายป่า ตั้งแต่พื้นราบจนกระทั้งความสูงไม่เกิน 800 เมตรจากระดับน้ำทะเล มักพบอยู่เป็นคู่ อาศัยและหากินตามกิ่งและยอดไม้ระดับสูงอาหารได้แก่ แมลงโดยการจิกกินตามกิ่งไม้และยอดไม้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม ชีววิทยาการสืบพันธุ์ไม่แตกต่างจากนกขมิ้นน้อยธรรมดา&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : เป็นนกประจำถิ่น พบไม่บ่อยและปริมาณไม่มากนัก พบเฉพาะทางภาคใต้ตั้งแต่คอคอดกระลงไป&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' :จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
----&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Amphol</name></author>	</entry>

	</feed>