<?xml version="1.0"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xml:lang="th">
		<id>http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php?feed=atom&amp;namespace=0&amp;title=%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A9%3A%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88</id>
		<title>ระบบฐานข้อมูลพืชสมุนไพรไทย อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี - หน้าใหม่ [th]</title>
		<link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php?feed=atom&amp;namespace=0&amp;title=%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A9%3A%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88"/>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A9:%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88"/>
		<updated>2026-04-26T14:22:19Z</updated>
		<subtitle>จาก ระบบฐานข้อมูลพืชสมุนไพรไทย อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี</subtitle>
		<generator>MediaWiki 1.25.3</generator>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2</id>
		<title>สถานที่ศึกษา</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2"/>
				<updated>2020-02-12T08:59:54Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Herb: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:panom.png|thumb|right|อำเภอพนม]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ที่ตั้ง''' : อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''พื้นที่''' : 1,160 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 720,000 ไร่ โดยพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ของอุทยานแห่งชาติถึง 2 แห่ง คือ อุทยานแห่งชาติเขาสก และอุทยานแห่งชาติคลองพนม &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะภูมิประเทศ''' : เป็นภูเขาสูง โดยเฉพาะทางทิศตะวันตก มีกว่าร้อยละ 60 ของพื้นที่ทั้งหมด มีที่ราบเชิงเขาเพียงเล็กน้อย มีลักษณะเป็นลอนลูกฟูก เป็นต้นกำเนิดของลำคลอง 2 สาย ที่สำคัญ คือ คลองศกและคลองพนม ซึ่งไหลลงสู่แม่น้ำพุมดวงและแม่น้ำตาปี &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การแบ่งเขตการปกครอง''' : อำเภอพนมแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 6 ตำบล 56 หมู่บ้าน ได้แก่&lt;br /&gt;
:::1. ตำบลพนม       13 หมู่บ้าน&lt;br /&gt;
:::2. ตำบลต้นยวน     12 หมู่บ้าน&lt;br /&gt;
:::3. ตำบลคลองศก    8 หมู่บ้าน&lt;br /&gt;
:::4. ตำบลพลูเถื่อน    5 หมู่บ้าน&lt;br /&gt;
:::5. ตำบลพังกาญจน์  5 หมู่บ้าน&lt;br /&gt;
:::6. ตำบลคลองชะอุ่น 13 หมู่บ้าน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ตำแหน่งที่ตั้ง'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.google.co.th/maps/place/Phanom+District,+Surat+Thani+84250/@8.8054405,98.5422121,11z/data=!3m1!4b1!4m5!3m4!1s0x30513c95889dde6f:0x30223bc2c368130!8m2!3d8.7797206!4d98.704075?hl=en&amp;amp;authuser=0 แผนที่อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มา''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://th.wikipedia.org/wiki/อำเภอพนม&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Herb</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2</id>
		<title>กุยช่าย</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2"/>
				<updated>2020-02-06T02:31:08Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Herb: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:leek.png|right]]&lt;br /&gt;
วงศ์ : AMARYLLIDACEAE&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Allium tuberosum Rottler ex Spreng.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ชื่อสามัญ : Garlic chives, Leek, Chinese chives, Oriental garlic, Chinese leek, Kow choi &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่น ๆ : ผักไม้กวาด, ผักแป้น, กูไฉ่  &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ต้น : จัดเป็นไม้ล้มลุกที่มีความสูงประมาณ 30 - 45 เซนติเมตร มีเหง้าเล็กและแตกกอ &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ใบ : เป็นรูปขอบขนาน ใบแบน ยาวประมาณ 30 - 40 เซนติเมตร ที่โคนเป็นกาบบางซ้อนสลับกัน  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ดอก : ออกดอกเป็นช่อ ดอกมีสีขาว มีกลิ่นหอม ลักษณะช่อดอกเป็นแบบซี่ร่ม ก้านช่อดอกกลมตันยาวประมาณ 40 - 45 เซนติเมตร (ยาวกว่าใบ) ออกดอกในระดับเดียวกันที่ปลายของก้านช่อดอก ด้านดอกมีความเท่ากัน และมีใบประดับหุ้มช่อดอก เมื่อดอกเจริญขึ้นก็จะแตกออกเป็นริ้วสีขาว กลีบดอกมีสีขาว 6 กลีบ มีความยาวประมาณ 6 มิลลิเมตร โคนติดกัน ปลายแยก ที่กลางกลีบดอกด้านนอกมีสันหรือเส้นสีเขียวอ่อน ๆ จากโคนกลีบไปหาปลาย เมื่อดอกบานจะกว้างประมาณ 1 เซนติเมตร มีเกสรตัวผู้ 6 ก้านอยู่ตรงข้ามกับกลีบดอก และเกสรตัวเมียอีก 1 ก้าน รังไข่อยู่เหนือวงกลีบ &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ผล : เป็นผลกลม มีความกว้างและยาวประมาณ 4 มิลลิเมตร ภายในมีช่อง 3 ช่องและมีผนังตื้น ๆ ผลเมื่อแก่จะแตกตามตะเข็ม ในผลมีเมล็ดช่องละ 1 - 2 เมล็ด &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
การขยายพันธุ์ : วิธีการเพาะเมล็ดและวิธีการแยกกอ  &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
สรรพคุณ  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ช่วยบำรุงกระดูก เนื่องจากใบกุยช่ายมีธาตุฟอสฟอรัสสูง (ใบ)&lt;br /&gt;
:::2. ช่วยบำรุงกำหนัด กระตุ้นความรู้สึกทางเพศ แก้ปัญหาการหลั่งเร็วในเพศชาย ไร้สมรรถภาพทางเพศ เนื่องจากกลิ่นฉุนของน้ำมันหอมระเหยของกุยช่ายจะคล้ายกับกลิ่นของกระเทียม เพราะมีสารประกอบจำพวกกำมะถัน ซึ่งมักจะมีสรรพคุณช่วยในเรื่องเพศ (ใบ)&lt;br /&gt;
:::3. น้ำมันหอมระเหยจากผักกุยช่ายมีสารอัลลิซิน (Alllicin) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด (ใบ)&lt;br /&gt;
:::4. ช่วยป้องกันมะเร็ง ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง (ใบ)&lt;br /&gt;
:::5. ช่วยลดระดับความดัน รักษาโรคความดันโลหิตสูง (ใบ)&lt;br /&gt;
:::6. สำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวานและวัณโรค ให้นำใบของต้นกุยช่ายมาต้มกับหอยน้ำจืดและรับประทานทุกวัน จะช่วยบรรเทาอาการของโรคได้ (ใบ)&lt;br /&gt;
:::7. ช่วยรักษาโรคหูน้ำหนวก ด้วยการใช้น้ำที่คั้นได้จากใบสดนำมาทาในรูหู (ใบ)&lt;br /&gt;
:::8. ใช้เป็นยาแก้หวัด (ใบ)&lt;br /&gt;
:::9. ช่วยแก้เลือดกำเดาไหลได้เป็นอย่างดี (ราก)&lt;br /&gt;
:::10. เมล็ดช่วยฆ่าแมลงกินฟัน ด้วยการใช้เมล็ดคั่วเกรียมนำมาบดให้ละเอียด แล้วผสมกับน้ำยางชุบสำลี ใช้อุดฟันที่เป็นรูทิ้งไว้ 1 - 2 วัน จะช่วยฆ่าแมลงที่กินอยู่ในรูฟันให้ตายได้ (เมล็ด)&lt;br /&gt;
:::11. ช่วยแก้อาเจียน ด้วยการใช้ต้นกุยช่ายนำมาคั้นเอาแต่น้ำผสมกับเกลือเล็กน้อย หรือจะผสมกับน้ำขิงสักเล็กน้อย อุ่นให้ร้อนแล้วนำมารับประทานก็ได้เช่นกัน (ราก, ใบ)&lt;br /&gt;
:::12. รากสรรพคุณมีฤทธิ์ในการช่วยห้ามเหงื่อ (ราก)&lt;br /&gt;
:::13. ช่วยรักษาอาการหวัด (ใบ)&lt;br /&gt;
:::14. ช่วยแก้อาการแน่นหน้าอก (ราก)&lt;br /&gt;
:::15. ช่วยแก้อาการท้องเสีย ด้วยการใช้ต้นกุยช่ายนำมาคั้นเอาแต่น้ำผสมกับเกลือเล็กน้อย แล้วนำมารับประทาน (ต้น)&lt;br /&gt;
:::16. ช่วยแก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ ขับลมในกระเพาะ ด้วยการใช้ใบสดนำมาตำให้ละเอียด คั้นเอาแต่น้ำมาดื่ม (ใบ)&lt;br /&gt;
:::17. ช่วยแก้อาการท้องผูก เนื่องจากกุยช่ายมีเส้นใยอาหารสูงมาก จึงช่วยกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัวได้เป็นอย่างดี (ใบ)&lt;br /&gt;
:::18. ใบใช้ทาท้องเด็กช่วยแก้อาการท้องอืด (ใบ)&lt;br /&gt;
:::19. เมล็ดใช้รับประทานช่วยขับพยาธิเส้นด้ายหรือพยาธิแส้ม้าได้ (เมล็ด)&lt;br /&gt;
:::20. ช่วยรักษาแผลริดสีดวงทวาร ช่วยทำให้ริดสีดวงหด ด้วยการใช้ใบสดล้างสะอาดต้มกับน้ำร้อน แล้วนั่งเหนือภาชนะเพื่อให้ไอรมจนน้ำอุ่น หรือจะใช้น้ำที่ต้มล้างที่แผลวันละ 2 ครั้ง หรือจะใช้ใบนำมาหั่นเป็นฝอยคั่วให้ร้อน ใช้ผ้าห่อมาประคบบริเวณที่เป็นจะช่วยทำให้หัวริดสีดวงหดเข้าไปได้ (ใบ)&lt;br /&gt;
:::21. ต้นและใบสดมีสรรพคุณช่วยแก้โรคนิ่ว ด้วยการใช้ใบสดและต้นนำมาตำให้ละเอียดผสมกับสุราและใส่สารส้มเล็กน้อย แล้วกรองเอาแต่น้ำมารับประทาน 1 ถ้วยชา (ต้น, ใบ)&lt;br /&gt;
:::22. ช่วยแก้อาการปัสสาวะกะปริบกะปรอย ด้วยการใช้เมล็ดกุยช่ายแห้งนำมาต้มรับประทาน หรือจะทำเป็นยาเม็ดไว้รับประทานแก้อาการก็ได้เช่นกัน (เมล็ด)&lt;br /&gt;
:::23. สรรพคุณกุยช่ายช่วยแก้อาการปัสสาวะขัด (ขัดเบา) (ราก)&lt;br /&gt;
:::24. เมล็ดใช้รับประทานร่วมกับสุรา ใช้เป็นยาขับโลหิตประจำเดือนที่เป็นลิ่มเป็นก้อนได้เป็นอย่างดี (เมล็ด)&lt;br /&gt;
:::25. ช่วยแก้อาการตกขาวของสตรี ด้วยการใช้ต้นกุยช่าย น้ำตาลอ้อย ไข่ไก่ นำมาต้มรับประทาน (ต้น)&lt;br /&gt;
:::26. ช่วยแก้โรคหนองในได้ดี ด้วยการใช้ใบสดและต้นนำมาตำให้ละเอียด ผสมกับสุราและใส่สารส้มเล็กน้อย แล้วกรองเอาแต่น้ำมารับประทาน 1 ถ้วยชา (ต้น, ใบ)&lt;br /&gt;
:::27. กุยช่ายมีสรรพคุณช่วยบำรุงไต (ใบ)&lt;br /&gt;
:::28. ใบกุยช่ายมีสรรพคุณช่วยแก้ลมพิษ (ใบ)&lt;br /&gt;
:::29. ช่วยแก้พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อยหรือแมงป่องกัด (ใบ)&lt;br /&gt;
:::30. ช่วยแก้อาการห้อเลือดบริเวณท้อง ด้วยการรับประทานน้ำคั้นจากกุยช่าย (ใบ)&lt;br /&gt;
:::31. ใบใช้ตำผสมกับเหล้าเล็กน้อย นำมารับประทานจะช่วยแก้อาการช้ำใน กระจายเลือดไม่ให้คั่งได้ (ใบ)&lt;br /&gt;
:::32. ช่วยรักษาแผลที่หนองเรื้อรัง ด้วยการใช้ใบสดล้างสะอาดมาพอกบริเวณที่เป็นแผล (ใบ)&lt;br /&gt;
:::33. เมล็ดใช้ทำเป็นยาฆ่าสัตว์ต่าง ๆ ให้ตายได้ ด้วยการนำเมล็ดไปเผาไฟเอาควันรมเข้าในรู (เมล็ด)&lt;br /&gt;
:::34. ช่วยแก้แมลงหรือตัวเห็บ ตัวหมัดเข้าหู ด้วยการใช้น้ำคั้นจากกุยช่ายนำมาหยอดเข้าไปในรูหู จะช่วยทำให้แมลงหรือเห็บไต่ออกมาเอง (ใบ)&lt;br /&gt;
:::35. ช่วยบำรุงน้ำนมและขับน้ำนมสำหรับสตรีหลังคลอดบุตร การที่แม่ลูกอ่อนรับประทานแกงเลียงใส่ผักกุยช่ายจะช่วยบำรุงน้ำนมแม่ได้เป็นอย่างดี (ต้น, ใบ)&lt;br /&gt;
:::36. ต้นและใบมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อ (Antiseptic) และช่วยลดการอักเสบ (ต้น, ใบ)&lt;br /&gt;
:::37. น้ำมันสกัดจากต้นกุยช่ายมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อ Flavobacterium columnaris ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ปลานิลตาย และเมื่อนำน้ำมันชนิดนี้ไปผสมกับอาหารเลี้ยงปลาก็จะช่วยลดการตายของปลานิลจากการติดเชื้อชนิดนี้ได้ (น้ำมันสกัดจากต้น)&lt;br /&gt;
:::38. สำหรับสตรีที่กำลังตั้งครรภ์แล้วมีอาการคลื่นไส้อาเจียนหรือเบื่ออาหาร ให้ใช้น้ำคั้นจากกุยช่าย 1/2 ถ้วย / น้ำขิง 1/2 ถ้วย นำมาผสมกันแล้วนำไปต้มจนเดือด เติมน้ำตาลตามใจชอบแล้วนำมาดื่ม (ใบ)&lt;br /&gt;
:::39. ช่วยแก้อาการฟกช้ำดำเขียว ห้อเลือด และแก้ปวด ด้วยการใช้ใบสดตำให้ละเอียด แล้วนำมาพอกบริเวณที่ฟกช้ำ หรือจะผสมกับดินสอพองในอัตราส่วน ใบกุยช่าย 3 ส่วน / ดินสอพอง 1 ส่วน นำมาบดผสมกันให้ละเอียดจนเป็นเนื้อเหนียวข้น แล้วนำมาทาบริเวณที่เป็นวันละ 2 ครั้งจนกว่าจะหาย (ใบ) &lt;br /&gt;
:::40. สำหรับสตรีหลังคลอดบุตรใหม่ มักมีอาการหมดสติ สามารถแก้ด้วยการใช้ใบกุยช่ายสดนำมาสับละเอียด ใส่ในเหล้าที่ต้มเดือดแล้วกรอกเข้าไปในปาก แต่ถ้ามีอาการวิงเวียนศีรษะก็ใช้ใบกุยช่ายสับละเอียดใส่ขวดเติมน้ำส้มสายชูร้อน ๆ ลงไปแล้วนำมาใช้สูดดมแก้อาการวิงเวียนได้ (ใบ) &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย&lt;br /&gt;
:::2. ผักกุยช่าย มีฤทธิ์ร้อน ช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกายได้ มันจึงเหมาะอย่างมากที่จะรับประทานในช่วงฤดูหนาวหรือฤดูฝนที่มีอากาศชื้น&lt;br /&gt;
:::3. ช่วยบำรุงและรักษาสายตา เนื่องจากผักกุยช่ายมีวิตามินเอที่ช่วยในการมองเห็น&lt;br /&gt;
:::4. ช่วยบำรุงกระดูก เนื่องจากต้นกุยช่ายมีแคลเซียมและฟอสฟอรัสสูง&lt;br /&gt;
:::5. กุยช่ายมีธาตุเหล็กสูง ซึ่งช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดงหรือเกล็ดเลือดต่ำ รักษาภาวะเม็ดเลือดแดงต่ำ แก้อาการอ่อนเพลีย (พบได้บ่อยในผู้ป่วยไข้เลือดออก ผู้ป่วยมะเร็ง และผู้ป่วยที่อยู่ในระยะพักฟื้นหลังการเจ็บป่วย จากการผ่าตัดหรือคลอดบุตร) เม็ดเลือดแดงประกอบด้วยฮีโมโกลบินที่ทำหน้าที่ในการนำออกซิเจนจากปอดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย และกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากร่างกาย&lt;br /&gt;
:::6. ประโยชน์ของใบกุยช่าย ช่วยปรุงแต่งรสอาหารให้อร่อยมากยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;
:::7. กุยช่ายนิยมใช้รับประทานเป็นอาหาร ด้วยการใช้ดอกนำมาผัดกับตับหมู หรือจะใช้ใบสดรับประทานกับลาบหรือผัดไทยก็ได้ นอกจากนี้ยังใช้ใบนำมาทำเป็นไส้ของขนมกุยช่ายอีกด้วย &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''คำแนะนำ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. การรับประทานกุยช่ายในปริมาณมากเกินไปอาจจะทำให้ธาตุในร่างกายร้อนและทำให้เป็นร้อนใน&lt;br /&gt;
:::2. ไม่ควรรับประทานกุยช่ายหลังจากการดื่มเหล้า เพราะจะทำให้ธาตุในร่างกายร้อนเข้าไปอีก&lt;br /&gt;
:::3. สำหรับผู้ที่ระบบย่อยอาหารทำงานได้ไม่ค่อยดี ไม่ควรรับประทานกุยช่ายในปริมาณมาก เพราะกุยช่ายมีเส้นใยมากเกินไปทำให้ย่อยยาก ถ้ารับประทานมากเส้นใยจะกระตุ้นลำไส้ ทำให้ลำไส้เคลื่อนไหวมากขึ้น ทำให้ท้องเสีย แนะนำว่าให้รับประทานในปริมาณที่เหมาะสมจะดีกว่า&lt;br /&gt;
:::4. ไม่ควรเลือกรับประทานกุยช่ายแก่ เพราะกุยช่ายยิ่งแก่มากเท่าไหร่ยิ่งมีปริมาณเส้นใยมากและเหนียวมาก ทำให้ยิ่งย่อยมากยิ่งขึ้น &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[File:youtu.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=yfCgFxI2HX0|link=https://www.youtube.com/watch?v=yfCgFxI2HX0]] &lt;br /&gt;
&amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=yfCgFxI2HX0 กุยช่าย] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:leek1.png]]  [[ไฟล์:leek2.png]]  [[ไฟล์:leek3.png]]  [[ไฟล์:leek4.png]] &amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.technologychaoban.com/wp-content/uploads/2017/09/2-38.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/09/ตุ้นกุยช่าย.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://autismoinfantil.org/wp-content/uploads/2019/07/ผักกุยช่าย.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://du.lnwfile.com/_/du/_raw/dv/ko/8e.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/09/เมล็ดกุยช่าย.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Herb</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3</id>
		<title>อินทนิลน้ำ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A5%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3"/>
				<updated>2020-01-30T14:57:29Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Herb: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:jarul.png|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : LYTHRACEAE &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Lagerstroemia speciosa (L.) Pers.''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Queen’s flower, Queen's crape myrtle, Pride of India, Jarul &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่น ๆ''' : ตะแบกดำ, ฉ่วงมู, ฉ่องพนา, บางอบะซา, บาเย, บาเอ, อินทนิล &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทางพฤกษศาสตร์'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ต้น''' : จัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ เจริญเติบโตเร็วหากปลูกในที่เหมาะสม ต้นมีความสูงประมาณ 5 - 20 เมตร ลำต้นเล็กและมักคดงอ แต่พอใหญ่ขึ้นจะเปลา ตรง เป็นไม้ผลัดใบแต่ผลิใบใหม่ไว โคนต้นไม้ไม่ค่อยพบพูพอน มักมีกิ่งใหญ่แตกจากลำต้นสูงเหนือจากพื้นดินขึ้นมาไม่มาก จึงมีเรือนยอดที่แผ่กว้าง เป็นพุ่มลักษณะคล้ายรูปร่มและคลุมส่วนโคนต้นเล็กน้อยเท่านั้น (ถ้าเป็นต้นที่ขึ้นตามธรรมชาติในป่ามักจะมีเรือนยอดคลุมลำต้นประมาณ 9/10 ส่วนของความสูงของต้น) ส่วนผิวเปลือกต้นอินทนิลน้ำจะมีสีเทาหรือสีน้ำตาลอ่อน มักจะมีรอยด่าง ๆ เป็นดวงขาว ๆ อยู่ทั่วไป ผิวเปลือกจะค่อนข้างเรียบ ไม่แตกเป็นร่องหรือเป็นรอยแผลเป็น เปลือกมีความหนาประมาณ 1 เซนติเมตร ที่เปลือกในจะออกสีม่วง&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ใบ''' : เป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกันหรือออกเยื้องกันเล็กน้อย ลักษณะของใบเป็นรูปทรงขอบขนานหรือรูปขอบขนานแกมรูปหอก มีความกว้างประมาณ 5 - 10 เซนติเมตร และยาวประมาณ 11 - 26 เซนติเมตร ใบมีสีเขียว เนื้อใบค่อนข้างหนาและเกลี้ยงเป็นมันทั้งสองด้าน โคนใบบนหรือเบี้ยวเยื้องกันเล็กน้อย ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย ส่วนปลายใบเรียวและเป็นติ่งแหลม มีเส้นแขนงใบประมาณ 9 - 17 คู่ เส้นโค้งอ่อนและจรดกับเส้นถัดไป บริเวณใกล้ ๆ ขอบของเส้นใบย่อยจะเห็นไม่ค่อยชัดนัก ก้านใบยาวประมาณ 1 เซนติเมตร เกลี้ยงและไม่มีขน &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ดอก''' : ดอกใหญ่มีหลายสี เช่น สีม่วงอมชมพู สีม่วงสด หรือม่วงล้วน ออกดอกรวมกันเป็นช่อใหญ่ตามปลายกิ่งหรือตามง่ามใบตอนใกล้ ๆ ปลายกิ่ง มีความยาวถึง 30 เซนติเมตร ที่ส่วนบนสุดของดอกตูมจะมีตุ่มกลม ๆ เล็ก ๆ ตั้งอยู่ตรงกลาง ที่ผิวนอกของกลีบฐานดอกจะติดกันเป็นรูปถ้วยหรือรูปทรงกรวยหงาย จะมีสีสันนูนตามยาวเห็ดชัด และมีเส้นขนสั้น ๆ ปกคลุมอยู่ประปราย ดอกอินทนิลน้ำมีกลีบดอกบาง ลักษณะเป็นรูปช้อนที่มีโคนกลีบเป็นก้านเรียว ผิวกลีบจะเป็นคลื่น ๆ เล็กน้อย เมื่อดอกบานเต็มที่จะมีรัศมีความกว้างประมาณ 5 เซนติเมตร และมีรังไข่กลมเกลี้ยง จะเริ่มออกดอกได้เมื่อมีอายุประมาณ 4 - 6 ปี&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ผล''' : ลักษณะเป็นรูปไข่เกลี้ยง ๆ กว้างประมาณ 1.5 - 2 เซนติเมตรและยาวประมาณ 2 - 2.6 เซนติเมตร ที่ผิวของผลอินทนิลจะเรียบ ไม่มีขนปกคลุม ผลมีสีน้ำตาลแดง ผลเป็นผลแห้ง เมื่อแก่จะแยกออกเป็น 6 เสี่ยง และจะเผยให้เห็นเมล็ดเล็ก ๆ ที่มีปีกเป็นครีบบาง ๆ ทางด้านบน &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''การขยายพันธุ์''' : การขยายพันธุ์โดยเมล็ด &amp;lt;br&amp;gt; &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ใบอินทนิลน้ำมีรสขมฝาดเย็น ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง โดยใช้ใบแก่เต็มที่ประมาณ 1 กำมือ นำมาต้มกับน้ำดื่มในตอนเช้า (ใบแก่)&lt;br /&gt;
:::2. ช่วยลดระดับไขมันในเลือด ในประเทศญี่ปุ่นได้มีการสกัดสารจากใบอินทนิลน้ำด้วยแอลกอฮอล์ นำไปทำให้เข้มข้นจนได้สารสกัด 3 mg./ml. แล้วนำไปทำเป็นยาเม็ดขนาดเม็ดละ 250 mg. ให้ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานและมีภาวะไขมันในเส้นเลือดสูงรับประทานครั้งละ 1 เม็ด วันละ 3 ครั้ง นานติดต่อกัน 4 สัปดาห์ พบว่าผู้ป่วยมีระดับคอเลสเตอรอลในเลือดที่ลดลง (ใบ)&lt;br /&gt;
:::3. ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งได้มีการทดลองทั้งในประเทศไทย อินเดีย และฟิลิปปินส์ โดยใช้ส่วนของใบแก่เต็มที่ เมล็ด และเปลือกผลในการทดลอง ซึ่งพบว่ามันมีฤทธิ์เหมือนอินซูลิน (ใบแก่, เมล็ด, เปลือกผล)&lt;br /&gt;
:::4. เมล็ดช่วยแก้อาการนอนไม่หลับ (เมล็ด)&lt;br /&gt;
:::5. ช่วยแก้ไข้ (เปลือก)&lt;br /&gt;
:::6. รากมีรสขม ช่วยรักษาแผลในช่องปากและคอ (ราก)&lt;br /&gt;
:::7. ช่วยแก้อาการท้องเสีย (เปลือก)&lt;br /&gt;
:::8. ใช้เป็นยาสมานท้อง (ราก)&lt;br /&gt;
:::9. แก่นมีรสขม ใช้ต้มดื่มรักษาโรคเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ แก้ปัสสาวะพิการได้ (ใบ, แก่น)&lt;br /&gt;
:::10. ส่วนข้อมูลทางเภสัชวิทยาของอินทนิลน้ำ ได้แก่ ช่วยต้านไวรัส ยับยั้งเชื้อรา ช่วยลดอาการอักเสบ&lt;br /&gt;
:::11. ช่วยรักษาโรคเบาหวาน ลดระดับน้ำตาลในเลือด (ใบ, แก่น, เมล็ด) แต่ก่อนจะใช้ใบอินทนิลน้ำมารักษาโรคเบาหวาน ควรให้แพทย์ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดหรือตรวจปัสสาวะก่อนว่า มีปริมาณน้ำตาลในเลือดอยู่เท่าใด เมื่อทราบปริมาณที่แน่นอนแล้วให้ปฏิบัติดังนี้&lt;br /&gt;
::::11.1  ให้ใช้ใบอินทนิลน้ำตากแห้งจำนวน 10% ของระดับน้ำตาลในเลือดที่ตรวจได้ แล้วนำใบมาบีบให้แตกละเอียดและใส่น้ำดื่มเท่าปริมาณความต้องการที่ใช้ดื่มต่อวัน เทลงในหม้อเคลือบหรือหม้อดิน (ไม่ควรใช้หม้ออลูมิเนียมต้มยา) หลังจากนั้นเคี่ยวจนเดือดประมาณ 15 นาที&lt;br /&gt;
::::11.2 แล้วนำน้ำที่ได้จากการเคี่ยวมาชงใส่ภาชนะไว้ดื่มแทนน้ำตลอดวัน ทำแบบนี้ติดต่อกันประมาณ 20 - 30 วัน แล้วค่อยตรวจระดับน้ำตาลในเลือดอีกครั้งหนึ่ง&lt;br /&gt;
::::11.3 เมื่อตรวจแล้วหากระดับน้ำตาลในเลือดลดลงเหลือเท่าใดก็ให้ลดใบอินทนิลน้ำลงตามสูตรเดิม (ใช้ใบปริมาณ 10% ของระดับน้ำตาลในเลือด) แล้วก็นำมาเคี่ยวแทนน้ำดื่มทุก ๆ วันติดต่อกันประมาณ 15 วัน แล้วค่อยไปตรวจระดับน้ำตาลในเลือดอีกครั้งหนึ่ง&lt;br /&gt;
::::11.4 ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าระดับน้ำตาลในเลือดจะลดลงจนอยู่ในระดับปกติ และให้งดใช้อินทนิลน้ำชั่วคราว&lt;br /&gt;
::::11.5 แต่ถ้าหากระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นผิดปกติเมื่อใด ก็ให้รับประทานอินทนิลน้ำใหม่ สลับไปจนกว่าจะหายจากโรคเบาหวาน  &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. นิยมปลูกไว้เป็นไม้ริมทางและเป็นไม้ประดับ เนื่องจากมีดอกและใบที่สวยงาม ให้ร่มเงาและเจริญเติบโตเร็ว&lt;br /&gt;
:::2. ใบอ่อนนำมาตากแดดใช้ชงเป็นชาไว้ดื่มได้ ช่วยแก้เบาหวานและช่วยลดความอ้วนได้อีกด้วย จนได้มีการนำไปแปรรูปเป็นสมุนไพรอินทนิลน้ำแบบสำเร็จรูปในรูปแบบแคปซูลและแบบชงเป็นชา&lt;br /&gt;
:::3. เนื้อไม้อินทนิลน้ำเป็นไม้ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่ง เพราะมีเนื้อไม้ที่แข็งแรง เหนียว และทนทาน ตกแต่งขัดเงาได้ง่าย โดยเนื้อไม้นิยมนำมาใช้ในการก่อสร้างต่าง ๆ ใช้ทำกระดาษ พื้น ฝา รอด ตง กระเบื้องไม้มุงหลังคา คานไม้ ไม้กั้น และส่วนประกอบอื่น ๆ และยังใช้ทำเรือใบ เรือแจว เรือเดินทะเล แจวพายเรือ กรรเชียง ไถ รถ ซี่ล้อ ตัวถังเกวียน ไม้นวดข้าว กระเดื่อง ครกสาก บ่อน้ำ ร่องน้ำ กังหันน้ำ หมอนรางรถไฟ ถังไม้ ลูกหีบ หีบศพ เปียโน ฯลฯ &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''คำแนะนำ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. เด็ก สตรีมีครรภ์ และสตรีให้นมบุตร ห้ามใช้อินทนิลน้ำและผลิตภัณฑ์อินทนิลน้ำ&lt;br /&gt;
:::2. ผู้ที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำห้ามใช้อินทนิลน้ำและผลิตภัณฑ์อินทนิลน้ำเพราะจะทำให้ระดับน้ำตาลลดต่ำลงกว่าเดิม และอาจเกิดอันตรายได้&lt;br /&gt;
:::3. ผู้ป่วยเบาหวานก่อนใช้ควรตรวจสอบระดับน้ำตาลในเลือดของตนก่อนเพื่อไม่ให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำผิดปกติ&lt;br /&gt;
:::4. ในการใช้อินทนิลน้ำเพื่อประโยชน์ของด้านสรรพคุณทางยา ไม่ควรใช้ในปริมาณที่มากเกินกำหนดและใช้ในระยะเวลาติดต่อกันนานจนเกินไป เพราะอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายได้ &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[File:youtu.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=TsIZqmXBc0E|link=https://www.youtube.com/watch?v=TsIZqmXBc0E]] &lt;br /&gt;
&amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=TsIZqmXBc0E อินทนิลน้ำ] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:jarul1.png]]  [[ไฟล์:jarul2.png]]  [[ไฟล์:jarul3.png]]  [[ไฟล์:jarul4.png]] &amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://i.pinimg.com/originals/8f/0c/20/8f0c202c8187e178eb741c4423a5562f.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/09/ต้นอินทนิลน้ำ.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/09/ใบอินทนิลน้ำ.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.xn--p3cboo1fzb2evbya.com/wp-content/uploads/2018/01/อินทนิลน้ำ.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/09/ผลอินทนิลน้ำ.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Herb</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%99</id>
		<title>อัญชัน</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B8%99"/>
				<updated>2020-01-30T14:56:44Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Herb: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:blue-pea.png|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Clitoria ternatea L.'' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Butterfly pea, Blue pea, Blue vine, Pigeon wings&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่น ๆ''' : แดงชัน, เอื้องชัน &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทางพฤกษศาสตร์'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ต้น''' : เป็นไม้เลื้อยเนื้ออ่อน อายุสั้น ใช้ยอดเลื้อยพัน ลำต้นมีขนปกคลุม&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ใบ''' : ใบประกอบแบบขนนก เรียงตรงข้ามยาว 6 - 12 เซนติเมตร มีใบย่อยรูปไข่ 5 - 7 ใบ กว้าง 2 - 3 เซนติเมตร ยาว 3 - 5 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบมน ผิวใบด้านล่างมีขนหนาปกคลุม &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ดอก''' : ดอกสีขาว ฟ้า และม่วง ดอกออกเดี่ยว ๆ รูปทรงคล้ายฝาหอยเชลล์ออกเป็นคู่ตามซอกใบ กลีบดอก 5 กลีบ ดอกบานเต็มที่ยาว 2.5 - 3.5 เซนติเมตรกลีบคลุมรูปกลม ปลายเว้าเป็นแอ่ง ตรงกลางมีสีเหลือง มีทั้งดอกซ้อนและดอกลา ดอกชั้นเดียวกลีบขั้นนอกมีขนาดใหญ่กลางกลีบสีเหลือง ส่วนกลีบชั้นในขนาดเล็กแต่ดอกซ้อนกลีบดอกมีขนาดเท่ากัน ซ้อนเวียนเป็นเกลียว ออกดอกเกือบตลอดปี &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ผล''' : ผลแห้งแตก เป็นฝักแบน กว้าง 1 - 1.5 เซนติเมตร ยาว 5 - 8 เซนติเมตร เมล็ดรูปไต สีดำ มี 5 - 10 เมล็ด&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''การขยายพันธุ์''' : การเพาะเมล็ด โดยนำเมล็ดพันธุ์มาปลูกลงในแปลงที่เตรียมไว้ ระยะห่างประมาณ 20 × 30 ซม. เมื่อลำต้นโตขึ้นเริ่มทอดยอด ให้ทำหลักให้เลื้อยขึ้นได้ เพื่อความแข็งแรงของลำต้น หรือสามารถปลูกในกระถางก็ได้ &amp;lt;br&amp;gt; &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. น้ำอัญชันมีส่วนช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย&lt;br /&gt;
:::2. เครื่องดื่มน้ำอัญชันช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้ร่างกายและเพิ่มพลังงานให้ร่างกาย&lt;br /&gt;
:::3. มีส่วนช่วยในการชะลอวัยและริ้วรอยแห่งวัย&lt;br /&gt;
:::4. ดอกมีส่วนช่วยในการบำรุงสมอง เพิ่มการไหลเวียนเลือด&lt;br /&gt;
:::5. ดอกอัญชันมีฤทธิ์ในการละลายลิ่มเลือด&lt;br /&gt;
:::6. ช่วยป้องกันโรคเส้นเลือดสมองตีบ&lt;br /&gt;
:::7. ช่วยรักษาอาการผมร่วง (ดอก)&lt;br /&gt;
:::8. อัญชันทาคิ้ว ทาหัว ใช้เป็นยาปลูกผม ปลูกขนช่วยให้ดกดำเงางามยิ่งขึ้น (น้ำคั้นจากดอก)&lt;br /&gt;
:::9. ช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดเส้นเลือดอุดตัน&lt;br /&gt;
:::10. ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจอุดตัน&lt;br /&gt;
:::11. ช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคมะเร็งด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ &lt;br /&gt;
:::12. ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน&lt;br /&gt;
:::13. อัญชันมีคุณสมบัติในการช่วยล้างสารพิษและของเสียออกจากร่างกาย&lt;br /&gt;
:::14. ช่วยบำรุงสายตา แก้อาการตาฟาง ตาแฉะ (น้ำคั้นจากดอกสดและใบสด)&lt;br /&gt;
:::15. ช่วยป้องกันโรคต้อกระจก ต้อหิน ตาเสื่อมจากโรคเบาหวาน (ดอก)&lt;br /&gt;
:::16. ช่วยเพิ่มความสามารถในการมองเห็นให้ดียิ่งขึ้น&lt;br /&gt;
:::17. นำรากไปถูกับน้ำฝน นำมาใช้หยอดตาและหู (ราก)&lt;br /&gt;
:::18. นำมาถูฟันแก้อาการปวดฟันและทำให้ฟันแข็งแรง (ราก)&lt;br /&gt;
:::19. ใช้เป็นยาระบาย แต่อาจทำให้คลื่นไส้อาเจียนได้ (เมล็ด)&lt;br /&gt;
:::20. ใช้รากปรุงเป็นยาขับปัสสาวะ (ราก,ใบ)&lt;br /&gt;
:::21. แก้อาการปัสสาวะพิการ&lt;br /&gt;
:::22. ใช้แก้อาการฟกช้ำ (ดอก)&lt;br /&gt;
:::23. ช่วยป้องกันและแก้อาการเหน็บชาตามนิ้วมือนิ้วเท้า&lt;br /&gt;
:::24. นำมาทำเป็นเครื่องดื่มน้ำอัญชันเพื่อใช้ดับกระหาย&lt;br /&gt;
:::25. ดอกอัญชันตากแห้งสามารถนำมาชงดื่มแทนน้ำชาได้เหมือนกัน&lt;br /&gt;
:::26. ดอกอัญชันนำมารับประทานเป็นผัก เช่น นำมาจิ้มน้ำพริกสด ๆ หรือนำมาชุบแป้งทอดก็ได้&lt;br /&gt;
:::27. น้ำดอกอัญชันนำมาใช้ทำเป็นสีผสมอาหารโดยให้สีม่วง เช่น ขนมดอกอัญชัน ข้าวดอกอัญชัน (ดอก)&lt;br /&gt;
:::28. ช่วยปลูกผมทำให้ผมดกดำขึ้น (ดอก)&lt;br /&gt;
:::29. ใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ อย่าง ครีมนวดผม ยาสระผม เป็นต้น&lt;br /&gt;
:::30. นิยมนำมาปลูกไว้ตามรั้วบ้านเพื่อความสวยงาม  &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. เป็นไม้ประดับแสนสวย เป็นอาหาร ยา และเครื่องสำอาง&lt;br /&gt;
:::2. นอกจากนั้นอัญชันเป็นพืชตระกูลถั่ว จึงปลูกคลุมดินเป็นปุ๋ยพืชสด บำรุงดินให้อุดมสมบูรณ์&lt;br /&gt;
:::3. ลำต้นและใบสดใช้เป็นแหล่งอาหารของสัตว์เช่น แพะ แกะ โค กระบือได้  &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''คำแนะนำ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ผู้ที่มีภาวะโลหิตจาง ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอัญชัน ถึงจะยังไม่มีรายงานว่าดอกอัญชันส่งผลเสียโดยตรงกับผู้ป่วยโลหิตจางแบบใด แต่อาจเป็นเพราะมีฤทธิ์ในการละลายลิ่มเลือด ต้านการเกาะตัวของเกล็ดเลือด จึงอาจเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยโลหิตจางได้&lt;br /&gt;
:::2. ทำให้ไตทำงานหนัก การรับประทานดอกอัญชันมากเกินไป จะทำให้ไตทำงานหนักเพื่อขับสีของดอกอัญชันออกมา ดังนั้น จึงควรรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ&lt;br /&gt;
:::3. ดอกอัญชันควรหลีกเลี่ยงการรับประทานแบบไม่ผ่านการปรุงสุก และก่อนนำมารับประทานควรดึงบริเวณขั้วดอกออก เพราะบริเวณขั้วดอกมียางซึ่งมีฤทธิ์เป็นกรด ส่งผลต่อการระคายเคืองในลำคอ อาจจะเกิดการกัดหลอดอาหารในลำคอได้&lt;br /&gt;
:::4. หลีกเลี่ยงการรับประ ทานเมล็ดอัญชัน เพราะเมล็ดจะส่งผลระคายเคืองต่อทางเดินอาหาร ทำให้คลื่นไส้และอาเจียนได้&lt;br /&gt;
:::5. ในกลุ่มผู้แพ้เกสรดอกไม้ ควรหลีกเลี่ยงดอกอัญชัน เพราะเกสรอัญชันสามารถฟุ้งกระจายได้ง่าย และกระตุ้นอาการแพ้เกสรดอกไม้&lt;br /&gt;
:::6. หลีกเลี่ยงการทานดอกอัญชันคู่กับยาต้านการแข็งตัวของเลือด เพราะจะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของยาลดลง&lt;br /&gt;
:::7. หากกำลังตั้งครรภ์ควรเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์ก่อนรับประทาน &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[File:youtu.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=5FaShIGINh8&amp;amp;t=20s|link=https://www.youtube.com/watch?v=5FaShIGINh8&amp;amp;t=20s]] &lt;br /&gt;
&amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=5FaShIGINh8&amp;amp;t=20s อัญชัน] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:blue-pea1.png]]  [[ไฟล์:blue-pea2.png]]  [[ไฟล์:blue-pea3.png]]  [[ไฟล์:blue-pea4.png]] &amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://decor.mthai.com/app/uploads/2018/12/1_3_12_2018_grow_1.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.baanlaesuan.com/app/uploads/2017/06/อัญชัญ.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://oer.learn.in.th/file_upload/cover/153222.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.nanagarden.com/picture/product/400/259020.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://1.bp.blogspot.com/-7wFlPgsv-ug/UlrKfRZDZoI/AAAAAAAABq8/FLwdMaPkhOo/s1600/large_DSCN3634.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Herb</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%A2</id>
		<title>อบเชย</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%A2"/>
				<updated>2020-01-30T14:55:34Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Herb: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:cassia.png|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : LAURACEAE &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Cinnamomum spp.'' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Cinnamon, Cassia &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่น ๆ''' : บอกคอก, พญาปราบ, สะวง, กระดังงา, ฝักดาบ, สุรามิด, กระแจกโมง, โมงหอม, กระเจียด, เจียดกระทังหัน, อบเชยต้น, มหาปราบ &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทางพฤกษศาสตร์'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ต้น''' : จัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มีความสูงของต้นประมาณ 15 - 20 เมตร ทรงพุ่มกลมหรือเป็นรูปเจดีย์ต่ำ ๆ ทึบ เปลือกต้นค่อนข้างเรียบเกลี้ยงเป็นสีน้ำตาลอมเทา&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ใบ''' : เป็นใบเดี่ยวออกตรงข้ามหรือเยื้องกันเล็กน้อย ลักษณะของใบเป็นรูปขอบขนาน ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2.5 - 7.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 7.5 - 25 เซนติเมตร แผ่นใบหนา เกลี้ยง แข็ง และกรอบ เส้นใบออกจากโคนมี 3 เส้น ยาวตลอดจนถึงปลายใบ ด้านล่างเป็นคราบขาว ก้านใบยาวประมาณ 0.5 เซนติเมตร &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ดอก''' : ออกดอกเป็นช่อแบบกระจายที่ปลายกิ่ง ยาวประมาณ 10 - 25 เซนติเมตร ดอกมีกลิ่นเหม็น ดอกมีขนาดเล็กสีเหลืองอ่อนหรือสีเขียวอ่อน ผลอบเชยไทย &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ผล''' : มีขนาดเล็ก ลักษณะของผลเป็นรูปขอบขนาน ยาวประมาณ 1 เซนติเมตร ผลแข็ง ตามผิวผลมีคราบขาว แต่ละมีเมล็ดเดียว ฐานรองรับผลมีลักษณะเป็นรูปถ้วย &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''การขยายพันธุ์''' : ใช้การเพาะเมล็ด โดยให้นำเมล็ดมาเพาะโดยเร็วใน 2 - 3 วัน เพราะเมล็ดจะสูญเสียความงอกอย่างรวดเร็ว เมล็ดที่มีความงอกดีจะใช้เวลาในการงอกประมาณ 20 - 30 วัน ควรเพาะในแปลงที่มีแสงรำไร ฝังเมล็ดลึกประมาณ 2.5 เซนติเมตร เมื่อกล้ามีอายุ 4 - 5 เดือน สูงประมาณ 15 เซนติเมตร ให้ย้ายลงถุงและเลี้ยงไว้อีกประมาณ 4 - 5 เดือน จึงย้ายลงแปลงเมื่อสภาพอากาศเหมาะสม การปลูกแบบการค้าควรใช้อบเชยที่ตลาดต้องการและมีคุณภาพดี เช่น พันธุ์ศรีลังกา &amp;lt;br&amp;gt; &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. เปลือกต้นและเนื้อไม้ มีรสเผ็ด หวานชุ่ม มีกลิ่นหอม เป็นยาร้อนออกฤทธิ์ต่อไต ม้าม และกระเพาะปัสสาวะ ใช้เป็นยาบำรุงร่างกาย ทำให้ร่างกายอบอุ่น ช่วยกระจายความเย็นในร่างกาย ทำให้เลือดหมุนเวียนดี (เปลือกต้นและเนื้อไม้)&lt;br /&gt;
:::2. เปลือกต้นใช้ปรุงผสมเป็นยาหอมและยานัตถุ์ ทำให้สดชื่น แก้ปวดศีรษะ แก้อาการอ่อนเพลีย (เปลือกต้น)&lt;br /&gt;
:::3. ช่วยบำรุงดวงจิต บำรุงธาตุ ช่วยชูกำลัง แก้อาการอ่อนเพลีย (เปลือกต้น) ส่วนใบอบเชยต้นมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงธาตุ และบำรุงกำลัง (ใบอบเชยไทย)&lt;br /&gt;
:::4. รากอบเชยเทศ มีสรรพคุณช่วยปลุกธาตุให้เจริญ แก้พิษร้อน ส่วนเปลือกต้นอบเชยเทศมีสรรพคุณปลุกธาตุอันดับให้เจริญ (เปลือกต้นอบเชยเทศ,รากอบเชยเทศ)&lt;br /&gt;
:::5. อบเชยจีนมีรสเผ็ดอมหวาน มีฤทธิ์ร้อน ช่วยบำรุงธาตุไฟในระบบไต ตับ ม้าม และหัวใจ (เปลือกต้นอบเชยจีน)&lt;br /&gt;
:::6. อบเชยสามารถช่วยลดความดันโลหิตได้ ด้วยการใช้ผงอบเชยที่หาซื้อได้ทั่วไปที่เป็นแท่งนำมาบด โดยให้ใช้ผงอบเชยหนัก 1 กรัม ชงกับน้ำร้อน 1 ถ้วยกาแฟ ใช้ดื่มก่อนอาหารเช้าและเย็น (เปลือกต้น)&lt;br /&gt;
:::7. ใช้ปรุงเป็นยานัตถุ์รับประทานแก้เบื่ออาหาร (เปลือกต้น) เปลือกต้นนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาบำรุงธาตุ และช่วยทำให้เจริญอาหาร (เปลือกต้นอบเชยไทย)&lt;br /&gt;
:::8. อบเชยมีสรรพคุณช่วยทำให้ร่างกายมีความสามารถในการใช้อินซูลินเพื่อการสันดาปกลูโคสได้ดีขึ้น อบเชยสามารถลดการดื้ออินซูลินทำให้เซลล์ต่าง ๆ นำน้ำตาลในเลือดไปใช้เป็นพลังงานให้หมดไปไม่ค้างอยู่ในเลือด สมุนไพรอบเชยจึงเหมาะสมกับโรคเบาหวานชนิดที่ 2 สำหรับผู้เป็นโรคเบาหวาน ให้ใช้อบเชยวันละ 1 ช้อนชา หรือประมาณ 1,200 มิลลิกรัม โดยให้แบ่งการรับประทานออกเป็น 4 มื้อ ซึ่งจะได้ผงอบเชยในปริมาณ 300 มิลลิกรัม หรือมีขนาดเท่ากับแคปซูลเบอร์ 1 แต่สำหรับผู้ไม่เป็นเบาหวานสามารถกินได้วันละ 500 - 600 มิลลิกรัม หรือประมาณวันละ 2 แคปซูล (เปลือกของกิ่ง)&lt;br /&gt;
:::9. ช่วยย่อยสลายไขมัน ควบคุมระดับไขมันในเลือด และคอเลสเตอรอลชนิดเลว (LDL) ให้มีระดับต่ำลง (เปลือกต้น)&lt;br /&gt;
:::10. ช่วยต้านมะเร็ง เพราะมสารคลีเซอไรซินเข้มข้น (เปลือกต้น)&lt;br /&gt;
:::11. เปลือกต้นใช้เป็นยาแก้ไข้หวัด ไข้สันนิบาต แก้อาการหวัด แก้อาการไอ (เปลือกต้น) เมล็ดนำมาทุบให้แตกผสมกับน้ำผึ้ง ให้เด็กกินเป็นยาแก้ไอ (เมล็ดอบเชยไทย) &lt;br /&gt;
:::12. รากและใบ ใช้ต้มกับน้ำรับประทานเป็นยาแก้ไข้เนื่องจากความอักเสบของสตรีที่คลอดบุตรใหม่ ๆ (รากและใบอบเชยไทย)&lt;br /&gt;
:::13. ช่วยแก้ไอเย็น หืดหอบเนื่องมาจากลมเย็นกระทบ (เปลือกต้นและเนื้อไม้)&lt;br /&gt;
:::14. ตำรับยาแก้อาการไอหอบหืด ให้ใช้อบเชยจีน หู่จื้อ เจ็กเสี่ย เปลือกโบตั๋น อย่างละ 3 - 5 กรัม ซัวจูยู้ ซัวเอี๊ยะ หกเหล็ง อย่างละ 6 กรัม และเส็กตี่ 12 กรัม นำมารวมกันต้มกับน้ำรับประทาน หรือทำเป็นยาเม็ดลูกกลอนรับประทาน (เปลือกต้นอบเชยจีน)&lt;br /&gt;
:::15. เปลือกต้นใช้ปรุงเป็นยาหอม แก้ลมวิงเวียน (เปลือกต้น) ส่วนใบสามารถนำมาปรุงเป็นยาหอม แก้ลมวิงเวียนได้เช่นกัน (ใบอบเชยไทย)&lt;br /&gt;
:::16. ช่วยแก้อาการคลื่นไส้อาเจียน (เปลือกต้น)&lt;br /&gt;
:::17. รากใช้ปรุงเป็นยาแก้อาการปวดฟัน (รากอบเชยไทย)&lt;br /&gt;
:::18. เปลือกต้นใช้ปรุงเป็นยาน้ำ แก้อาการจุกเสียดแน่นท้อง ช่วยขับผายลม อาหารไม่ย่อย (เปลือกต้น) ส่วนใบใช้ปรุงเป็นยาหอมแก้จุกเสียดแน่นท้องและลงท้อง (ใบอบเชยต้น)&lt;br /&gt;
:::19. ช่วยแก้อาการท้องร่วง แก้ท้องเสีย แก้ท้องเสียในเด็ก แก้บิด ลำไส้เล็กทำงานผิดปกติ ลำไส้อักเสบ (เปลือกต้น) เมล็ดอบเชยไทย นำมาทุบให้แตกผสมกับน้ำผึ้งให้เด็กกินเป็นยาแก้บิด (เมล็ดอบเชยไทย)&lt;br /&gt;
:::20. เปลือกต้นใช้แทน Cinnamon เคี้ยวกินเป็นยาแก้อาการปวดท้อง (เปลือกต้นอบเชยไทย)&lt;br /&gt;
:::21. ช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร (เปลือกต้น)&lt;br /&gt;
:::22. แก้โรคกระเพาะ ปวดกระเพาะหรือถ่าย เนื่องจากลมเย็นชื้นหรือลมเย็นที่ทำให้มีอาการปวดและท้องเสีย ให้ใช้อบเชยจีน 2 - 3 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทาน (เปลือกต้นอบเชยจีน)&lt;br /&gt;
:::23. ยาชงจากเปลือกต้น ใช้กินเป็นยาถ่าย (เปลือกต้นอบเชยไทย)&lt;br /&gt;
:::24. ช่วยขับพยาธิ (เปลือกต้น)&lt;br /&gt;
:::25. ช่วยขับปัสสาวะ (เปลือกต้น)&lt;br /&gt;
:::26. ช่วยแก้ไตหย่อน ปัสสาวะไม่รู้ตัว หรือปัสสาวะบ่อย ให้ใช้อบเชยจีน หู่จื้อ เจ็กเสี่ย เปลือกโบตั๋น อย่างละ 3 - 5 กรัม ซัวจูยู้ ซัวเอี๊ยะ หกเหล็ง อย่างละ 6 กรัม และเส็กตี่ 12 กรัม นำมารวมกันต้มกับน้ำรับประทาน หรือทำเป็นยาเม็ดลูกกลอนรับประทาน (เปลือกต้นอบเชยจีน)&lt;br /&gt;
:::27. เปลือกนำมาต้มหรือทำเป็นผง ใช้แก้โรคหนองในและแก้โทษน้ำคาวปลา (เปลือกต้นอบเชยไทย)&lt;br /&gt;
:::28. เปลือกต้นนำมาบดให้เป็นผงใช้โรยรักษาแผลกามโรค (เปลือกต้น)&lt;br /&gt;
:::29. ช่วยแก้อาการปวดประจำเดือนของสตรี (เปลือกต้น)&lt;br /&gt;
:::30. รากนำมาต้มให้สตรีกินหลังการคลอดบุตร และลดไข้หลังการผ่าตัด (รากอบเชยไทย)&lt;br /&gt;
:::31. น้ำต้มเปลือกต้นใช้ดื่มเป็นยาแก้ตับอักเสบ (เปลือกต้น)&lt;br /&gt;
:::32. เปลือกต้นมีสรรพคุณเป็นยาห้ามเลือด ช่วยสมานแผล (เปลือกต้น)&lt;br /&gt;
:::33. ใบอบเชยเทศมีสรรพคุณเป็นยาฆ่าเชื้อ (ใบอบเชยเทศ)&lt;br /&gt;
:::34. น้ำมันอบเชยเทศมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อจุลินทรีย์และเชื้อรา แต่ทำให้เกิดอาการระคายเคือง (เข้าใจว่าคือน้ำมันจากเปลือกต้น)&lt;br /&gt;
:::35. น้ำยางจากใบใช้เป็นยาทาแผลถอนพิษของยางน่อง (ใบอบเชยไทย)&lt;br /&gt;
:::36. ใบใช้ตำเป็นยาพอกแก้อาการปวดรูมาติสซั่ม (ใบอบเชยไทย)&lt;br /&gt;
:::37. ช่วยแก้อาการปวด แก้ปวดหลัง ปวดเอวเนื่องจากไตหย่อน ไม่มีกำลัง แก้ปวดตามข้อ ปวดตามบ่าหรือไหล่ (เปลือกต้นและเนื้อไม้)&lt;br /&gt;
:::38. คนเมืองจะใช้รากอบเชยไทย นำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้อาการปวดหลังปวดเอว (รากอบเชยไทย)&lt;br /&gt;
:::39. ช่วยแก้ลมอัณฑพฤกษ์ (เปลือกต้น)&lt;br /&gt;
:::40. รากมีรสหอมสุขุม มีสรรพคุณช่วยแก้ลมอัมพฤกษ์ (รากอบเชยเทศ)&lt;br /&gt;
:::41. อบเชยจัดอยู่ในพิกัดยาไทยร่วมกับสมุนไพรอื่น ๆ หลายตำรับ ได้แก่ พิกัดตรีธาตุ (เป็นยาแก้ธาตุพิการ แก้ลม แก้ไข้ แก้เสมหะ), พิกัดตรีทิพย์รส (เป็นยาบำรุงธาตุ บำรุงโลหิต บำรุงกระดูก บำรุงตับปอดให้เป็นปกติ แก้ลมในกองเสมหะ), พิกัดจตุวาตะผล (เป็นยาบำรุงธาตุ แก้ไข้ แก้พรรดึก ขับผายลม แก้ลมกองริดสีดวง แก้ตรีสมุฏฐาน), พิกัดทศกุลาผล (เป็นยาบำรุงธาตุ บำรุงกำลัง บำรุงดวงจิตให้แช่มชื่น แก้ไข้ แก้ไข้เพื่อดี แก้เสมหะ บำรุงปอด ขับลมในลำไส้ แก้รัตตะปิตตะโรค แก้ลมอัมพฤกษ์ อัมพาต) เป็นต้น  &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. เปลือกต้นใช้เป็นเครื่องเทศ ยาขับลม แต่งกลิ่น บดให้เป็นผงใช้เป็นเครื่องเทศใส่อาหาร ใส่ในเครื่องสำอาง น้ำมันจากเปลือกไม้ต้นใช้แต่งกลิ่นอาหารและเครื่องดื่ม เช่น ลูกวาด ขนมหวาน เหล้า รวมไปถึงเภสัชภัณฑ์ สบู่ ยาเตรียมที่ใช้สำหรับช่องปาก ใช้เป็นส่วนผสมในยาแก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ยาขับลม ใช้เป็นยาฆ่าเชื้อโรคและกันบูด เป็นต้น ส่วนเปลือกอบเชยชวามักนำมาใช้ผสมเครื่องแกงมัสมั่น และแต่งกลิ่นข้าวหมกไก่&lt;br /&gt;
:::2. เปลือกต้นอบเชยเมื่อนำมาย่างไฟจะมีกลิ่นหอม นิยมนำมาใส่ในแกงมัสมั่นและอาการประเภทต้มหรือตุ๋นเนื้อสัตว์ต่าง ๆ เพื่อลดความคาว หรือจะลองหาผงอบเชยมาเหยาะลงในอาหารหรือเครื่องดื่มก็ได้ อย่างเช่น ชา กาแฟ น้ำผลไม้ แซนด์วิช ก็ได้ แล้วแต่จะดัดแปลงสูตร&lt;br /&gt;
:::3. ใบอบเชยเทศมีน้ำมัน ใช้สำหรับแต่งกลิ่น แต่งกลิ่นเครื่องสำอาง แต่งกลิ่นสบู่ ใช้เป็นสารตั้งต้นในการผลิตน้ำหอม ใช้เป็นแหลงของสารยูจีนอลเพื่อนำมาสังเคราะห์เป็นสารวานิลลิน ใช้เป็นส่วนผสมในยาทาถูนวดเพื่อบรรเทาอาการปวดตามข้อ&lt;br /&gt;
:::4. ชาวกะเหรี่ยงเชียงใหม่จะใช้เปลือกต้นอบเชยไทยนำมาตากให้แห้งแล้วนำไปเคี้ยวกินกับหมาก&lt;br /&gt;
:::5. ชาวม้งจะใช้เปลือกไม้ของอบเชยไทย นำไปตากแห้งแล้วตำให้เป็นผง นำไปทำธูป มีกลิ่นหอม&lt;br /&gt;
:::6. เนื้อไม้อบเชยไทยมีกลิ่นหอมคล้ายการบูร เนื้อไม้หยาบและค่อนข้างเหนียว สามารถนำมาใช้ในการแกะสลักทำหีบใส่ของเพื่อป้องกันแมลง ทำเครื่องเรือน หรือทำไม้บุผนังที่สวยงามได้&lt;br /&gt;
:::7. สำหรับเรื่องสิว อบเชยก็สามารถช่วยได้เช่นกัน ด้วยการใช้ผงอบเชย 1 ช้อนชา ผสมกับน้ำผึ้ง 3 ช้อนชา แล้วคนให้เข้ากัน จากนั้นนำมาป้ายลงบนหัวสิวก่อนเข้านอน แล้วค่อยล้างออกในตอนเช้าด้วยน้ำอุ่น โดยให้ทำติดต่อกัน 2 สัปดาห์ สิวจะค่อย ๆ หมดไป &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''คำแนะนำ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ผู้ที่เป็นไข้ตัวร้อน ปัสสาวะเป็นเลือด ปัสสาวะขัด อุจจาระแข็งแห้ง เป็นโรคริดสีดวงทวาร เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ขวบ และสตรีมีครรภ์ห้ามรับประทานอบเชย และห้ามกินน้ำมันอบเชน เพราะจะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนและเป็นอันตรายต่อไตได้&lt;br /&gt;
:::2. อบเชยจีนเป็นสมุนไพรที่ค่อนข้างปลอดภัย แต่ถ้ารับประทานในปริมาณมาก ๆ หรือไม่ได้รับประทานตามคำแนะนำในฉลาดหรือจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ก็อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงได้ในบางราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนที่เป็นโรคตับ เนื่องจากอบเชยจีนมีสารคูมารินซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดผลเสียต่อตับ และการได้รับสารนี้ในในระยะยาวก็อาจมีปัญหาต่อตับได้ &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[File:youtu.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=Z-XFFs5zcY8&amp;amp;t=55s|link=https://www.youtube.com/watch?v=Z-XFFs5zcY8&amp;amp;t=55s]] &lt;br /&gt;
&amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=Z-XFFs5zcY8&amp;amp;t=55s อบเชย] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:cassia1.png]]  [[ไฟล์:cassia2.png]]  [[ไฟล์:cassia3.png]]  [[ไฟล์:cassia4.png]] &amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.xn--42cg8cuanoj5b9czdzg.com/images/content/original-1535423984112.png&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.nanagarden.com/Picture/Product/400/127987.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://f.ptcdn.info/129/051/000/opvu7n6qt1SrEHo2nm4-o.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2014/07/ดอกอบเชยไทย.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2014/07/ผลอบเชยเทศ.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Herb</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B9%82%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B2</id>
		<title>โหระพา</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B9%82%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B2"/>
				<updated>2020-01-30T14:53:57Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Herb: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:thai-basil.png|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : LAMIACEAE หรือ LABIATAE &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Ocimum basilicum L.'' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Sweet basil, Thai basil &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่น ๆ''' : ห่อกวยซวย, ห่อวอซุม, อิ่มคิมขาว&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทางพฤกษศาสตร์'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ต้น''' : เป็นพืชล้มลุก มีระบบรากแก้ว และรากฝอย ลำต้นมีความสูงประมาณ 40 - 60 ซม. ลำต้นเป็นสี่เหลี่ยม แก่นด้านในเป็นไม้เนื้ออ่อน ผิวลำต้นอ่อนหรือกิ่งอ่อนมีสีม่วงแดง ลำต้นแตกกิ่งตั้งแต่ระดับต่ำของลำต้นจนแลดูเป็นทรงพุ่ม กิ่งแตกออกเป็นคู่ตรงข้ามกัน&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ใบ''' : เป็นใบเดี่ยว แทงออกบริเวณข้อของกิ่ง ใบมีรูปไข่ คล้ายใบกะเพรา ใบมีสีเขียวเข้มหรือม่วงแดงหรือเขียวอมม่วง กว้างประมาณ 3 - 4 ซม. ยาวประมาณ 6 ซม. โคนใบมน ใบปลายแหลม แผ่นใบเรียบ และค่อนข้างเป็นมัน ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย มีเส้นใบมองเห็นชัดเจน ใบไม่มีขน ใบมีน้ำมันหอมระเหยทำให้มีกลิ่นหอม &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ดอก''' : ออกเป็นช่อที่ปลายยอด แต่ละช่อออกดอกเรียงเป็นชั้นๆ แต่ละชั้นมีประมาณ 6 - 8 ดอก ดอกมีสีขาวอมแดงม่วง ภายในมีเกสรตัวผู้ 4 อัน &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ผล''' : เมล็ดใน 1 ดอก จะมีประมาณ 3 - 4 เมล็ด เมล็ดมีลักษณะคล้ายหยดน้ำตา มีสีน้ำตาลเข้ม ขนาดเมล็ดประมาณ 1 มิลลิเมตร เมล็ดโหระพามีเมือกหุ้มเมล็ด หากนำมาแช่น้ำเมือกจะพองตัวออกคล้ายเมล็ดแมงลัก&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''การขยายพันธุ์''' : การหว่านเมล็ด การย้ายพันธุ์กล้าหลังการหว่านเมล็ด และการปักชำกิ่ง แต่วิธีที่นิยมจะเป็นการหว่านเมล็ด และการย้ายพันธุ์กล้า &amp;lt;br&amp;gt; &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ใบสดโหระพาใช้เป็นน้ำมันหอมระเหย&lt;br /&gt;
:::2. ช่วยป้องกันความเสียหายในร่างกายของเราจากการทำลายของอนุมูลอิสระ&lt;br /&gt;
:::3. ช่วยกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย&lt;br /&gt;
:::4. มีส่วนในการช่วยป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด&lt;br /&gt;
:::5. มีฤทธิ์ในการช่วยลดคอเลสเตอรอลและแผ่นคราบพลัคในกระแสเลือด&lt;br /&gt;
:::6. มีส่วนช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง&lt;br /&gt;
:::7. ช่วยขับหัวสิวและต้านการเจริญเติบโตของเชื้อสิว&lt;br /&gt;
:::8. ช่วยในการเจริญอาหาร&lt;br /&gt;
:::9. ใช้เป็นยาพอกเพื่อดูดซับสารพิษออกจากผิวหนังได้&lt;br /&gt;
:::10. ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำนมสำหรับมารดาที่ให้นมบุตร ด้วยการนำใบมาต้มกับน้ำนมราชสีห์รับประทาน&lt;br /&gt;
:::11. มีความเชื่อว่าเป็นยาบำรุงสุขภาพทางเพศได้อีกด้วย &lt;br /&gt;
:::12. ช่วยรักษาอาการปวดศีรษะด้วยการใช้ยอดอ่อนต้มกับน้ำ แล้วนำมาดื่มเป็นชา หรือกินเป็นผักสด&lt;br /&gt;
:::13. แก้อาการวิงเวียนศีรษะด้วยการนำใบมาต้มดื่ม&lt;br /&gt;
:::14. น้ำมันโหระพามีคุณสมบัติช่วยให้จิตใจสงบ มีสมาธิ และช่วยลดอาการซึมเศร้า&lt;br /&gt;
:::15. ช่วยรักษาโรคตาแดง ต้อตา มีขี้ตามาก&lt;br /&gt;
:::16. ช่วยแก้หวัดและช่วยในการขับเหงื่อ ด้วยการนำใบและต้นสดมาต้มเข้าด้วยกันแล้วเอาน้ำมาดื่ม&lt;br /&gt;
:::17. ช่วยบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน ด้วยการนำใบโหระพามาคั้นเอาน้ำสดให้ได้ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำอ้อย 2 ช้อนผสมกับน้ำอุ่น แล้วนำมาดื่มวันละ 2 ครั้ง&lt;br /&gt;
:::18. ใช้รักษาอาการเหงือกอักเสบเป็นหนอง ด้วยการนำใบโหระพาแห้งมาบดให้เป็นผงแล้วนำมาทาในบริเวณที่อักเสบ&lt;br /&gt;
:::19. ใช้แก้อาการสะอึก ด้วยการนำใบโหระพาสดพร้อมขิงสดแช่ในน้ำเดือดแล้วนำมาดื่มในขณะที่ยังร้อน&lt;br /&gt;
:::20. ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ ด้วยการนำเมล็ดแก่มาแช่น้ำให้พองเต็มที่ แล้วนำมารับประทานกับขนมหวานโดยผสมกับน้ำหวานและน้ำแข็ง&lt;br /&gt;
:::21. ใช้เป็นยาระบาย ด้วยการนำเมล็ดแห้งประมาณ 3 - 5 กรัมมาต้มน้ำดื่ม&lt;br /&gt;
:::22. ช่วยในการรักษาแผลในกระเพาะอาหาร เพราะไปช่วยยับยั้งฤทธิ์ของยาแอสไพรินซึ่งเป็นตัวที่ทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร&lt;br /&gt;
:::23. ช่วยในการขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ&lt;br /&gt;
:::24. เมล็ดโหระพาเมื่อแช่น้ำจะพองตัวเป็นเมือก นำมากินแก้อาการบิด&lt;br /&gt;
:::25. น้ำมันโหระพามีคุณสมบัติแก้อาการจุกเสียดแน่นท้อง&lt;br /&gt;
:::26. น้ำมันหอมระเหยของใบจะช่วยในการย่อยอาหารที่เป็นเนื้อสัตว์ได้เป็นอย่างดี&lt;br /&gt;
:::27. ถ้าเด็กปวดท้อง ให้ใช้ใบโหระพา 20 ใบชงน้ำร้อนแล้วนำมาชงนมให้เด็กดื่มแทนยาขับลม&lt;br /&gt;
:::28. ใช้แก้อาการประจำเดือนมาไม่ปกติ&lt;br /&gt;
:::29. นำมาใช้เป็นยาบรรเทาอาการผึ้งต่อย&lt;br /&gt;
:::30. ช่วยรักษาอาการผดผื่นคัน มีน้ำเหลือง ด้วยการนำมาใบตำแล้วพอก&lt;br /&gt;
:::31. ช่วยแก้เด็กเป็นแผล หรือมีหนองเรื้อรัง ด้วยการใช้รากของโหระพามาเผาเป็นเถ้าแล้วนำมาพอกบริเวณบาดแผล&lt;br /&gt;
:::32. ช่วยแก้อาการฟกช้ำจากการกระทบกระแทก หกล้ม งูกัด ด้วยการนำมาใบตำแล้วพอก&lt;br /&gt;
:::33. เมล็ดเมื่อนำมาแช่น้ำจะพองเป็นเมือก นำมาใช้เป็นยาระบาย เพราะไปช่วยเพิ่มจำนวนกากอาหาร&lt;br /&gt;
:::34. น้ำมันโหระพาช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และเชื้อไวรัส&lt;br /&gt;
:::35. น้ำมันโหระพาช่วยคลายการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ&lt;br /&gt;
:::36. ช่วยรักษาอาการข้ออักเสบ แผลอักเสบด้วยการนำมาตำแล้วพอกหรือประคบ&lt;br /&gt;
:::37. น้ำมันโหระพาสามารถใช้ฆ่ายุง ไร และแมลงได้ ด้วยการนำต้น ใบ ราก มาตำรวมกันให้ละเอียดแล้วใส่เหล้าขาวเล็กน้อยคนให้เข้ากัน แล้วนำไปตั้งไฟแค่พอร้อน ทิ้งไว้ให้อุ่นแล้วนำมาพอกที่เข่าทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที วันละ 2 ครั้ง อาการจะค่อย ๆ ดีขึ้น&lt;br /&gt;
:::38. ช่วยในการบำบัดรักษาโรคเข่าเสื่อม&lt;br /&gt;
:::39. มีฤทธิ์ในการต่อต้านการอักเสบ&lt;br /&gt;
:::40. ใบโหระพามีกลิ่นเฉพาะใช้เป็นผักสด นำมาใช้เป็นอาหาร แต่งกลิ่นอาหาร และใช้เป็นเครื่องปรุงรสในอาหาร&lt;br /&gt;
:::41. น้ำมันโหระพาก็นำมาใช้ในการแต่งกลิ่นซอสมะเขือเทศ ผักดอง ลูกอม ไส้กรอก ขนมผิง หรือแม้กระทั่งเครื่องดื่ม&lt;br /&gt;
:::42. นำมาใช้ในการแต่งกลิ่นเครื่องสำอางบางชนิด&lt;br /&gt;
:::43. นำมาแปรรูปเป็นสมุนไพรไทยในรูปของโหระพาแห้ง และนำมาทำเป็นน้ำมันโหระพาช่วยลดความเครียด ลดบวม  &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ใบสดนิยมนำมารับประทานเป็นผักคู่กับอาหารจำพวกลาบ ซุปหน่อไม้ และก๋วยเตี๋ยว&lt;br /&gt;
:::2. ใบนิยมใช้ประกอบอาหารเพื่อให้มีกลิ่นหอม เช่น แกงผัด ผัดเผ็ด เป็นต้น&lt;br /&gt;
:::3. ใบนำมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย&lt;br /&gt;
:::4. น้ำมันโหระพาถูกนำมาใช้มากในอุตสาหกรรมอาหาร เช่น ใช้แต่งกลิ่นลูกกวาด น้ำสลัด และเครื่องดื่ม&lt;br /&gt;
:::5. น้ำมันโหระพาใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องสำอาง อาทิ สบู่ และน้ำหอม เป็นต้น &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''คำแนะนำ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. น้ำมันหอมระเหยของโหระพาไม่เหมาะกับการนำมาใช้ในหญิงตั้งครรภ์ เพราะจะทำให้เกิดการแพ้ ซึ่งอาจเป็นอันตรายได้ เพราะฉะนั้นควรเลี่ยงการใช้น้ำมันหอมระเหยโหระพากับหญิงตั้งครรภ์อย่างเด็ดขาด &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[File:youtu.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=JvLKJdckMV8|link=https://www.youtube.com/watch?v=JvLKJdckMV8]] &lt;br /&gt;
&amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=JvLKJdckMV8 โหระพา] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:thai-basil1.png]]  [[ไฟล์:thai-basil2.png]]  [[ไฟล์:thai-basil3.png]]  [[ไฟล์:thai-basil4.png]] &amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://puechkaset.com/wp-content/uploads/2016/02/ดอกโหระพา.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://puechkaset.com/wp-content/uploads/2016/02/โหระพา.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://img.kapook.com/u/2019/sireeporn/Health-1/P2.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://botanykus.weebly.com/uploads/6/1/0/0/6100104/6485148641-ec08fa94c5-b_2_orig.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://s359.kapook.com/pagebuilder/1532d39e-d70f-48ab-a5df-c5ce45ce3e5b.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Herb</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%AB%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88</id>
		<title>หอมใหญ่</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%AB%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88"/>
				<updated>2020-01-30T14:53:10Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Herb: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:onion.png|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : AMARYLLIDACEAE &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Allium cepa L.'' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Onion &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่น ๆ''' : หัวหอม, หอมหัวใหญ่, หัวหอมใหญ่, หอมฝรั่ง, หอมหัว &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทางพฤกษศาสตร์'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ต้น''' : จัดเป็นพืชล้มลุก มีความสูงประมาณ 30 - 40 เซนติเมตร มีหัวอยู่ใต้ดินคล้ายหัวหอม ลักษณะกลมป้อม มีเปลือกนอกบาง ๆ สีม่วงแดงหุ้มอยู่ แต่เมื่อแห้งแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ลำต้นใต้ดินหรือที่เรียกว่าหัวนั้น ภายในจะมีกลีบสีขาวอวบหุ้มซ้อนกันอยู่เป็นชั้น ๆ ทำให้มีลักษณะเป็นหัวเช่นเดียวกับกระเทียมและหอมแดง &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ใบ''' : ประกอบด้วยกาบใบที่อยู่บริเวณเหนือหัวหอม เรียกส่วนนี้ว่า คอหอม กาบนี้มีลักษณะเป็นแผ่นสีขาว อัดกันแน่นเป็นทรงกระบอกยาว ถัดมาเป็นส่วนของใบหอม ใบมีลักษณะเรียวยาว เป็นรูปครึ่งวงกลมจนถึงทรงกลม ผิวใบสีเขียวเข้ม ด้านในกลวง &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ดอก''' : ออกดอกเป็นช่อ แทงขึ้นมาจากลำต้นใต้ดิน กลีบดอกมีสีขาว &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ผล''' : หอมหัวใหญ่มีผลขนาดเล็ก เป็นทรงกลม เมื่อเมล็ดแห้ง และแตกจะเห็นเมล็ดอยู่ภายในประมาณ 3-6 เมล็ด&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''การขยายพันธุ์''' : การหว่านเมล็ด และหยอดเมล็ด เป็นการปลูกด้วยวิธีการหว่านเมล็ดลงแปลงปลูก หรือ หยอดเมล็ดในแถวในระยะที่ห่างกัน และดูแลรักษาจนกระทั่งเก็บเกี่ยว  &amp;lt;br&amp;gt; &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. หัวหอมใหญ่มีวิตามินซีสูง และยังมีสารอื่น ๆ เช่น สารเคอร์ซีทิน ที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระในร่างกายและช่วยป้องกันโรคต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี&lt;br /&gt;
:::2. ช่วยป้องกันและยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งต่าง ๆ ได้ เนื่องจากหอมใหญ่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงมาก&lt;br /&gt;
:::3. หัวหอมมีคุณสมบัติช่วยทำให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย ทำให้รู้สึกง่วง ช่วยในการนอนหลับได้สบาย&lt;br /&gt;
:::4. การรับประทานหัวหอมสดเป็นประจำจะช่วยทำให้มีความจำที่ดีขึ้น หรือจะรับประทานร่วมกับอาหารชนิดอื่น ๆ ก็ได้&lt;br /&gt;
:::5. ช่วยทำให้เจริญอาหาร&lt;br /&gt;
:::6. ช่วยทำให้พลังลงสู่ด้านล่าง ช่วยให้พลังการไหลเวียนในอวัยวะภายในร่างกายคล่องตัว&lt;br /&gt;
:::7. ช่วยแก้ธาตุในร่างกายไม่เป็นปกติ&lt;br /&gt;
:::8. ช่วยกำจัดสารตะกั่วและโลหะหนักที่ปนเปื้อนมากับอาหารและสะสมในร่างกาย&lt;br /&gt;
:::9. ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ&lt;br /&gt;
:::10. ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงของอัมพาตได้เป็นอย่างดี&lt;br /&gt;
:::11. หัวหอมมีฤทธิ์ช่วยรักษาโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด โดยช่วยลดปริมาณของไขมันในเส้นเลือดและช่วยในการขยายหลอดเลือด ช่วยทำให้เลือดไม่แข็งตัวไปแล้วไปอุดตันในหลอดเลือดได้ง่าย &lt;br /&gt;
:::12. สารไซโคลอัลลิอินในหัวหอมใหญ่ช่วยในการสลายลิ่มเลือด ป้องกันไม่ให้ลิ่มเลือดอุดตันหรือยับยั้งการรวมตัวกันของเกล็ดเลือด ปกป้องหลอดเลือดเลี้ยงสมองเกิดการอุดตันและช่วยกระจายเลือดลม การรับประทานเป็นประจำในระยะยาวจะช่วยทำให้หลอดเลือดสะอาด และลดการแข็งตัวของหลอดเลือด&lt;br /&gt;
:::13. หอมหัวใหญ่ลดความอ้วน โดยน้ำคั้นจากหัวหอมมีสรรพคุณช่วยลดคอเลสเตอรอล ลดไขมันในเส้นเลือด&lt;br /&gt;
:::14. ช่วยลดการเป็นพิษต่อเซลล์ไขมันในเลือดชนิดเลว ช่วยลดระดับไขมันเลว (LDL) และช่วยเพิ่มไขมันดี(HDL)ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย โดยหัวหอมสดแค่เพียงครึ่งหัวก็สามารถช่วยเพิ่มระดับไขมันดีได้ถึงร้อยละ 30 ในผู้ป่วยโรคหัวใจหรือผู้มีปัญหาเรื่องคอเลสเตอรอล&lt;br /&gt;
:::15. ช่วยลดความดันโลหิต แก้ความดันโลหิตสูง&lt;br /&gt;
:::16. สารอัลลิลโพรพิลไดซัลไฟด์ (Allyl propy disuldhide หรือ APDS) ในหอมใหญ่ มีคุณสมบัติช่วยลดน้ำตาลในเลือด ช่วยป้องกันและรักษาโรคเบาหวาน&lt;br /&gt;
:::17. หัวหอมใหญ่มีสารฟลาโวนอยด์ ไกลโคไซด์ (Flavonoid glycosides) ที่มีคุณสมบัติช่วยป้องกันไขมันไม่ให้มาเกาะตามผนังหลอดเลือด ถ้าหากเกาะมาก ๆ จะเกิดภาวะเส้นโลหิตอุดตัน หรือทำให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือดได้&lt;br /&gt;
:::18. แคลเซียมในหอมใหญ่จะช่วยในการสังเคราะห์เอนไซม์ที่เป็นตัวช่วยต่อสู้กับสิ่งมีชีวิตแปลกปลอม และช่วยเม็ดเลือดขาวในการทำลายและย่อยสลายไวรัส&lt;br /&gt;
:::19. หอมหัวใหญ่สามารถช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนได้ดีกว่ายารักษาโรคกระดูกพรุนอย่างแคลซิโทนิน (Calcitonin) แต่นักวิจัยระบุว่าอาจจะต้องกินหอมใหญ่วันละ 200-300 กรัมจึงจะได้ผล จึงเหมาะอย่างมากสำหรับใช้กับสตรีในช่วงวัยหมดประจำเดือน&lt;br /&gt;
:::20. ช่วยรักษาไข้หวัด แก้หวัดคัดจมูก และช่วยลดน้ำมูก ด้วยการนำหัวหอมขนาดพอดีที่ปอกเปลือกแล้วมาทุบให้แหลก แล้วใส่ลงไปในแก้วที่ใส่น้ำร้อนรอไว้ จากนั้นให้ใช้ผ้าขาวบางมาปิดหุ้มปากแก้วไว้ แล้ววางไว้ใกล้ ๆ ตัวในตำแหน่งที่ไอของความร้อนจะลอยเข้าสู่จมูกได้ ซึ่งในช่วงที่น้ำกำลังร้อนจะมีไอน้ำที่ผสมกับกลิ่นหัวหอมลอยขึ้นมา ก็ให้พยายามสูดไอนั้นเข้าไป จะช่วยแก้อาการดังกล่าวได้&lt;br /&gt;
:::21. ช่วยรักษาโรคภูมิแพ้ หอบหืด&lt;br /&gt;
:::22. สารอัลลิลิกไดซัลไฟด์ในหอมใหญ่ช่วยขับเสมหะได้&lt;br /&gt;
:::23. ธาตุแมกนีเซียมในหอมใหญ่มีคุณสมบัติช่วยทำลายเซลล์มะเร็งและช่วยกำจัดไวรัส&lt;br /&gt;
:::24. ช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้&lt;br /&gt;
:::25. ช่วยป้องกันมะเร็งตับ&lt;br /&gt;
:::26. ช่วยแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ&lt;br /&gt;
:::27. ช่วยแก้ท้องร่วง&lt;br /&gt;
:::28. ช่วยขับพยาธิ&lt;br /&gt;
:::29. ช่วยในการขับปัสสาวะ (สารอัลลิลิกไดซัลไฟด์)&lt;br /&gt;
:::30. ช่วยแก้ลมพิษ&lt;br /&gt;
:::31. ลดอาการปวดอักเสบ&lt;br /&gt;
:::32. หอมหัวใหญ่มีฤทธิ์ช่วยฆ่าเชื้อโรค&lt;br /&gt;
:::33. น้ำมันหอมหัวใหญ่มีฤทธิ์ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียบางประเภทได้&lt;br /&gt;
:::34. น้ำคั้นจากหัวหอมช่วยรักษาผิวหนังที่ถูกน้ำร้อนลวกได้&lt;br /&gt;
:::35. ช่วยแก้บวม แก้ปวด อาการบวมจากพิษ โดยใช้เป็นยาทาภายนอก&lt;br /&gt;
:::36. หัวหอมใช้นำมาตำพอกแก้แผลช้ำบวม แก้ฝีได้&lt;br /&gt;
:::37. หัวหอมนำมาตำให้แหลกใช้ผสมกับเหล้าโรง แล้วนำมาพอกหรือทาบริเวณที่ถูกแมลงสัตว์กัดต่อย จะช่วยลดอาการเจ็บปวดได้เป็นอย่างดี&lt;br /&gt;
:::38. น้ำคั้นจากหัวหอมสามารถนำมาใช้ทาภายนอกเพื่อช่วยบรรเทาอาการปวดตามข้อได้  &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. หัวใช้รับประทานเป็นผัก หรือนำมาใช้ปรุงอาหาร หรือใช้เป็นเครื่องเทศเพื่อช่วยดับกลิ่นคาวในอาหารได้เป็นอย่างดี&lt;br /&gt;
:::2. ช่วยทำให้กระดูกอ่อนนุ่ม เมื่อนำมาใช้ต้มกับกระดูกสัตว์&lt;br /&gt;
:::3. น้ำมันหอมระเหยจากหัวหอมสามารถนำมาใช้ทาสิวอักเสบเพื่อช่วยลดการอักเสบได้&lt;br /&gt;
:::4. ช่วยรักษาฝ้า ตามตำราฝรั่งใช้หอมหัวใหญ่นำมาดองกับไวน์แล้วแช่ทิ้งไว้สักเดือน แล้วใช้น้ำที่แช่มาทาเพื่อรักษาฝ้า เห็นว่าได้ผล&lt;br /&gt;
:::5. ประโยชน์ของหัวหอมกับการนำมาสกัดทำเป็นเครื่องสำอางบางชนิด เช่น ยาสระผม ยาบำรุงเส้นผม เนื่องจากมีสารเพกติน กลูโดคินิน และไกลโคไซด์ ที่จะช่วยขจัดรังแคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อราต่าง ๆ ได้&lt;br /&gt;
:::6. เมนูหอมใหญ่ เช่น ผัดหัวหอมใหญ่ ไข่เจียวหอมใหญ่ หัวหอมใหญ่ทอด เนื้อผัดหอมหัวใหญ่ หมูผัดพริกสดใส่หอมใหญ่ ข้าวไก่อบหอมใหญ่ ซุปหอมหัวใหญ่ ยำเห็ดหอมใหญ่ เป็นต้น &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''คำแนะนำ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. หอมหัวใหญ่มีฤทธิ์อุ่น ให้รสเผ็ดร้อน ไม่มีพิษ เข้าเส้นลมปราณ ปอด และกระเพาะอาหาร โดยหอมใหญ่ดิบจะมีฤทธิ์สุขุม ส่วนหอมใหญ่สุกจะมีฤทธิ์อุ่น&lt;br /&gt;
:::2. แม้หัวหอมใหญ่จะเป็นผักที่มีกลิ่นฉุนมาก จนทำให้คนส่วนใหญ่ไม่อยากรับประทาน หรือหันไปรับประทานแบบชุบแป้งทอด การเจียว หรือการใช้ในการปรุงแต่งอาหารอื่น ๆ แต่อย่างไรก็ตามถ้าอยากจะรับประทานแบบให้ได้ประโยชน์ต่อสุขภาพจริง ๆ แนะนำว่าให้รับประทานแบบสด ๆ จะดีที่สุด&lt;br /&gt;
:::3. การรับประทานหัวหอมใหญ่แบบสด (หรือรับประทานร่วมกับอาหารอื่น ๆ) เพียงวันละครึ่งหัวถึงหนึ่งหัวเป็นเวลา 2 เดือน ก็จะเห็นผลต่อสุขภาพโดยภาพรวมได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เป็นโรคเบาหวานหรือผู้ที่มีระดับคอเลสเตอรอลสูง&lt;br /&gt;
:::4. '''วิธีการเลือกซื้อหัวหอมใหญ่''' ให้มีคุณภาพดีต้องสังเกตดังนี้ มีผิวแห้งและเรียบ หัวมีน้ำหนักมาก เนื้อแน่น ไม่มีส่วนที่นิ่มหรือมีรอยช้ำ ซึ่งจะช่วยทำให้เก็บหอมใหญ่ไว้ได้นานขึ้นนั่นเอง&lt;br /&gt;
:::5. '''วิธีซอยหอมไม่ให้แสบตา''' หัวหอมใหญ่มีหลายวิธี เช่น เมื่อปอกเปลือกเสร็จแล้วให้ใช้มีดจิ้มให้รอบหัว แล้วนำลงแช่ในน้ำเปล่าไว้สักครู่ หลังจากนั้นค่อยนำไปหั่น หรืออีกวิธีก็ให้นำหัวหอมใหญ่ไปแช่เย็นประมาณ 15 นาที ก่อนที่จะนำมาหั่น ทั้งสองวิธีดังกล่าวนี้สามารถช่วยลดอณูซึ่งประกอบไปด้วยซัลเฟอร์หรือกำมะถันไม่ให้เกิดการฟุ้งกระจาย ทำให้ปฏิกิริยาต่าง ๆ ช้าลงได้ จึงช่วยป้องกันและลดการระคายเคืองและอาการแสบร้อนในตาได้&lt;br /&gt;
:::6. '''วิธีการเก็บรักษาหอมหัวใหญ่''' วิธีการยืดอายุและการเก็บหอมหัวใหญ่ ก็มีหลายวิธี เช่น การนำหอมใหญ่มาใส่ในถุงกระดาษสีน้ำตาลแล้วพับปิดปากถุง หรืออีกวิธีให้ใช้กระดาษนำมาห่อหัวหอมใหญ่เป็นลูก ๆ และใส่ถุงพลาสติกอีกชั้นหนึ่ง หรืออีกวิธีก็คือให้ใช้กระดาษฟอยล์ในการห่อหัวหอมใหญ่ ก่อนการนำมาแช่ในตู้เย็น ก็จะช่วยทำให้คงความสดความกรอบ และทำให้ผิวหัวหอมไม่ช้ำอีกด้วย&lt;br /&gt;
:::7. '''สมุนไพรหอมใหญ่''' แม้ว่าสรรพคุณหัวหอมใหญ่จะมีอยู่มากมาย แต่เนื่องจากหอมใหญ่เป็นสมุนไพรที่มีฤทธิ์อุ่นและมีรสเผ็ด การนำมาใช้ในแต่ละบุคคล ควรคำนึงถึงสภาพร่างกายและโรคของผู้ป่วยด้วย ซึ่งฤทธิ์ดังกล่าวสามารถช่วยขับความเย็น ทำให้หยางทะลุทะลวงไปยังส่วนต่าง ๆ ช่วยกำจัดพิษและปัจจัยที่กระทบจากภายนอกเนื่องจากความเย็นได้ดี แต่ไม่มีฤทธิ์ในการบำรุงหยางในร่างกาย เมื่อใช้ไปนาน ๆ อาจจะทำให้ร่างกายเสียพลังได้ง่าย เช่น ในกรณีผู้ป่วยหอบหืดที่มีพลังอ่อนแออยู่แล้ว แทนที่จะมีอาการหอบดีขึ้น แต่กลับจะทำให้อาการหอบหืดกำเริบมากขึ้นกว่าเดิม เป็นต้น ดังนั้นจึงควรรู้ถึงข้อดีและข้อเสียเพื่อนำไปปรับใช้ได้อย่างเหมาะสมด้วย จึงจะเกิดประโยชน์ต่อร่างกายอย่างสูงสุด&lt;br /&gt;
:::8. การรับประทานหัวหอมใหญ่ในปริมาณมากหรือรับประทานติดต่อกันนานเกินไป อาจจะทำลายจิตประสาท ทำให้จิตฟุ้งซ่าน ลืมง่าย ความจำเสื่อม มีอาการตามัว พลังและเลือดถูกทำลาย ทำให้เส้นเลือดไหลเวียนได้ไม่ดี ทำให้โรคต่าง ๆ ที่เป็นอยู่หายช้าและเรื้อรัง และยังไปทำลายสมรรถภาพทางเพศ&lt;br /&gt;
:::9. เมื่อคุณมีอาการปวดศีรษะเนื่องจากความเครียดหรือจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ มีคำแนะนำว่าไม่ควรจะรับประทานหัวหอมใหญ่&lt;br /&gt;
:::10. อย่างไรก็ตามไม่ควรรับประทานหัวหอมใหญ่สดในขณะที่ท้องว่าง เพราะอาจะทำให้เกิดอาการระคายเคือง ทำให้เยื่อบุในกระเพาะเกิดการอักเสบได้&lt;br /&gt;
:::11. สำหรับผู้ที่ถูกสัตว์มีพิษมีเขี้ยวกัด ไม่ควรรับประทานหอมใหญ่ เพราะการรับประทานหัวหอมใหญ่จะทำให้มีอาการรุนแรงขึ้น ทำให้พิษแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว &lt;br /&gt;
:::12. สิ่งที่คุณควรรู้อีกเรื่องนั้นก็คือ หอมใหญ่เป็นหนึ่งในอาหารที่มีกลิ่นแรงและทำให้เกิดกลิ่นปาก&lt;br /&gt;
:::13. สำหรับผู้ที่มีกลิ่นตัวแรงอยู่แล้ว การรับประทานหัวหอมใหญ่มากเกินไปอาจจะทำให้มีกลิ่นตัวแรงยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;
:::14. ว่ากันว่าในช่วงเดือนสี่(ฤดูใบไม้ผลิ)ไม่ควรรับประทานหอมหัวใหญ่ เพราะจะทำให้อาการหอบหืดรุนแรงมากขึ้น &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[File:youtu.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=fTTpR2vRru4&amp;amp;t=46s|link=https://www.youtube.com/watch?v=fTTpR2vRru4&amp;amp;t=46s]]&lt;br /&gt;
&amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=fTTpR2vRru4&amp;amp;t=46s หอมใหญ่] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:onion1.png]]  [[ไฟล์:onion2.png]]  [[ไฟล์:onion3.png]]  [[ไฟล์:onion4.png]] &amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://health.mthai.com/app/uploads/2019/08/onion.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://static1-velaeasy.readyplanet.com/www.disthai.com/images/editor/Onion.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://static1-velaeasy.readyplanet.com/www.disthai.com/images/editor/Allium-cepa-onion.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/10/ดอกหอมใหญ่.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.fitterminal.com/wp-content/uploads/2018/12/onions-1397037_640-1024x585.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Herb</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%AB%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87</id>
		<title>หอมแดง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%AB%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87"/>
				<updated>2020-01-30T14:52:22Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Herb: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:shallot.png|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : AMARYLLIDACEAE &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Allium ascalonicum L.'' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Shallot &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่น ๆ''' : ผักบั่ว, หอมหัวขาว, หอมบัว, หอมปั่ว, หอมแกง, หอมไทย, หอมเล็ก, หอมหัว, หอมแกง &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทางพฤกษศาสตร์'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ต้น''' : เป็นพืชล้มลุก มีหัวอยู่ใต้ดิน ลำต้นสั้นมีลักษณะทรงกลม ลำต้นจะถูกห่อหุ้มไปด้วยกาบใบโดยรอบๆ มีสีเขียวอ่อน&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ใบ''' : เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ อยู่เป็นกระจุก ใบเป็นท่อยาว ใบมีลักษณะดาบยาวรี ปลายแหลม ใบกลมข้างในกลวง โคนใบเป็นกาบใบสีขาว ออกหุ้มสลับซ้อนกันอยู่ ตรงโคนลำต้น ใบมีสีเขียว มีรสชาติเผ็ดร้อน มีกลิ่นฉุนแรง &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ดอก''' : ออกเป็นช่อ แทงออกมาจากตรงกลางลำต้น ก้านช่อดอกยาวกลมข้างในกลวง ดอกมีลักษณะแบบซี่ร่ม ทรงกลมแล้วจะบานออก มีดอกย่อยเล็กๆอยู่บนก้านจำนวนมาก กลีบดอกมีสีขาว มีกลิ่นหอม ก้านมีสีเขียว มีรสชาติหวานกรอบ &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ผล''' : มีลักษณะกลมๆ ผลแก่จะแตกออก มีเมล็ดอยู่ข้างในผล เมื่อผลแก่แตกออกได้ มีเมล็ดอยู่ข้างใน เมล็ดมีลักษณะทรงรีเล็กๆ ผิวเรียบ มีสีดำ &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''การขยายพันธุ์''' : หอมแดงเจริญได้ในดินทุกชนิด ชอบดินร่วนซุย ดินร่วนปนทรายจะเจริญได้ดี การปลูกโดยใช้เมล็ด และใช้หัวจะนิยมมากกว่า ปลูกลงในแปลงดินที่เตรียมไว้ ปลูกให้ระยะห่างประมาณ 15 × 15 ซม. แล้วรดน้ำให้เพียงพอ &amp;lt;br&amp;gt; &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ช่วยทำให้ร่างกายอบอุ่น&lt;br /&gt;
:::2. หอมแดงช่วยทำให้เจริญอาหาร (ผล,ใบ)&lt;br /&gt;
:::3. ร่างกายซูบผอม แก้ด้วยการใช้เมล็ดแห้ง 5 - 10 กรัมนำมาต้มน้ำดื่ม&lt;br /&gt;
:::4. มีส่วนช่วยเสริมสร้างความจำ ทำให้ความจำดีขึ้น&lt;br /&gt;
:::5. ช่วยบำรุงโลหิต&lt;br /&gt;
:::6. ช่วยบำรุงหัวใจ&lt;br /&gt;
:::7. ช่วยเจริญธาตุไฟ&lt;br /&gt;
:::8. ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ&lt;br /&gt;
:::9. ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตให้ดีขึ้น&lt;br /&gt;
:::10. ช่วยแก้อาการวิงเวียนศีรษะ หน้ามืด ตาลาย เป็นลม&lt;br /&gt;
:::11. ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ &lt;br /&gt;
:::12. ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง&lt;br /&gt;
:::13. ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล&lt;br /&gt;
:::14. ช่วยกำจัดไขมันเลว (LDL) ซึ่งเป็นต้นเหตุของการเกิดโรคหัวใจวายและอัมพฤกษ์ อัมพาต และยังรักษาระดับไขมันชนิดดี (HDL) ได้อีกด้วย&lt;br /&gt;
:::15. ช่วยลดไขมันในเส้นเลือดซึ่งเป็นสาเหตุมาจากโรคหัวใจและโรคความดันโลหิต&lt;br /&gt;
:::16. ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด&lt;br /&gt;
:::17. ช่วยยับยั้งการเกิดโรคเส้นเลือดอุดตัน&lt;br /&gt;
:::18. หอมแดงแก้หวัด คัดจมูกได้ (ผล,ใบ)&lt;br /&gt;
:::19. ช่วยแก้ไข้สันนิบาต&lt;br /&gt;
:::20. แก้ไข้อันบังเกิดแก่จักษุและทรวง&lt;br /&gt;
:::21. แก้โรคตา ขับเสมหะ&lt;br /&gt;
:::22. ช่วยขับเสมหะ&lt;br /&gt;
:::23. แก้โรคในช่องปาก&lt;br /&gt;
:::24. น้ำหัวหอมใช้หยอดหูแก้อาการปวดหูได้&lt;br /&gt;
:::25. ช่วยแก้กำเดา (ผล, ใบ)&lt;br /&gt;
:::26. ช่วยทำให้อาเจียน&lt;br /&gt;
:::27. หอมแดงมีสรรพคุณช่วยแก้อาการอาเจียนเป็นเลือด ด้วยการใช้เมล็ดแห้ง 5 - 10 กรัมนำมาต้มน้ำดื่ม (เมล็ด)&lt;br /&gt;
:::28. ช่วยแก้อาการบวมน้ำ&lt;br /&gt;
:::29. ช่วยแก้อาการท้องเสีย&lt;br /&gt;
:::30. ช่วยแก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ&lt;br /&gt;
:::31. หอมแดงมีประโยชน์ใช้เป็นยาถ่าย&lt;br /&gt;
:::32. ช่วยในการย่อยอาหาร&lt;br /&gt;
:::33. ช่วยขับลมในลำไส้&lt;br /&gt;
:::34. ช่วยขับปัสสาวะ&lt;br /&gt;
:::35. ช่วยแก้ลมพรรดึก&lt;br /&gt;
:::36. ช่วยขับพยาธิ&lt;br /&gt;
:::37. ช่วยป้องกันการติดเชื้อ&lt;br /&gt;
:::38. ช่วยแก้อาการอักเสบต่าง ๆ&lt;br /&gt;
:::39. ช่วยรักษาแผล โดยการนำหอมแดงมาหั่นเป็นแว่น ๆ แล้วผสมกับน้ำมันมะพร้าวและเกลือ ต้มให้เดือดแล้วนำมาพอกบริเวณแผล&lt;br /&gt;
:::40. ช่วยแก้อาการฟกช้ำ (ผล, ใบ)&lt;br /&gt;
:::41. หัวหอมแดงมีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการคัน ด้วยการใช้หัวหอมนำมาบดผสมเหล้าเล็กน้อย นำไปพอกบริเวณที่คัน&lt;br /&gt;
:::42. ช่วยแก้พิษแมงมุมกัด แมลงสัตว์กัดต่อย ด้วยการใช้หอมแดงทุบให้บุบผสมกับยาหม่อง แล้วนำมาทาบริเวณที่โดนกัดและกินด้วย โดยทำทุก ๆ 5 นาทีประมาณ 3 - 4 ครั้งอาการจะดีขึ้น&lt;br /&gt;
:::43. กินแก้เนื้อสัตว์เป็นพิษด้วยการใช้เมล็ดแห้ง 5 - 10 กรัมนำมาต้มน้ำดื่ม (เมล็ด)&lt;br /&gt;
:::44. ช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรียต่าง ๆ&lt;br /&gt;
:::45. ช่วยแก้อาการเมาค้างจากเหล้า&lt;br /&gt;
:::46. แก้อาการสะอึก&lt;br /&gt;
:::47. หอมแดงรักษาสิว ฝ้า กระ จุดด่างดำ ด้วยการนำหอมแดงมาฝานเป็นแว่นบาง ๆ แล้วนำมาทาบริเวณที่เป็น&lt;br /&gt;
:::48. หอมแดงแก้ผมร่วง ช่วยบำรุงเส้นผม&lt;br /&gt;
:::49. ในบ้านเรานิยมนำหอมแดงมาใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องแกงเผ็ด น้ำพริกต่าง ๆ ซุปหางวัว ผสมใส่ไข่เจียว เป็นส่วนประกอบของหลน หรือฝานเป็นแว่น ๆ รับประทานร่วมกับแหนมสด เมี่ยง ปลาเค็ม และยังใช้เป็นส่วนประกอบของขนมหวาน อย่างเช่น ไข่ลูกเขย ขนมหม้อแกงถั่ว ข้าวเหนียวหน้าปลาแห้ง เป็นต้น&lt;br /&gt;
:::50. มีส่วนช่วยเพิ่มสมรรถภาพทางเพศ  &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ซุปหอมแดงขิง เตรียมหอมแดง ขิงสด ตุ๋นส่วนประกอบทั้งสองชนิดลงในหม้อจนกว่าหอมแดงจะเปื่อย ใส่ผงปรุงรสลงไปเพื่อเพิ่มความอร่อย นำมาดื่มในช่วงเช้า และช่วงบ่าย การดื่มซุปน้ำร้อนๆ จะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นและทำให้รู้สึกสดชื่นได้เป็นอย่างดี&lt;br /&gt;
:::2. ทูน่าผัดไข่ใส่หอมแดง เตรียมส่วนผสม ได้แก่ ทูน่า ไข่ไก่ หอมแดง กระเทียม พริกขี้หนู น้ำมันพืช เกลือ น้ำตาล และน้ำปลา เริ่มด้วยการปอกเปลือกกระเทียม หอมแดง ล้างให้สะอาด จากนั้นนำพริก หอมแดง กระเทียมมาสับให้หยาบ ตั้งน้ำมันในกระทะให้ร้อน เอากระเทียมหอมแดงสับหยาบใส่ลงไปผัดจนเริ่มกรอบแล้วตักขึ้นมา นำทูน่าลงไปคลุกกับน้ำมันที่ติดกระทะ ผัดสักครู่ จากนั้นตอกไข่ใส่ลงไป ผัดจนส่วนผสมทุกอย่างสุก ปรุงรสด้วยเครื่องปรุงตามใจชอบ เทหอมแดงกับพริกที่เจียวลงไปผัดคลุกให้เข้ากัน ยกขึ้นเสิร์ฟได้เลย&lt;br /&gt;
:::3. หมูหวานปักษ์ใต้ เตรียมหอมแดง หมูสามชั้น ซีอิ๊วดำ ซอสปรุงรส และน้ำตาลปี๊ป เริ่มด้วยการหั่นหมูสามชั้นเป็นชิ้นเล็กๆ หั่นหอมแดง ตั้งกระทะให้น้ำมันร้อน ใส่หอมแดงลงไปผัด ใส่หมูสามชั้นลงไป ปรุงรสด้วยซีอิ๊วดำ น้ำตาลปี๊ป และซอสปรุงรส ตั้งไฟทิ้งไว้สักครู่จนน้ำแห้งและเครื่องปรุงเข้าเนื้อหมู ตักพร้อมเสิร์ฟ&lt;br /&gt;
:::4. ปลากระป๋องผัดหอมแดงทอด เตรียมส่วนผสมดังนี้ ปลากระป๋อง พริกชี้ฟ้า ซอสหอยนางรม น้ำปลา และหอมแดง เริ่มจากการหั่นหอมแดงเป็นแว่น ตั้งกระทะให้ร้อน ใส่น้ำมันลงไป นำหอมแดงลงไปเจียวให้กรอบ เทปลากระป๋องใส่ลงไป ปรุงรสด้วยน้ำมันหอย น้ำปลา ซอยพริกใส่ลงไป คนปลากระป๋องบ่อยๆ จากนั้นตั้งทิ้งไว้สักครู่ ตักใส่จาน รับประทานกับข้าวสวยร้อนๆ&lt;br /&gt;
:::5. ใช้ดับกลิ่นคาวอาหาร หากอยากทำปลานึ่งให้ปราศจากกลิ่นคาว แนะนำให้ลองบุบหอมแดงให้แตกแล้วยัดเข้าไปในตัวปลา เพื่อช่วยดับกลิ่นคาว การใส่หอมแดงลงไปในต้มส้มแกงไก่ ก็จะช่วยดับกลิ่นคาวจากไก่ได้เป็นอย่างดี ทำให้แกงมีกลิ่นหอม และมีรสชาติที่ดียิ่งขึ้น  &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''คำแนะนำ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. เนื่องจากน้ำมันหอมแดงมีสารกำมะถันสูง จึงทำให้แสบตา เป็นพิษต่อผิวหนังโดยทำให้ผิวเกิดการระคายเคือง จึงควรหลีกเลี่ยงการทาบริเวณผิวที่บอบบาง&lt;br /&gt;
:::2. การรับประทานหอมแดงมากเกินไป อาจทำให้ผมหงอก มีกลิ่นตัว และมีอาการหลงลืมง่าย ดังนั้น ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมจะดีกว่า&lt;br /&gt;
:::3. หอมแดงอาจชะลอการแข็งตัวของเลือด ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงของการมีเลือดออก ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงหอมแดงหากคุณมีเลือดออกผิดปกติ นอกจากนี้หลีกเลี่ยงหอมแดงอย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนการผ่าตัด &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[File:youtu.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=DEZyHrD3Fzc&amp;amp;t=46s|link=https://www.youtube.com/watch?v=DEZyHrD3Fzc&amp;amp;t=46s]]&lt;br /&gt;
&amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=DEZyHrD3Fzc&amp;amp;t=46s หอมแดง] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:shallot1.png]]  [[ไฟล์:shallot2.png]]  [[ไฟล์:shallot3.png]]  [[ไฟล์:shallot4.png]] &amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://img.gangbeauty.com/uppic/2017-09/21/cc7c1d9d5.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.nanagarden.com/picture/product/400/258002.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://f.ptcdn.info/755/005/000/1370100318-P1120539JP-o.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.bloggang.com/data/iris-violet/picture/1254943801.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.khaosod.co.th/wp-content/uploads/2017/03/หอมแดง.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Herb</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99</id>
		<title>หม่อน</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99"/>
				<updated>2020-01-30T14:51:27Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Herb: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:mulberry.png|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : MORACEAE &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Morus alba Linn.'' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Mulberry tree, White Mulberry &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่น ๆ''' : มอน, ซึงเฮียะ, ซึงเอียะ, ซางเย่ &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทางพฤกษศาสตร์'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ต้น''' : จัดเป็นไม้พุ่มขนาดกลางหรือไม้ยืนต้นขนาดเล็ก มีลำต้นตั้งตรง สูงได้ประมาณ 2.5 เมตร บางพันธุ์สูงได้ประมาณ 3 - 7 เมตร แตกกิ่งก้านไม่มากนัก เปลือกลำต้นเรียบเป็นสีน้ำตาลแดง สีขาวปนสีน้ำตาล หรือสีเทาปนขาว ส่วนเปลือกรากเป็นสีน้ำตาลแดงหรือสีเหลือแดง มีเส้นร้อยแตกที่เปลือกผิว พบได้ทั่วไปในป่าดิบ&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ใบ''' : เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่ หรือรูปไข่กว้าง ปลายใบแหลมยาว โคนใบเว้าเป็นรูปหัวใจหรือค่อนข้างตัด ขอบใบเรียบหรือหยักเว้าเป็นพู (ขึ้นอยู่กับสาพันธุ์ที่ปลูก) ใบอ่อนขอบใบจักเป็นพูสองข้างไม่เท่ากัน ขอบพูจักเป็นซี่ฟัน ใบมีขนาดกว้างประมาณ 8 - 14 เซนติเมตร และยาวประมาณ 12 - 16 เซนติเมตร แผ่นใบเป็นสีเขียวเข้มเรียบเงา ท้องใบเป็นสีเขียวอ่อน ใบค่อนข้างหนา หลังใบสากระคายมือ เส้นใบมี 3 เส้น ออกจากโคนยาวไปถึงกลางใบ และเส้นใบออกจากเส้นกลางใบอีก 4 คู่ เส้นร่างแหเห็ดได้ชัดเจนจากด้านล่าง ก้านใบเรียวเล็ก ยาวประมาณ 1 - 1.5 เซนติเมตร มีหูใบเป็นรูปแถบแคบปลายแหลม ยาวได้ประมาณ 0.2 - 0.5 เซนติเมตร&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ดอก''' : ออกดอกเป็นช่อตามซอกใบและปลายยอด ดอกเป็นแบบแยกเพศแต่อยู่บนต้นเดียวกัน ลักษณะของดอกเป็นรูปทรงกระบอก ช่อดอกเพศผู้และช่อดอกเพศเมียจะอยู่ต่างช่อกัน ดอกย่อยมีขนาดเล็ก วงกลีบรวมเป็นสีขาวหม่นหรือเป็นสีขาวแกมสีเขียว ช่อดอกเป็นหางกระรอก ยาวได้ประมาณ 2 เซนติเมตร ดอกเพศผู้ วงกลีบรวมมีแฉก 4 แฉก เกลี้ยง ส่วนดอกเพศเมีย วงกลีบรวมมีแฉก 4 แฉก เกลี้ยง ขอบมีขน เมื่อเป็นผลจะอวบน้ำ รังไข่เกลี้ยง ก้านเกสรเพศเมียมี 2 อัน&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ผล''' : เป็นผลที่เกิดจากช่อดอก ผลเป็นผลรวมอยู่ในกระจุกเดียวกัน โดยจะออกตามซอกใบ ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกระบอก ยาวประมาณ 1 - 2.5 เซนติเมตร ผลเป็นสีเขียว เมื่อผลสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีม่วงแดงเข้มหรือสีม่วงดำ เกือบดำ เนื้อนิ่ม ฉ่ำน้ำ และมีรสหวานอมเปรี้ยว &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''การขยายพันธุ์''' : การปักชำกิ่งมากที่สุด เพราะสามารถขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว และสามารถให้ต้นหม่อน และใบหม่อนที่สมบูรณ์เต็มที่ได้ &amp;lt;br&amp;gt; &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ใบหม่อนมีรสจืดเย็น ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาระงับประสาท (ใบ)&lt;br /&gt;
:::2. ใบใช้ทำชามีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (ราก)&lt;br /&gt;
:::3. กิ่งหม่อนมีสรรพคุณช่วยทำให้เลือดลมไหลเวียนได้สะดวกมากขึ้น (กิ่ง)&lt;br /&gt;
:::4. ช่วยบำรุงหัวใจ (ผล)&lt;br /&gt;
:::5. ช่วยแก้อาการปวดศีรษะ (ใบ)&lt;br /&gt;
:::6. ผลนำมาต้มกับน้ำหรือเชื่อมกินเป็นยาแก้ธาตุไม่ปกติ (ผล)&lt;br /&gt;
:::7. ผลหม่อนมีรสเปรี้ยวหวานเย็น มีสรรพคุณช่วยดับร้อน คายความร้อนรุ่ม ขับลมร้อน ทำให้ชุ่มคอ บรรเทาอาการกระหายน้ำ และทำให้ร่างกายชุ่มชื่น (ผล)&lt;br /&gt;
:::8. ใบใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ไข้ ไข้หวัด ตัวร้อน แก้ร้อนในกระหายน้ำ และเป็นยาช่วยขับลมร้อน (ใบ)&lt;br /&gt;
:::9. ใบมีรสขม หวานเล็กน้อย เป็นยาเย็นออกฤทธิ์ต่อปอด ตับ และกระเพาะอาหาร ใช้เป็นยาแก้ไอร้อนเนื่องจากถูกลมร้อนกระทบ (ใบ)&lt;br /&gt;
:::10. ใบมีสรรพคุณช่วยขับเหงื่อ (ใบ)&lt;br /&gt;
:::11. ใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ไอ (ใบ) &lt;br /&gt;
:::12. เปลือกรากหม่อนมีรสชุ่ม เป็นยาเย็นออกฤทธิ์ต่อปอดและม้าม ใช้เป็นยาแก้ไอเป็นเลือด แก้ไอร้อนไอหอบ (เปลือกราก)&lt;br /&gt;
:::13. เมล็ดมีสรรพคุณเป็นยาขับเสมหะ (เมล็ด)&lt;br /&gt;
:::14. ใบนำมาทำเป็นยาต้ม ใช้อมหรือกลั้วคอแก้อาการเจ็บคอ คอแห้ง แก้ไอ และทำให้เนื้อเยื่อชุ่มชื้น หล่อลื่นภายนอก (ใบ)&lt;br /&gt;
:::15. รากนำมาตากแห้งต้มผสมกับน้ำผึ้ง มีรสหวานเย็น ใช้มากในโรคทางเดินหายใจและการมีน้ำสะสมในร่างกายอย่างผิดปกติ (ราก)&lt;br /&gt;
:::16. ยอดหม่อนนำมาต้มกับน้ำดื่มและล้างตาเป็นยาบำรุงตา (ยอด) ส่วนผลมีสรรพคุณทำให้เส้นประสาทตาดี ทำให้สายตาแจ่มใส ร่างกายสุขสบาย (ผล)&lt;br /&gt;
:::17. ใบนำมาต้มเอาน้ำใช้ล้างตา แก้ตาแดง ตามัว ตาแฉะ และตาฝ้าฟาง (ใบ)&lt;br /&gt;
:::18. ใบมีสรรพคุณช่วยทำให้เลือดเย็นและตาสว่าง (ใบ) ส่วนผลมีสรรพคุณช่วยทำให้หูตาสว่าง (ผล)&lt;br /&gt;
:::19. ใบแก่นำมาตากแห้งมวนสูบเหมือนบุหรี่ แก้ริดสีดวงจมูก (ใบแก่)&lt;br /&gt;
:::20. ช่วยรักษาโรคเบาหวาน ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ด้วยการใช้เปลือกรากประมาณ 90 - 120 กรัม นำมาทุบให้แหลก แล้วนำมาต้มกับน้ำดื่มเช้าและเย็น หรือจะใช้ใบนำมาทำเป็นชาเขียวใช้ชงกับน้ำดื่มก็ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้เช่นกัน นอกจากนี้ผลก็มีสรรพคุณรักษาเบาหวานได้เช่นกัน (ราก,เปลือกราก,ใบ,ผล)&lt;br /&gt;
:::21. ใบอ่อนหรือแก่นำมาทำเป็นชาเขียว ใช้ชงกับน้ำดื่มช่วยลดไขมันในเลือด (ใบ)&lt;br /&gt;
:::22. ช่วยขับน้ำในปอด (เปลือกราก)&lt;br /&gt;
:::23. กิ่งหม่อนมีสรรพคุณช่วยทำให้ลำไส้ทำงานได้ดี ช่วยจัดความร้อนในปอด และกระเพาะอาหาร ช่วยขจัดการหมักหมมในกระเพาะอาหารและเสลดในปอด (กิ่ง)&lt;br /&gt;
:::24. ผลมีสรรพคุณช่วยแก้อาการท้องผูก (ผล)&lt;br /&gt;
:::25. ผลนำมาต้มกับน้ำหรือเชื่อมกินเป็นยาเย็น ยาระบายอ่อน ๆ และมีเมล็ดที่ช่วยเพิ่มกากใยอาหาร (ผล) ส่วนเปลือกต้นก็มีสรรพคุณเป็นยาถ่าย ยาระบายเช่นกัน (เปลือกต้น)&lt;br /&gt;
:::26. เปลือกต้นใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ (เปลือกต้น) รากช่วยขับพยาธิ (ราก)&lt;br /&gt;
:::27. เปลือกรากมีสรรพคุณเป็นยาขับปัสสาวะ (เปลือกราก)&lt;br /&gt;
:::28. กิ่งหม่อนมีสรรพคุณช่วยรักษาอาการปัสสาวะสีเหลือง มีกลิ่นฉุนอันเกิดจากความร้อนภายใน (กิ่ง)&lt;br /&gt;
:::29. ผลเป็นยาเย็นที่ออกฤทธิ์ต่อตับและไต มีสรรพคุณช่วยบำรุงตับและไต (ผล)&lt;br /&gt;
:::30. ช่วยรักษาตับและไตพร่อง (ผล)&lt;br /&gt;
:::31. รากมีสรรพคุณเป็นยาสมาน (ราก)&lt;br /&gt;
:::32. ใบนำมาอังไฟและทาด้วยน้ำมันมะพร้าว ใช้วางบนแผลหรือตำใช้ทาแก้แมลงกัด (ใบ)&lt;br /&gt;
:::33. ใบใช้ผสมกับหอมหัวใหญ่เป็นยาพอกรักษาแผลจากการนอนกดทับ (ใบ)&lt;br /&gt;
:::34. ใบใช้เป็นยาแก้อาการติดเชื้อ (ใบ)&lt;br /&gt;
:::35. ช่วยลดอาการบวมน้ำที่ขา (เปลือกราก)&lt;br /&gt;
:::36. ช่วยแก้ข้อมือข้อเท้าเกร็ง แก้โรคปวดข้อ ไขข้อ (ผล)&lt;br /&gt;
:::37. ช่วยแก้แขนขาหมดแรง (ราก)&lt;br /&gt;
:::38. กิ่งหม่อนมีรสขมเป็นยาเย็น ออกฤทธิ์ต่อตับ ใช้เป็นยาขับลมชื้นแก้ข้ออักเสบเนื่องจากลมชื้นเกาะติด หรือลมร้อนที่ทำให้ปวดแขน ขาบวม หรือมือเท้าแข็งเกร็ง เส้นตึง (กิ่ง) ช่วยรักษาอาการปวดมือ เท้าเป็นตะคริว เป็นเหน็บชา ด้วยการใช้กิ่งหม่อนและโคนต้นหม่อนเก่า ๆ นำมาตัดเป็นท่อน ๆ ผึ่งไวให้แห้ง แล้วนำมาต้มกิน (กิ่ง)&lt;br /&gt;
:::39. ช่วยบำรุงเส้นผมให้ดกดำ (ผล)&lt;br /&gt;
:::40. ส่วนในประเทศจีนจะใช้เปลือกราก กิ่งอ่อน ใบ และผล เป็นยาบำรุง แก้โรคเกี่ยวกับทรวงอก แก้ไอ หืด วัณโรคปอด ขับปัสสาวะ การสะสมน้ำในร่างกายผิดปกติ และโรคปวดข้อ (เปลือกราก,กิ่งอ่อน,ใบ,ผล) &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ผลสุกมีรสหวานอมเปรี้ยว สามารถนำมารับประทานได้&lt;br /&gt;
:::2. ผลหม่อนมีสาร Anthocyanins ในปริมาณมาก (เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน โรคมะเร็ง ช่วยต่อต้านอาการขาดเลือดในสมอง ฯลฯ) และยังมีสารสำคัญอื่น ๆ อีกหลายอย่าง เช่น สาร Deoxynojirimycin (ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด), กาบา (ช่วยลดความดันโลหิต), สาร Phytosterol (ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล), สาร Polyphenols (สารต้านอนุมูลอิสระที่มีประโยชน์กับร่างกาย), สารประกอบฟีนอล (สารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยต่อต้านอาการอักเสบ อาการเส้นเลือดโป่งพอง ช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรียและไวรัส), สาร Quercetin และสาร Kaempferol ซึ่งเป็นสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์ (เป็นสารที่ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ ความดันโลหิต ป้องกันการเกิดลิ่มเลือดในหลอดเลือด ช่วยป้องกันการดูดซึมของน้ำตาลในลำไส้เล็ก ช่วยทำให้หลอดเลือดแข็งแรง ทำให้เลือดหมุนเวียนดี ยับยั้งการเกิดสารก่อมะเร็งเม็ดเลือด มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ ช่วยยืดอายุเม็ดเลือดขาว และลดอาการแพ้ต่าง ๆ), และยังมีกรดโฟลิกสูง (ช่วยทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงเจริญได้เต็มที่ จึงช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง และยังช่วยทำให้เซลล์ประสาทไขสันหลังและเซลล์สมองเจริญเป็นปกติได้อีกด้วย) นอกจากนี้ยังมีวิตามินและแร่ธาตุ และกรดอะมิโนอีกหลายชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น แคลเซียม ธาตุเหล็ก โพแทสเซียม แมกนีเซียม โซเดียม สังกะสี วิตามินเอ วิตามินบี เป็นต้น&lt;br /&gt;
:::3. ใบอ่อนและใบแก่สามารถนำมาทำเป็นชาเขียว ชาจีน หรือชาฝรั่งชงกับน้ำดื่มได้ โดยมีสรรพคุณช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดไขมันในเลือด ลดความดันโลหิตสูงได้ เป็นต้น ซึ่งในปัจจุบันได้มีการแปรรูปใบหม่อนเป็นผลิตภัณฑ์ชา ทั้งชาเขียวและชาดำ ที่ใช้ชงกับน้ำดื่มเช้าและเย็น&lt;br /&gt;
:::4. ยอดอ่อนใช้รับประทานได้ โดยมักนำมาใช้ใส่ในแกงแทนการใช้ผงชูรส หรือใช้รับประทานเป็นอาหารต่างผัก ส่วนชาวอีสานจะนำไปใส่ต้มยำไก่ ต้มยำเป็ด&lt;br /&gt;
:::5. ผลหม่อนสามารถนำไปแปรรูปเป็นอาหารหรือผลิตภัณฑ์ได้หลายอย่าง เช่น แยม เยลลี่ ข้าวเกรียบ ขนมพาย ไอศกรีม นำมาแช่อิ่ม ทำแห้ง ลูกอมหม่อน ทำน้ำหม่อน เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประเภทไวน์ หรือไวน์หม่อน เป็นต้น&lt;br /&gt;
:::6. ใบหม่อนเป็นพืชอาหารที่วิเศษสุดสำหรับตัวไหม หนอนไหมที่เจริญเติบโตเต็มที่จะนำโปรตีนที่ได้จากใบหม่อนไปสร้างเป็นโปรตีนแล้วผลิตเป็นเส้นไหม ซึ่งเส้นไหม จะเป็นวัตถุดิบในการผลิตผ้าไหมที่มีความสวยงามได้อีกต่อหนึ่ง โดยใบหม่อนประมาณ 108 - 120 กิโลกรัม สามารถเปลี่ยนเป็นรังไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านได้ประมาณ 10 - 12 กิโลกรัม (ใบหม่อนมีโปรตีนประมาณ 18 - 28.8% ของน้ำหนักแห้ง, มีคาร์โบไฮเดรต 42.25%, ไขมัน 4.57%, ใยอาหารและเถ้า 24.03%) นอกจากนี้ใบหม่อนยังสามารถนำมาใช้เป็นส่วนผสมในอาหารสำหรับสัตว์เอื้องได้บางชนิด และนำไปใช้เลี้ยงปลาได้อีกด้วย และวัวควายที่กินใบหม่อนจะทำให้มีน้ำนมเพิ่มขึ้น&lt;br /&gt;
:::7. เนื้อไม้มีสีเหลือง เนื่องจากมีสาร Morin สามารถนำมาใช้ย้อมผ้าไหม ผ้าแพรได้&lt;br /&gt;
:::8. เยื่อจากเปลือกของลำต้นและกิ่งมีเส้นใย สามารถนำมาเป็นกระดาษได้สวยงาม เช่นเดียวกับกระดาษสา&lt;br /&gt;
:::9. ลำต้นและกิ่ง สามารถนำมาใช้เป็นไม้ในการสร้างผลิตภัณฑ์บางชนิดได้&lt;br /&gt;
:::10. นอกจากนี้เรายังสามารถนำต้นหม่อนมาใช้ในการปลูกเพื่อจัดและประดับสวนเพื่อให้มีภูมิทัศน์ที่ดีได้ เมื่อแตกกิ่งใหม่ กิ่งจะย่อยห้อยลงตามแรงโน้มถ่วง ไม่ได้ตั้งตรงขึ้นไปเช่นพันธุ์ไม้อื่น ทำให้ดูเป็นพุ่มสวยงาม และต้นหม่อนยังทนต่อการตัดแต่ง หลังการตัดแต่งแล้วจะมีการแตกกิ่งและเจริญเติบโตเร็ว&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''คำแนะนำ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. การเลือกใบหม่อนเพื่อทำยา ควรเลือกใบเขียวสด ดูอวบทั่วทั้งใบ และไม่มีรอยกัดกินของแมลง&lt;br /&gt;
:::2. การนำใบหม่อนมาทำยาสามารถทำด้วยวิธีการตากแห้งใบ แล้วบดอัดใส่แคปซูลรับประทานหรือการนำใบแห้งมาต้มดื่มเป็นชาใบหม่อน&lt;br /&gt;
:::3. ไม่ควรใช้ยาต่อเนื่อง และในปริมาณที่มากๆ เพราะอาจได้รับสารแทนนินที่มีผลต่อระบบการย่อยอาหารในกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดท้องอืด อาหารไม่ย่อยได้&lt;br /&gt;
:::4. หากพบมีอาการแพ้หรือมีผลผิดปกติในร่างกาย ให้หยุดการใช้ทันที &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[File:youtu.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=S6_MvMdbCWQ|link=https://www.youtube.com/watch?v=S6_MvMdbCWQ]] &lt;br /&gt;
&amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=S6_MvMdbCWQ หม่อน] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:mulberry1.png]]  [[ไฟล์:mulberry2.png]]  [[ไฟล์:mulberry3.png]]  [[ไฟล์:mulberry4.png]] &amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://health.mthai.com/app/uploads/2019/07/Mulberry-1.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.technologychaoban.com/wp-content/uploads/2018/01/14-3.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2014/07/ใบหม่อน.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2014/07/ดอกหม่อน.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://mpics.mgronline.com/pics/Images/557000004965801.JPEG&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Herb</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%99</id>
		<title>หญ้าหวาน</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%99"/>
				<updated>2020-01-30T14:50:16Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Herb: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:stevia.png|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : ASTERACEAE หรือ COMPOSITAE &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Stevia rebaudiana (Bertoni) Bertoni'' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Stevia &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่น ๆ''' : - &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทางพฤกษศาสตร์'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ต้น''' : เป็นพืชล้มลุกอายุประมาณ 3 ปี ลักษณะเป็นพุ่มเตี้ย มีความสูงประมาณ 30 - 90 เซนติเมตร มีลำต้นแข็งและกลม ลักษณะทั่วไปคล้ายต้นโหระพา&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ใบ''' : เป็นใบเดี่ยว ลักษณะของใบคล้ายรูปหอกหัวกลับ ขอบใบหยักคล้ายฟันเลื่อย มีรสหวานมาก ใช้แทนน้ำตาลได้ &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ดอก''' : ออกดอกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ดอกมีสีขาว ดอกเล็ก กลีบเป็นรูปไข่สีขาวเล็กมาก มีเกสรตัวผู้เป็นสีขาวงอไปมา ยื่นออกมาเล็กน้อย&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ผล''' : เป็นผลแห้งขนาดเล็ก ไม่ปริแตก ภายในมีเมล็ดเดี่ยวจำนวนมาก เมล็ดสีดำ มีขนปุยปกคลุม&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''การขยายพันธุ์''' : การใช้เมล็ดและการใช้กิ่งชำปลูก &amp;lt;br&amp;gt; &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. สมุนไพรหญ้าหวานช่วยเพิ่มกำลังวังชา&lt;br /&gt;
:::2. ช่วยให้เลือดไปเลี้ยงสมองมากขึ้น&lt;br /&gt;
:::3. ช่วยในการรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวาน ลดระดับน้ำตาลในเส้นเลือด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด&lt;br /&gt;
:::4. ช่วยลดไขมันในเลือดสูง&lt;br /&gt;
:::5. ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง และโรคอ้วน&lt;br /&gt;
:::6. ช่วยบำรุงตับ&lt;br /&gt;
:::7. ช่วยสมานแผลทั้งภายในและภายนอก  &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ช่วยเพิ่มการรับประทานอาหารและช่วยลดความขมในอาหารได้&lt;br /&gt;
:::2. ใช้เป็นสารให้ความหวานแทนน้ำตาล โดยไม่ทำให้น้ำตาลในเลือดสูง&lt;br /&gt;
:::3. '''หญ้าหวานทางเลือกของคนอ้วน''' ให้ความหวานเหมือนน้ำตาล แต่ไม่ให้พลังงาน รับประทานเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน จึงช่วยในการควบคุมน้ำหนักได้เป็นอย่างดี&lt;br /&gt;
:::4. มีการนำหญ้าหวานไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปต่าง ๆ โดยปัจจุบันนิยมบริโภคหญ้าหวานอยู่ด้วยกัน 5 รูปแบบ โดยเรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ ใบอบแห้ง, ใบแห้งบดสำหรับชงแบบสำเร็จรูป '''(ชาหญ้าหวาน)''', ใบสด, ใบแห้งบดสำหรับใช้แทนน้ำตาล '''(หญ้าหวานผง)''', และแบบสารสกัดจากใบแห้งด้วยน้ำ โดยจะนิยมนำมาชงเป็นชาดื่ม รองลงมาก็คือ การนำมาต้มและเคี้ยว แต่จะไม่ค่อยนิยมนำมาบริโภคในแบบผสมกับอาหารเท่าใดนัก&lt;br /&gt;
:::5. มีการนำสารสกัดจากหญ้าหวานมาใช้แทนน้ำตาล หรือใช้ทดแทนน้ำตาลบางส่วน เพราะสารสตีวิโอไซด์นั้นมีความทนทานต่อกรดและความร้อนได้เป็นอย่างดี จึงสามารถนำมาใช้ในอาหารและเครื่องดื่มต่าง ๆ ได้อย่างหลากหลาย เช่น น้ำอัดลม น้ำชาเขียว ขนมเบเกอรี แยม เยลลี ไอศกรีม ลูกอม หมากฝรั่ง ซอสปรุงรส ฯลฯ (ล่าสุดได้ยินมาว่าเครื่องดื่มแบรนด์ดังอย่างโคคา โคล่า ก็ได้มีจดสิทธิบัตรและได้ทำการผลิตโดยใช้สารสกัดนี้แล้วเหมือนกัน แต่ยังไม่เห็นจำหน่ายในไทย ซึ่งถ้ามีมาเมื่อไหร่ก็ถือเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ไม่อยากดื่มน้ำตาลเป็นซอง ๆ)&lt;br /&gt;
:::6. ในอุตสาหกรรมอาหาร สารสกัดจากหญ้าหวานถือว่ามีข้อดีหลายอย่าง เช่น การไม่ถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ เมื่อนำมาใช้กับอาหารจึงไม่ทำให้อาหารเกิดเน่าบูด ไม่ทำให้อาหารเกิดสีน้ำตาลเมื่อผ่านความร้อนสูง ๆ และที่สำคัญก็คือ จะไม่ถูกดูดซึมในระบบย่อยอาหาร จึงเหมาะอย่างมากสำหรับผู้ที่เป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิต และโรคหัวใจ&lt;br /&gt;
:::7. สารสตีวิโอไซด์ นอกจากจะใช้ในอาหารและเครื่องดื่มแล้ว ปัจจุบันยังมีการนำไปใช้แทนน้ำตาลในการผลิตยาสีฟันอีกด้วย &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''คำแนะนำ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. สตรีมีครรภ์และผู้ที่ให้นมบุตรควรเลี่ยงบริโภคหญ้าหวาน เนื่องจากยังไม่ปรากฏข้อมูลเพียงพอที่จะยืนยันความปลอดภัยในการใช้หญ้าหวานระหว่างตั้งครรภ์และให้นมบุตร&lt;br /&gt;
:::2. เลี่ยงบริโภคหญ้าหวานในกรณีที่แพ้พืชตระกูลเดียวกับหญ้าหวาน เช่น ดอกเบญจมาศ ดาวเรือง เป็นต้น เนื่องจากผู้ที่แพ้พืชเหล่านี้อาจเสี่ยงมีอาการแพ้หญ้าหวานได้เช่นกัน&lt;br /&gt;
:::3. ผู้ป่วยเบาหวานที่รับประทานหญ้าหวานควรหมั่นตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด รวมทั้งปรึกษาแพทย์ทันทีหากมีอาการผิดปกติใด ๆ เนื่องจากหญ้าหวานหรือผลิตภัณฑ์ที่มีสารสกัดจากหญ้าหวานอาจทำให้ระดับ'''น้ำตาลในเลือดต่ำเกินไป'''ได้&lt;br /&gt;
:::4. ผู้ป่วยภาวะความดันโลหิตต่ำควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทานหญ้าหวานหรือผลิตภัณฑ์ที่ผสมสารสกัดจากหญ้าหวาน เนื่องจากอาจทำให้ความดันโลหิตลดต่ำจนเกินไป&lt;br /&gt;
:::5. ผู้บริโภคหญ้าหวานบางรายอาจเกิดอาการท้องอืด คลื่นไส้ วิงเวียนศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ หรือชาตามร่างกายได้&lt;br /&gt;
:::6. มีข้อกังวลว่าหญ้าหวานดิบอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงต่อไต ระบบสืบพันธุ์ ระบบหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงทำปฏิกิริยากับยาลดระดับน้ำตาลในเลือด และส่งผลให้ความดันโลหิตลดต่ำเกินไป&lt;br /&gt;
:::7. ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของหญ้าหวานและน้ำตาลแอลกอฮอล์อาจก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการย่อยอาหารในผู้บริโภคบางรายได้ เช่น ท้องอืด ท้องร่วง เป็นต้น &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[File:youtu.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=E5y2bb6uNlo|link=https://www.youtube.com/watch?v=E5y2bb6uNlo]] &lt;br /&gt;
&amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=E5y2bb6uNlo หญ้าหวาน] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:stevia1.png]]  [[ไฟล์:stevia2.png]]  [[ไฟล์:stevia3.png]]  [[ไฟล์:stevia4.png]] &amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/09/ใบหญ้าหวาน.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/09/ต้นหญ้าหวาน.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/09/สมุนไพรหญ้าหวาน.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/09/ดอกหญ้าหวาน.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://puechkaset.com/wp-content/uploads/2017/04/เมล็ดหญ้าหวาน.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Herb</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87</id>
		<title>หญ้าปักกิ่ง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87"/>
				<updated>2020-01-30T14:49:24Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Herb: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:angel-grass.png|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : COMMELINACEAE &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Murdannia loriformis (Hassk.) R.S.Rao &amp;amp; Kammathy'' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Angel Grass &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่น ๆ''' : หญ้าเทวดา, ต้นอายุยืน, เล่งจือเช่า, งู้แอะเช่า, หนิวเอ้อเฉ่า&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทางพฤกษศาสตร์'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ต้น''' : เป็นพรรณไม้ล้มลุกขนาดเล็ก จำพวกหญ้าที่มีอายุหลายปี มีความสูงของต้นประมาณ 10 - 20 เซนติเมตร มีเหง้า แต่ไม่มีลำต้นหลักหรือมีแต่สั้นมาก รากหนา มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 มิลลิเมตร มีขนอยู่หนาแน่น ลำต้นที่มีช่อดอกจะยาวประมาณ 20 - 60 เซนติเมตร เกิดจากใบกระจุก เลื้อยเกาะ ปล้องยาวได้ประมาณ 10 เซนติเมตร และมีขนสั้นนุ่ม พืชชนิดนี้สามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินปนทรายและต้องการแสงแดดแบบรำไร &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ใบ''' : เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงเวียนสลับเป็นชั้น และออกเป็นกระจุกใกล้ราก ลักษณะของใบเป็นรูปขอบขนานคล้ายใบไผ่เขียว ขอบใบและกาบใบเป็นขนครุย แผ่นใบหนาเป็นสีเขียวอมเหลือง ผิวใบเรียบเกลี้ยงหรือมีขนละเอียดด้านล่าง ใบที่โคนต้นจะมีขนาดกว้างประมาณ 1.5 - 2 เซนติเมตร และยาวประมาณ 10 - 20 เซนติเมตร ส่วนใบส่วนบนจะสั้นกว่าใบที่โคนต้น &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ดอก''' : ออกดอกรวมกันเป็นช่อเล็ก ๆ โดยจะออกที่ปลายยอด มีประมาณ 1 - 5 ช่อ ออกรวมกันเป็นกระจุกแน่น (เป็นช่อแยกแขนงแน่น) ก้านช่อดอกยาวประมาณ 2 - 3 เซนติเมตร มีวงใบประดับคล้ายใบ แต่จะมีขนาดเล็กกว่า ลักษณะของใบประดับค่อนข้างกลมซ้อนกัน เป็นสีเขียวอ่อนบางใสหรือโปร่งแสง มีขนาดประมาณ 4 - 7 มิลลิเมตร ติดทน เมื่อแห้งจะร่วง ก้านดอกสั้นโค้งเล็กน้อย ยาวได้ประมาณ 2 - 3 มิลลิเมตร ส่วนกลีบเลี้ยงมี 3 กลีบ ลักษณะเป็นรูปไข่หรือรูปรี ยาวประมาณ 3 - 4 มิลลิเมตร ส่วนกลีบดอกมี 3 กลีบ เป็นสีน้ำเงิน สีฟ้า สีม่วงอ่อน สีม่วงน้ำเงิน หรือสีบานเย็น หลุดร่วงได้ง่าย ลักษณะของกลีบดอกเป็นรูปไข่กลับเกือบกลม ดอกมีเกสรเพศผู้ที่สมบูรณ์ 2 อัน มีเกสรเพศผู้ที่เป็นหมัน 3 - 4 อัน ก้านชูอับเรณูมีขน รังไข่ยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร ส่วนเกสรเพศเมียยาวได้ประมาณ 3 มิลลิเมตร &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ผล''' : ที่ปลายต้นมีผล ผลเป็นผลแห้งและแตกได้ ผลเป็นแคปซูลรูปสามเหลี่ยมรี ๆ กว้าง ยาวประมาณ 3 - 4 เซนติเมตร แตกออกเป็นช่อง 3 ช่อง ในแต่ละช่อจะมีเมล็ด 2 เมล็ด ผิวสีน้ำตาลอมเหลืองมีริ้วเป็นร่างแห &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''การขยายพันธุ์''' : การปักชำและการใช้เมล็ด &amp;lt;br&amp;gt; &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ในประเทศไทยมีผู้นำหญ้าปักกิ่งมาใช้เพื่อรักษาอาการของโรคมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งในลำคอ มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งมดลูก มะเร็งตับ มะเร็งผิวหนัง และมะเร็งเม็ดเลือด มะเร็งเม็ดเลือดขาว (Leukemia - ลูคีเมีย) เป็นต้น ด้วยการนำหญ้าปักกิ่ง 6 ต้น ที่ล้างน้ำสะอาดแล้ว นำมาปั่นหรือตำให้แหลก เติมน้ำ 4 ช้อนโต๊ะ แล้วคั้นเอาแต่น้ำแบ่งครึ่ง ใช้ดื่มก่อนอาหารเช้าครึ่งชั่วโมงและช่วงก่อนนอนรวมเป็น 2 ครั้ง (ทั้งต้น)&lt;br /&gt;
:::2. ช่วยปรับระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย ด้วยการรับประทานยา (น้ำคั้นหญ้าปักกิ่ง) นี้ไม่เกิน 4 - 6 สัปดาห์ และควรมีช่วงหยุดยา โดยให้รับประทานยาติดต่อกัน 5 - 6 วัน แล้วให้หยุดยา 4 - 5 วัน ทำเช่นนี้จนครบกำหนด (ทั้งต้น)&lt;br /&gt;
:::3. ช่วยทำให้ร่างกายสดชื่น บำรุงพลัง และช่วยปรับสมดุลในร่างกาย ทำให้อวัยวะต่าง ๆ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ (ทั้งต้น)&lt;br /&gt;
:::4. ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ ด้วยการนำหญ้าปักกิ่งที่ถอนสด ๆ รวมราก มาล้างให้สะอาด นำมาต้มกับน้ำ หลังเดือดแล้วให้เติมน้ำผึ้งพอประมาณ ใช้ดื่มวันละ 3 เวลา จะช่วยทำให้มีสุขภาพแข็งแรง อายุยืนยาว ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ (ทั้งต้น)&lt;br /&gt;
:::5. ใช้ในการรักษาผู้ป่วยที่มีเม็ดเลือดขาวต่ำ มีอาการอ่อนเพลีย น้ำหนักตัวลด เมื่อใช้สมุนไพรหญ้าปักกิ่ง จะพบว่าเม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้น น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น (ทั้งต้น)&lt;br /&gt;
:::6. หมอยาพื้นบ้านจังหวัดอุบลราชธานีจะใช้ทั้งต้นนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด รักษาเบาหวาน (ทั้งต้น)&lt;br /&gt;
:::7. ช่วยป้องกันและบำบัดโรคความดันโลหิตสูงและต่ำ (ทั้งต้น)&lt;br /&gt;
:::8. ช่วยป้องกันและบำบัดโรคไทรอยด์ (ทั้งต้น)&lt;br /&gt;
:::9. ดอกมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงหัวใจ (ดอก)&lt;br /&gt;
:::10. หญ้าปักกิ่งทั้งต้นมีรสจืดชุ่ม เป็นยาเย็น ออกฤทธิ์ต่อปอด มีสรรพคุณช่วยขับพิษร้อน ถอนพิษไข้ แก้เด็กตัวร้อน เป็นไข้ แก้ร้อนในปอด (ทั้งต้น)&lt;br /&gt;
:::11. ตำรายาจีนจะใช้หญ้าปักกิ่งเป็นยารักษาและบรรเทาอาการของโรคในระบบทางเดินหายใจ (ทั้งต้น) &lt;br /&gt;
:::12. ใช้เป็นยาแก้ไอ (ทั้งต้น)&lt;br /&gt;
:::13. หญ้าปักกิ่งมีสรรพคุณช่วยรักษาอาการเจ็บคอ (ทั้งต้น)&lt;br /&gt;
:::14. ใช้เป็นยาแก้ร้อนในปอด (ทั้งต้น)&lt;br /&gt;
:::15. ต้นมีสรรพคุณเป็นยาแก้โรคกระเพาะอาหารและลำไส้ (ต้น)&lt;br /&gt;
:::16. ใช้เป็นยาแก้บิด (ทั้งต้น)&lt;br /&gt;
:::17. ใช้รักษาโรคโกโนเรีย (หนองในแท้) ด้วยการใช้ทั้งต้นนำมาต้มกินกับน้ำผึ้ง (ทั้งต้น)&lt;br /&gt;
:::18. ใช้เป็นยาแก้ฝีภายในหรือภายนอกที่มีหนองบวมอักเสบ (ทั้งต้น)&lt;br /&gt;
:::19. ช่วยแก้ไตอักเสบ (ดอก)&lt;br /&gt;
:::20. สำหรับผู้ที่เป็นแผลเรื้อรัง การใช้สมุนไพรชนิดนี้ พบว่าจะทำให้ให้แผลแห้ง ไม่มีหนองและน้ำเหลือง (ทั้งต้น)&lt;br /&gt;
:::21. ใช้เป็นยาแก้อักเสบ ปวดบวม ด้วยการใช้ทั้งต้นนำมาตำพอกบริเวณที่เป็น (ทั้งต้น)&lt;br /&gt;
:::22. ยาจีนจะใช้หญ้าปักกิ่งเป็นยาขับพิษ กำจัดพิษ ล้างพิษที่ตกค้างออกจากร่างกาย (ทั้งต้น)&lt;br /&gt;
:::23. ใช้ป้องกันสารพัดโรค ด้วยการรับประทานหญ้าปักกิ่งสด ๆ (ที่ล้างสะอาดแล้ว) หรือปรุงเป็นอาหารจิ้มกินกับน้ำพริกก็ได้ โดยให้รับประทานวันละ 14 วัน (ใบ)&lt;br /&gt;
:::24. มีการใช้หญ้าปักกิ่งเป็นส่วนประกอบในยาแผนโบราณของจีนมานานกว่า 1,000 ปีแล้ว โดยนำมาใช้เป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยเพิ่มความสมดุลของระบบในร่างกาย เพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยการกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาวในร่างกาย (ทั้งต้น)&lt;br /&gt;
:::25. หญ้าปักกิ่งมีคุณสมบัติช่วยเพิ่มการเจริญเติบโตและการพัฒนาของเซลล์เม็ดเลือดขาว ช่วยซ่อมแซมเซลล์ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของตับและม้าม (ทั้งต้น)&lt;br /&gt;
:::26. นอกจากนี้ยังมีข้อมูลอื่น ๆ ที่ระบุถึงสรรพคุณของหญ้าปักกิ่งไว้อีกหลายอย่าง เพียงแต่ข้อมูลดังกล่าวนั้นไม่มีแหล่งที่มาที่น่าเชื่อถือได้ จึงไม่ทราบแน่ชัดว่าหญ้าปักกิ่งจะมีสรรพคุณตามนั้นหรือไม่ ซึ่งจากข้อมูลได้ระบุสรรพคุณนอกจากที่ผมกล่าวมาแล้วว่า หญ้าปักกิ่งสามารถช่วยบำรุงหัวใจ รักษาโรคโรคหัวใจ โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ แก้ไมเกรน ภูมิแพ้ ช่วยทำให้ระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้น ทำให้น้ำเหลืองแห้ง และยังสามารถนำหญ้าปักกิ่งมาตำพอกรักษาแผลต่าง ๆ ได้อีกด้วย เช่น เริม งูสวัด แผลเบาหวาน เป็นต้น  &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. คนเมืองจะใช้ใบของหญ้าปักกิ่งนำมารับประทานร่วมกับลาบเพื่อช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันและต้านอนุมูลอิสระ (ใบ)&lt;br /&gt;
:::2. ในด้านประโยชน์ทางการแพทย์ จะใช้เป็นยาร่วมในการรักษามะเร็ง ยับยั้งการแพร่กระจายของมะเร็งและการกลับมาเป็นอีก รวมทั้งใช้ปรับระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย และสามารถช่วยลดผลข้างเคียงจากการรักษาแผนปัจจุบันได้ เช่น ผลข้างเคียงจากการฉายรังสี เคมีบำบัด ที่ทำให้มีอาการคลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร ปากแห้ง เป็นแผลในปาก ผมร่วง อ่อนเพลีย ท้องเสีย ท้องผูก ปวดข้อและกล้ามเนื้อ เป็นต้น ซึ่งเป็นการทำให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเป็นอย่างมาก เพราะช่วยลดความทุกข์ทรมาน ส่วนบางรายมีอายุยืนยาวมากขึ้น&lt;br /&gt;
:::3. ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไป โดยอาจปลูกเป็นพืชคลุมดินใต้ต้นไม้ใหญ่ หรือปลูกในกระบะหรือกระถางก็ได้ หญ้าปักกิ่งเป็นพืชที่ปลูกง่ายและไม่จำเป็นต้องมีเนื้อที่มาก&lt;br /&gt;
:::4. ปัจจุบันสถาบันวิจัยและพัฒนาขององค์การเภสัชกรรมได้นำหญ้าปักกิ่งมาพัฒนาเป็นยาเม็ด (ส่วนประกอบทุกอย่างเป็นสารที่มาจากธรรมชาติ) ออกจำหน่าย ทั้งนี้ก็เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ป่วยได้หาซื้อมารับประทานได้โดยง่าย และได้รับคุณค่าจากหญ้าปักกิ่งตามต้องการอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากยาเม็ดที่ได้จะผ่านกระบวนการผลิตและควบคุมคุณภาพด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัย เพื่อประกันคุณภาพของยา (ยา 2 เม็ด มีคุณค่าเทียบเท่ากับต้นหญ้าปักกิ่ง 3 ต้น) โดยให้รับประทานก่อนอาหารเช้าครึ่งชั่วและก่อนเข้านอนครั้งละ 1 - 2 เม็ด วันละ 2 ครั้ง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวของผู้ป่วย หมายความว่าถ้าผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักตัว 40 กิโลกรัมขึ้นไปให้รับประทานครั้งละ 2 เม็ด วันละ 2 ครั้ง แต่ถ้าเป็นเด็กอายุ 6 - 12 ขวบ หรือผู้ใหญ่ที่มีน้ำหนักตัวต่ำกว่า 40 กิโลกรัม ให้รับประทานครั้งละ 1 เม็ด วันละ 2 ครั้ง ส่วนเด็กที่อายุต่ำกว่า 6 ขวบ หรือผู้ที่มีน้ำหนักตัวต่ำกว่า 20 กิโลกรัม การนำไปใช้ต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ครับ ส่วนรับประทานเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดนั้น ให้รับประทานยานี้เป็นรอบโดยรับประทาน 7 วัน แล้วหยุด 4 วันสลับกันไป นับเป็น 1 รอบ แล้วเริ่มประทานรอบใหม่ต่อไป ส่วนระยะเวลาการรับประทานก็ขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ของการรักษา ถ้าใช้ลดผลข้างเคียงจากรังสีบำบัดหรือเคมีบำบัดของผู้ป่วยมะเร็ง ก็ให้รับประทานควบคู่ไปกับการรักษาแผนปัจจุบันครับ ถ้าใช้ป้องกันการแพร่กระจายและการกลับมาเป็นซ้ำของผู้ป่วยมะเร็งหลังจากได้รับการรักษาแล้ว ก็ให้รับประทานติดต่อกันประมาณ 1 ปี และตรวจมะเร็งปีละ 2 ครั้ง แต่ถ้าใช้ในกรณีเพิ่มเสริมภูมิคุ้มกันในร่างกายกับผู้ที่ไม่ได้ป่วยเป็นมะเร็ง โดยเฉพาะช่วงที่ร่างกายมีภูมิคุ้มกันต่ำ (เช่น ติดเชื้อไวรัส) ก็ให้รับประทานติดต่อกันไม่เกิน 6 - 8 สัปดาห์ แต่ทั้งนี้ไม่ว่าจะนำมาใช้เพื่อจุดประสงค์ใดก็ต้องใช้สูตรเดิมครับ คือ รับประทาน 7 วัน หยุด 4 วันสลับกันไปเรื่อย ๆ ตามกำหนด &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''คำแนะนำ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. หญ้าปักกิ่งมีฤทธิ์เป็นยาเย็น ไม่ควรนำมาใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานเกินไป หากรับประทานต่อเนื่องกันหลายปีโดยไม่หยุด อาจทำให้ร่างกายขาดน้ำ แขนขาชา กล้ามเนื้อลีบจนไม่อาจเดินได้ แต่เมื่อหยุดรับประทานอาการเหล่านี้จะหายไป&lt;br /&gt;
:::2. หากใช้เกินขนาดที่กำหนดจะมีผลกดระบบภูมิคุ้มกัน&lt;br /&gt;
:::3. ผลข้างเคียงของการรับประทานสมุนไพรชนิดนี้ คือ ทำให้อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้นประมาณ 0.5 - 1 องศาเซลเซียส&lt;br /&gt;
:::4. ปฏิกิริยาหรือผลข้างเคียงในระยะ 7-10 วันแรก หลังจากการรับประทาน อาจทำให้มีอาการหงุดหงิด โมโหง่าย นอนไม่หลับ หรือเป็นไข้ อาจมีน้ำเลือดปนหนองออกทางอุจจาระ น้ำปัสสาวะอาจมีกลิ่นเหม็นเหมือนน้ำล้างปลา เป็นต้น แต่ไม่ได้ความว่าจะเป็นแบบนี้ทุกคนหรือทุกอาหาร และเมื่อเป็น อาการทั้งหลายจะหายไปเอง ไม่ต้องตกใจ เพราะยากำลังออกฤทธิ์&lt;br /&gt;
:::5. ใบของหญ้าปักกิ่งเมื่อสัมผัสผิวหนังจะทำให้เกิดอาการแพ้ มีอาการคันได้ เนื่องจากภายในใบมีผลึกของแคลเซียมออกซาเลตรูปเข้มจำนวนมากและมีเกลืออนินทรีย์ของโซเดียมและโพแทสเซียมอยู่ประมาณ 0.1%&lt;br /&gt;
:::6. หญ้าปักกิ่งจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อมีอายุที่เหมาะสม หมายความว่า หากเป็นหญ้าที่ปลูกด้วยวิธีการชำกิ่ง จะต้องมีอายุ 3 เดือนขึ้นไป แต่ถ้าปลูกด้วยวิธีการเพาะเมล็ดต้นหญ้าปักกิ่งจะต้องมีอายุมากกว่า 5 เดือนขึ้นไป จึงจะเก็บมาใช้เป็นยาได้ เพราะหญ้าปักกิ่งที่มีอายุไม่ครบเวลาดังกล่าว สาร G1b จะยังไม่มีการสร้างในต้นที่มีอายุยังไม่ครบ ดังนั้นการเก็บมาใช้หรือการซื้อมาจากแหล่งอื่น คุณจะต้องมั่นใจว่าหญ้าปักกิ่งต้นนั้น ๆ มีอายุครบตามเกณฑ์กำหนดแล้ว มิฉะนั้นจะได้หญ้าที่ไม่มีคุณสมบัติรักษาโรคตามต้องการ&lt;br /&gt;
:::7. เนื่องจากหญ้าปักกิ่งจะมีลักษณะรูปร่างคล้ายกับหญ้าหลายชนิด (เช่น หญ้ามาเลเซีย) ซึ่งหญ้าเหล่านั้นจะไม่มีสรรพคุณเหมือนหญ้าปักกิ่ง เพราะเคยมีผู้บริโภคไปซื้อตามท้องตลาดมาแล้ว แต่เมื่อนำไปตรวจสอบกลับไม่ใช่หญ้าปักกิ่ง ดังนั้นก่อนซื้อมาบริโภค คุณต้องมั่นใจก่อนว่าเป็นหญ้าปักกิ่งของจริง&lt;br /&gt;
:::8. สาเหตุที่ต้องนำหญ้าปักกิ่งมาล้างให้สะอาดก่อนนำไปทำยา ก็เพราะว่าหญ้าปักกิ่งเป็นสมุนไพรคลุมดิน ต้นหญ้าจึงมีเชื้อจุลินทรีย์ในดินปนเปื้อนมา การนำมาใช้จึงต้องมั่นใจว่าล้างสะอาดแล้ว (อ่าน 16 วิธีการล้างผักผลไม้ให้สะอาดปลอดภัย) จนปราศจากเชื้อจุลินทรีย์ ถ้าหากล้างไม่สะอาด การนำมาดื่มคั้นสด ก็จะเป็นการดื่มเชื้อจุลินทรีย์ในดินเข้าไปด้วย ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งที่มีภูมิต้านทานต่อยู่แล้ว อาจเป็นอันตรายมากกว่าคนปกติ&lt;br /&gt;
:::9. การนำมาใช้เป็นยาไม่ควรนำมาต้มหรือเคี่ยว เพราะจะทำลายสรรพคุณทางยาลงมาก จึงแนะนำให้ใช้วิธีการคั้นสดแทนจะดีที่สุด&lt;br /&gt;
:::10. ในขณะรับประทานยานี้ ควรงดของแสลงต่าง ๆ เช่น ฟัก แตงกวา ผักกาดขาว ผักบุ้ง หน่อไม้ หัวไชเท้า รวมถึงอาหารที่ถือว่าเป็นของเย็น เพราะจะมีผลทำให้ฤทธิ์การรักษาโรคของหญ้าปักกิ่งลดลง&lt;br /&gt;
:::11. เนื่องจากหญ้าปักกิ่งเป็นยาเย็น บางคนรับประทานเข้าไปแล้วอาจเกิดอาการมือเท้าเย็นได้ ก็แนะนำให้กินคู่กับขิงที่มีร้อนเพื่อช่วยปรับสมดุล &lt;br /&gt;
:::12. แต่อย่างไรก็ตาม การใช้หญ้าปักกิ่งในผู้ป่วยมะเร็งควรอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยและความมีประสิทธิภาพในการรักษาอย่างสูงสุด &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[File:youtu.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=AqmVEDL1Qng|link=https://www.youtube.com/watch?v=AqmVEDL1Qng]] &lt;br /&gt;
&amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=AqmVEDL1Qng หญ้าปักกิ่ง] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:angel-grass1.png]]  [[ไฟล์:angel-grass2.png]]  [[ไฟล์:angel-grass3.png]]  [[ไฟล์:angel-grass4.png]] &amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2014/07/รูปหญ้าปักกิ่ง.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2014/07/หญ้าปักกิ่ง.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2014/07/ใบหญ้าปักกิ่ง.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2014/07/ดอกหญ้าปักกิ่ง.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.bookmuey.com/images/MurdanniaLoriformis0002.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Herb</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B9%82%E0%B8%AA%E0%B8%99</id>
		<title>โสน</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B9%82%E0%B8%AA%E0%B8%99"/>
				<updated>2020-01-30T14:48:35Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Herb: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:sesbania.png|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Sesbania javanica Miq.'' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Sesbania, Sesbanea pea, Sesbania flowers &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่น ๆ''' :  ผักฮองแฮง, โสนกินดอก, โสนหิน, โสนดอกเหลือง, สี่ปรีหลา&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทางพฤกษศาสตร์'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ต้น''' : จัดเป็นไม้พุ่มหรือไม้ล้มลุกขนาดเล็ก มีอายุ 1 ปี มีความสูงของต้นได้ประมาณ 1 - 4 เมตร เปลือกลำต้นเรียบ เป็นเหลี่ยมหรือมีร่องละเอียดตามความยาวของลำต้น เนื้อไม้อ่อนและกลวง&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ใบ''' : เป็นใบประกอบแบบขนนก ออกเรียงสลับบนลำต้น แต่ละช่อใบจะมีใบย่อยประมาณ 10 - 30 คู่ ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปกลมหรือรูปรีแกมขอบขนาน ปลายใบมน โคนใบมน ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างยาวประมาณ &lt;br /&gt;
2 - 4 มิลลิเมตร และกว้างประมาณ 1.2 - 2.5 มิลลิเมตร แผ่นใบเป็นสีเขียว หลังใบและท้องใบเรียบ ที่โคนก้านใบมีหนามแหลมยาว 2 อัน &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ดอก''' : ออกดอกเป็นช่อเชิงลดหรือเป็นช่อกระจุก โดยจะออกตามซอกใบ ซอกกิ่ง และปลายกิ่ง ช่อดอกยาวได้ประมาณ 10 เซนติเมตร มีดอกย่อยประมาณ 5 - 12 ดอกต่อช่อ ดอกย่อยเป็นสีเหลือง ยาวประมาณ 2.5 เซนติเมตร มีกลีบดอก 5 กลีบ บางครั้งกลีบด้านนอกมีจุดกระสีน้ำตาลหรือสีม่วงแดงกระจายทั่วไป กลีบเลี้ยงดอกเป็นสีเขียว โคนกลีบเชื่อมติดกัน ดอกโสนจะออกดอกมากในช่วงปลายฤดูฝนประมาณช่วงเดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ผล''' : มีลักษณะเป็นฝักกลมยาวขนาดเล็ก ฝักอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อแก่จะกลายเป็นสีม่วงและสีน้ำตาล พอฝักแก่จะแตกออกเองตามขวางของฝัก ฝักมีขนาดกว้างประมาณ 4 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 18 - 20 เซนติเมตร ภายในมีเมล็ดขนาดเล็กหลายเมล็ดเรียงอยู่ภายใน เมล็ดมีลักษณะเป็นรูปทรงกลม เป็นมันเงาสีน้ำตาล มีขนาดประมาณ 0.05 เซนติเมตร เมื่อต้นโสนออกดอกและติดเมล็ดแล้วต้นโสนจะค่อย ๆ แห้งเหี่ยวและตายไปในที่สุด &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''การขยายพันธุ์''' : ด้วยการปลูกเมล็ด เพราะโสนเป็นพืชปีเดียว และมีลำต้น และกิ่งเป็นไม้เนื้ออ่อนจึงขยายพันธุ์ด้วยวิธีอื่นยาก ทั้งนี้ การปลูกที่ได้ผล ควรเริ่มปลูกตั้งแต่ต้นฤดูฝน  &amp;lt;br&amp;gt; &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ดอกโสนมีรสจืด มัน เย็น มีสรรพคุณเป็นยาแก้พิษร้อน ถอนพิษไข้ (ดอก)&lt;br /&gt;
:::2. รากโสนมีรสจืด มีสรรพคุณเป็นยาแก้ร้อนในกระหายน้ำ (ราก)&lt;br /&gt;
:::3. ดอกมีสรรพคุณเป็นยาสมานลำไส้ (ดอก)&lt;br /&gt;
:::4. ใช้แก้อาการปวดมวนท้อง (ดอก)&lt;br /&gt;
:::5. ต้นโสนมีรสจืด แพทย์แผนโบราณจะนำต้นมาเผาให้เกรียม แล้วนำมาแช่น้ำให้เป็นด่าง ใช้ดื่มเป็นยาขับปัสสาวะ (ต้น)&lt;br /&gt;
:::6. ใบใช้ตำเป็นยาพอกแผล ส่วนดอกก็สามารถนำมาปรุงเป็นยาพอกแผลได้เช่นกัน (ใบ)&lt;br /&gt;
:::7. ใบโสนมีรสจืดเย็น นำมาตำผสมกับดินประสิวและดินสอพอง ใช้เป็นยาพอกแก้ปวดฝี ช่วยถอนพิษ (ใบ)&lt;br /&gt;
:::8. ดอกใช้เป็นยาถอนพิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย (ดอก) &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ดอกโสนมีรสออกหวานเล็กน้อย นิยมใช้รับประทานเป็นผักหรือนำมาใช้ประกอบหรือทำอาหารคาวหวานรับประทาน '''เมนูดอกโสน''' ที่นิยมกันมาก ได้แก่ ดอกโสนผัด ดอกโสนผัดน้ำมันหอย ดอกโสนผัดไข่ ไข่เจียวดอกโสน ดอกโสนลวกจิ้มกับน้ำพริกกะปิกินกับปลาทู ดอกโสนจิ้มน้ำพริกมะนาว ดอกโสนชุบแป้งทอดกรอบกินกับขนมจีนน้ำพริก ยำดอกโสน ดอกโสนดองน้ำเกลือ แกงส้มดอกโสนกับปลาช่อน ดอกโสนแกงใส่ไข่มดแดง หรือแกงเผ็ดอะไรก็ได้ใส่ดอกโสน แต่ถ้าใช้ประกอบอาหารหวานก็จะมีข้าวเหนียวมูนดอกโสน ขนมดอกโสน ขนมขี้หนู ขนมบัวลอย เป็นต้น&lt;br /&gt;
:::2. ในทางโภชนาการพบว่า ดอกโสนจะอุดมไปด้วยแคลเซียมและฟอสฟอรัสที่มีส่วนช่วยบำรุงกระดูกและสมอง มีธาตุเหล็กที่ช่วยบำรุงโลหิต มีวิตามินเอที่ช่วยต่อต้านโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ มีวิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 และวิตามินซี อีกพอสมควร ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมาก โดยคุณค่าทางโภชนาการของดอกโสน ต่อ 100 กรัม จะประกอบไปด้วย พลังงาน 38 กิโลแคลอรี, ไขมัน 0.5 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 5.9 กรัม, โปรตีน 2.5 กรัม, ใยอาหาร 2.2 กรัม, ความชื้น 87.7 กรัม, วิตามินเอ 3,338 หน่วยสากล, วิตามินบี 1 0.13 มิลลิกรัม, วิตามินบี 2 0.26 มิลลิกรัม, วิตามินซี 51 มิลลิกรัม แคลเซียม 62 มิลลิกรัม, ธาตุเหล็ก 2.1 มิลลิกรัม, ฟอสฟอรัส 62 มิลลิกรัม&lt;br /&gt;
:::3. จากงานวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดล ที่พบว่า ดอกโสนมีสารเควอเซทิน ไกลโคไซด์ (Quercetin 3 - 2 (G)-rhamnosylrutinoside) ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญและเป็นสารฟลาโวนอยด์ที่สำคัญ โดยมีฤทธิ์ต้านการก่อกลายพันธุ์ในเซลล์เพาะเลี้ยงในห้องทดลอง จากการศึกษาฤทธิ์ทางชีวภาพของสารชนิดนี้พบว่า เควอเซทินมีฤทธิ์กระตุ้นให้เซลล์มะเร็งตายด้วยกระบวนการอะพ็อปโทซิส (apoptosis) ช่วยหยุดยั้งการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง ช่วยระงับการอักเสบ และช่วยป้องกันอันตรายของเซลล์ปกติต่อความเครียดจากกระบวนการต้านอนุมูลอิสระ&lt;br /&gt;
:::4. นอกจากนี้ยังนำมาใช้แต่งสีอาหารได้อีกด้วย โดยจะให้สีเหลือง ซึ่งเป็นสารแคโรทีนอยด์ (caiotenoid) โดยวิธีการเตรียมสีเหลืองจากดอกโสน ก็ให้นำดอกโสนสดที่ล้างสะอาดแล้วมาบดหรือโม่ผสมกับแป้งที่จะใช้ทำขนม จะทำให้ได้แป้งสีเหลืองที่มีกลิ่นหอม แล้วจึงนำแป้งที่ได้ไปใช้ทำขนมต่าง ๆ&lt;br /&gt;
:::5. เนื้อไม้ของต้นโสนสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในด้านอุตสาหกรรมได้หลายอย่าง โดยไม้โสนจะใช้ทำเป็นของเล่นเด็กมาตั้งแต่โบราณ ส่วนเยื่อไม้ที่มีลักษณะเบา บาง และเหนียว ก็นำมาประดิษฐ์ทำเป็นดอกไม้ได้อย่างประณีตและงดงาม ('''ดอกไม้ประดิษฐ์จากต้นโสน''' หรือ '''ดอกไม้จากต้นโสน''') การใช้ไม้โสนมาประดิษฐ์เป็นดอกไม้นั้นมีสืบทอดมาตั้งแต่อดีตแล้ว และในปัจจุบันชาวอยุธยาจะใช้เนื้อไม้จากต้นโสน (ชนิดลำต้นใหญ่ คนละชนิดกับโสนกินดอก) มาประดิษฐ์เป็นดอกไม้หลายรูปแบบด้วยกัน เช่น ดอกกุหลาบ ดอกจำปา ดอกมะลิ ฯลฯ เพื่อเป็นรายได้เสริมให้กับชาวบ้านในท้องถิ่นได้อีกทางหนึ่ง&lt;br /&gt;
:::6. ไม้โสนยังสามารถนำมาใช้เป็นทุ่นหรือเชื้อติดไฟได้ดี&lt;br /&gt;
:::7. ในปัจจุบันได้มีการนำใบและดอกโสนมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ โดยเป็นผลิตภัณฑ์ 2 ชนิด คือ '''ชาดอกโสน''' และ'''ชาจากยอดใบโสน''' เนื่องจากดอกโสนมีสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด เมื่อนำมาทำชา ก็ได้ชาที่มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ให้รสชาติอ่อนนุ่ม โดยสามารถทำเองได้ง่าย ๆ ด้วยตัวเอง หรือนำไปพัฒนาและผลิตเป็นสินค้าประจำท้องถิ่นก็ได้ โดยชาดอกโสน สามารทำได้โดยการนำดอกโสนไปอบที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 2 ชั่วโมง แล้วนำมาบรรจุซองในปริมาณ 3 กรัมต่อซอง (ถ้าบดละเอียดจะใช้ 2 กรัมต่อซอง) ส่วนยอดใบโสนนั้นพบว่ามีวิตามินเอสูง ชาที่ได้จะมีกลิ่นหอมเข้มกว่าชาดอกโสน วิธีการทำก็คือให้นำใบมาคั่วไฟกลางครั้งละ 50 กรัม ประมาณ 20 นาที แล้วนำไปอบที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 3 ชั่วโมง บรรจุในซองขนาด 3 กรัมต่อซอง &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''คำแนะนำ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ดอกและยอดอ่อน สามารถรับประทานเป็นผักสดหรือลวกรับประทานกับน้ำพริก หรือใช้ประกอบอาหารได้หลายชนิด เช่น แกงส้ม ผัดน้ำมัน หรือใช้ทำเป็นขนม ที่เรียกว่า ขนมดอกโสน &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[File:youtu.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=3qnAMTh0yqA|link=https://www.youtube.com/watch?v=3qnAMTh0yqA]] &lt;br /&gt;
&amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=3qnAMTh0yqA โสน] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:sesbania1.png]]  [[ไฟล์:sesbania2.png]]  [[ไฟล์:sesbania3.png]]  [[ไฟล์:sesbania4.png]] &amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://puechkaset.com/wp-content/uploads/2016/09/ดอกโสน.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2014/10/ต้นโสน.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2014/10/ใบโสน.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://puechkaset.com/wp-content/uploads/2016/09/โสน1.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.bansuanporpeang.com/files/images/user1235/7_104.JPG&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Herb</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%AA</id>
		<title>เสาวรส</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%AA"/>
				<updated>2020-01-30T14:47:49Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Herb: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:passion-fruit.png|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : PASSIFLORACEAE &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Passiflora edulis Sims'' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Passion Fruit, Jamaica honey-suckle, Yellow granadilla &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่น ๆ''' : กะทกรกฝรั่ง&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทางพฤกษศาสตร์'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ต้น''' :  เป็นไม้เลื้อยขนาดใหญ่ มีอายุประมาณ 4 - 5 ปี มีลำต้นเป็นเถาคล้ายกับกะทกรกไทย เถาแตกกิ่ง และมีหนามขนาดเล็กขึ้นปกคลุมห่างๆ เถาแตกมือเกาะบริเวณซอกใบ&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ใบ''' : ใบเสาวรสแทงออกเป็นใบเดี่ยว เรียงสลับกันบนเถา แผ่นใบมีสีเขียว แยกเป็น 3 แฉก ปลายแฉกแหลม แผ่นใบค่อนข้างหนา สากมือและกรอบ &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ดอก''' : จัดเป็นดอกสมบูรณ์เพศ สามารถผสมเกสรด้วยตนเองได้ดี ตัวดอกแทงออกเป็นดอกเดี่ยว ดอกแทงออกบริเวณซอกใบตามเถา ประกอบด้วยกลีบเลี้ยง ด้านนอกกลีบเลี้ยงมีสีเขียว ด้านในมีสีขาว และกลีบดอกสีครีมอมม่วง 5 กลีบ กลีบดอกเรียงสลับเป็น 2 ชั้น ถัดมาด้านในมีฝอยเป็นเส้นล้อมเป็นวงกลมจำนวนมาก โคนฝอยมีสีม่วง ปลายฝอยมีสีขาว ตรงกลางดอกมีเกสรตัวผู้ 5 อัน ส่วนเกสรตัวเมียมีปลายแยกเป็น 3 แฉก เมื่อบานจะส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ผล''' : ออกเป็นผลเดี่ยว ผลมีรูปทรงกลมหรือรูปไข่ และอวบน้ำ ขนาดผลประมาณ 5 - 7 เซนติเมตร มีน้ำหนักผลประมาณ 35 - 115 กรัม ขึ้นอยู่กับขนาดผล ส่วนสีเปลือกแตกต่างกันตามสายพันธุ์ อาทิ พันธุ์สีม่วงจะมีเปลือกสีม่วงเข้ม ส่วนพันธุ์สีเหลืองจะมีเปลือกสีเหลืองสด เปลือกผลทุกพันธุ์ค่อนข้างหนา และ เป็นมัน ภายในผลประกอบด้วยเมล็ดจำนวนมากมีลักษณะเป็นรีรูปไข่ เมล็ดจะมีถุงคัพภะที่เป็นเนื้อเยื่อสีเหลืองอมส้ม และฉ่ำน้ำห่อหุ้มเมล็ดไว้ ส่วนเมล็ดด้านในมีสีดำ ทั้งนี้ เยื่อหุ้มเมล็ดจะให้รสเปรี้ยวจัด แต่บางพันธุ์ในปัจจุบันจะมีรสหวานมากกว่ารสเปรี้ยว และมีกลิ่นหอม เยื่อหุ้มเมล็ด และเมล็ดเป็นส่วนที่นำมาใช้ประโยชน์ทำน้ำผลไม้บริโภค&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''การขยายพันธุ์''' : เป็นไม้ที่เติบโตได้ดีบนพื้นที่สูงที่มีอากาศอากาศหนาวเย็น เช่น ที่ราบเชิงดอยหรือบนดอยสูง ๆ โดยนิยมปลูกจากต้นกล้าที่เพาะเมล็ด รวมถึงต้นกล้าที่ได้จากการปักชำหรือการตอนเถา แต่ส่วนมากนิยมปลูกจากเมล็ดมากที่สุด &amp;lt;br&amp;gt; &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. เสาวรส ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส&lt;br /&gt;
:::2. ช่วยในการชะลอวัย ชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัยด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระ&lt;br /&gt;
:::3. ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง&lt;br /&gt;
:::4. ช่วยในการบำรุงสายตา เนื่องจากมีวิตามินเอรวมอยู่ด้วย&lt;br /&gt;
:::5. น้ำเสาวรสช่วยให้นอนหลับสบายมากยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;
:::6. น้ำเสาวรสช่วยเพิ่มความสดชื่นให้แก่ร่างกาย&lt;br /&gt;
:::7. ใช้ทำเนยเทียมจากเมล็ดเสาวรส&lt;br /&gt;
:::8. มีแคลเซียมซึ่งมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกเสื่อมและกระดูกหัก&lt;br /&gt;
:::9. มีโพแทสเซียมสูง ช่วยให้มีสติปัญญา จิตใจร่าเริงแจ่มใส ด้วยการส่งออกซิเจนไปเลี้ยงที่สมอง&lt;br /&gt;
:::10. มีแมกนีเซียม ซึ่งช่วยในการเผาผลาญไขมันและเปลี่ยนเป็นพลังงาน&lt;br /&gt;
:::11. มีฟอสฟอรัสสูง ซึ่งช่วยส่งเสริมสุขภาพเหงือกและฟันให้แข็งแรง &lt;br /&gt;
:::12. นิยมนำมาดื่มเป็นน้ำผลไม้หรือใช้เป็นส่วนผสมในน้ำผลไม้รวม&lt;br /&gt;
:::13. ใช้ทำเป็นน้ำผลไม้ปั่น สำหรับวิธีทำน้ําเสาวรส อย่างแรกให้เตรียมเสาวรสที่สุกแล้ว 3 ลูก / น้ำเชื่อมครึ่งถ้วย / เกลือป่นหนึ่งช้อนโต๊ะ / น้ำต้มสุกแช่เย็นหนึ่งถ้วย หลังจากนั้นนำเสาวรสไปล้างให้สะอาดทั้งเปลือก แล้วนำมาผ่าครึ่งตามขวาง แล้วนำช้อนตักเมล็ดเนื้อเสาวรสและน้ำออกให้หมด แล้วนำมาปั่นกับน้ำต้มสุกจนละเอียด แล้วกรองกากและเมล็ดออกด้วยการใช้ผ้าขาวบางหรือกระชอน หลังจากนั้นนำน้ำเสาวรสที่กรองเรียบร้อยแล้วลงในเครื่องปั่น ใส่น้ำเชื่อม เกลือป่น น้ำแข็งตามลงไปปั่น เสร็จแล้วก็จะได้น้ำเสาวรสฝีมือของเราแล้ว&lt;br /&gt;
:::14. นำมาใช้แต่งกลิ่นหรือรสชาติในโยเกิร์ต น้ำอัดลม เป็นต้น&lt;br /&gt;
:::15. เนื้อเสาวรสนำไปทำขนมได้หลายชนิด เช่น เค้ก แยม เยลลี ไอศกรีม เป็นต้น&lt;br /&gt;
:::16. ใช้นำไปประกอบของหวาน เช่น นำเมล็ดเสาวรสมาใช้แต่งหน้าเค้ก&lt;br /&gt;
:::17. ใช้นำมาประกอบอาหาร เช่น การนำยอดเสาวรสไปแกงหรือกินกับน้ำพริก&lt;br /&gt;
:::18. เมล็ดของเสาวรสสามารถนำไปสกัดเป็นน้ำมันพืชได้&lt;br /&gt;
:::19. ใช้เป็นอาหารสัตว์ ด้วยการนำเปลือกไปสกัดสารเพกทินหรือนำมาตากแห้ง&lt;br /&gt;
:::20. เปลือกเสาวรสสามารถนำมาใช้ทำปุ๋ยหมักได้&lt;br /&gt;
:::21. ใช้ทำเป็นน้ำมันนวดผ่อนคลาย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เนื่องจากมีคุณสมบัติในการช่วยผ่อนคลายได้ดี&lt;br /&gt;
:::22. ใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางบางชนิด เช่น ผลิตภัณฑ์กันแดด ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ผลิตภัณฑ์รักษาสิว เป็นต้น&lt;br /&gt;
:::23. ช่วยในการสมานผิว รักษาเนื้อเยื่อผิวหนัง&lt;br /&gt;
:::24. ช่วยปรับสมดุลในร่างกายและลดอาการวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน&lt;br /&gt;
:::25. ที่เปอร์โตริโก นิยมนำเสาวรสมาใช้ในการลดความดันโลหิต&lt;br /&gt;
:::26. ช่วยบรรเทาอาการโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ&lt;br /&gt;
:::27. ช่วยในการฟื้นฟูตับและไตให้มีสุขภาพแข็งแรง&lt;br /&gt;
:::28. ช่วยในการกำจัดสารพิษในเลือด&lt;br /&gt;
:::29. ช่วยบรรเทาอาการปวด&lt;br /&gt;
:::30. ช่วยในการบำรุงปอด&lt;br /&gt;
:::31. ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด&lt;br /&gt;
:::32. ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง&lt;br /&gt;
:::33. ช่วยรักษาอาการหอบหืด&lt;br /&gt;
:::34. ใบสดนำมาใช้พอกแก้หิดได้&lt;br /&gt;
:::35. ดอกใช้ขับเสมหะ ช่วยแก้ไอได้&lt;br /&gt;
:::36. เมล็ดมีสารที่ทำหน้ายับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราได้ดี  &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. นำไปประกอบของหวาน เช่น แต่งหน้าเค้ก ขนม หรือ ไอศกรีม เพื่อเพิ่มยอดขายได้&lt;br /&gt;
:::2. แต่งกลิ่น เช่น โยเกิร์ต น้ำอัดลม หรือน้ำผลไม้ต่าง ๆ&lt;br /&gt;
:::3. ใช้ทำเนยเทียม สกัดเป็นน้ำมันพืช จากเมล็ดเสาวรส&lt;br /&gt;
:::4. ทำปุ๋ยหมัก จากเปลือกของเสาวรส&lt;br /&gt;
:::5. สกัดเป็นส่วนผสมเครื่องสำอาง บำรุงผิวขาวใส ต่อต้านอนุมูลอิสระ&lt;br /&gt;
:::6. ใช้ประกอบอาหาร เพื่อเพิ่มคุณค่าทางอาหารได้อีก&lt;br /&gt;
:::7. ใช้ยอดเสาวรส เป็นผักสด จิ้มกับน้ำพริก อร่อยไปอีกแบบ&lt;br /&gt;
:::8. ดอก ช่วยแก้ไอ ขับเสมหะ ได้&lt;br /&gt;
:::9. ใบสด นำมาพอกแก้โรคหิด &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''คำแนะนำ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. บางคนการรับประทานเสาวรสอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียง เช่น ทำให้รู้สึกสับสน วิงเวียนศีรษะ กล้ามเนื้อทำงานผิดปกติ ระดับของความรู้สึกเปลี่ยนแปลง ทำให้เกิดหลอดเลือดอักเสบ และมีรายงานพบว่าบางรายเมื่อรับประทานเข้าไปจะเกิดอาการง่วงซึม คลื่นไส้ อาเจียน หัวเต้นเร็วและผิดปกติ&lt;br /&gt;
:::2. หญิงตั้งครรภ์ไม่ควรรับประทานเด็ดขาด เพราะในเสาวรสมีสารเคมีบางตัวที่อาจทำให้มดลูกหดตัวได้&lt;br /&gt;
:::3. คุณแม่ที่กำลังอยู่ในช่วงของการให้นมบุตร ควรหลีกเลี่ยงการรับประทาน เพราะยังไม่มีข้อมูลใดๆ ยืนยันได้ว่าปลอดภัยต่อเด็ก แต่หากต้องการรับประทานก็สามารถปรึกษาแพทย์ก่อนเพื่อความแน่ใจ&lt;br /&gt;
:::4. ผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการผ่าตัด ควรงดรับประทานอย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนการผ่าตัด เพราะอาจส่งผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง โดยอาจไประงับฤทธิ์ยาสลบหรือยาตัวอื่นๆ ต่อสมองในช่วงที่กำลังผ่าตัดและหลังจากผ่าตัดได้&lt;br /&gt;
:::5. เสาวรสอ่อนบางสายพันธุ์มีสารประกอบไซยาไนต์อยู่ที่เปลือก จึงมีการห้ามไม่ให้รับประทานส่วนต่างๆ ของเสาวรสในแบบดิบๆ เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้ ยกเว้นเนื้อและเมล็ดเท่านั้นที่สามารถกินดิบๆ ได้&lt;br /&gt;
:::6. การรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานานอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งเต้านมได้ถึง 30% จึงควรทานอาหารประเภทอื่นๆ สลับสับเปลี่ยนกันไปอย่างเหมาะสม ไม่ควรรับประทานอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งติดกันบ่อยๆ มากเกินไป&lt;br /&gt;
:::7. แม้ว่าเสาวรสจะมีรสชาติเปรี้ยว แต่กลับเป็นผลไม้ที่มีปริมาณของน้ำตาลค่อนข้างมากพอสมควร ดังนั้นในรับประทานไม่ควรเติมน้ำผึ้งหรือน้ำตาลมากจนเกินไป เพราะอาจทำให้ปริมาณของน้ำตาลในร่างกายพุ่งสูงขึ้นได้ &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[File:youtu.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=exCl5VXP0t0|link=https://www.youtube.com/watch?v=exCl5VXP0t0]] &lt;br /&gt;
&amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=exCl5VXP0t0 เสาวรส] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:passion-fruit1.png]]  [[ไฟล์:passion-fruit2.png]]  [[ไฟล์:passion-fruit3.png]]  [[ไฟล์:passion-fruit4.png]] &amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://health.mthai.com/app/uploads/2019/01/passion-fruit-2.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://topicstock.pantip.com/jatujak/topicstock/2010/09/J9675023/J9675023-13.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://sites.google.com/a/nmp.ac.th/nmp-botanical-gardens/_/rsrc/1496035831653/phrrn-mi-ni-swn-phvkssastr/seawrs/3-ใบ.JPG&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://health.mthai.com/app/uploads/2019/01/passion-friut-23.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://hkmcms.hrdi.or.th/fileman/Uploads/Images/Fruit/เสาวรส/เสาวรส3.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Herb</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%AA%E0%B8%B0%E0%B8%95%E0%B8%AD</id>
		<title>สะตอ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%AA%E0%B8%B0%E0%B8%95%E0%B8%AD"/>
				<updated>2020-01-30T14:47:10Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Herb: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:stink-bean.png|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : MIMOSOIDEAE หรือ MIMOSACEAE &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Parkia speciosa Hassk.'' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Bitter bean, Twisted cluster bean, Stink bean &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่น ๆ''' : สะตอ, ปะตา, ปัตเต๊าะ, ปาไต, ตอ &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทางพฤกษศาสตร์'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ต้น''' : เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่ มีลำต้นสูงได้มากถึง 30 เมตร โคนต้นเป็นพูพอน รูปทรงลำต้นเพราตรง เปลือกลำต้นมีสีน้ำตาล ผิวเปลือกแตกสะเก็ดขนาดเล็กหรือเป็นร่องตื้นๆขนาดเล็ก ลำต้นแตกกิ่งค่อนข้างน้อยจึงแลดูเป็นทรงพุ่มโปร่ง กิ่งแตกมากบริเวณเรือนยอด &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ใบ''' : เป็นใบแบบขนนกสองชั้น คือ มีก้านใบหลักยาวประมาณ 30 - 50 เซนติเมตร ที่ประกอบด้วยก้านใบย่อย 14 - 24 คู่ แต่ละก้านใบย่อยยาวประมาณ 2.2 - 6 เซนติเมตร มีใบย่อยเรียงตรงข้ามกัน 30 - 38 คู่ ใบย่อยมีลักษณะเป็นขอบขนาน สีเขียวสดถึงเขียวเข้มตามอายุใบ แผ่นใบเรียบ ปลายใบมน มีติ่งเล็กตรงกลางของปลายใบ &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ดอก''' : ออกดอกเป็นช่อ ยาว 30 - 50 เซนติเมตร ขนาดช่อ 0.5 - 1 เซนติเมตร ส่วนดอกจะยาว 5 - 7 เซนติเมตร ขนาดดอก 2 - 4 เซนติเมตร ดอกประกอบด้วยกลีบดอกที่มีลักษณะเป็นหลอดเรียงติดกันในแนวตั้ง โคนดอกเป็นเกสรตัวผู้ ส่วนถัดมาเป็นเกสรชนิดสมบูรณ์เพศ ดอกจะเริ่มออกประมาณเดือนเมษายน และอีกประมาณ 70 วัน ก็สามารถเก็บฝักได้ และจะให้ฝักต่อเนื่องจนถึงอายุ 15 - 20 ปี &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ผล''' : ฝัก ที่มีลักษณะแบน มีทั้งชนิดที่เป็นฝักบิดเป็นเกลียว และชนิดที่แบนตรง ฝักยาวประมาณ 25 - 45 เซนติเมตร กว้างประมาณ 4 - 5 เซนติเมตร เปลือกฝักอ่อนมีสีเขียว และค่อยเปลี่ยนเป็นสีดำเมื่อแก่ ตรงกลางฝักเป็นที่อยู่ของเมล็ดที่เรียงซ้อนกันเป็นตุ่มนูน เมล็ดมีลักษณะคล้ายหัวแม่มือ หรือรูปรีค่อนข้างกลม ขนาดเมล็ดทั่วไป กว้างประมาณ 2.2 - 2.5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 1.5 - 2 เซนติเมตร เมล็ดอ่อนมีสีเขียว ให้รสหวานมัน และมีกลิ่นฉุน และเมื่อแก่จะเริ่มเหลือง และดำในที่สุด ทั้งนี้ สะตอจะให้ฝักมากในช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''การขยายพันธุ์''' : การเพาะเมล็ด โดยมีลักษณะการปลูกที่นิยมปลูกแซมกับพืชอื่น เช่น ปลูกแซมในสวนปาล์ม สวนยาง เป็นต้น ส่วนระยะปลูกระหว่างต้นในแนวแถวเดียวกันที่ 10 - 12 x 10 - 12 เมตร และหากปลูกหลายแถวจะมีระยะระหว่างแถวเท่ากันในระยะเท่ากัน ซึ่ง 1 ไร่ จะปลูกได้ประมาณ 11 - 16 ต้น &amp;lt;br&amp;gt; &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. สะตอมีส่วนช่วยบำรุงสายตา&lt;br /&gt;
:::2. ช่วยทำให้เจริญอาหาร&lt;br /&gt;
:::3. ช่วยป้องกันหลอดเลือดอุดตัน&lt;br /&gt;
:::4. ช่วยลดความดันโลหิต&lt;br /&gt;
:::5. ช่วยทำให้เม็ดเลือดแดงเกาะกลุ่มกันได้ดีขึ้น&lt;br /&gt;
:::6. มีผลต่อการแบ่งตัวของเซลล์&lt;br /&gt;
:::7. ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด&lt;br /&gt;
:::8. เชื่อว่าการรับประทานเป็นประจำจะช่วยป้องกันการเกิดโรคเบาหวานได้&lt;br /&gt;
:::9. ช่วยขับลมในลำไส้&lt;br /&gt;
:::10. ช่วยกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้&lt;br /&gt;
:::11. ช่วยในการขับปัสสาวะ &lt;br /&gt;
:::12. สะตอมีฤทธิ์เป็นยาระบาย ช่วยในการขับถ่าย&lt;br /&gt;
:::13. แก้ปัสสาวะพิการ&lt;br /&gt;
:::14. ช่วยแก้ไตพิการ&lt;br /&gt;
:::15. ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย&lt;br /&gt;
:::16. ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ใช้ประกอบอาหาร เช่น สะตอผัดกุ้ง แกงป่าใส่สะตอ สะตอผัดกะปิกุ้งสด เป็นต้น&lt;br /&gt;
:::2. ใช้แปรรูปเป็นสะตอดองได้อีกด้วย ส่วนยอดสะตอนำมารับประทานเป็นผักเหนาะ&lt;br /&gt;
:::3. ใบของสะตอใช้ทำเป็นปุ๋ยบำรุงดิน&lt;br /&gt;
:::4. ลำต้นของสะตอใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้าน &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''คำแนะนำ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. เนื่องจากสะตอมีกรดยูริกสูง สำหรับผู้ที่เป็นโรคเกาต์หรือผู้ที่มีกรดยูริกในร่างกายสูงเกินค่ามาตรฐานควรหลีกเลี่ยงการรับประทานสะตอ เพราะอาจจะทำให้โรคเกาต์กำเริบได้ และกรดยูริกในร่างกายที่สูงก็ยังมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคนิ่ว โรคไตอักเสบ และมีอาการหูอื้ออีกด้วย &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[File:youtu.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=PSnUBrM0t2k|link=https://www.youtube.com/watch?v=PSnUBrM0t2k]] &lt;br /&gt;
&amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=PSnUBrM0t2k สะตอ] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:stink-bean1.png]]  [[ไฟล์:stink-bean2.png]]  [[ไฟล์:stink-bean3.png]]  [[ไฟล์:stink-bean4.png]] &amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.cpbrandsite.com/contents/tips_tricks/xljnkogimbzifkfsstxyjh6nnkvjaod7ikgrrdiv.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://img4.tnews.co.th/userfiles/images/Still0603_00002.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.nanagarden.com/picture/product/400/245190.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://oer.learn.in.th/file_upload/cover/70824.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://health.mthai.com/app/uploads/2019/06/Bitter-bean.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Herb</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%AA%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B2</id>
		<title>สะเดา</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%AA%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B2"/>
				<updated>2020-01-30T14:46:04Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Herb: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:neem.png|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : MELIACEAE &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Azadirachta indica A.Juss.'' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' :  Neem, Neem tree, Nim, Margosa, Quinine, Holy tree, Indian margosa tree, Pride of china, Siamese neem tree &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่น ๆ''' :  สะเดา, สะเดาบ้าน, สะเลียม, เดา, กระเดา, กะเดา, จะดัง, จะตัง, ผักสะเลม, ลำต๋าว, สะเรียม, ตะหม่าเหมาะ, ควินิน, สะเดาอินเดีย, กาเดา, เดา, ไม้เดา&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทางพฤกษศาสตร์'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ต้น''' : เป็นพันธุ์ไม้ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มีความสูงประมาณ 20 - 25 เมตร ลักษณะของต้นเป็นทรงเรือนยอดเป็นพุ่มหนาทึบตลอดปี มีรากที่แข็งแรง กว้างขวาง และหยั่งลึก เปลือกของลำต้นค่อนข้างหนา มีสีน้ำตาลเทาหรือสีเทาปนดำ ผิวเปลือกแตกเป็นร่องตื้น ๆ หรือเป็นสะเก็ดยาว ๆ เยื้องสลับกันไปตามความยาวของละต้น ส่วนเปลือกของกิ่งมีลักษณะค่อนข้างเรียบ และเนื้อไม้มีสีแดงเข้มปนสีน้ำตาล เสี้ยนค่อนข้างสับสนเป็นริ้ว ๆ แคบ เนื้อหยาบ เป็นมันเลื่อม มีความแข็งแรงทนทาน ส่วนแกนไม้มีสีน้ำตาลแดง มีความแข็งแรงและทนทานมาก &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ใบ''' : มีสีเขียวเข้มหนาทึบ เมื่ออ่อนมีสีแดง ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ ยาวประมาณ 15 - 35 เซนติเมตร มีใบย่อยประมาณ 4 - 7 คู่ ใบย่อยติดตรงข้ามหรือกิ่งตรงข้าม ลักษณะใบเป็นรูปใบหอกกึ่งรูปเคียวโค้ง กว้างประมาณ 1.5 - 3.5 เซนติเมตรและยาวประมาณ 5 - 9 เซนติเมตร โคนใบเบี้ยวเห็นชัดเจน ส่วนปลายใบแหลมหรือเรียวแหลม ขอบใบเป็นจักคล้ายฟันเลื่อย ค่อนข้างเกลี้ยง มีเส้นใบอยู่ประมาณ 15 คู่ ก้านใบย่อยยาวประมาณ 1 - 2 เซนติเมตร ใบที่อยู่ปลายช่อจะใหญ่สุด ส่วนก้านใบยาวประมาณ 3 - 7 เซนติเมตร ผิวก้านค่อนข้างเกลี้ยง มีต่อม 1 คู่ที่โคนก้านใบ ในพื้นที่แล้งจัด ต้นจะทิ้งใบเฉพาะส่วนล่าง ๆ ในช่วงเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม และใบใหม่จะผลิขึ้นมาในช่วงเดือนมีนาคมจนถึงเดือนเมษายน ซึ่งช่วงนี้ต้นสะเดาจะแทงยอดอ่อนพุ่งขึ้นมาอย่างรวดเร็ว &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ดอก''' : ออกดอกเป็นช่อแยกแขนงขนาดใหญ่ตามง่ามใบหรือตามมุมที่ร่วงหลุดไปและที่ปลายกิ่ง ยาวได้ถึง 30 เซนติเมตร ดอกมีขนาดเล็กสีขาวหรือสีเทา ดอกมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ แกนกลางของช่อมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.5 มิลลิเมตร ลักษณะค่อนข้างเกลี้ยง แตกกิ่งกางออกเป็น 2 - 3 ชั้น ที่ปลายเป็นช่อกระจุกอยู่ 1 - 3 ดอก มีขนคล้ายไหม มีใบประดับและใบประดับย่อยเป็นรูปใบหอก ยาวประมาณ 0.5 - 1 มิลลิเมตร มีขนนุ่มและสั้น ส่วนก้านดอกย่อยยาวประมาณ 2 มิลลิเมตร มีขนนุ่มสั้นเช่นกัน ส่วนกลีบเลี้ยงเป็นรูปทรงแจกัน ยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร ปลายเป็นพู 5 พูกลม พูซ้อนเหลื่อมกัน กลีบดอกมี 5 กลีบแยกออกจากกัน ลักษณะเป็นรูปช้อนแคบ ยาวประมาณ 4 - 6 มิลลิเมตร มีขนนุ่มสั้นขึ้นทั้งสองด้าน ท่อเกสรตัวผู้เกลี้ยงหรือมีขนนุ่ม มีสัน 10 สัน ขอบบนเป็นพูกลม 10 พู มีอับเรณู 10 อัน ยาวประมาณ 0.8 มิลลิเมตร ลักษณะเป็นรูปรีแคบ ส่วนรังไข่เกลี้ยงหรือมีขนนุ่มสั้น มักจะออกดอกในช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนมีนาคม (ในช่อดอกมีสารจำพวกไกลโคไซด์ Nimbasterin 0.005% และมีน้ำมันหอมระเหยที่มีรสเผ็ดจัดอยู่ 0.5% นอกจากนี้ยังพบว่ามีสาร Nimbecetin, Nimbesterol, กรดไขมัน และสารที่มีรสขม) &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ผล''' : คล้ายผลองุ่น ผลมีลักษณะกลมรี ขนาดกว้างประมาณ 1 เซนติเมตรและยาวประมาณ 1 - 2 เซนติเมตร ผลอ่อนมีสีเขียว เมื่อสุกแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมเขียว มีรสหวานเล็กน้อย ผลจะสุกในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนมิถุนายนขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ เช่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะสุกเร็วกว่าภาคกลาง เป็นต้น (ผลมีสารขมที่ชื่อว่า Bakayanin)&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''การขยายพันธุ์''' :  &amp;lt;br&amp;gt; &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย (ดอก, ใบ, ผล)&lt;br /&gt;
:::2. ช่วยบำรุงธาตุไฟ ขับน้ำย่อยอาหารทำให้กระเพาะย่อยอาหารได้ดีขึ้น (ใบ, แก่น)&lt;br /&gt;
:::3. ช่วยบำรุงโลหิต (ใบ, แก่น)&lt;br /&gt;
:::4. น้ำตาลที่ได้จากการหมักน้ำจากลำต้นมีแร่ธาตุ ใช้เป็นยาบำรุงร่างกาย (ลำต้น)&lt;br /&gt;
:::5. ช่วยบำรุงและรักษาสายตา โดยพบว่าผู้ที่รับประทานยอดสะเดาตั้งแต่เด็ก เมื่ออายุ 90 กว่า สายตายังดีมาก (ยอดอ่อน)&lt;br /&gt;
:::6. ใช้เป็นยาขมเจริญอาหาร ด้วยการใช้ช่อดอกนำมาลวกน้ำร้อน จิ้มน้ำปลาหวานหรือน้ำพริก หรือจะใช้เปลือกสดประมาณ 1 ฝ่ามือนำมาต้มกับน้ำ 2 ถ้วยแก้ว ใช้รับประทานครั้งละครึ่งถ้วยแก้ว (ผลอ่อน, ลำต้น, เปลือกต้น, เปลือกราก, ราก, ใบอ่อน, ดอก)&lt;br /&gt;
:::7. ช่วยแก้กษัยหรือโรคซูบผอม ผอมแห้งแรงน้อย (เปลือกต้น)&lt;br /&gt;
:::8. ช่วยรักษาโรคแทรกซ้อนในผู้ป่วยเอดส์ เนื่องจากการรับประทานใบสะเดาเป็นอาหารจะช่วยทำให้เจริญอาหาร ลดอาการเบื่ออาหารหรือกินอาหารได้น้อยแล้วทำให้ซูบผอมจนทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน (ใบ)&lt;br /&gt;
:::9. ช่วยลดความเครียด โดยมีผลการทดลองในหนู ระหว่างกลุ่มที่ได้รับน้ำใบสะเดาคั้นและกลุ่มที่รับยา Diazepam (valium) ซึ่งเป็นยาลดความกังวล ผลการทดลองพบว่าสะเดาส่งผลได้ดีเท่ากับหรือดีกว่ายา diazepam (valium) (ใบ)&lt;br /&gt;
:::10. ช่วยทำให้นอนหลับสบาย หรือหากนอนไม่หลับ ให้ใช้ใบและก้านสะเดาประมาณ 1 กำมือ ใส่น้ำพอท่วมยาแล้วต้มให้เดือดนาน 5 - 10 นาที ใช้กินครั้งละ 1 แก้ว วันละ 3 - 4 เวลา (ใบ, ก้านใบ)&lt;br /&gt;
:::11. ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดเนื้องอกและมะเร็ง เนื่องจากในเปลือก ใบ และผลของสะเดา มีสาร Polysaccharides และ Limonoids ที่ช่วยลดความเสี่ยงดังกล่าว โดยไม่ส่งผลข้างเคียงต่อร่างกาย (ใบ, เปลือก, ผล) &lt;br /&gt;
:::12. ช่วยแก้โรคหัวใจ หัวใจเดินผิดปกติ หรือหัวใจเต้นผิดปกติ แก้ลมหทัยวาตหรือลมที่เกิดในหัวใจ (ผล)&lt;br /&gt;
:::13. ช่วยแก้ไข้ สร้างภูมิต้านทานให้กับร่างกาย (ลำต้น, เปลือกต้น, ราก, เปลือกราก, เปลือกรากแก้ว, ใบ, ก้านใบ) แก้ไข้ตัวร้อน ไข้จับสั่น (แก่น) หากเป็นไข้ตัวร้อน ปวดศีรษะ น้ำมูกไหล ให้ใช้ยอดอ่อนหรือดอกลวกจิ้มกินกับน้ำพริก อาการจะบรรเทาภายใน 24 ชั่วโมง หรือถ้าหากไปตากแดดตากฝนจนมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ครั่นเนื้อครั่นตัวคล้ายจะเป็นไข้ ก็ให้ใช้ยอดอ่อนและดอกลวกกินกับข้าว หรือจะใช้ใบทั้งก้านและดอกนำมาตากแดดจนแห้ง ต้มกับน้ำ 3 แก้วจนเหลือ 1 แก้ว ใช้กินก่อนอาหารขณะอุ่น ๆ ไม่เกิน 3 วัน ไข้จะหาย หรืออีกสูตรให้ใช้ก้านสะเดา 33 ก้าน ต้มกับน้ำ 3 แก้วจนเหลือ 1 แก้วแล้วดื่มให้หมด แล้วเอายาใหม่มาต้มกินอีกวันละ 3 - 4 ครั้ง หรือจะใช้รากสะเดาประมาณ 1 กำมือ ยาวหนึ่งฝ่ามือ ต้มกับน้ำจนเดือดนาน 10 - 15 นาที ใช้กินก่อนหรือหลังอาหารครั้งละครึ่งแก้ว ทุก ๆ 4 ชั่วโมง จะทำให้ความร้อนลดลง อาการไข้จะหาย หรือถ้าหากเป็นไข้ตัวร้อน กระหายน้ำด้วย ก็ให้ใช้ก้านและใบประมาณ 2 - 3 กำมือ ใส่น้ำพอท่วมยา ต้มจนเดือดประมาณ 5 - 10 นาที ใช้ดื่มต่างน้ำอาการจะดีขึ้น หรือใช้ก้านใบผสมกับสมุนไพรชนิดอื่นเป็นยาแก้ไข้ก็ได้เช่นกัน (ก้านใบ)&lt;br /&gt;
:::14. ช่วยแก้ไข้มาลาเรียหรือไข้จับสั่น โดยใช้เปลือกต้นสะเดานำมาต้มกับน้ำแล้วเคี่ยวให้งวด ใช้ดื่มขณะยังอุ่น เมื่อดื่มแล้วให้นอนคลุมโปง จะทำให้เหงื่อออกมาก และกินซ้ำ 3 - 4 วัน อาการไข้จับสั่นจะค่อย ๆ หาย หรือให้กินน้ำต้มใบสะเดา หรือใช้ยอด ก้านใบ นำมาต้มเคี่ยวแล้วกิน หรืออีกสูตรของผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม ระบุในตัวยาว่ามีก้านสะเดา 33 ก้าน, สมอไทย 30 ลูก, ฝักคูน 3 ฝัก, ใบหนาด 10 ใบ และขมิ้นอ้อย 5 แว่น นำมาต้มใส่น้ำพอท่วมยา ต้มให้เดือดประมาณ 5 - 10 นาที ใช้กินก่อนอาหารครั้งละ 1 แก้ว วันละ 3 - 4 เวลา หรือทุก ๆ 3 - 4 ชั่วโมง โดยเติมน้ำต้มกินเรื่อย ๆ จนกว่ายาจะจืด (ผลอ่อน, ลำต้น, เปลือกต้น, ราก, เปลือกราก, ก้าน)&lt;br /&gt;
:::15. ช่วยดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ในร่างกาย (ยาง)&lt;br /&gt;
:::16. ช่วยแก้อาการไอ ด้วยการใช้รากสะเดา 1 กำมือ ใส่น้ำพอท่วม ต้มประมาณ 10 - 15 นาที ใช้กินก่อนอาหารครั้งละ 1 แก้ว วันละ 3 เวลา ติดต่อกัน 4 วัน อาการไอจะหาย (ราก)&lt;br /&gt;
:::17. ช่วยแก้อาการร้อนในกระหายน้ำ ด้วยการใช้ยอดสะเดาลวกกับน้ำร้อน 2 - 3 น้ำ ใช้กินกับข้าว นอกจากจะช่วยแก้ร้อนในแล้ว ยังช่วยรักษาแผลในช่องปาก ปากมีกลิ่นเหม็น และมีฤทธิ์ระบายอ่อน ๆ (ใบ)&lt;br /&gt;
:::18. ช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกาย (เมื่อนำมาทำอาหาร เช่น แกงสะเดา)&lt;br /&gt;
:::19. น้ำตาลที่ได้จากการหมักน้ำจากลำต้น ช่วยแก้อาการกระหายน้ำ (ลำต้น)&lt;br /&gt;
:::20. ช่วยรักษาเบาหวาน ด้วยการใช้ใบสะเดาประมาณ 1 กำมือ ใส่น้ำ 3 - 4 แก้ว ต้มให้เดือดประมาณ 5 - 10 นาที ใช้กินก่อนอาหารครั้งละ 1 แก้ว วันละ 3 เวลา หรืออีกสูตรให้ใช้ใบสะเดาสด 1 กิโลกรัม, บอระเพ็ด 1 กิโลกรัม, ใบมะกรูด 1 กิโลกรัม ใส่น้ำท่วมยา แล้วต้มให้เดือดนาน 10 - 15 นาที ใช้กินต่างน้ำครั้งละ 1 แก้ว ทุก ๆ 4 ชั่วโมง (ใบ)&lt;br /&gt;
:::21. ช่วยแก้อาการคลื่นเหียนอาเจียน (แก่น)&lt;br /&gt;
:::22. ช่วยทำให้อาเจียน (เปลือกรากแก้ว)&lt;br /&gt;
:::23. ช่วยแก้อาการเพ้อคลั่ง (กระพี้)&lt;br /&gt;
:::24. ช่วยแก้พิษโลหิตกำเดา (ดอก)&lt;br /&gt;
:::25. ช่วยแก้เลือดกำเดาไหล ด้วยการใช้ใบสะเดา ใบพริกขี้หนู และรากกระเทียม (อย่างละเท่ากัน) นำมาหั่นเป็นฝอยแล้วตากแห้ง ไว้มวนสูบ (ใบ)&lt;br /&gt;
:::26. กิ่งอ่อนใช้เคี้ยวสีฟัน ช่วยทำให้เหงือกและฟันสะอาด แข็งแรง โดยให้เลือกใช้กิ่งยาวขนาดนิ้วชี้ ใช้ฟันขบปลายให้แบนแตกเป็นเส้นเล็ก ๆ คล้ายกับแปรงเอามาใช้สีฟัน จนขนแปรงจากไม้สะเดาหลุด ก็ให้เคี้ยวขนที่หลุดให้ละเอียดแล้วกลืนลงไป สีไปขบไปเคี้ยวไปจนหมดกิ่ง ไม่มีอันตรายแต่อย่างใด แล้วจะพบว่าฟันลื่นสะอาด กลิ่นอาหารไม่มี ลำคอสะอาด และยังช่วยทำลายแบคทีเรียในช่องปากได้อีกด้วย (กิ่งอ่อน)&lt;br /&gt;
:::27. หากฟันโยกคลอน เหงือกหรือปากเป็นแผล ให้ใช้เปลือกสะเดายาวประมาณ 2 - 3 นิ้ว นำมาขูดเอาเปลือกนอกดำ ๆ ออกให้หมด แล้วนำมาทุบปลายให้แตก พอให้ส่วนปลายอ่อน ๆ นำมาถูฟันเสร็จแล้วตัดออก หากจะใช้ครั้งต่อไปก็ทุบใหม่ ใช้แล้วจะช่วยทำให้ฟันที่โยกคลอนแข็งแรงขึ้น (เปลือก)&lt;br /&gt;
:::28. หากปากเปื่อยหรือริมฝีปากเป็นแผล มีอาการเจ็บแผลเมื่อกินรสจัด หรือกินอาหารไม่ค่อยได้ มีอาการเจ็บคอ ให้กินยอดสะเดาลวก 3 วัน จะหายเป็นปกติ (ยอด)&lt;br /&gt;
:::29. ช่วยรักษาโรครำมะนาด เหงือกอักเสบ ทำให้เคี้ยวอาหารได้ไม่สะดวกหรือไม่ละเอียด อาการจะหายเร็วขึ้นหากใช้เปลือกสะเดานำมาต้มกับเกลือประมาณ 10 - 15 นาที แล้วใช้อมวันละ 2 - 3 ครั้ง (เปลือก)&lt;br /&gt;
:::30. ช่วยแก้อาการเสียวฟัน โดยใช้ไม้สีฟันสะเดา จะพบว่าอาการเสียวฟันจะลดลงและหายไปในที่สุด ผู้ที่มีอาการเสียวฟันมากก็ใช้ได้ (กิ่งอ่อน)&lt;br /&gt;
:::31. ช่วยแก้โรคในลำคอ (ใบ)&lt;br /&gt;
:::32. ช่วยแก้อาการเจ็บคอ โดยใช้กิ่งสะเดาเคี้ยว ๆ อม ๆ แล้วค่อย ๆ กลืน อาการเจ็บคอจะทุเลาลงและหายในที่สุด (กิ่ง)&lt;br /&gt;
:::33. ช่วยแก้ลม (ราก, แก่น)&lt;br /&gt;
:::34. ช่วยแก้เสมหะที่จุกคอและแน่นอยู่ในอก (ราก)&lt;br /&gt;
:::35. ช่วยขับเสมหะ (แก่น) แก้กองเสมหะ (เปลือกต้น) หรือหากคอมีเสมหะให้ใช้รากสะเดา 1 กำมือ ใส่น้ำพอท่วม แล้วต้มประมาณ 10 - 15 นาที ใช้กินก่อนอาหารครั้งละ 1 แก้ว วันละ 3 เวลา จะช่วยทำให้เสมหะที่ติดคอถูกขับออกมา น้ำลายจะหายเหนียว (ราก)&lt;br /&gt;
:::36. ช่วยแก้ริดสีดวงในลำคอ มีอาการคันเหมือนมีตัวไต่อยู่ในลำคอ (ดอก)&lt;br /&gt;
:::37. ช่วยแก้อาการปวดท้อง (น้ำตาลที่ได้จากการหมักน้ำจากลำต้น)&lt;br /&gt;
:::38. ช่วยแก้อาการท้องเดิน (เปลือกต้น)&lt;br /&gt;
:::39. ช่วยแก้อาการท้องร่วง (เปลือกต้น)&lt;br /&gt;
:::40. ช่วยแก้อาการท้องผูก โดยใช้ใบสะเดาตากแดดจนแห้ง นำมาบดเป็นผงละลายกับน้ำร้อน ใช้กินก่อนอาหารครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ จะช่วยให้ถ่ายสบายขึ้น หรือจะกินสะเดาน้ำปลาหวานติดต่อกันประมาณ 1 อาทิตย์ จะช่วยทำให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดียิ่งขึ้น (ใบ)&lt;br /&gt;
:::41. ช่วยแก้บิด อาการบิดเป็นมูกเลือด โดยใช้เปลือกสะเดา 1 ชิ้น ขนาดเท่าฝ่ามือ ต้มกับน้ำ 2 แก้วให้เดือดประมาณ 10 นาที ใช้กินครั้งละครึ่งแก้ว วันละ 3 ครั้ง หรือจะใช้ยอดสะเดา 7 ยอดโขลกกับกระเทียม 3 กลีบ ใส่น้ำตาลอ้อยพอให้มีรสหวาน คลุกเคล้าจนเข้ากัน กินครั้งเดียวให้หมด โดยกินทุก 2 ชั่วโมง หากอาการทุเลาลงแล้วให้กินทุก 4 ชั่วโมง หรืออีกสูตรให้ใช้ใบสะเดาแก่ 1 กำมือ นำมาตำคั้นกับน้ำต้มสุก 1 แก้วแล้วกินให้หมด อาการถ่ายจะหยุด (ผล, เปลือกต้น, ใบ)&lt;br /&gt;
:::42. ช่วยรักษาริดสีดวงในลำไส้ มีอาการปวดท้อง ปวดเจ็บในลำไส้ ถ่ายออกมาเป็นเลือด ให้ใช้รากสะเดานำมาฝนใส่น้ำมะพร้าว ใช้กินก่อนอาหารครั้งละ 1 แก้ว วันละ 3 เวลา (ราก)&lt;br /&gt;
:::43. ช่วยขับลม โดยใช้ยอดอ่อนนำมาต้มหรือเผาให้กรอบ จิ้มน้ำพริกกินกับข้าว ช่วยขับลมได้ดี (ยอด, ดอก)&lt;br /&gt;
:::44. รากสะเดานำไปเข้ายารักษาโรคกระเพาะร่วมกับรากมะเฟือง รากหญ้าปันยอด และรากมะละกอตัวผู้ (ราก)&lt;br /&gt;
:::45. ช่วยในการย่อยอาหาร (ใบอ่อน, ดอก, ไม้สะเดาที่ใช้สีฟัน)&lt;br /&gt;
:::46. ช่วยแก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ (ไม้สะเดาที่ใช้สีฟัน)&lt;br /&gt;
:::47. ช่วยทำให้อุจจาระละเอียด (ใบ)&lt;br /&gt;
:::48. ใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ แก้พยาธิทั้งปวง และเป็นยาระบาย (ผล, ผลอ่อน, ลำต้น, เปลือกต้น, ราก, ใบ)&lt;br /&gt;
:::49. ช่วยแก้ปัสสาวะพิการ ปัสสาวะผิดปกติ (ผลอ่อน)&lt;br /&gt;
:::50. ช่วยรักษาโรคริดสีดวงทวาร (ผลอ่อน)&lt;br /&gt;
:::51. ช่วยบำรุงน้ำดี ขับน้ำดีให้ตกสู่ลำไส้มากขึ้น โดยน้ำดีจะช่วยในการย่อยไขมัน ทำให้อาหารพวกไขมันถูกย่อยมากขึ้น (ใบ, กระพี้)&lt;br /&gt;
:::52. ช่วยแก้น้ำดีพิการ (กระพี้)&lt;br /&gt;
:::53. ช่วยแก้ถุงน้ำดีอักเสบ (กระพี้)&lt;br /&gt;
:::54. ช่วยรักษาแผลพุพองมีน้ำเหลืองไหล โดยใช้เปลือกสะเดา 1 กำมือ ใส่น้ำพอท่วม เคี่ยวพอน้ำงวดจนมีสีเปลือกสะเดาออกน้ำตาลอ่อน แล้วใช้สำลีชุบเช็ดทาบ่อย ๆ จะช่วยทำให้แผลแห้งไม่มีน้ำเหลืองไหล และหายภายในเวลา 4 - 5 วัน (เปลือก)&lt;br /&gt;
:::55. หากรองเท้ากัดจนเป็นแผล ให้ใช้ใบสะเดา 3 ใบ ผสมกับผงขมิ้น เติมน้ำแล้วบดผสมจนเข้ากันกลายเป็นครีม ใช้ทาบนแผลรองเท้ากัดจะช่วยลดอาการเจ็บลงได้มาก ทั้งยังช่วยทำให้แผลแห้งเร็วขึ้นอีกด้วย (ใบ)&lt;br /&gt;
:::56. เปลือกต้นนำมาต้มกับน้ำใช้ชะล้างแผลและเป็นยาฆ่าเชื้อโรคได้ (เปลือกต้น)&lt;br /&gt;
:::57. เปลือกต้น ใบ และเมล็ด ใช้ในรายที่ถูกงูกัดและถูกแมงป่องต่อย (เปลือกต้น, ใบ, เมล็ด)&lt;br /&gt;
:::58. ใบใช้เป็นยาพอกรักษาฝี แก้พิษฝี โดยใช้ใบสะเดานำมาตำแล้วพอกใช้ผ้าปิดทับ เปลี่ยนยาวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น (ใบ)&lt;br /&gt;
:::59. ใช้เป็นยาฝาดสมาน (เปลือกราก, เปลือกต้น, ใบ)&lt;br /&gt;
:::60. ช่วยแก้โรคหิด โรคเรื้อน (เปลือก) รักษาโรคเรื้อนกวาง สะเก็ดเงิน หิด (น้ำมันเมล็ดสะเดา)&lt;br /&gt;
:::61. ช่วยแก้หัด โดยใช้ก้านสะเดา 33 ก้านต้มกับน้ำ 10 ลิตร แล้วต้มจนเหลือน้ำ 5 ลิตร ยกลงทิ้งไว้รอให้เย็น ผสมกับน้ำเย็น 1 ขัน ใช้อาบให้ทั่วร่างกายวันละ 1-2 ครั้งจนกว่าจะหาย และต้องระวังอย่าอาบช่วงที่เม็ดหัดผุดขึ้นมาใหม่ ๆ แต่ให้อาบในช่วงที่เม็ดหัดออกเต็มที่แล้ว (ก้าน)&lt;br /&gt;
:::62. ช่วยรักษาโรคผิวหนัง (ใบ, ราก, เปลือกต้น, เปลือกรากแก้ว, น้ำมันจากเมล็ด) แก้น้ำเหลืองเสีย (ใบ)&lt;br /&gt;
:::63. ช่วยบรรเทาอาการผิวแห้ง ('''น้ำมันสะเดา''')&lt;br /&gt;
:::64. ช่วยแก้ลมพิษ ด้วยการใช้ใบสะเดาทั้งก้านประมาณ 1 กิโลกรัม ใส่น้ำให้มากพอสำหรับอาบ ต้มจนเป็นสีเหลือง แล้วทิ้งไว้จนอุ่นแล้วนำมาใช้อาบ (ใบรวมก้าน)&lt;br /&gt;
:::65. หากมีผดผื่นคัน ให้ใช้ใบสะเดาต้มกับน้ำพอน้ำเดือด ตั้งไฟไว้พออุ่นแล้วนำมาใช้อาบทันที ผดผื่นคันจะหายไปภายใน 2 - 3 วัน (ใบ)&lt;br /&gt;
:::66. ช่วยแก้อาการคันในร่มผ้า โดยใช้ใบสะเดาแก่นำมาต้มให้งวดแล้วทิ้งไว้จนเย็น ใช้ชำระล้างส่วนที่มีอาการคัน 4 - 5 ครั้งติดต่อกัน (ใบแก่)&lt;br /&gt;
:::67. ใช้เป็นยาระงับอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ (ลำต้น, ราก, เปลือก)&lt;br /&gt;
:::68. ช่วยแก้ประดงเส้น ด้วยการใช้สะเดาทั้ง 5 ใส่น้ำพอท่วมยา แล้วต้มให้เดือดนาน 10 - 15 นาที ใช้กินก่อนอาหารครั้งละ 1 - 2 แก้ว วันละ 3 เวลา (ทั้งห้า)&lt;br /&gt;
:::69. ช่วยแก้ประดงเข้าข้อ ด้วยการใช้เปลือกสะเดาฝนกับน้ำใช้ทาภายนอก และให้ต้มใบสะเดาประมาณ 1 กำมือกินทุกวัน เช้าและเย็น (เปลือก, ใบ)&lt;br /&gt;
:::70. ใช้เป็นยากระตุ้น (ยางจากเปลือกต้น, ลำต้น, ราก, เปลือกต้น)&lt;br /&gt;
:::71. ใบและเมล็ดมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อและใช้เป็นยาฆ่าแมลง (ใบ, เมล็ด, น้ำมันจากเมล็ด, ผล)&lt;br /&gt;
:::72. หากเด็กเป็นเหา ให้ใช้ใบแก่นำมาโขลกผสมกับน้ำแล้วนำไปทาให้ทั่วหัวเด็ก แล้วใช้ผ้าหรือถุงพลาสติกคลุมหัวไว้ด้วยและทิ้งไว้สักพัก จะทำให้ไข่เหาฝ่อ และฆ่าเหาให้ตายได้ (ใบแก่) &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ยอดอ่อนและดอกอ่อนใช้รับประทานเป็นผักสดหรือใช้ลวกกินกับน้ำพริกหรือลาบ (กะเหรี่ยงแดง), ยอดอ่อนใช้กินกับลาบ (ไทลื้อ) ส่วนช่อดอกใช้ลวกกินกับน้ำพริก (คนเมือง), หรือจะใช้ดอกรับประทานร่วมกับแกงหน่อไม้หรือลาบก็ได้ (คนเมือง), ส่วนแกนในยอดอ่อนใช้ประกอบอาหารได้ เช่น การนำมาทำเป็นแกง (ลั้วะ)&lt;br /&gt;
:::2. '''น้ำปลาหวานสะเดา''' อีกหนึ่งเมนูอาหารที่ให้พลังงานค่อนข้างสูง ให้โปรตีนพอใช้ แต่ให้ไขมันต่ำ มีคุณค่าทางอาหารสูง ทั้งแร่ธาตุและวิตามิน ช่วยแก้ไข้หัวลม บรรเทาความร้อนในร่างกาย ช่วยปรับธาตุให้สมดุล ช่วยทำให้เจริญอาหาร ทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันโรคมะเร็งได้อีกด้วย&lt;br /&gt;
:::3. กล้วยตากของจังหวัดตากมีชื่อเสียงว่ารสชาติดี ไส้กล้วยไม่นิ่มแข็ง หนึบนอกนุ่มใน เพราะใช้ใบสะเดาในการบ่มกล้วย โดยวางกล้วยแก่จัดซ้อนกันไม่เกิน 3 ชิ้น แล้วคลุมด้วยใบสะเดาและห่อด้วยพลาสติกทิ้งไว้ 1 วัน แล้วนำมาผึ่งข้างนอกอีก 3 - 4 วัน จะได้กล้วยที่สุกงอมนำไปทำกล้วยตากได้ นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันแมลงวันทองมาเจาะผลกล้วยได้ด้วย&lt;br /&gt;
:::4. สะเดาเป็นผักที่มีแคลเซียมสูงสุดเป็นอันดับ 3 มีธาตุเหล็กสูงสุดเป็นอันดับ 4 มีเส้นใยอาหารสูงเป็นอันดับ 3 และมีเบตาแคโรทีนสูงเป็นอันดับ 5 ในบรรดาผักทั้งหมด&lt;br /&gt;
:::5. หากสุนัขเป็นขี้เรื้อน ให้ใช้ใบสะเดานำมาตำให้ละเอียด แล้วใช้น้ำและกากมาชโลมให้ทั่วตัวสุนัข จะช่วยรักษาโรคขี้เรื้อนได้&lt;br /&gt;
:::6. '''ไม้สะเดา''' มีลักษณะคล้ายกับเนื้อไม้มะฮอกกานี ยิ่งมีอายุมากเนื้อไม้ยิ่งแกร่งเหมือนไม้แดง ไม้ประดู่ เหมาะสำหรับนำมาใช้ทำเฟอร์นิเจอร์หรือสิ่งก่อสร้าง ในบ้านเรานิยมใช้ในการก่อสร้างบ้านเรือน เช่น ทำเสาบ้าน ทำฝาบ้าน ไม้กระดานปูพื้น เครื่องบนที่รองรับน้ำหนักจากคาน ตง เป็นต้น แถมมอดยังไม่กินอีกด้วย หรือนำไปทำเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ เนื่องจากเนื้อไม้สะเดามีความทนทาน ขัดเงาได้ดี มีสีแดงสวย และยังสามารถนำมาใช้ทำเป็นเชื้อเพลิง ปลูกเป็นไม้ฟืนได้ดี เพราะเนื้อไม้หนักพอสมควร ให้ความร้อนจำเพาะสูง&lt;br /&gt;
:::7. ต้นสะเดาเป็นต้นไม้ที่ปลูกได้ง่าย เติบโตเร็ว ทนทานต่อสภาพอากาศแห้งแล้งได้ดี และยังมีอายุยืนยาว อาจอยู่ได้นานถึง 200 ปี ใช้ปลูกเป็นแนวรั้วหรือปลูกเพื่อให้ร่มใบได้&lt;br /&gt;
:::8. '''สารสกัดสะเดา'''ที่มีในเมล็ดและใบ ใช้เป็นสารป้องกันและกำจัดแมลงศัตรูพืช โดย'''สารสกัดจากสะเดา'''สามารถใช้กับแมลงได้หลายชนิด มีฤทธิ์ฆ่าแมลง ขับไล่แมลง ช่วยต่อต้านการดูดกิน ยับยั้งการเจริญเติบโต ทำให้หนอนหรือตัวอ่อนไม่ลอกคราบ และกำจัดแมลงได้หลายชนิด เช่น ด้วงเต๋า ตั๊กแตน เพลี้ยกระโดดสีเขียว เพลี้ยอ่อน เพลี้ยจั๊กจั่นสีเขียว มอดข้าวโพดผีเสื้อกิน มอดแป้ง แมลงหวี่ขาวยาสูบ แมลงวันผลไม้ ใบส้ม หนอนกอ หนอนกอสีครีม หนอนเจาะสมอฝ้าย หนอนใยกะหล่ำ หนอนใยผัก ฯลฯ และยังใช้กำจัดไส้เดือนฝอยในดินได้อีกด้วย เนื่องจากสะเดามีสารสกัดที่ชื่อ &amp;quot;อาซาดิเรซติน&amp;quot; (Azadirachtin) ที่ใช้เป็นยาฆ่าแมลง โดยสูตรยาฆ่าแมลงที่นิยมใช้คือ ใช้ใบสะเดาสด 4 กิโลกรัม, ข่าแก่ 4 กิโลกรัม, และตะไคร้หอม 4 กิโลกรัม แล้วนำแต่ละอย่างมาตำให้ละเอียด หมักกับน้ำ 20 ลิตรทิ้งไว้ 1 คืน ใช้น้ำยาที่กรองได้มา 1 ลิตร ผสมกับน้ำ 200 ลิตร ใช้เป็นยาฉีดฆ่าแมลงในสวนผักผลไม้โดยไม่มีสารพิษตกค้าง ไม่เป็นอันตราย และไม่ทำลายศัตรูธรรมชาติ โดยน้ำยาที่ได้นี้สามารถเก็บไว้ได้นานหลายวัน แต่ต้องเก็บให้พ้นแสง หรือเก็บในขวดสีทึบหรือชา แดดส่องไม่ถึง และสูตรนี้หากใช้เมล็ดแทนใบได้จะสามารถกำจัดแมลงได้ทุกชนิด ยกเว้นด้วงและแมลงปีกแข็ง หรือจะใช้ใบนำมาแช่น้ำจนเน่าแล้วกรองน้ำที่ได้ไปใช้พ่นฆ่าแมลง ผสมกับต้นหัน หรือจะนำไปหมักใช้ทำน้ำหมักพ่นไล่แมลงก็ได้เช่นกัน&lt;br /&gt;
:::9. สำหรับสูตรไล่หอยและเพลี้ยไฟ ให้ใช้ยอดสะเดา ยูคาลิปตัส ข่าแก่ และบอระเพ็ดอย่างละ 2 กิโลกรัม จุลินทรีย์และกากน้ำตาลอย่างละ 1 แก้ว โดยนำยอดสะเดา ยูคาลิปตัส ข่าแก่ และบอระเพ็ด นำแต่ละอย่างมาแยกใส่ปี๊บแล้วใส่น้ำให้เต็ม ต้มจนเหลืออย่างละครึ่งปี๊บ ทิ้งไว้จนเย็น แล้วนำมาเทรวมกันในถังใหญ่ หลังจากนั้นให้ใส่จุลินทรีย์และกากน้ำตาลตามลงไป ปิดฝาให้สนิท ทิ้งไว้ประมาณ 3 - 5 วัน เมื่อนำมาใช้ให้ใช้เพียงครึ่งแก้วผสมกับน้ำ 20 ลิตร ใช้ฉีดพ่นในแปลงพืชผักหรือในนาข้าวจะช่วยป้องกันใบข้าวไหม้ได้&lt;br /&gt;
:::10. เศษที่เหลือของเมล็ดหลังจากการคั้นเอาน้ำมันและเนื้อหุ้มเมล็ดที่เน่าเปื่อยจะมีก๊าซมีเทนสูง สามารถนำมาใช้ทำปุ๋ยได้เป็นอย่างดี เพราะมีธาตุอาหารสูง และในส่วนของใบและกิ่งยังช่วยปรับปรุงดินได้ด้วย ซึ่งในประเทศอินเดียได้มีการนำต้นสะเดามาปลูกในพื้นที่แห้งแล้ง เพื่อช่วยในการปรับปรุงดินและได้ผลเป็นอย่างดี&lt;br /&gt;
:::11. ใช้ในอุตสาหกรรมเคมี โดยเปลือกของต้นสะเดาจะมีสารจำพวกน้ำฝาดอยู่ประมาณ 12 - 14% จากการศึกษาพบว่าน้ำฝาดที่ได้จากต้นสะเดาสามารถใช้ประโยชน์ได้ดีกว่าน้ำฝาดที่มาจากพืชชนิดอื่น &lt;br /&gt;
:::12. '''ประโยชน์สะเดา''' ใช้สกัดทำสีย้อมผ้า โดยเปลือกต้นสะเดาให้สีแดง ส่วนยางให้สีเหลือง&lt;br /&gt;
:::13. เมล็ดสะเดามีน้ำมันอยู่ประมาณ 40% สามารถนำมาใช้ทำเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง น้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์ได้ นอกจากนี้ยังใช้ทำสบู่ เครื่องสำอาง และใช้ผสมยารักษาโรคต่าง ๆ เช่น ยารักษาโรคผิวหนัง ยารักษาเส้นผม ยาสีฟัน ยารักษาสิว เนื่องจากมีคุณสมบัติช่วยต้านเชื้อก่อโรคฟันผุและช่วยต้านเชื้อก่อสิว&lt;br /&gt;
:::14. คนไทยสมัยก่อนถือว่าต้นสะเดาเป็นไม้มงคล หากปลูกไว้ในบริเวณบ้านทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ โดยเชื่อว่าจะช่วยป้องกันโรคร้ายต่าง ๆ ส่วนในบางพื้นที่เชื่อกันว่ากิ่งและใบของต้นสะเดาจะช่วยป้องกันภูตผีปีศาจได้ และด้วยความเป็นมงคลนี่เอง ต้นสะเดาจึงได้รับการคัดเลือกให้เป็นพันธุ์ไม้ประจำจังหวัดอุทัยธานี ส่วนสะเดาช้างได้รับการคัดเลือกให้เป็นพันธุ์ประจำจังหวัดสงขลา &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''คำแนะนำ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. เด็กแรกเกิด ไม่ควรใช้น้ำมันสะเดาทาเพื่อลดผื่นผ้าอ้อมในเด็ก เพราะอาจเกิดการระคายเคืองได้ &lt;br /&gt;
:::2. ผู้หญิงที่อยู่ในช่วงให้นมบุตร และผู้หญิงที่กำลังตั้งท้อง เพราะจะทำให้ไม่มีน้ำนม &lt;br /&gt;
:::3. คนเป็นโรคความดันโลหิตต่ำไม่ควรทาน เพราะสะเดามีคุณสมบัติลดน้ำตาลในเลือด อาจยิ่งทำให้เลือดไหลเวียนน้อยลง เป็นลม หมดสติ หรือวูบได้ง่าย &lt;br /&gt;
:::4. สะเดามีรสขม จึงเป็นยาเย็น จึงไม่เหมาะกับคนธาตุเย็น เพราะจะยิ่งทำให้ท้องอืด เกิดลมในกระเพาะ &lt;br /&gt;
:::5. คนเป็นโรคไตไม่ควรทาน เพราะสะเดาเป็นอาหารที่มีโพแทสเซียมสูง &lt;br /&gt;
:::6. คนที่เป็นโรคกระเพาะหรือโรคที่เกี่ยวกับช่องท้อง เช่น โรคกรดไหลย้อน ภาวะเรอเปรี้ยว แสบร้อนกลางอก เพราะรสขมเป็นรสที่ช่วยกระตุ้นสร้างน้ำย่อยให้ออกมาขึ้น &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[File:youtu.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=vobln4rVz6c|link=https://www.youtube.com/watch?v=vobln4rVz6c]] &lt;br /&gt;
&amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=vobln4rVz6c สะเดา] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:neem1.png]]  [[ไฟล์:neem2.png]]  [[ไฟล์:neem3.png]]  [[ไฟล์:neem4.png]] &amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.thaiarcheep.com/wp-content/uploads/2015/08/สะเดาเป็นพืชที่สามารถนำดอกมา.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/11/รูปต้นสะเดา.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/11/ใบสะเดา.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/11/ดอกสะเดา.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/11/ผลสะเดา.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Herb</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2</id>
		<title>สมอไทย</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2"/>
				<updated>2020-01-30T14:45:02Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Herb: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:chebulic.png|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : COMBRETACEAE &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Terminalia chebula Retz.'' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Chebulic Myrobalans, Myrolan Wood &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่น ๆ''' : หมากแน่ะ, ม่าแน่, สมออัพยา, ลูกสมอ&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทางพฤกษศาสตร์'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ต้น''' : เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง ประเภทไม้ผลัดใบ มีลำต้นสูงประมาณ 10 - 15 เมตร ลำต้นแตกกิ่งปานกลาง มีทรงพุ่มค่อนข้างโปร่ง ลำต้นมีรูปร่างไม่สมมาตร มีรูปร่างไม่แน่นอน เปลือกลำต้นแตกเป็นสะเก็ดแผ่นใหญ่ และมีร่องลลึก สีดำอมเทา ส่วนเนื้อไม้มีลักษณะแข็ง มีสีเหลืองอมน้ำตาลบริเวณด้านนอก และด้านในมีสีน้ำตาลอมดำ สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการก่อสร้างบ้านเรือนได้ดี &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ใบ''' : เป็นพืชใบเลี้ยงคู่ แตกออกเป็นใบเดี่ยวๆ เรียงเยื้องสลับข้างกันบริเวณปลายของกิ่งแขนง มีก้านใบยาว 1.5 - 2.5 เซนติเมตร ใบมีรูปร่างรี โคนใบ และปลายใบมน ใบด้านบนมีสีเขียวเข้ม ใบด้านล่างมีสีจางกว่า แผ่นใบค่อนข้างหนา และเรียบ มีขนขึ้นปกคลุม ทั้งนี้ สมอไทยจะเริ่มผลัดใบในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม และเริ่มแตกใบอ่อนในช่วงเดือนเมษายน &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ดอก''' : ดอกสมอไทยแทงออกเป็นช่อบนปลายกิ่งแขนง แต่ละปลายกิ่งมีช่อดอกประมาณ 3 - 5 ช่อ ปลายช่อห้อยลงด้านล่าง แต่ละช่อมีดอกประมาณ 10 - 20 ดอก ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ ดอกมีขนาดเล็ก 3 - 5 มิลลิเมตร ดอกมีลักษณะเป็นรูปถ้วย มีลีบดอก 5 กลีบ สีขาวอมเหลือง ด้านในดอกมีเกสรตัวผู้ 10 อัน และมีรังไข่อยู่ด้านล่างตรงฐานดอก แบ่งเป็น 2 ช่อง โดยดอกสมอไทยจะเริ่มออกดอกหลังการแตกใบใหม่ในช่วงเดือนเมษายน - พฤษภาคม&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ผล''' : มีลักษณะรูปไข่หรือค่อนข้างกลม ผิวผลไม่สมมาตรนัก ขนาดผล 2 - 2.5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 2.5 - 3.5 เซนติเมตร ประกอบด้วยส่วนเปลือก และเนื้อผลเป็นส่วนเดียวกัน เนื้อค่อนหนา และแข็ง แต่กรอบ ให้รสเปรี้ยวอมฝาด เปลือกผลขณะอ่อนมีสีเขียวสด เมื่อผลเริ่มแก่จะมีสีแดงเรื่อปะ ผลหนึ่งจะมี 1 เมล็ด เมล็ดมีรูปร่างค่อนข้างกลม เปลือกเมล็ดหนา มีสีเหลืองน้ำตาล โดยผลสมอไทยจะเริ่มติดในช่วงเดือนมิถุนายน และผลจะแก่มีสีเขียว และมีสีแดงเรื่อปะในช่วงเดือนพฤศจิกายน-มกราคม &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''การขยายพันธุ์''' : สามารถปลูกได้ด้วยการเพาะเมล็ด ส่วนวิธีการอื่นมักไม่ได้ผล เพราะต้นเสมอไทยเป็นไม้เนื้อแข็ง ทำให้การตอนหรือการปักชำไม่ได้ผลมากนัก &amp;lt;br&amp;gt; &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ลูกสมอช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง (ผลรสเค็ม)&lt;br /&gt;
:::2. ช่วยขับสารพิษออกจากร่างกายและช่วยบำบัดรักษาโรคได้หลายชนิด&lt;br /&gt;
:::3. ช่วยให้เจริญอาหาร (เมล็ด)&lt;br /&gt;
:::4. ช่วยบำรุงกำลัง (ผลรสหวาน)&lt;br /&gt;
:::5. แก้อาการอ่อนเพลีย (ผลแก่นำมาดองกับน้ำมูตรโคดื่มบรรเทาอาการ)&lt;br /&gt;
:::6. ช่วยบำรุงร่างกาย (ผลแก่)&lt;br /&gt;
:::7. ช่วยบำรุงหัวใจ (เปลือกต้น)&lt;br /&gt;
:::8. ช่วยฟอกโลหิต (ผลรสเปรี้ยว)&lt;br /&gt;
:::9. ช่วยแก้กระหาย (ผลรสเปรี้ยว)&lt;br /&gt;
:::10. ช่วยระงับประสาท ทำให้นอนหลับสบาย (ผลรสเค็ม)&lt;br /&gt;
:::11. แก้อาการนอนสะดุ้ง (ผลแก่) &lt;br /&gt;
:::12. ใช้รักษาโรคฟันและเหงือกที่เป็นแผล&lt;br /&gt;
:::13. ช่วยสมานแผลในช่องปาก (ผลรสฝาด)&lt;br /&gt;
:::14. ช่วยควบคุมธาตุในตัว (ผล)&lt;br /&gt;
:::15. ช่วยแก้พิษร้อนใน (ผล)&lt;br /&gt;
:::16. ช่วยแก้ไข้ (ผลรสขม)&lt;br /&gt;
:::17. แก้เจ็บคอ (ผลแก่) หรือจะใช้เนื้อผลรสฝาดทำเป็นยาชงใช้อมกลั้วคอแก้อาการก็ได้เช่นกัน&lt;br /&gt;
:::18. ช่วยแก้อาการไอ (ผลรสเปรี้ยว)&lt;br /&gt;
:::19. แก้อาการหืดไอ (ผลรสฝาดเปรี้ยว)&lt;br /&gt;
:::20. แก้อาการสะอึก (ผลรสฝาดเปรี้ยว)&lt;br /&gt;
:::21. ช่วยแก้อาเจียน (ผลรสฝาดเปรี้ยว)&lt;br /&gt;
:::22. ช่วยกัดเสมหะ (ผลรสเปรี้ยว)&lt;br /&gt;
:::23. ช่วยขับเสมหะ (ผลอ่อน)&lt;br /&gt;
:::24. ช่วยแก้เสมหะเป็นพิษ (ผลแก่)&lt;br /&gt;
:::25. ผลอ่อนใช้เป็นยาระบาย ช่วยในการขับถ่ายให้คล่องตัว และเป็นยาระงับการถ่าย คือรู้ปิดรู้เปิดไปในตัว (ผล)&lt;br /&gt;
:::26. ช่วยย่อยอาหาร (ผลรสขม)&lt;br /&gt;
:::27. แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ (เนื้อลูกสมอรสฝาดเปรี้ยว)&lt;br /&gt;
:::28. ช่วยแก้อาการท้องเสีย (ผลรสฝาด)&lt;br /&gt;
:::29. ช่วยขับลมในลำไส้ (ผลอ่อน)&lt;br /&gt;
:::30. ผลแก่ช่วยแก้ลม จุกเสียด (ผลแก่)&lt;br /&gt;
:::31. ช่วยแก้อาการบิด (ผลรสฝาด)&lt;br /&gt;
:::32. ช่วยแก้อาการท้องร่วงเรื้อรัง (ผลรสฝาดเปรี้ยว)&lt;br /&gt;
:::33. ช่วยแก้โลหิตในท้อง (ผลอ่อน)&lt;br /&gt;
:::34. ช่วยรักษาโรคท้องผูกและอาการท้องผูกเรื้อรัง (ผลรสเปรี้ยว)&lt;br /&gt;
:::35. ช่วยแก้โรคท้องมาน (ผลรสฝาดเปรี้ยว)&lt;br /&gt;
:::36. ช่วยในการขับถ่าย (ผลรสฝาด)&lt;br /&gt;
:::37. ช่วยชำระล้างเมือกมันในลำไส้ (ผลรสเปรี้ยว)&lt;br /&gt;
:::38. ช่วยสมานแผลในกระเพาะลำไส้ (ผลรสฝาด)&lt;br /&gt;
:::39. ช่วยแก้ขัด (เยื่อหุ้มเมล็ด)&lt;br /&gt;
:::40. ช่วยขับปัสสาวะ (เปลือกต้น)&lt;br /&gt;
:::41. ช่วยบรรเทาอาการของโรคริดสีดวงทวาร (ผลรสเค็ม)&lt;br /&gt;
:::42. ช่วยแก้ประจำเดือนไม่ปกติ (ผลรสเปรี้ยว)&lt;br /&gt;
:::43. ช่วยแก้ลมป่วง (ผล)&lt;br /&gt;
:::44. แก้ดีพลุ่ง (ผลแก่)&lt;br /&gt;
:::45. ช่วยบำรุงน้ำดี (ผลรสขม,ใบ)&lt;br /&gt;
:::46. ใช้รักษาโรคเกี่ยวกับน้ำดี (เยื่อหุ้มเมล็ด)&lt;br /&gt;
:::47. ช่วยขับน้ำเหลืองเสีย (เปลือกต้น)&lt;br /&gt;
:::48. ช่วยแก้ประดงน้ำเหลืองเสีย (ผลรสเค็ม)&lt;br /&gt;
:::49. ช่วยแก้ตับม้ามโต (ผลรสฝาดเปรี้ยว)&lt;br /&gt;
:::50. ช่วยแก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย ตามข้อ (ผลแก่นำมาดองกับน้ำมูตรโคดื่มบรรเทาอาการ)&lt;br /&gt;
:::51. ช่วยถอนพิษผิดสำแดง (ผลรสขม)&lt;br /&gt;
:::52. ผลแก่ใช้เป็นยาฝาดสมาน&lt;br /&gt;
:::53. ใช้รักษาแผลเรื้อรัง ด้วยการนำผลแก่มาบดให้เป็นผงแล้วนำมาโรยใส่แผล (ผลแก่)&lt;br /&gt;
:::54. ช่วยแก้พิษฝี (ผลรสเค็ม)&lt;br /&gt;
:::55. ช่วยแก้พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อย (ผลรสเค็ม)&lt;br /&gt;
:::56. ช่วยแก้พยาธิต่าง ๆ (ผลรสเค็ม)&lt;br /&gt;
:::57. สมอไทยจัดอยู่ในกลุ่มยาสมุนไพร &amp;quot;พิกัดตรีผลา&amp;quot; &amp;quot;พิกัดตรีสมอ&amp;quot; &amp;quot;พิกัดตรีฉันทลามก&amp;quot;&lt;br /&gt;
:::58. ลูกสมอ ประโยชน์ผลดิบใช้รับประทานเป็นผลไม้สด หรือนำไปดองเกลือก็ได้ ส่วนผลห่ามสามารถนำไปจิ้มน้ำพริกกินได้ (ผล)&lt;br /&gt;
:::59. ผลใช้ในอุตสาหกรรมฟอกหนังและใช้ทำหมึก (ผล) &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ผลสมอไทยนำมาทานสดหรือจิ้มกับพริกน้ำปลา ให้รสเปรี้ยวอมฝาด มีสรรพคุณทางยาหลายด้าน&lt;br /&gt;
:::2. ผลสมอไทยนำมาทำสมอไทยดอง หรือ สมอไทยแช่อิ่มรับประทาน&lt;br /&gt;
:::3. เปลือกลำต้นใช้มีดถากนำมาย้อมผ้า ย้อมแห ให้สีดำอมแดงเรื่อ&lt;br /&gt;
:::4. ใบสมอไทย นำมาต้มย้อมผ้า ใบอ่อนให้สีเขียวขี้ม้า ใบแก่ที่เหลืองแล้วให้สีเหลืองอมน้ำตาล&lt;br /&gt;
:::5. ใบอ่อน นำมาสับเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วตากแห้ง ก่อนนำมาชงเป็นชาดื่ม หรือ ใช้มวนเป็นยาสูบผสมกับใบพืชชนิดอื่น&lt;br /&gt;
:::6. ไม้สมอไทยเป็นไม้เนื้อแข็ง นิยมเลื่อยแปรรูปเป็นเสาบ้าน แผ่นไม้ปูบ้าน ทำประตูวงกบ รวมถึงทำเครื่องเรือน และเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ&lt;br /&gt;
:::7. กิ่งไม้ใช้ทำฟืน&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''คำแนะนำ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ผลดิบกินเป็นผลไม้สด รสเปรี้ยวขมอมฝาด มีแทนนินเป็นจำนวนมาก หรือนำไปดองเกลือ &lt;br /&gt;
:::2. ผลห่ามนำไปจิ้มน้ำพริก &lt;br /&gt;
:::3. ผลอ่อนใช้เป็นยาระบาย ผลแก้เป็นยาฝาดสมาน แก้ลมจุกเสียด เยื่อหุ้มเมล็ดแก้ขัดและโรคเกี่ยวกับน้ำดี มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์หลายชนิด เช่น วิตามินซี วิตามินเอ แคลเซียม ฟอสฟอรัส ชาวกะเหรี่ยงใช้ผลย้อมผ้า&lt;br /&gt;
:::4. ผลสุก 5 - 6 ผลต้นกับน้ำใส่เกลือเล็กน้อย ใช้เป็นระบายอ่อนๆ ใช้น้ำประมาณ 1 ถ้วยแก้ว จะถ่ายหลังจากกินแล้วประมาณ 2 ชั่วโมง &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[File:youtu.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=7823k8DXYAg|link=https://www.youtube.com/watch?v=7823k8DXYAg]] &lt;br /&gt;
&amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=7823k8DXYAg สมอไทย] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:chebulic1.png]]  [[ไฟล์:chebulic2.png]]  [[ไฟล์:chebulic3.png]]  [[ไฟล์:chebulic4.png]] &amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.caherbal.com/wp-content/uploads/2016/11/สมอไทย-ราชาสมุนไพร-ป้องกันมะเร็ง.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.nanagarden.com/Picture/Product/400/223640.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://f.ptcdn.info/413/014/000/1389586579-1JPG-o.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.fca16mr.com/upload/files/technical/สมอไทย%202.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.technologychaoban.com/wp-content/uploads/2017/12/2-10.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Herb</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%AA%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%82%E0%B8%81</id>
		<title>ส้มแขก</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%AA%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B9%81%E0%B8%82%E0%B8%81"/>
				<updated>2020-01-30T14:44:09Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Herb: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:garcinia.png|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : CLUSIACEAE หรือ GUTTIFERAE &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Garcinia atroviridis Griff. ex T.Anderson''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Garcinia, Malabar tamarind, Garcinia cambogia, Gambooge, Brindle berry, Assam fruit &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่น ๆ''' : ชะมวงช้าง, ส้มควาย, อาแซกะลูโก, ส้มพะงุน, ส้มมะอ้น, ส้มมะวน, มะขามแขก&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทางพฤกษศาสตร์'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ต้น''' : เป็นไม้ยืนต้นทรงพุ่มกว้างสูงประมาณ 5 - 14 เมตร เป็นไม้เนื้อแข็ง ลักษณะของเปลือกต้นหากเป็นต้นอ่อนจะมีสีเขียว หากแก่แล้วจะมีสีน้ำตาลอมดำ เมื่อลำต้นเป็นแผลจะมียางสีเหลืองออกมา&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ใบ''' : เป็นใบเดี่ยวออกตรงข้ามเป็นคู่ ใบใหญ่ผิวเรียบเป็นมัน ใบอ่อนมีสีน้ำตาลอมแดง ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลม ยาวประมาณ 10 - 20 เซนติเมตร กว้างประมาณ 4 - 5 เซนติเมตร โดยใบแห้งจะมีสีน้ำตาล&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ดอก''' : ออกตามปลายยอด ดอกเพศผู้มีกลีบเลี้ยง 4 กลีบ ด้านในสีแดง ด้านนอกมีสีเขียว มีเกสรเพศผู้เรียงอยู่บนฐานรองดอก ส่วนดอกเพศเมียเป็นดอกเดี่ยวแทงออกจากปลายกิ่ง มีขนาดเล็กกว่าดอกเพศผู้ รังไข่มีรูปทรงกระบอก &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ผล''' : เป็นผลเดี่ยว ผิวเรียบสีเขียว เมื่อแก่จัดจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองแก่ มีขนาดใกล้เคียงกับผลกระท้อน เปลือกผลเป็นร่องตามแนวขั้วไปยังปลายผล มีประมาณ 8 - 10 ร่อง ที่ขั้วมีกลีบเลี้ยงติดอยู่ 2 ชั้น ชั้นละ 4 กลีบ เนื้อแข็งมีรสเปรี้ยวจัด ในผลมีเมล็ดแข็ง 2 - 3 เมล็ด &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''การขยายพันธุ์''' : สามารถขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด การแตกหน่อ การติดตา และการต่อยอด &amp;lt;br&amp;gt; &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ช่วยแก้อาการไอ (ดอก)&lt;br /&gt;
:::2. ใช้เป็นยาขับเสมหะ (ดอก)&lt;br /&gt;
:::3. ผลแก่นำมาใช้ทำเป็นชาลดความดันได้ หรือจะใช้ดอกก็ได้ (ผลแก่, ดอก)&lt;br /&gt;
:::4. ช่วยรักษาโรคเบาหวาน ด้วยการใช้ดอกตัวผู้แห้งต้มกับน้ำ (อัตราส่วน 7 ดอก : น้ำ 1 ลิตร) เติมน้ำครั้งที่สองใส่ดอก 3 ดอกต่อน้ำ 1 ลิตร โดยไม่ต้องทิ้งดอกที่ต้มในครั้งแรก แล้วนำมาดื่ม (ดอกตัวผู้)&lt;br /&gt;
:::5. ใช้เป็นยาสมุนไพรช่วยฟอกโลหิต&lt;br /&gt;
:::6. ใช้ทำเป็นยาแก้กระษัย ด้วยการนำมาตากแห้งแล้วต้มกับน้ำผสมกับรากมังคุดและรากจูบู (ราก)&lt;br /&gt;
:::7. ตำรายาพื้นบ้านใช้ส้มแขกทำเป็นยาบรรเทาอาการปวดท้องในสตรีมีครรภ์&lt;br /&gt;
:::8. ส้มแขกมีสรรพคุณใช้เป็นยาระบายอ่อน ๆ&lt;br /&gt;
:::9. ใบสดน้ำมารับประทานช่วยแก้อาการท้องผูก (ใบ)&lt;br /&gt;
:::10. มีฤทธิ์เป็นยาขับปัสสาวะ&lt;br /&gt;
:::11. รากใช้ทำเป็นยารักษานิ่ว ด้วยการนำมาตากแห้งแล้วต้มกับน้ำผสมกับรากมังคุดและรากจูบู (ราก) &lt;br /&gt;
:::12. ผลส้มแขกมีสรรพคุณช่วยลดความอยากอาหาร ความรู้สึกหิวอาหาร&lt;br /&gt;
:::13. ช่วยเร่งระบบการเผาผลาญอาหาร&lt;br /&gt;
:::14. ช่วยดักจับแป้งและไขมันจากอาหารที่รับประทานเข้าไป&lt;br /&gt;
:::15. สารสกัดจากส้มแขกช่วยทำให้ลำไส้เกิดการเคลื่อนไหวตัวได้เร็วขึ้นและขับไขมันออกมา&lt;br /&gt;
:::16. '''ส้มแขกลดน้ำหนัก''' เนื่องจากผลส้มแขกมีกรดมีกรดไฮดรอกซีซิตริก (HCA) มีสรรพคุณในการช่วยลดน้ำหนักและช่วยลดไขมันส่วนเกินของร่างกายได้&lt;br /&gt;
:::17. มีคุณสมบัติช่วยสกัดกั้นการเปลี่ยนแปลงของคาร์โบไฮเดรต (อาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล) ไม่ให้เปลี่ยนเป็นไขมันสะสมตามร่างกายได้ แต่จะนำไปเป็นพลังงานให้ร่างกาย ทำให้ร่างกายไม่อ่อนเพลีย&lt;br /&gt;
:::18. '''ส้มแขกลดความอ้วน''' ช่วยกระตุ้นให้มีการดึงเอาไขมันที่สะสมในร่างกายออกมาใช้เป็นพลังงาน ทำให้ไขมันที่สะสมตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายลดน้อยลง ซึ่งจะทำให้ร่างกายมีน้ำหนักลดลงอย่างช้า ๆ ประมาณ 1 กิโลกรัมภายใน 3 - 4 อาทิตย์ &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ใบแก่นำมาทำเป็นชาได้ แต่จะมีกลิ่นเหม็นเขียว (ใบแก่)&lt;br /&gt;
:::2. ใบอ่อนส้มแขกใช้รองนึ่งปลา (ใบอ่อน)&lt;br /&gt;
:::3. ประโยชน์ส้มแขก ผลสดใช้ทำแกงส้ม&lt;br /&gt;
:::4. ประโยชน์ของส้มแขก ผลใช้ปรุงรสอาหารด้วยการนำมาผ่าเป็นชิ้นเล็ก ๆ เอาเยื่อและเมล็ดออก นำมาตากแห้งแล้วนำมาใช้ปรุงรสอาหารให้มีรสเปรี้ยว เช่น แกงส้ม แกงเลียง ต้มปลา ต้มเนื้อ แกงส้ม หรือใช้ทำน้ำแกงขนมจีน เป็นต้น หรือจะใช้ใบแทนผลก็ให้รสเปรี้ยวได้เช่นกัน (ผล, ใบ)&lt;br /&gt;
:::5. มีการใช้ใบแก่ของส้มแขกมาผสมกับยางพารา เพื่อใช้ทำปฏิกิริยาให้น้ำยางพาราแข็งตัวเร็วขึ้น ด้วยการใช้ใบแก่ประมาณ 2 กิโลกรัมผสมกับน้ำ 10 ลิตรแล้วทิ้งไว้ประมาณ 1 อาทิตย์แล้วค่อยนำมาผสมกับยางพารา (ใบแก่)&lt;br /&gt;
:::6. ลำต้นส้มแขกแก่ ๆ (อายุเกิน 30 ปีขึ้นไป) สามารถนำมาใช้ทำเป็นเฟอร์นิเจอร์ หรือทำเป็นไม้แปรรูปใช้ในการก่อสร้างได้ (ลำต้น)&lt;br /&gt;
:::7. มีการนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อย่างหลากหลาย เช่น ชาส้มแขก น้ำส้มแขก ส้มแขกกวน แคปซูลส้มแขก ฯลฯ &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''คำแนะนำ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. สำหรับผลิตภัณฑ์สารสกัดส้มแขกมีปริมาณ HCA ที่สูง ไม่ควรใช้กับสตรีตั้งครรภ์ หรือสตรีให้นมบุตร เพราะสารชนิดนี้จะไปรบกวนการสร้าง Fatty Acid, Acetyl coenzyme A รวมไปถึง Cholesterol ซึ่งอาจส่งผลต่อการสร้าง Steroid Hormone ได้นั่นเอง และสำหรับบุคคลทั่วไปการรับประทานในปริมาณมากเกินไปอาจมีอาการข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหารได้ &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[File:youtu.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=IsypGscOiNM|link=https://www.youtube.com/watch?v=IsypGscOiNM]] &lt;br /&gt;
&amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=IsypGscOiNM ส้มแขก] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:garcinia1.png]]  [[ไฟล์:garcinia2.png]]  [[ไฟล์:garcinia3.png]]  [[ไฟล์:garcinia4.png]] &amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://youhohoho.files.wordpress.com/2010/11/1709481.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.nanagarden.com/picture/product/400/271287.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.bookmuey.com/images/Garcinia00002.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/6/6d/BungaAsamKeping.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://f.btwcdn.com/store-9082/product/a234d0e4-186b-6bff-08b8-5c0a349e973b.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Herb</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89</id>
		<title>ว่านหางจระเข้</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B9%89"/>
				<updated>2020-01-30T14:43:26Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Herb: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:aloin.png|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' :  XANTHORRHOEACEAE  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Aloe vera (L.) Burm.f.'' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Aloe, Aloe vera, Aloin, Barbados, Jafferabad, Star cactus &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่น ๆ''' : ว่านไฟไหม้, หางตะเข้ &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทางพฤกษศาสตร์'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ต้น''' : เป็นพรรณไม้ล้มลุกมีอายุหลายปี มีความสูงประมาณ 0.5 - 1 เมตร ลำต้นเป็นข้อปล้องสั้น&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ใบ''' : มีใบเป็นใบเดี่ยว ใบหนาและยาว อวบน้ำ แผ่นใบมีสีเขียว มีจุดยาวสีขาวอ่อนออกเรียงเวียนรอบต้น โคนใบใหญ่ ปลายใบแหลม ขอบใบหยัก มีหนามแหลมเล็ก ๆ สีขาวอยู่ห่างกัน ข้างในใบเป็นวุ้นสีเขียวอ่อน &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ดอก''' : ออกดอกเป็นช่อกระจะที่ปลายยอด ดอกมีสีแดงอมสีเหลือง ก้านช่อดอกยาว โคมเชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 6 แฉก เรียงเป็น 2 ชั้น เป็นรูปแตร &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ผล''' : เป็นผลแห้ง มีลักษณะเป็นเหลี่ยมแบน สีน้ำตาล &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''การขยายพันธุ์''' : ทำการขุดหลุมปลูกลึกประมาณ 20 ซม. ระยะห่างระหว่างหลุม และแถว สำหรับแถวคู่ 60 × 60 ซม. เว้นขอบแปลง 20 - 30 ซม. ก่อนนำต้นกล้าลงหลุมอาจใส่ปุ๋ยคอกประมาณ 1 - 2 กำมือ หากไม่ต้องการใส่ในช่วงการเตรียมแปลง ซึ่งจะทำให้ประหยัดปุ๋ยได้ หลังจากนั้น นำต้นกล้าลงหลุมปลูก กลบดินให้แน่นพอประมาณ พร้อมรดน้ำให้ชุ่ม &amp;lt;br&amp;gt; &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ช่วยป้องกันโรคเบาหวาน ด้วยการรับประทานเนื้อวุ้น หรือจะทำเป็นน้ำปั่นว่านหางจระเข้มาดื่มก็ได้ ก็จะช่วยบรรเทาอาการและป้องกันโรคเบาหวานได้&lt;br /&gt;
:::2. ว่านหางจระเข้มีสรรพคุณช่วยแก้อาการปวดศีรษะ ด้วยการตัดใบสดของว่านหางจระเข้แล้วทาปูนแดงด้านหนึ่ง แล้วเอาด้านที่ทาปูนปิดตรงขมับ จะช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะได้ (ใบ)&lt;br /&gt;
:::3. วุ้นว่านหางจระเข้มีสรรพคุณช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ช่วยป้องกันและลดการเกิดแผลในกระเพาะขณะท้องว่าง ช่วยรักษาโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารต่าง ๆ&lt;br /&gt;
:::4. สรรพคุณว่านหางจระเข้ช่วยแก้กระเพาะลำไส้อักเสบ ด้วยการใช้ใบนำมาปอกเปลือกเอาแต่วุ้น นำมารับประทานวันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 2 ช้อนโต๊ะ (เนื้อวุ้น)&lt;br /&gt;
:::5. ใช้เป็นถ่าย ยาระบาย ที่เปลือกของว่านหางจระเข้จะมีน้ำยางสีเหลือง ในน้ำยางจะมีสารแอนทราควิโนน (Anthraquinone) ที่มีฤทธิ์เป็นยาระบาย หากนำน้ำยางไปเคี่ยวให้น้ำระเหยออกแล้วทิ้งไว้ให้เย็น ก็จะได้สารสีน้ำตาลเกือบดำ หรือเรียกว่า &amp;quot;ยาดำ&amp;quot; ซึ่งยาดำนี้เองใช้เป็นส่วนผสมในตำรับยาแผนโบราณที่ต้องการให้มีฤทธิ์เป็นยาระบายอยู่หลายตำรับ (ยางในใบ)&lt;br /&gt;
:::6. ช่วยรักษาอาการท้องผูก ด้วยการกรีดเอายางจากว่านหางจระเข้มาเคี่ยวให้งวด ทิ้งไว้ให้เย็นจะได้ก้อนยาสีดำ (ยาดำ) แล้วตักมาใช้ประมาณช้อนชา เติมน้ำเดือด 1 ถ้วย แล้วคนจนละลาย โดยผู้ใหญ่รับประทานครั้งละ 2 ช้อนชาก่อนนอน แต่ถ้าเป็นเด็กให้รับประทานครั้งละ 1 ช้อนชาก่อนนอน&lt;br /&gt;
:::7. ช่วยรักษาริดสีดวงทวาร ด้วยการใช้เนื้อวุ้นจากใบเหลาให้เป็นปลายแหลมเล็กน้อย และนำไปแช่ตู้เย็นหรือน้ำแข็งจนเนื้อแข็ง แล้วนำไปใช้เหน็บในช่องทวารหนัก ควรหมั่นทำเป็นประจำวันละ 1 - 2 ครั้งจนกว่าจะหาย (เนื้อวุ่น)&lt;br /&gt;
:::8. ช่วยแก้หนองใน (ราก, เหง้า)&lt;br /&gt;
:::9. ช่วยแก้มุตกิดหรือระดูขาวของสตรี (ราก, เหง้า)&lt;br /&gt;
:::10. ทั้งต้นของว่านหางจระเข้มีรสเย็น ใช้ดองกับสุรานำมาดื่มช่วยขับน้ำคาวปลาได้ (ทั้งต้น)&lt;br /&gt;
:::11. ช่วยบรรเทาและแก้อาการปวดตามข้อ ด้วยการรับประทานเนื้อวุ้นครั้งละ 1 - 2 ช้อนโต๊ะ วันละ 3 ครั้งเป็นประจำ จะช่วยทำให้อาการปวดดีขึ้น (วุ้นจากใบ) &lt;br /&gt;
:::12. ใบว่านหางจระเข้มีรสเย็น นำมาตำผสมกับสุราใช้พอกรักษาฝีได้ (ใบ)&lt;br /&gt;
:::13. ช่วยรักษาแผลสด แผลจากของมีคม แผลที่ริมฝีปาก แก้ฝี แก้ตะมอย ด้วยการใช้วุ้นจากใบนำมาแปะบริเวณแผลให้มิดชิดและใช้ผ้าปิดไว้ แล้วหยอดน้ำเมือกลงตรงแผลให้ชุ่มอยู่เสมอ หรือจะเตรียมเป็นขี้ผึ้งก็ได้ (วุ้นจากใบ)&lt;br /&gt;
:::14. ช่วยรักษาแผลถลอกและแผลจากการถูกครูด (แผลพวกนี้จะเจ็บปวดมาก) ให้ใช้วุ้นว่านหางจระเข้นำมาทาแผลเบา ๆ ในวันแรกต้องทาบ่อย ๆ จะช่วยในการสมานแผล ทำให้แผลหายเร็วยิ่งขึ้น และทำให้ไม่เจ็บแผลมาก (วุ้นจากใบ)&lt;br /&gt;
:::15. ช่วยรักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ช่วยดับพิษร้อนบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อนจากแผล ด้วยการใช้วุ้นจากใบสดที่ล้างน้ำสะอาด แล้วฝานบาง ๆ นำมาทาหรือแปะไว้บริเวณแผลตลอดเวลา จะช่วยทำให้แผลหายเร็วมากขึ้นและอาจไม่เกิดรอยแผลเป็นด้วย (วุ้นจากใบ)&lt;br /&gt;
:::16. ช่วยขจัดรอยแผลเป็น ทำให้แผลเป็นจางลง ป้องกันการเกิดรอยแผลเป็น (วุ้นจากใบ)&lt;br /&gt;
:::17. ช่วยรักษาตาปลาและฮ่องกงฟุต ด้วยการใช้วุ้นจากใบที่ล้างสะอาดแล้ว นำมาปิดไว้บริเวณที่เป็นและหมั่นเปลี่ยนบ่อย ๆ จนกว่าจะดีขึ้น (วุ้นจากใบ)&lt;br /&gt;
:::18. วุ้นจากใบใช้ทาเพื่อปกป้องผิวจากแสงแดด ด้วยการใช้วุ้นจากใบทาก่อนออกแดด หรือจะใช้ใบสดก็ได้ แต่ใบสดอาจทำให้ผิวหนังแห้ง เพราะใบมีฤทธิ์ฝาดสมาน ถ้าต้องการลดการทำให้ผิวแห้ง ก็อาจจะใช้ร่วมกับน้ำมันพืชหรืออาจเตรียมเป็นโลชั่นก็ได้ (วุ้นจากใบ)&lt;br /&gt;
:::19. ช่วยรักษาอาการผิวหนังไหม้จากแสงแดด หรือไหม้เกรียมจากการฉายรังสี หรือแผลเรื้อรังจากการฉายรังสี โดยนำวุ้นของว่ายหางจระเข้มาทาผิวบ่อย ๆ ก็จะช่วยลดการอักเสบได้ แต่ถ้าไปนาน ๆระวังผิวแห้ง ควรผสมกับน้ำมันพืช เว้นแต่ว่าจะทำให้ผิวเปียกชุ่มอยู่ตลอดเวลา (วุ้นจากใบ)&lt;br /&gt;
:::20. วุ้นจากใบใช้ทาเพื่อรักษาฝ้า (วุ้นจากใบ)&lt;br /&gt;
:::21. ช่วยรักษาโรคเรื้อนกวาง (โรคสะเก็ดเงิน) ช่วยลดการตกสะเก็ดและลดอาการคันของโรคเรื้อนกวาง ทำให้แผลดูดีขึ้น (วุ้นจากใบ)&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. '''น้ำว่านหางจระเข้''' สามารถช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ มีส่วนช่วยชะลอความแก่ชรา และช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้อีกด้วย&lt;br /&gt;
:::2. ว่านหางจระเข้อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ รวมไปถึงกรดอะมิโนอีกหลายชนิดที่จำเป็นและมีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น ธาตุแมกนีเซียม ธาตุโพแทสเซียม ธาตุทองแดง ธาตุแมงกานีส ธาตุซีลีเนียม ธาตุโครเมียม วิตามินเอ วิตามินซี วิตามิอี วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 วิตามินบี 6 วิตามินบี 9 โคลีน และยังเป็นพืชเพียงไม่กี่ชนิดที่มีวิตามินบี 12 ด้วย&lt;br /&gt;
:::3. ช่วยในการย่อยอาหาร ทำความสะอาดลำไส้ใหญ่ ช่วยในการดีท็อกซ์ล้างสารพิษในร่างกาย ช่วยในการทำงานของระบบกระเพาะอาหาร และช่วยลดปริมาณของเชื้อแบคทีเรียในลำไส้&lt;br /&gt;
:::4. จากวารสารแพทย์อังกฤษตีพิมพ์ในปี 2000 (British medical journal) ระบุว่าสารสกัดจากว่านหางจระเข้สามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ช่วยควบคุมความดันโลหิตและเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต และอาจจะมีความเป็นไปได้ว่ามันสามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจได้อีกด้วย&lt;br /&gt;
:::5. ช่วยป้องกันและแก้อาการเมารถเมาเรือ ด้วยการรับประทานเนื้อวุ้นว่านหางจระเข้หรือน้ําว่านหางจระเข้เย็น ๆ ก็จะช่วยบรรเทาอาการดังกล่าวได้&lt;br /&gt;
:::6. การใช้วุ้นว่านหางจระเข้ทาเป็นประจำวันละ 2 - 4 ครั้ง จะช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งผิวหนัง&lt;br /&gt;
:::7. ช่วยบำรุงผิวพรรณ ช่วยทำให้ผิวพรรณเนียนนุ่ม ดูชุ่มชื้น แก้ปัญหาผิวแห้งกร้านตามหัวเข่า, ข้อศอก หรือส้นเท้าได้ เพียงแค่ใช้วุ้นจากใบว่านหางจระเข้แช่ในอ่างอาบน้ำ ในระหว่างอาบให้ใช้เนื้อวุ้นถูตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่ต้องการ หากทำเป็นประจำก็จะช่วยทำให้ผิวพรรณของคุณเนียนนุ่มชื่นชื้นและเต่งตึงได้&lt;br /&gt;
:::8. ช่วยเติมน้ำให้ผิว ทำให้ผิวหน้าและผิวกายชุ่มชื้น และป้องกันการเกิดริ้วรอยแห่งวัย เพียงแค่ใช้วุ้นจากใบว่านหางจระเข้นำมาพอกให้ทั่วบริเวณใบหน้าหรือบริเวณผิวที่ต้องการ ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีแล้วล้างออก จะช่วยทำให้ผิวพรรณชุ่มชื้นสดใสและดูเต่งตึงขึ้น&lt;br /&gt;
:::9. '''ว่านหางจระเข้รักษาสิว''' ยับยั้งการติดเชื้อที่เป็นสาเหตุของสิว ช่วยลดรอยดำจากสิว และช่วยลดความมันบนใบหน้า เพราะในใบว่างหางจระเข้จะมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน ๆ (ไม่แนะให้ใช้กับสิวอักเสบ เพราะจะทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย)&lt;br /&gt;
:::10. ช่วยรักษาจุดด่างดำตามผิวหนัง อันเนื่องมาจากแสงแดดหรือจากอายุที่มากขึ้น ด้วยการใช้วุ้นจากใบสดนำทาที่ผิววันละ 2 ครั้งหลังอาบน้ำ และต้องทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอจึงจะเห็นผล&lt;br /&gt;
:::11. ช่วยป้องกันการเกิดฝ้า หากใช้ว่านหางจระเข้เป็นประจำก็จะช่วยป้องกันการเกิดฝ้าได้เป็นอย่างดี (ไม่ใช่การรักษาแต่เป็นการป้องกัน)&lt;br /&gt;
:::12. วุ้นจากใบสดใช้ชโลมบนเส้นผม จะช่วยทำให้เส้นผมสลวย ผมดกเป็นเงางาม ช่วยป้องกันและขจัดรังแค ช่วยบำรุงต่อมที่รากผมให้มีสุขภาพดี และยังช่วยรักษาแผลบนหนังศีรษะได้อีกด้วย&lt;br /&gt;
:::13. ในฟิลิปปินส์ ใช้วุ้นจากว่านหางจระเข้ร่วมกับเนื้อในของเมล็ดสะบ้า ในการรักษาผมร่วงหรือหนังศีรษะล้าน&lt;br /&gt;
:::14. ปัจจุบันได้มีการทดลองใช้วุ้นจากใบเพื่อรักษาคนไข้ที่เป็นแผลกดทับ (Bedsore)&lt;br /&gt;
:::15. ช่วยลบท้องลายหลังคลอด ด้วยการใช้วุ้นของว่านหางจระเข้มาทาบริเวณท้องเป็นประจำทั้งในขณะตั้งครรภ์และหลังคลอด&lt;br /&gt;
:::16. ช่วยแก้เส้นเลือดดำขอดบริเวณขา ด้วยการใช้วุ้นว่านหางจระเข้มาทาบริเวณที่เป็นเส้นเลือดขอดเป็นประจำ&lt;br /&gt;
:::17. สาร Aloctin A พบว่ามันสามารถช่วยรักษาโรคต่าง ๆ ได้หลายโรค เช่น โรคมะเร็ง ช่วยแก้อาการแพ้ รักษาโรคผิวหนัง เป็นต้น&lt;br /&gt;
:::18. ในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ หลายรูปแบบ ที่ผลิตมาจากว่านหางจระเข้ เช่น เครื่องสำอาง โลชัน สบู่ แชมพู ครีมบำรุงผิว ครีมทาใต้ตา ครีมรักษาฝ้า กระ จุดด่างดำ ครีมทาแผลสดแผลพุพอง เจลว่านหางจระเข้ เจลทรีตเมนต์บำรุงผิวหน้า ฯลฯ&lt;br /&gt;
:::19. นอกจากนี้ว่านหางจระเข้ยังสามารถนำมาทำเป็นอาหารจำพวกของหวานได้อีกด้วย เช่น น้ำวุ้นลอยแก้ว วุ้นแช่อิ่ม นำมาปั่นทำเป็นน้ำว่านหางจระเข้ เป็นต้น &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''คำแนะนำ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. การเลือกใช้ใบจากต้นว่านหางจระเข้ควรเลือกต้นที่มีอายุมากกว่า 1 ขึ้นไป และให้เลือกใบล่างสุดเพราะจะอวบโตและมีวุ้นมากกว่าใบที่อยู่ด้านบน&lt;br /&gt;
:::2. เนื่องจากวุ้นของว่านหางจระเข้ไม่มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อ ดังนั้นถ้าเป็นไปได้ควรปอกโดยใช้เทคนิคปลอดเชื้อ Aseptic technique เพื่อป้องกันการติดเชื้อ&lt;br /&gt;
:::3. การนำวุ้นมาใช้เพื่อรักษาแผลจำเป็นต้องล้างน้ำให้สะอาด เพื่อป้องกันน้ำยางจากเปลือกที่มีสารแอนทราควิโนน (Anthraquinone) เพราะอาจจะทำให้เกิดอาการแพ้ได้&lt;br /&gt;
:::4. ว่านหางจระเข้จะมีคุณภาพสูงสุดเมื่อตัดมาแล้วใช้ทันที และจะมีสรรพคุณทางยาที่ดีกว่าผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป&lt;br /&gt;
:::5. วุ้นของว่านหางจระเข้จะไม่คงตัวเท่าไหร่นัก ดังนั้นถ้าปอกแล้วจะเก็บไว้ได้เพียง 6 ชั่วโมงเท่านั้น&lt;br /&gt;
:::6. หากนำว่านหางจระเข้ไปแช่ในตู้เย็นจนเย็นก่อนการนำมาใช้ จะช่วยทำให้รู้สึกสดชื่นเย็นสบายมากยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;
:::7. การใช้เพื่อใช้เป็นยาถ่าย ยาระบาย ไม่ควรใช้กับหญิงตั้งครรภ์หรือหญิงที่กำลังจะมีประจำเดือน รวมไปถึงผู้ที่เป็นโรคริดสีดวงทวารด้วย&lt;br /&gt;
:::8. การใช้วุ้นจากใบเพื่อใช้เป็นยาทาภายนอก สำหรับบางรายแล้วอาจจะเกิดอาการแพ้ได้ (จากงานวิจัยพบว่าไม่ถึง 1%) โดยลักษณะของอาการแพ้หลังจากหรือปิดวุ้นลงบนผิวหนัง จะทำให้ผิวหนังเป็นผื่นแดงบาง ๆ หรืออาจมีอาการเจ็บแสบด้วย โดยอาการจะแสดงหลังจากทาไปแล้วประมาณ 2 - 3 นาที ถ้าคุณมีอาการแพ้หลังการใช้วุ้นว่านหางจระเข้ ก็ให้รีบล้างออกด้วยน้ำสะอาด และเลิกใช้ทันที &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[File:youtu.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=GH7ld1SCHR8|link=https://www.youtube.com/watch?v=GH7ld1SCHR8]] &lt;br /&gt;
&amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=GH7ld1SCHR8 ว่านหางจระเข้] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:aloin1.png]]  [[ไฟล์:aloin2.png]]  [[ไฟล์:aloin3.png]]  [[ไฟล์:aloin4.png]] &amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.idskinexpert.com/wp-content/uploads/2017/03/1.3.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/08/ต้นว่านหางจระเข้.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.bookmuey.com/images/AloeVera0002.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.rsusite.com/thaipharmacy/wp-content/uploads/2016/12/asparagaceae4.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://cu.lnwfile.com/_/cu/_raw/i8/ze/bu.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Herb</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87</id>
		<title>ลูกสำรอง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%87"/>
				<updated>2020-01-30T14:42:04Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Herb: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:nalva-nut.png|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : MALVACEAE &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Scaphium scaphigerum (Wall. ex G. Don) G.Planch.'' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Malva nut &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่น ๆ''' : จอง, หมากจอง, บักจอง, หมากจอง, ท้ายเภา, พุงทะลาย, ฮวงไต้ไฮ้, พ่างต้าห่าย, สำรอง&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทางพฤกษศาสตร์'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ต้น''' : จัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ มีความสูงของต้นประมาณ 30 - 40 เมตร และอาจสูงได้ถึง 45 เมตร ลำต้นมีลักษณะตั้งตรงสูงชะลูด แตกกิ่งก้านออกรอบต้น เรียงกันเป็นชั้น ๆ ลำต้นเป็นสีเทาดำ เปลือกต้นหยาบ มีเส้นเป็นร่องตามแนวดิ่ง สามารถพบได้ตามป่าดิบเขาที่มีฝนตกชุกและมีแสงแดดส่องถึง พบได้มากในจังหวัดจันทบุรี แต่ในปัจจุบันมีแนวโน้มว่าอาจจะสูญพันธุ์ได้&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ใบ''' : เป็นใบเดี่ยวออกเรียงแบบสลับ ลักษณะของใบมีหลากหลายรูปร่าง เช่น รูปไข่แกมรูปใบหอก หรือรูปคล้ายรูปไข่แกมรูปขอบขนาน ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมนหรือเว้าเล็กน้อยเป็นรูปหัวใจ และใบมีรูปร่างเป็นแฉกเว้าลึกประมาณ 2 - 5 แฉก ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 5 - 20 เซนติเมตรและยาวประมาณ 10 - 30 เซนติเมตร เนื้อใบแข็ง ผิวเรียบเป็นมัน ส่วนก้านใบยาวประมาณ 3 - 15 เซนติเมตร ใบต้นอ่อนมักเป็นหยักประมาณ &lt;br /&gt;
3 - 5 หยักและมีก้านใบยาวมาก ส่วนอีกข้อมูลหนึ่งระบุว่าใบสำรองจะมีอยู่ด้วยกัน 4 รูปแบบ โดยจะแตกต่างกันไปตามช่วงอายุ เมื่อมีอายุประมาณ 1 ปี ลักษณะของใบจะเป็นรูปปลายแหลม ฐานโค้ง เมื่อเข้าปีที่ 2 ใบจะเริ่มเปลี่ยนรูปร่างเป็นรูปฝ่ามือ 3 แฉก เมื่อเข้าสู่ปีที่ 3 - 4 ใบจะมีลักษณะเป็นรูปฝ่ามือ 5 แฉก และในระยะสุดท้ายหรือช่วงอายุประมาณ 4 - 6 ปีหรือมากกว่านั้น ใบจะมีลักษณะเป็นรูปไข่แกมรูปขอบขนาน &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ดอก''' : ออกดอกเป็นช่อบริเวณปลายกิ่งและง่ามใบ โดยจะออกรวมกันเป็นช่อใหญ่ ดอกเป็นแบบแยกเพศ กลีบดอกเป็นแฉกคล้ายรูปดาว ยาวประมาณ 7 - 10 มิลลิเมตร กลีบดอกปลายแหลม เป็นสีเขียวอ่อน ส่วนกลีบเลี้ยงมีลักษณะเป็นรูปร่างคล้ายทรงบอก มีขนปกสีแดงปกคลุม ดอกมีเกสรเพศผู้ประมาณ 10 - 15 ก้านและเกสรเพศเมียอีก 1 ก้าน โดยจะออกดอกในช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนมกราคม&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ผล''' : ผลจะออกตามปลายกิ่ง กิ่งหนึ่งจะมีผลประมาณ 1 - 5 ผล ลักษณะของผลเป็นรูปร่างคล้ายเรือหรือรูปกระสวย เมื่อแก่จะแตกออก ผลมีขนาดกว้างประมาณ 5 - 6 เซนติเมตรและยาวประมาณ 18 - 24 เซนติเมตร ภายในผลมีเมล็ดลักษณะกลมรีเล็กน้อย ลักษณะคล้ายกับลูกสมอ ผลแก่เป็นสีน้ำตาล ผิวเหี่ยวย่น แห้ง และขรุขระ มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 12 มิลลิเมตรและยาวประมาณ 18 - 25 มิลลิเมตร ส่วนเมล็ดเป็นรูปมนรี มีเยื่อหุ้มอยู่ ซึ่งเป็นสารเมือกมีอยู่เป็นจำนวนมาก เมื่อถูกน้ำหรือนำมาแช่ในน้ำจะพองตัวออกและขยายตัวเป็นวุ้นคล้ายกับเยลลี่สีน้ำตาล ใช้รับประทานได้ โดยผลจะเริ่มแก่และร่วงในช่วงประมาณเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน เปลือกหุ้มเมล็ดชั้นนอกจะมีสารเมือก (Mucilage) ที่สามารถพองตัวได้ดีในน้ำ เพราะมีความสามารถในการดูดซับน้ำถึง 40 - 45 มิลลิลิตรต่อกรัม ทำให้เกิดเป็นเจล (Gel) หรือเป็นวุ้นได้โดนไม่ต้องอาศัยความร้อน&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''การขยายพันธุ์''' :  ปลูกได้ด้วยการใช้เมล็ด แต่วิธีนี้ ไม่เป็นที่นิยมนัก เพราะกว่าจะออกดอก และติดผลต้องใช้เวลานานหลายปี ส่วนวิธีอื่นที่ติดดอก ออกผลเร็วกว่า ได้แก่ การเสียบยอด การตอนกิ่ง และการปักชำ &amp;lt;br&amp;gt; &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. เมล็ดช่วยลดการดูดซึมไขมัน (เมล็ด)&lt;br /&gt;
:::2. ช่วยแก้ธาตุพิการ (ผลและเมล็ด)&lt;br /&gt;
:::3. ใบ, ผลและเมล็ด มีสรรพคุณเป็นยาแก้ลม (ใบ, ผลและเมล็ด)&lt;br /&gt;
:::4. ช่วยแก้ตานขโมยในเด็ก (ผลและเมล็ด)&lt;br /&gt;
:::5. ช่วยรักษาโรคหอมหืด (วุ้น)&lt;br /&gt;
:::6. วุ้นใสที่ได้จากเปลือกหุ้มเมล็ด ใช้พอกตา แก้ตาอักเสบบวมแดง ปอดบวม โดยวุ้นสำรองเป็นยาเย็น ไม่เป็นอันตรายต่อเยื่อบุอ่อน ๆ จึงสามารถนำมาใช้รักษาอาการตาอักเสบได้ วิธีการก็คือให้นำผ้าก๊อซชุบน้ำพอชุ่มชื้น แล้วนำไปวางทับบนเปลือกตาที่อักเสบ จากนั้นให้วางแผ่นเปลือกหุ้มเมล็ดสำรองลงบนผ้าก๊อซ แล้วเปลือกจะพองตัวเป็นวุ้นแทรกซึมเข้าไปในผ้าก๊อซ และช่วยบรรเทาอาการเจ็บตา ตาอักเสบอย่างได้ผล (เปลือกหุ้มเมล็ด) ผลแก้ตาแดง (ผล) ส่วนเมล็ดช่วยแก้โรคตาแดงอักเสบ (เมล็ด)&lt;br /&gt;
:::7. เปลือกต้นใช้เป็นยาแก้ไข้ (เปลือกต้น)&lt;br /&gt;
:::8. ผลแห้งนำมาแช่กับน้ำดื่มเป็นยาแก้ไอ (ผล)&lt;br /&gt;
:::9. ช่วยแก้อาการร้อนในกระหายน้ำ แก้อาการไอแห้ง คันคอ คอเจ็บไม่มีเสียง ด้วยการใช้ผลแห้งประมาณ 5 - 10 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทาน หรือใช้ผลประมาณ 2 - 3 ผล นำมาชงเป็นน้ำชาดื่ม หรือจะใช้ผลแห้งครั้งละประมาณ 3 - 10 กรัม (หรือประมาณ 3 - 5 ผล) นำมาแช่กับน้ำพอสมควรจนพองเป็นวุ้น แล้วใส่น้ำเชื่อมหรือน้ำตาลกรวดลงไป ใช้รับประทานทั้งเนื้อและน้ำ วันละ 3 ครั้ง (ผล) หรือจะใช้เปลือกหุ้มเมล็ดที่พองตัว (มีรสจืดเย็น) นำมาปรุงกับน้ำตาลทรายแดงหรือชะเอมเทศ ใช้รับประทานแก้อาการร้อนในกระหายน้ำก็ได้ แก้ไอ แก้เจ็บคอ ทำให้ใจคอชุ่มชื่น และช่วยขับเสมหะ (เปลือกหุ้มเมล็ด) ส่วนเมล็ดก็ช่วยแก้อาการร้อนในกระหายน้ำได้เช่นกัน (เมล็ด) รากมีสรรพคุณเป็นยาแก้ไอ (ราก) &lt;br /&gt;
:::10. เมล็ดใช้เป็นยารักษาโรคคออักเสบ (เมล็ด)&lt;br /&gt;
:::11. ช่วยแก้เจ็บคอ แก้ไข้ ด้วยการใช้ลูกสำรองประมาณ 10 - 20 ลูก นำมาต้มกับชะเอมจีนให้พอหวานจนได้น้ำยาที่เข้มข้น นำมาใช้จิบบ่อย ๆ จะช่วยแก้ไข้เจ็บคอได้เป็นอย่างดี (ผล) &lt;br /&gt;
:::12. ช่วยแก้อาการอาเจียนเป็นเลือด (ผล)&lt;br /&gt;
:::13. ช่วยแก้โลหิตกำเดา (ผล)&lt;br /&gt;
:::14. ช่วยแก้อาการปวดฟัน (ผล)&lt;br /&gt;
:::15. ผลมีรสจืด ขุ่นเล็กน้อย เป็นยาเย็นออกฤทธิ์ต่อปอดและลำไส้ใหญ่ ใช้เป็นยาแก้ปอดร้อน ช่วยทำให้ปอดชุ่มชื่น (ผล)&lt;br /&gt;
:::16. ช่วยแก้อาการแสบร้อนอวัยวะภายในร่างกายหรือธาตุไฟแทรกซึมอยู่ในกระบังลมทั้งสาม (ผล)&lt;br /&gt;
:::17. ช่วยแก้อาการท้องเสีย (เปลือกต้น, ราก, ผลและเมล็ด)&lt;br /&gt;
:::18. ช่วยแก้อาการท้องผูก ลดอาการท้องผูก (ผล, เมล็ด) ผลและเมล็ดมีฤทธิ์เป็นยาระบาย (ผลและเมล็ด)&lt;br /&gt;
:::19. ใบ้ใช้เป็นยาแก้พยาธิ (ใบ)&lt;br /&gt;
:::20. ช่วยแก้กามโรค (แก่นต้น)&lt;br /&gt;
:::21. ช่วยแก้ริดสีดวงทวารมีเลือด (ผล)&lt;br /&gt;
:::22. แก่นต้นช่วยแก้โรคเรื้อน (แก่นต้น)&lt;br /&gt;
:::23. ช่วยแก้พยาธิผิวหนัง (ราก)&lt;br /&gt;
:::24. ช่วยแก้พิษ (ผล)&lt;br /&gt;
:::25. ในประเทศอินเดียมีรายงานการใช้สมุนไพรสำรองเพื่อการรักษาอาการอักเสบ แก้ไข้ และขับเสมหะ ส่วนในประเทศจีนจะใช้สำรองร่วมกับชะเอมนำมาจิบบ่อย ๆ เพื่อช่วยแก้อาการเจ็บคอ ลดอาหารปวด และบำรุงไต  &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. เมื่อนำผลมาแช่ในน้ำ เนื้อบาง ๆ ที่หุ้มเมล็ดอยู่จะดูดน้ำและพองตัวออกมา มีลักษณะเป็นแผ่นวุ้น เมื่อนำมาแยกวุ้นออกจากเมล็ด เปลือก และเส้นใย จะสามารถนำแผ่นวุ้นดังกล่าวมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หรือใช้ประกอบอาหารได้หลายอย่าง เช่น น้ำพริก ลาบ ยำ แกงจืด (ใช้แทนสาหร่าย) ใช้รับประทานเป็นขนมหวาน ใช้รับประทานกับน้ำกะทิ หรือใช้แทนรังนก หรือใช้ทำเป็นสำรองลอยแก้ว หรือน้ำสำรองพร้อมดื่มที่บรรจุในกระป๋อง หรือทำเป็นสำรองผง เป็นต้น&lt;br /&gt;
:::2. คุณค่าทางโภชนาการของเนื้อผลสำรองประกอบไปด้วย คาร์โบไฮเดรต 68.59%, โปรตีน 8.45%, ไขมัน 0.11%, ใยอาหาร 3.97%, เถ้า 8.01%, แคลเซียม 0.25%, ฟอสฟอรัส 0.20%, ธาตุเหล็ก 0.007%, โซเดียม 0.12%, โพแทสเซียม 0.14% (ผลวิเคราะห์โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย)&lt;br /&gt;
:::3. ลูกสำรองเป็นสมุนไพรที่ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้ที่ใส่ใจสุขภาพและรูปร่าง เนื่องจากวุ้นจากเนื้อของผลแก่ &amp;quot;มีส่วน&amp;quot; ช่วยในการลดน้ำหนักได้ เพราะมีเส้นใยอาหารมาก เมื่อรับประทานเข้าไปจะช่วยทำให้อิ่มท้องได้นาน ทำให้ไม่รู้สึกหิว ส่งผลให้รับประทานอาหารอื่น ๆ ได้น้อยลง และวุ้นยังมีคุณสมบัติในการดูดซับน้ำ ช่วยดูดซับไขมัน น้ำตาล สารต่าง ๆ (รวมถึงสารที่มีประโยชน์อื่น ๆ อย่างเช่น วิตามินและเกลือแร่ไปด้วย) มันจึงมีส่วนช่วยชะลอการดำเนินของโรคเบาหวานและโรคไขมันในเลือดสูง และช่วยลดอาการท้องผูกได้ (เพราะเนื้อวุ้นจะช่วยทำให้อุจจาระนิ่ม ช่วยเพิ่มปริมาณของใยอาหาร ทำให้มีการบีบรูดของลำไส้เพื่อขับเป็นอุจจาระได้มากยิ่งขึ้น ทำให้ขับถ่ายคล่อง) อีกทั้งยังช่วยบรรเทาอาการของโรคกระเพาะอาหาร ช่วยลดคอเลสเตอรอลและความดันโลหิตได้อีกด้วย โดยให้รับประทานในช่วงก่อนนอน จะช่วยในการขับถ่ายตอนเช้า กากใยที่รับประทานเข้าไปจะไปช่วยชะล้างไขมันที่สะสมอยู่ในลำไส้ ทำให้ลำไส้ใหญ่สะอาดขึ้น ช่วยลดสารพิษตกค้าง แต่หากรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน ก็อาจทำให้ร่างกายขาดสารอาหารที่จำเป็นได้ พลอยทำให้เกิดโรคต่าง ๆ&lt;br /&gt;
:::4. นอกจากผลิตภัณฑ์ที่เป็นน้ำดื่มสมุนไพรแล้ว ยังมีผลิตภัณฑ์อาหารเสริมจากสำรองที่อยู่ในรูปของแคปซูลอีกด้วย โดยมีสรรพคุณช่วยต้านอนุมูลอิสระและเสริมภูมิคุ้มกัน ช่วยบำรุงตับ และเป็นยาแก้ร้อนใน&lt;br /&gt;
:::5. นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่ได้นำสารเมือกจากลูกสำรองไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น ได้แก่ การนำไปใช้เป็นสารช่วยในการแตกกระจายตัวในยาเม็ด เมื่อเทียบกับสตาร์ชข้าวโพด ก็พบว่าการแตกกระจายตัวของยาเม็ดที่มีสารเมือกสำรองเป็นสารช่วยแตกกระจายตัว จะมีอัตราเร็วในการดูดซับน้ำสูงกว่า และเม็ดยาจะแตกกระจายเร็วกว่าการใช้สตาร์ชข้าวโพดที่ระดับความเข้มข้นเดียวกัน แลกเนื่องจากคุณสมบัติในการอุ้มน้ำของสารเมือกนี้เอง จึงมีการนำสารเมือกนี้ไปใช้ในผลิตภัณฑ์ไส้กรอก เพื่อช่วยทำให้ผลิตภัณฑ์มีน้ำหนักเพิ่มขึ้น และยังนำไปใช้ในไส้กรอกแฟรงค์เฟอร์เตอร์ เพื่อช่วยลดการสูญเสียน้ำจากการใช้ความร้อนกับไส้กรอกมากที่สุด ซึ่งจากการทดสอบทางประสาทสัมผัสพบว่าจะให้ค่าความแน่นเนื้อและค่าความยืดหยุ่นมาก&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''คำแนะนำ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ไม่ควรทานวุ้นของลูกสำรองติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะอาจจะมีผลทำให้ร่างกายขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย เป็นเหตุให้เจ็บป่วยด้วยโรคอื่น ๆ ได้ &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[File:youtu.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=_NN-x1U-HwI|link=https://www.youtube.com/watch?v=_NN-x1U-HwI]] &lt;br /&gt;
&amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=_NN-x1U-HwI ลูกสำรอง] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:nalva-nut1.png]]  [[ไฟล์:nalva-nut2.png]]  [[ไฟล์:nalva-nut3.png]]  [[ไฟล์:nalva-nut4.png]] &amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://puechkaset.com/wp-content/uploads/2017/11/ลูกสำรอง1.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://puechkaset.com/wp-content/uploads/2017/11/กล้าลูกสำรอง.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2014/05/ใบพุงทะลาย.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2014/05/ดอกพุงทะลาย.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://puechkaset.com/wp-content/uploads/2017/11/ลูกสำรอง.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Herb</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%8B%E0%B8%B1%E0%B8%94</id>
		<title>ลูกซัด</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%8B%E0%B8%B1%E0%B8%94"/>
				<updated>2020-01-30T14:41:06Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Herb: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:methi.png|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : LEGUMINOSAE (FABACEAE) - PAPILIONIODEAE &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Trigonella foenum-graecum L.'' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Fenugreek , Methi  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่น ๆ''' : - &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทางพฤกษศาสตร์'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ต้น''' : เป็นไม้ล้มลุกอายุปีเดียว ลำต้นตั้งตรง สูงได้ถึง 60 ซม. รากแก้วขนาดใหญ่ใบประกอบแบบขนนก &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ใบ''' : มีใบย่อย 3 ใบ เรียงสลับ หูใบขนาดเล็ก ก้านใบยาว 1 - 4 หรือ 1-6 ซม. แกนกลางสั้น ใบย่อยรูปไข่กลับหรือขอบขนาด กว้าง 0.5 - 2 ซม. ยาว 1.5 - 4 ซม. &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ดอก''' : ดอกเดี่ยวออกที่ซอกใบ รูปดอกถั่ว สีเหลือง ยาว 1 - 1.5 ซม &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ผล''' : ฝักรูปขอบขนาน กว้าง 2 - 4 ซม. ยาว 5 - 19 ซม. ผิวเกลี้ยง  ในฝักมีเมล็ด 10 - 20 เมล็ด เมล็ดแก่สีน้ำตาลอ่อน หรือสีเหลืองทอง เมล็ดมีขนาดเล็ก  ขนาดกว้าง 3 มิลลิเมตร ยาว 4 มิลลิเมตร หนา 1 มิลลิเมตร มีร่องตรงกลางเมล็ด มีกลิ่นแรงเฉพาะตัว เมล็ดมีรสฝาด มีกลิ่นหอม&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''การขยายพันธุ์''' : สามารถขยายพันธุ์ได้โดยการใช้เมล็ด และการปักชำ โดยมีวิธีการเพาะเมล็ดและใช้กิ่งปักชำ &amp;lt;br&amp;gt; &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. เบาหวาน (Diabetes) งานวิจัยบางชิ้นได้พบว่าการบริโภคเมล็ดลูกซัดร่วม/ผสมกับอาหารจะลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานประเภทที่ 2 ลง อย่างไรก็ตามการทานเมล็ดลูกซัดเพียงหนึ่งหรือสองครั้งต่อวันในปริมาณ 5 - 50 กรัมเท่านั้นที่อาจจะได้ผล ปริมาณที่น้อยกว่า 2.5 กรัมอาจไม่แสดงผลลัพธ์ใด ๆ ในผู้ป่วยเบาหวานประเภท 1 การทานผงจากเมล็ดลูกซัด 50 กรัมสองครั้งต่อวันอาจสามารถช่วยลดปริมาณน้ำตาลในปัสสาวะได้&lt;br /&gt;
:::2. ปวดประจำเดือน (dysmenorrhea) การทานผงเมล็ดลูกซัด 1800 - 2700 mg สามครั้งต่อวันในช่วง 3 วันแรกที่มีประจำเดือน ตามด้วย 900 mg สามครั้งต่อวันในช่วงที่ประจำเดือนหยุดจะช่วยลดอาการเจ็บปวดในผู้หญิงที่มีปัญหาปวดประจำเดือนได้ ซึ่งหมายความว่าจะช่วยลดความจำเป็นในการใช้ยาแก้ปวดลง&lt;br /&gt;
:::3. แสบร้อนกลางอก (Heartburn) งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าการทานผลิตภัณฑ์จากลูกซัดชนิดหนึ่ง (FenuLife, Frutarom Belgium) ก่อนรับประทานอาหารมื้อที่ใหญ่ที่สุดของวันสองมื้อจะลดอาการแสบร้อนกลางอกได้&lt;br /&gt;
:::4. คอเลสเตอรอลสูง มีข้อสรุปจากการศึกษาเรื่องของผลกระทบจากลูกซัดกับระดับคอเลสเตอรอลที่แย้งกันอยู่บ้าง พบว่าการรับประทานเมล็ดลูกซัดจะลดระดับไขมันความหนาแน่นไลโพโปรตีนต่ำ (low-density lipoprotein (LDL หรือไขมันไม่ดี) แต่ผลกระทบกับคอเลสเตอรอลชนิดความหนาแน่นไลโพโปรตีนสูง (HDL หรือไขมันดี) และไตรกลีเซอร์ไรด์ยังคงไม่สอดคล้องกัน&lt;br /&gt;
:::5. กระบวนการผลิตน้ำนม มีรายงานว่าการทานแคปซูลหรือดื่มชาลูกซัดทันทีหลังคลอดจะเพิ่มการผลิตน้ำนมของมารดาขึ้น ลูกซัดยังอาจช่วยกระบวนการนี้มากขึ้นหากเริ่มทานหลังคลอดหนึ่งหรือสองวัน แต่ก็ไม่ใช่การศึกษาทุกชิ้นจะเห็นพ้องเช่นนี้เนื่องจากมีรายงานแย้งว่าการทานลูกซัดจะให้ผลดีน้อยลงเมื่อทานหูเสือ (Indian borage) หรืออินทผลัม (palm date)&lt;br /&gt;
:::6. ภาวะมีบุตรยากของผู้ชาย (Male infertility) งานวิจัยกล่าวว่าหยดน้ำมันลูกซัดเข้าปากสามครั้งต่อวันนาน 4 เดือนจะเพิ่มจำนวนสเปิร์มของผู้ชายที่มีปัญหาความเข้มข้นของน้ำเชื้อต่ำได้ แต่การทานส่วนอื่น ๆ จากเมล็ดลูกซัดอาจไม่ได้ให้สรรพคุณเช่นนี้&lt;br /&gt;
:::7. ลดน้ำหนัก งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าสารสกัดจากเมล็ดลูกซัดสามารถลดปริมาณการบริโภคไขมันของผู้ที่มีน้ำหนักเกินได้เมื่อรับประทานในปริมาณ 392 mg สามครั้งต่อวันนาน 2 - 6 สัปดาห์ แต่หากเป็นปริมาณน้อยกว่านี้จะไม่ได้ประโยชน์ใด ๆ การเพิ่มกากใยอาหารลูกซัดในอาหารเช้า 8 กรัมอาจช่วยเพิ่มความรู้สึกอิ่มและลดความหิวในมื้อเที่ยงไดด้วย แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่าการทำเช่นนี้จะช่วยในการลดน้ำหนักจริงหรือไม่&lt;br /&gt;
:::8. โรคพาร์กินสัน (Parkinson's disease) งานวิจัยพบว่าการทานสารสกัดจากเมล็ดลูกซัด (Indus Biotech Private Limited) สองครั้งต่อวันนาน 6 เดือนไม่ได้ช่วยลดอาการของผู้ป่วยพากินสัน&lt;br /&gt;
:::9. โรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ (polycystic ovary syndrome) มีข้อมูลเรื่องผลลัพธ์จากการทานลูกซัดกับโรคถุงน้ำรังไข่หลายใบที่ขัดแย้งกันอยู่ โดยมีงานวิจัยกล่าวว่าการทานสารสกัดจากเมล็ดลูกซัด (Goldarou Pharmaceutical Co.) ทุกวันนาน 8 สัปดาห์ไม่ได้ช่ยลดอาการของผู้หญิงที่ป่วยเป็นโรคถุงน้ำรังไข่หลายใบ แต่งานวิจัยชิ้นอื่น ๆ กลับกล่าวว่าการทานผลิตภัณฑ์สารสกัดจากเมล็ดลูกซัด (Furocyst, Cepham Inc.) 1000 mg ทุกวันอาจช่วยลดขนาดของถุงน้ำรังไข่ได้ และช่วยควบคุมความยาวของรอบเดือนและช่วงเวลาของประจำเดือนแต่ละรอบได้ด้วย&lt;br /&gt;
:::10. หัวล้าน&lt;br /&gt;
:::11. มะเร็ง &lt;br /&gt;
:::12. ปากแตก&lt;br /&gt;
:::13. อาการไอเรื้อรัง&lt;br /&gt;
:::14. ท้องผูก&lt;br /&gt;
:::15. โรคผิวหนัง (Eczema)&lt;br /&gt;
:::16. ไข้&lt;br /&gt;
:::17. เก๊าท์ (Gout)&lt;br /&gt;
:::18. “หลอดเลือดแดงแข็งตัว” (atherosclerosis)&lt;br /&gt;
:::19. ไส้เลื่อน (Hernias)&lt;br /&gt;
:::20. โรคไต&lt;br /&gt;
:::21. แผลในปาก&lt;br /&gt;
:::22. ปัญหาทางเพศ (เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ)&lt;br /&gt;
:::23. ปวดท้อง  &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. เมล็ดลูกซัดถูกใช้ประกอบอาหาร&lt;br /&gt;
:::2. ใช้ทำยา&lt;br /&gt;
:::3. ใช้กลบรสชาติของยาชนิดอื่น ๆ เนื่องจากลูกซัดเป็นเมล็ดที่มีกลิ่นแรงและมีรสชาติคล้ายกับไซรัปเมเปิ้ล อีกทั้งใบจากต้นลูกซัดเองก็สามารถรับประทานเป็นผักได้อีกด้วย&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''คำแนะนำ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ไม่แนะนำให้คนที่แพ้อาหารประเภทถั่วทานลูกซัด เพราะถั่วลูกซัดเป็นพืชตระกูลถั่ว ถึงแม้จะจัดเป็นเครื่องเทศก็ตาม&lt;br /&gt;
:::2. หญิงมีครรภ์ไม่ควรทานถั่วลูกซัด เพราะถั่วลูกซัดอาจเข้าไปกระตุ้นการหดตัวของมดลูกได้&lt;br /&gt;
:::3. ควรระวังการใช้ลูกซัดร่วมกับยารักษาเบาหวาน เช่น ยาในกลุ่ม sulfonylureas ได้แก่ chlorpropamide, glibencamide, glipizide, gliclazide, gliquidone และ glimepiride เพราะลูกซัดอาจไปเสริมฤทธิ์ของยา&lt;br /&gt;
:::4. อาจมีผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลงมากเกินไป ดังนั้นหากผู้ป่วยเบาหวานจะรับประทานลูกซัด ควรปรึกษาแพทย์และอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์อย่างใกล้ชิด&lt;br /&gt;
:::5. ควรระมัดระวังในการใช้ร่วมกับยาละลายลิ่มเลือด เช่น warfarin หรือสมุนไพรที่มีฤทธิ์ต้านการรวมตัวของเกร็ดเลือด เช่น กระเทียม หรือแปะก๊วย เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการตกเลือดได้&lt;br /&gt;
:::6. ลูกซัดอาจส่งผลทำให้เกิดผลข้างเคียงอื่น ๆ ได้ เช่น ท้องเสีย ท้องไส้ปั่นป่วน เรอ มีแก๊สในช่องท้อง หรือปัสสาวะมีกลิ่นคล้ายเมเปิลไซรัป&lt;br /&gt;
:::7. ถึงแม้ว่ายังไม่มีรายงานการใช้ในสตรีมีครรภ์และให้นมบุตร แต่สตรีมีครรภ์และให้นมบุตร แต่สตรีมีครรภ์ควรระมัดระวังในการใช้ เนื่องจากลูกซัดมีผลลดน้ำตาลในเลือด นอกจากนี้ยังมีรายงานวิจัยว่า สารสกัดน้ำ 95% เอทานอล และเมทานอลจากเมล็ด มีฤทธิ์กระตุ้นมดลูกของหนูที่กำลังตั้งท้อง ดังนั้น อาจมีผลทำให้เกิดแท้งลูกได้ ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์และผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้รวมถึงไม่ควรใช้ในปริมาณมาก และต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน ๆ &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[File:youtu.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=1tGGIJa73GA|link=https://www.youtube.com/watch?v=1tGGIJa73GA]] &lt;br /&gt;
&amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=1tGGIJa73GA ลูกซัด] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:methi1.png]]  [[ไฟล์:methi2.png]]  [[ไฟล์:methi3.png]]  [[ไฟล์:methi4.png]] &amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://f.btwcdn.com/store-9082/product/18ac4bf0-34c8-7ee5-3311-5c08a5ff6826.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://static1-velaeasy.readyplanet.com/www.disthai.com/images/editor/fenugreek-greenforage.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.matichonweekly.com/wp-content/uploads/2017/01/Aesthetic_bunch_of_fenugreek_greens.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://static1-velaeasy.readyplanet.com/www.disthai.com/images/editor/shanbalileh.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.thairath.co.th/media/dFQROr7oWzulq5FZYSpOQlX8GAGIBv6TJGeyrPPPfgvTrToeVIca0dhyQVOvgZNdgT3.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Herb</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B7%E0%B8%94</id>
		<title>รางจืด</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B7%E0%B8%94"/>
				<updated>2020-01-30T14:39:52Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Herb: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:laurel.png|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : ACANTHACEAE &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' :  ''Thunbergia laurifolia Lindi.'' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Laurel clockvine, Blue trumphet vine &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : กำลังช้างเผือก, ขอบชะนาง, รางเอ็น, เครือเขาเขียว, ยาเขียว, รางเย็น, คาย , ดุเหว่า, น้ำนอง, ทิดพุด, น้ำนอง, แอดแอ, ย่ำแย้, จอลอดิเออ, ซั้งกะ, บั้งกะล่ะ, พอหน่อเตอ &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลักษณะของพืช'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ต้น''' : เป็นไม้เลื้อยหรือไม้เถาที่มีเนื้อแข็ง ลำต้นหรือเถานั้นจะกลมเป็นปล้อง มีสีเขียวสดหรือสีเขียวเข้ม ลำต้นไม่มีขนและไม่มีมือจับเหมือนกับตำลึง และมะระ แต่อาศัยลำต้นในการพันรัดขึ้นไป รางจืดเป็นพืชในเขตร้อนและเขตอบอุ่นของทวีปเอเชีย จึงสามารถขึ้นได้ทั่วไปตามป่าดิบชื้นของประเทศไทยทั่วทุกภาค เจริญเติบโตได้เร็วมาก&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ใบ''' : เป็นใบเดี่ยวแยกออกจากลำต้นเป็นคู่ตรงบริเวณข้อ มีสีเขียวเข้ม รูปยาวรี หรือรูปไข่ขอบขนาดกว้าง 4-7 เซนติเมตร ยาว 8-15 เซนติเมตร ปลายเรียวแหลมโคนเว้าหรือหยักรูปหัวใจขอบเรียบหรือหยักตื้น ใบมี 5 เส้น ออกจากฐานใบเดียวกัน &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ดอก''' : ดอกช่อ ช่อละ 3-4 ดอก สีม่วงอมฟ้าหรือน้ำเงิน ออกเป็นช่อตามซอกใบ ใกล้ปลายยอดห้อยลง มีใบประดับสีเขียว กลีบของดอกมีลักษณะเป็นถ้วยรูปจานแยกเป็น 5 แฉก มีเกสรตัวผู้ 4 อัน&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ผล''' : รูปทรงกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางยาว 1 เซนติเมตร ส่วนปลายสอบแหลมเป็นจงอยยาว 2-3 เซนติเมตร เมื่อแก่แตกเป็น 2 ซีกจากจะงอยส่วนบน&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''การขยายพันธุ์''' : ปลูกโดยให้นำเอากิ่งที่ได้จากการปักชำ การตอน หรือต้นกล้าที่ได้จากการเพาะเมล็ด มาปลูกลงดิน โดยให้ขุดหลุมปลูกมีความกว้างลึกประมาณ 1x1 ฟุต แล้วรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักประมาณ 1/4 ของหลุมกลบดินเล็กน้อย วางกิ่งปลูกหรือต้นกล้าลงกลางหลุม แล้วกลบดินให้แน่น รดน้ำตามให้ชุ่มควรปลูกริมรั้วหรือกำแพง เพื่อให้เถารางจืดสามารถยึดเกาะและเลื้อยพาดไปได้&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. รากและเถาของรางจืดสามารถใช้รับประทานเป็นยาแก้ร้อนใน (ราก, เถา)&lt;br /&gt;
:::2. รางจืดมีสรรพคุณช่วยแก้อาการกระหายน้ำ (ราก, เถา)&lt;br /&gt;
:::3. ใบและรากของรางจืดมีสรรพคุณใช้ปรุงเป็นยาถอนพิษไข้ได้ (ใบ, ราก)&lt;br /&gt;
:::4. ใบรางจืดมีสรรพคุณใช้เป็นยาพอกบาดแผล (ใบ, ราก)&lt;br /&gt;
:::5. ช่วยรักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก (ใบ, ราก&lt;br /&gt;
:::6. ว่านรางจืดมีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการผื่นแพ้ต่าง ๆ (ใบ, ราก)&lt;br /&gt;
:::7. ช่วยทำลายพิษจากยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า ซึ่งจัดเป็นสารพิษที่ร้ายกาจที่สุดชนิดหนึ่ง เพราะในปริมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ก็สามารถทำให้คนเสียชีวิตได้เลย เพราะสารพิษชนิดนี้จะไปทำให้เกิดการสร้างออกซิเจนที่ไม่เสถียรขึ้นมา ซึ่งออกซิเจนเหล่านี้จะไปทำลายเยื่อหุ้มเซลล์และทำให้เซลล์ตาย โดยสารพิษพาราควอตนั้นจะอันตรายที่สุด เพราะจะไปทำให้เนื้อเยื่อในปอดถูกทำลายจนไม่สามารถแลกเปลี่ยนออกซิเจนได้และเสียชีวิตในที่สุด ซึ่งจากรายงานของโรงพยาบาลศิริราชพบว่าผู้ที่ได้รับสารพิษพาราควอตจะเสียชีวิตทุกราย (อันตราการเสียชีวิตประมาณ 80%) ซึ่งแน่นอนว่ารางจืดสามารถช่วยลดอัตราการเสียชีวิตลงได้ แต่ต้องรักษาด้วยวิธีการอื่น ๆ ร่วมด้วย ส่วนงานศึกษาวิจัยของอาจารย์พาณี เตชะเสน และคณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่าการใช้น้ำคั้นจากใบรางจืดป้อนให้หนูทดลองที่กินยาฆ่าแมลง &amp;quot;โฟลิดอล&amp;quot; พบว่ามันสามารถช่วยแก้พิษได้ โดยช่วยลดอัตราการตายลงเยอะมากจาก 56% เหลือเพียง 5% เท่านั้น และจากงานวิจัยของคุณสุชาสินี คงกระพันธ์ ที่ได้ทำการทดลองใช้สารสกัดแห้งจากใบรางจืดป้อนให้หนูทดลองที่รับยาฆ่าแมลงในกลุ่มออร์แกนโนฟอสเฟตที่มีชื่อว่า &amp;quot;มาลาไธออน&amp;quot; พบว่ามันสามารถช่วยชีวิตหนูทดลองได้มากถึง 30% (ใบ, ราก)&lt;br /&gt;
:::8. ช่วยแก้พิษจากสัตว์ที่เป็นพิษและพืชที่เป็นพิษ เช่น แก้พิษจากแมงดาทะเล ปลาปักเป้า ซึ่งเป็นพิษที่อาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้โดยง่ายหากได้รับในปริมาณมาก ๆ โดยสารพิษที่ว่านี้คือ เทโทรโดท็อกซิน (Tetrodotoxin) ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีสารแก้พิษนี้โดยเฉพาะ การรักษาต้องรักษาแบบประคับประคองอาการ แต่การใช้รางจืดเพื่อรักษาพบว่าเมื่อผ่านไปประมาณ 40 นาทีผู้ป่วยกลับมีอาการดีขึ้นจนน่าประหลาดใจ (ใบ, ราก)&lt;br /&gt;
:::9. รางจืดช่วยต่อต้านพิษจากสารตะกั่วต่อสมอง ซึ่งสารตะกั่วนี้ก็มาจากมลพิษจากเครื่องยนต์ และแน่นอนว่าคนที่อาศัยอยู่ในเมืองจะมีโอกาสได้รับสารตะกั่วสูงกว่าคนทั่วไป โดยพิษจากสารตะกั่วนี้ก็มีผลต่อระบบภายในร่างกายหลายระบบด้วยกัน แต่ที่สำคัญเลยก็คือระบบสมองที่เกี่ยวข้องกับความจำและการเรียนรู้ มีงานวิจัยระบุออกมาว่า แม้รางจืดจะไม่ได้ช่วยลดระดับของสารตะกั่วในเลือดของหนูทดลอง แต่มันก็สามารถช่วยลดพิษของสารตะกั่วต่อระบบความจำและการเรียนรู้ในหนูทดลองได้ สรุปก็คือมันทำให้เซลล์ประสาทตายน้อยลงนั่นเอง (ใบ, ราก)&lt;br /&gt;
:::10. ช่วยถอนพิษจากยาเบื่อชนิดต่าง ๆ ที่เข้าสู่ร่างกายโดยตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจก็ตาม (เช่น พิษจากผลไม้ที่ติดอยู่ในฝักที่รับประทาน เป็นต้น) รวมไปถึงพิษจากสตริกนินให้เป็นกลาง ซึ่งจากการทดลองของคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าถ้าหากใช้ผงจากรากรางจืดผสมกับน้ำยาสตริกนินก่อนป้อนให้หนูทดลอง ปรากฏว่าหนูทดลองไม่เป็นอะไร แสดงให้เห็นว่าผงจากรากรางจืดสามารถช่วยดูดซับสารพิษชนิดนี้ไว้ได้ (ใบ, ราก)&lt;br /&gt;
:::11. ช่วยในการลดเลิกยาบ้า ซึ่งงานวิจัยของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒพบว่ารางจืดมีฤทธิ์ต่อระบบประสาทคล้าย ๆกับฤทธิ์ของสารเสพติดอย่างแอมเฟตามีนและโคเคน ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยเพิ่มการหลั่งของฮอร์โมนโดพามีน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่หลั่งออกมามากในขณะที่ผู้ป่วยใช้สารแอมเฟตามีน ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยสารสกัดจากรางจืดนั้นเกิดความพึงพอใจ เช่นเดียวกับการใช้สารเสพติด และหากนำไปใช้ในการรักษากับผู้ป่วยก็จะทำให้ผู้ป่วยไม่ต้องทุรนทุรายมากนัก ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางในการช่วยลดและเลิกการใช้เสพติดได้ (ใบ,ราก)&lt;br /&gt;
:::12. '''รางจืด แก้เมา''' สรรพคุณช่วยแก้อาการเมาค้าง แก้พิษจากแอลกอฮอล์ พิษจากการดื่มเหล้าในปริมาณมากเกินไป โดยคณะเภสัชศาตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทำการศึกษาวิจัยฤทธิ์ของรางจืดในการต่อต้านพิษจากแอลกอฮอล์ต่อตับ และพบว่าสารสกัดด้วยน้ำของรางจืดนั้นสามารถช่วยป้องกันการตายของเซลล์ตับซึ่งเกิดจากพิษของแอลกอฮอล์และช่วยลดระดับแอลกอฮอล์ในเลือดได้ และมหาวิทยาลัยขอนแก่นก็ได้มีการศึกษาฤทธิ์ของรางจืดต่ออาการขาดเหล้า และพบว่าสารสกัดจากรางจืดช่วยทำให้ลดภาวะซึมเศร้า ทำให้พฤติกรรมที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวในหนูทดลองเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น และยังช่วยลดการถูกทำลายเซลล์ประสาทของหนูเนื่องจากการขาดเหล้าได้ แต่ไม่มีผลต่อการช่วยลดความวิตกกังวล (ใบ, ราก)&lt;br /&gt;
:::13. '''รางจืด เบาหวาน''' รางจืดช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ควบคุมเบาหวานและความดันได้ จากงานศึกษาวิจัยของหมอชาวบ้านจำนวนหนึ่ง ได้ทำการทดลองในหนูเบาหวานที่ได้รับน้ำต้มจากใบรางจืด ได้ผลว่ามันสามารถช่วยทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ยังพบว่าการให้สารสกัดด้วยน้ำของใบรางจืดมีฤทธิ์ช่วยลดน้ำตาลในเลือด และยังช่วยทำให้บีต้าเซลล์ของตับอ่อนฟื้นฟูขึ้นบ้างแม้จะไม่สมบูรณ์ และพบว่าสารสกัดจากน้ำของใบรางจืดนั้นมีผลทำให้ความดันโลหิตของหนูลดลง และช่วยทำให้หลอดเลือดแดงคลายตัว (การใช้สมุนไพรรางจืดในการรักษาโรคเบาหวานและความดันนั้น ควรรักษาร่วมไปกับแผนปัจจุบัน รวมทั้งมีการวัดระดับน้ำตาลและระดับความดันอย่างใกล้ชิด เพราะการศึกษาวิจัยดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนการทดลองกับสัตว์เท่านั้น รวมไปถึงต้องระวังการเกิดการเสริมฤทธิ์กันเองของตัวยาดังกล่าวด้วย)&lt;br /&gt;
:::14. รางจืดมีฤทธิ์ในการต่อต้านมะเร็ง โดยสารใด ๆ ก็ตามที่มีฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์ศักยภาพสูงสามารถก่อให้เกิดมะเร็งได้ แต่สำหรับข้อดีของรางจืดนั้นมีฤทธิ์ในการต้านไม่ให้สารชนิดดังกล่าวออกฤทธิ์ ซึ่งแตกต่างจากกวาวเครือ ที่มีฤทธิ์ในการกระตุ้นการแบ่งตัวและสร้างนิวเคลียสของเม็ดเลือดแดง ทำให้เม็ดเลือดแดงมีขนาดใหญ่ขึ้น&lt;br /&gt;
:::15. สารสกัดน้ำจากใบรางจืดมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระสูงมาก&lt;br /&gt;
:::16. ช่วยต่อต้านและแก้อาการอักเสบต่าง ๆ เช่น อาการผดผื่นคัน แมลงสัตว์กัดต่อย เริม งูสวัด อีสุกอีใส โดยจากการศึกษาพบว่ารางจืดนั้นมีฤทธิ์ในการต้านการอักเสบสูงกว่ามังคุด ถึง 2 เท่า ! และยังมีความปลอดภัยสูงกว่าอีกด้วย นอกจากนี้สารสกัดจากรางจืดในรูปแบบครีมก็สามารถช่วยลดอาการอักเสบได้ดีเทียบเท่ากับครีมสเตียรอยด์ (ใบ, ราก)&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. '''สมุนไพรรางจืด''' สมุนไพรที่มีความปลอดภัยสูงมากชนิดหนึ่ง ซึ่งเราสามารถกินยอดอ่อน ดอกอ่อนเป็นผักได้ โดยจะใช้ลวกกิน แกงกิน ก็ทำได้เหมือนกับผักพื้นบ้านทั่ว ๆ ไป นอกจากนี้ยังนิยมกินน้ำหวานจากดอกรางจืดที่บ้านได้อีกด้วย โดยไม่ก่อให้เกิดอันตรายใด ๆ แต่อย่างไรก็ตาม การกินรางจืดในปริมาณติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง อาจจะต้องคอยติดตามการเปลี่ยนแปลงของโลหิตวิทยาหรือเคมีคลินิกที่อาจเกิดขึ้นต่อไปด้วย&lt;br /&gt;
:::2. '''ชารางจืด''' ใบรางจืดสามารถนำมาหั่นเป็นฝอย ตากลมให้แห้งแล้วนำมาชงกับน้ำร้อนดื่มแทนชาได้ ส่วนรสชาติที่ได้ก็ดีไม่แพ้กับใบชาเลยที่เดียว แถมยังมีกลิ่นหอมอีก และยังช่วยล้างพิษในร่างกายได้อีกด้วย&lt;br /&gt;
:::3. ในปัจจุบันได้มีการนำสมุนไพรรางจืดมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ '''แคปซูลรางจืดหรือรางจืดแคปซูล''' เพื่อความสะดวกและง่ายต่อการใช้ประโยชน์&lt;br /&gt;
:::4. การปลูกรางจืดนอกจากจะใช้ประโยชน์ในด้านสมุนไพรแล้ว ก็ยังนิยมปลูกไว้เพื่อชมดอก แล้วก็ยังสามารถช่วยบังแสงแดดทำให้เกิดร่มเงาได้อีกด้วย (แต่อย่าลืมว่ารางจืดเป็นไม้เลื้อย เลื้อยแหลก เลื้อยจนรก เลื้อยแบบไร้การควบคุม)&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''คำแนะนำ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. รางจืด วิธีใช้ประโยชน์จากใบสดรางจืดในการรักษาพิษ หากใช้สำหรับคนให้ใช้ประมาณ 10-12 ใบ (แต่ถ้าใช้สำหรับวัวควายให้ใช้ 20-30 ใบ) เมื่อได้ใบสดให้นำมาตำจนละเอียดผสมกับน้ำซาวข้าวประมาณครึ่งแก้ว ว่านรางจืดวิธีรับประทานก็ง่าย ๆ เพียงนำมาคั้นเอาแต่น้ำมาดื่มให้หมดทันทีที่มีอาการ และอาจจะต้องดื่มซ้ำอีกภายในครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมงถัดมา&lt;br /&gt;
:::2. การใช้ประโยชน์จากรากรางจืดในการรักษาพิษ หากใช้สำหรับคนให้ใช้ประมาณ 1-2 องคุลี (แต่ถ้าหากใช้กับวัวควายให้ใช้ประมาณ 2-4 องคุลี) เมื่อได้รากมาแล้วให้นำมาฝนหรือนำมาตำเข้ากับน้ำซาวข้าว แล้วนำมาดื่มให้หมดทันทีที่มีอาการ และอาจจะต้องใช้ซ้ำอีกภายในครึ่งชั่วโมงถึงหนึ่งชั่วโมงเช่นเดียวกับการใช้ใบรางจืด&lt;br /&gt;
:::3. สำหรับการใช้รางจืดเพื่อถอนพิษยาฆ่าแมลง สำหรับผู้ป่วยที่ดื่มยาฆ่าแมลง ใช้ถอนยาพิษ ยาเบื่อ และพิษจากสตริกนินนั้น ต้องใช้ยารางจืดให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้จึงจะได้ผลดี เพราะถ้ายาซึมเข้าสู่ร่างกายในปริมาณมากหรือทิ้งไว้ข้ามคืน รางจืดก็จะได้ผลน้อยลงนั่นเอง&lt;br /&gt;
:::4. รากของรางจืดนั้นจะมีสรรพคุณทางยามากกว่าที่ใบถึง 4-7 เท่า &lt;br /&gt;
:::5. รางจืดที่จะมีประสิทธิภาพดีที่สุดก็คือรางจืดชนิดเถาดอกสีม่วง&lt;br /&gt;
:::6. ที่สำคัญดินที่นำมาใช้ในการปลูกรางจืด หากผสมด้วยขี้เถ้าแกลบหรือผงถ่านป่น ก็จะช่วยทำให้ต้นรางจืดนั้นมีสรรพคุณทางยาที่มากขึ้นไปอีก&lt;br /&gt;
:::7. ข้อควรระวังในการใช้รางจืดก็คือ การใช้รางจืดร่วมกับตัวยาชนิดอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาในการรักษาอย่างต่อเนื่องก็ควรจะระวังไว้ด้วย เพราะรางจืดอาจจะไปขับยาเหล่านั้นออกจากร่างกายได้นั่นเอง&lt;br /&gt;
:::8. แม้ว่ารางจืดจะสามารถช่วยล้างสารพิษได้จริง แต่ในปัจจุบันก็ยังไม่มีข้อมูลในการวิจัยหรือเอกสารใดที่บ่งชี้ได้ว่า หากเราใช้ไปนาน ๆ ติดต่อกัน หรือใช้ในปริมาณที่มากเกินไปจะเกิดผลอย่างไรบ้าง ซึ่งจุดนี้นักวิชาการทางด้านนี้จึงไม่แนะนำที่จะให้รับประทานอย่างต่อเนื่อง ฉะนั้นคุณควรใช้เป็นครั้งคราวในยามที่จำเป็นหรือเมื่อต้องการที่จะรักษาโรค เมื่อได้ผลหรือหายดีแล้วก็ควรจะหยุดใช้ เพื่อป้องกันผลข้างเคียงที่เรายังไม่รู้และอาจจะเกิดขึ้นได้ และไม่เฉพาะแต่สมุนไพรรางจืดเท่านั้น สมุนไพรชนิดอื่นก็ด้วย เพราะเมื่อรับประทานเข้าไปในร่างกายแล้วยังไงก็ต้องผ่านกระบวนการทำงานของตับและไต ดังนั้นหากคุณใช้สมุนไพรติดต่อกันเป็นเวลานานก็ควรจะตรวจสุขภาพของตับและไตด้วย&lt;br /&gt;
:::9. สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน การใช้ก็ควรจะระมัดระวังด้วยเพราะอาจจะทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้&lt;br /&gt;
:::10. '''รางจืดผลข้างเคียง''' สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหืด เมื่อเกิดอาการแพ้รางจืดก็อาจจะมีผลต่อระบบทางเดินหายใจได้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลว่ามีระดับอาการแพ้มากน้อยแค่ไหน ถ้าหากมีอาการแพ้ไม่มากก็อาจจะเป็นแค่ผื่นคันขึ้นตามผิวหนัง&lt;br /&gt;
:::11. แม้ว่ารางจืดจะมีสรรพคุณที่ดีต่อร่างกายในการช่วยขับล้างสารพิษ แต่การนำมาใช้หรือนำมารับประทานก็ควรใช้อย่างพอดีและสมเหตุสมผล หากพิจารณาดูตัวเองหรือได้รับการวินิจฉัยจากผู้เชี่ยวชาญว่าร่างกายมีสารพิษมากเกินไป คุณก็สามารถรับประทานได้ แต่ก็ต้องรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม ถูกต้อง และถูกเวลา &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[File:youtu.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=aoOOc6joPxM|link=https://www.youtube.com/watch?v=aoOOc6joPxM]] &lt;br /&gt;
&amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=aoOOc6joPxM รางจืด] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:laurel1.png]]  [[ไฟล์:laurel2.png]]  [[ไฟล์:laurel3.png]]  [[ไฟล์:laurel4.png]] &amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://img.kapook.com/u/2018/sireeporn/P1_44.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/08/ต้นรางจืด.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/08/ใบรางจืด.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://fic.ifrpd.ku.ac.th/fic/images/news/Food_news/Laurel_clockvine.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.bookmuey.com/images/Thunbergia00003.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Herb</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87</id>
		<title>ย่านางแดง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87"/>
				<updated>2020-01-30T14:38:01Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Herb: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:bauhinia.png|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Bauhinia strychnifolia Craib.'' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : - &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่น ๆ''' : สยาน, เครือขยัน, หญ้านางแดง, ขยัน, เถาขยัน &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทางพฤกษศาสตร์'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ต้น''' : จัดเป็นไม้เถาเลื้อยพาดพันกับต้นไม้ชนิดอื่น โดยมีความยาวประมาณ 5 เมตร เปลือกเถาเรียบ เถามีขนาดกลาง ๆ และมักแบนมีร่องตรงกลาง เปลือกเถาเป็นสีออกเทาน้ำตาล ส่วนเถาแก่มีลักษณะกลมและเป็นสีน้ำตาลแดง มีมือสำหรับการยึดเกาะ ออกเป็นคู่ ๆ ปลายม้วนงอ ส่วนรากมีผิวขรุขระสีน้ำตาลเข้มถึงดำ มีรอยบากตามขวางเล็ก ๆ ทั่วไป ลักษณะของเนื้อไม้ภายในรากเป็นสีน้ำตาลแดง  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ใบ''' : มีใบดกและหนาทึบ ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับกัน ลักษณะของใบเป็นรูปรีแกมรูปขอบขนาน หรือรูปไข่แกมขอบขนาน ปลายใบแหลม หรือเว้าตื้นกึ่งเรียวแหลมถึงมีติ่งหนาม โคนใบมนเว้าตื้น ๆ หรือมีลักษณะกลมถึงรูปหัวใจตื้น ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 3 - 7 เซนติเมตรและยาวประมาณ 6 - 12 เซนติเมตร ผิวใบมันเป็นสีเขียวเข้ม ท้องใบและหลังใบเรียบเกลี้ยง มีเส้นแขนงใบประมาณ 3 - 5 เส้น ปลายเส้นใบโค้งจรดกัน ส่วนก้านใบยาวประมาณ 2 - 3.5 เซนติเมตร และมีหูใบที่หลุดร่วงได้ง่าย &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ดอก''' : ออกดอกเป็นช่อกระจะตามปลายกิ่ง มีรูปทรงเป็นรูปทรงกระบอกแคบ โค้งเล็กน้อย ปลายบานและห้อยลง มีความยาวประมาณ 15 - 100 เซนติเมตร ช่อดอกมีดอกย่อยจำนวนมาก กลีบดอกเป็นสีแดงสดมี 5 กลีบ ลักษณะเป็นรูปไข่กลับ ยาวประมาณ 1.2 - 1.5 เซนติเมตร มีขนสีขาวขึ้นปกคลุม ปลายกลีบดอกมีลักษณะมนแหลม ฐานรองดอกมีลักษณะเป็นรูประฆัง ดอกมีเกสรเพศผู้จำนวน 3 ก้าน บ้างว่า 5 ก้าน ก้านเกสรเป็นสีแดงยื่นพ้นกลีบดอก ส่วนเกสรเพศผู้ที่เป็นหมันอีก 7 ก้านมีความยาวไม่เท่ากัน ส่วนรังไข่มีความยาวประมาณ 0.7 เซนติเมตร มีขนสั้นขึ้นปกคลุม ก้านสั้น ส่วนก้านเกสรเพศเมียมีความยาวประมาณ 0.7 เซนติเมตร ยอดเกสรเพศเมียไม่ชัดเจน มีใบประดับเป็นรูปลิ่ม ติดทน มีความยาวประมาณ 1 เซนติเมตร และกลีบเลี้ยงเป็นสีแดง 5 กลีบ ปลายแยกเป็นแฉก 5 แฉก มีลักษณะของกลีบเลี้ยงเป็นรูปถ้วย ยาวประมาณ 0.5 - 1 เซนติเมตร มีขนสั้นขึ้นปกคลุม สีชมพูอ่อนหรือสีแดง โดยจะออกดอกในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคม&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ผล''' : ออกผลเป็นฝัก ฝักย่านางแดงมีลักษณะแบนเป็นรูปขอบขนาน ปลายฝักแหลม ส่วนโคนฝักเป็นมีลักษณะเป็นรูปหอก ฝักยาวประมาณ 15 - 16 เซนติเมตร เปลือกฝักแข็ง เมื่อแก่จะแตกอ้า ภายในฝักมีเมล็ดอยู่ประมาณ 8 - 9 เมล็ด ลักษณะของเมล็ดเป็นรูปขอบขนาน ยาวประมาณ 1.7 เซนติเมตร&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''การขยายพันธุ์''' : ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้เมล็ดและการแยกหัว ในประเทศไทยพบได้ทั่วทุกภาค โดยสามารถพบต้นย่านางแดงได้ตามป่าเบญจพรรณที่แห้งแล้ง ป่าเต็งรัง ป่าแดง ป่าดิบเขา และตามที่โล่งแจ้ง &amp;lt;br&amp;gt; &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. เถาย่านางแดงช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย (เถา)&lt;br /&gt;
:::2. ช่วยบำรุงหัวใจ แก้โรคหัวใจบวม (เถา)&lt;br /&gt;
:::3. ช่วยดับพิษร้อนภายในร่างกาย (เถา)&lt;br /&gt;
:::4. ช่วยแก้อาการท้องผูกไม่ถ่าย ด้วยการใช้ฝนกับน้ำหรือน้ำซาวข้าว หรือนำมาต้มกับน้ำดื่ม (เถา, ราก, ใบ)&lt;br /&gt;
:::5. รากหรือเหง้าใช้เป็นยาแก้ไข้ ใช้กระทุ้งพิษไข้ ถอนพิษไข้และแก้ไข้ทั้งปวง โดยใช้เหง้านำมาฝนกับน้ำหรือน้ำซาวข้าว หรือจะต้มกับน้ำใช้ดื่มเป็นยาก็ได้ (ราก, เหง้า) ส่วนเถาใช้เป็นยาแก้ไข้พิษ แก้ไข้หมากไม้ ไข้กาฬ ไข้หัว ไข้สุกใส ไข้เซื่องซึม ไข้ป่าเรื้อรัง ไข้ทับระดู และไข้กลับไข้ซ้ำ (เถา)&lt;br /&gt;
:::6. ใช้เป็นยาแก้พิษทั้งปวง แก้พิษเบื่อเมา พิษเบื่อเมาของเห็ด ถอนพิษยาเมา แก้เมาสุรา แก้ยาเบื่อ ยาสั่ง ถอนพิษผิดสำแดง โดยใช้เหง้านำมาฝนกับน้ำหรือน้ำซาวข้าว หรือจะต้มกับน้ำใช้ดื่มเป็นยาก็ได้ (เถา, ราก, เหง้า, ใบ)&lt;br /&gt;
:::7. ช่วยล้างสารพิษหรือสารตกค้างจากยาฆ่าแมลงในร่างกาย หรือเกิดอาการแพ้ต่าง ๆ ด้วยการใช้ใบหรือเถานำมาต้มดื่มเป็นประจำหรือใช้กินแทนน้ำ ก็จะช่วยลดอาการดังกล่าวได้ (ใบ, เถา)&lt;br /&gt;
:::8. ช่วยล้างสารพิษจากยาเสพติด ซึ่งหมอพื้นบ้านบางแห่งได้นำรากหรือเถามาฝนให้ผู้ป่วยที่กำลังเลิกยาเสพติดดื่ม เพื่อช่วยล้างพิษของยาเสพติดในร่างกาย (เถา, ราก)&lt;br /&gt;
:::9. ช่วยขับพิษโลหิตและน้ำเหลือง (เถา, ราก, ใบ)&lt;br /&gt;
:::10. ลำต้นหรือรากใช้เข้าเป็นยาบำรุงโลหิตสำหรับสตรีหลังการคลอดบุตรขณะอยู่ไฟ จะช่วยทำให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น (ลำต้น, ราก)&lt;br /&gt;
:::11. มีข้อมูลระบุว่าสมุนไพรย่านางแดงสามารถนำมาใช้เป็นยาฆ่าเชื้อราได้ (ใบย่านางแดงแคปซูล) &lt;br /&gt;
:::12. ย่านางแดงมีสรรพคุณเหมือนกับย่านางเขียวหรือย่านางขาวทุกประการ แต่จะมีฤทธิ์ที่แรงกว่าและดีกว่า (โดยส่วนใหญ่สมุนไพรที่มีสีเข้มกว่าจะมีสารสำคัญที่มีคุณภาพมากกว่า)  &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ยอดอ่อน ใบอ่อน ใช้รับประทานเป็นผักสดร่วมกับน้ำพริกและลาบได้&lt;br /&gt;
:::2. นอกจากจะใช้เป็นยาสมุนไพรแล้ว ยังใช้ปลูกเป็นไม้ประดับไว้เป็นไม้ประดับรั้วหรือปลูกไว้เป็นซุ้มหน้าบ้านได้อีกด้วย เนื่องจากมีใบที่เขียวสดและมีช่อดอกที่โดดเด่นสวยงาม&lt;br /&gt;
:::3. เปลือกนำมาลอกใช้ทำเป็นเชือก (ไม่ยืนยัน) &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''คำแนะนำ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. เป็นอาหารต้องห้ามสำหรับผู้ป่วยโรคไต เพราะในใบย่านางมีฟอสฟอรัส วิตามินเอ และโพแทสเซียมสูง ซึ่งปกติไตจะต้องขับสารเหล่านี้ที่เกินจากความต้องการของร่างกายออกไป เมื่อผู้ป่วยโรคไตไม่สามารถขับสารเหล่านี้ทิ้งตามปกติได้ ก็ทำให้เกิดการสะสมจนเป็นอันตรายต่อร่างกายได้นั่นเอง และใบย่านางมีฤทธิ์เย็น จึงไม่ควรรับประทานในปริมาณที่มากเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดอาการท้องอืดได้ &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[File:youtu.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=oFvPhY7Kyzw|link=https://www.youtube.com/watch?v=oFvPhY7Kyzw]]&lt;br /&gt;
&amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=oFvPhY7Kyzw ย่านางแดง] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:bauhinia1.png]]  [[ไฟล์:bauhinia2.png]]  [[ไฟล์:bauhinia3.png]]  [[ไฟล์:bauhinia4.png]] &amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.biogang.net/upload_img/biodiversity/biodiversity-202272-2.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2014/02/หญ้านางแดง.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.nanagarden.com/Picture/Product/400/310243.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.baanlaesuan.com/app/uploads/2019/01/Thaokayan.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.dnp.go.th/botany/image/Web_dict/Lysiphyllum_strychnifolium3.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Herb</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%A2%E0%B8%AD</id>
		<title>ยอ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%A2%E0%B8%AD"/>
				<updated>2020-01-30T14:37:16Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Herb: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:great-morinda.png|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : RUBIACEAE &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Morinda citrifolia L.'' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Great morinda, Tahitian noni, Indian mulberry, Beach mulberry &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่น ๆ''' : ยอ, แย่ใหญ่, ตาเสือ, มะตาเสือ, ยอบ้าน &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทางพฤกษศาสตร์'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ต้น''' : เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก มีความสูงประมาณ 2 - 6 เมตร ลำต้นมีขนาดเล็ก ขนาดโตเต็มที่ 5 - 10 เซนติเมตร ขึ้นกับอายุ และความอุดมสมบูรณ์ของดิน เปลือกลำต้นบางติดกับเนื้อไม้ ผิวเปลือกออกสีเหลืองนวลแกมขาว หยาบสากเล็กน้อย แตกกิ่งน้อย 3 - 5 กิ่ง ทำให้แลดูไม่เป็นทรงพุ่ม &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ใบ''' : เป็นใบเดี่ยว (simple leaf) แทงออกตรงข้ามกันซ้ายขวา มีรูปทรงรี หรือขอบขนาน ใบกว้างประมาณ 10 - 20 ซม. ยาวประมาณ 15 - 30 ซม. ใบอ่อนสีเขียวสด เมื่ออายุใบมากจะมีสีเขียวเข้ม ก้านใบยาวประมาณ 1 ซม. โคนใบ และปลายใบมีลักษณะแหลม ขอบใบ และผิวใบเป็นคลื่น ผิวใบมันเกลี้ยงทั้งสองด้าน ด้านบนใบมักพบเป็นตุ่มที่เกิดจากแบคทีเรีย &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ดอก''' : ออกเป็นช่อกลมเดี่ยว ๆ สีขาว รูปทรงเหมือนหลอด ดอกแทงออกตามง่ามใบ ก้านช่อดอกยาวประมาณ 3 - 4 ซม. ไม่มีก้านดอกย่อย จัดเป็นดอกสมบูรณ์เพศที่มีทั้งเกสรตัวผู้ และเกสรตัวเมีย กลีบรองดอก และโคนกลีบดอกเชื่อมติดกัน กลีบดอกมีสีขาว เป็นรูปท่อ ยาวประมาณ 8 - 12 มม. ผิวดอกด้านนอกเรียบ ด้านในมีขน ดอกส่วนครึ่งปลายบนแยกเป็น 4 - 5 แฉก ยาวประมาณ 4 - 5 มม. เกสรตัวผู้ และเกสรตัวเมีย ยาวประมาณ 15 มม. แยกเป็น 2 แฉก อับเรณูยาวประมาณ 3 มม. &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ผล''' : เป็นชนิดผลรวม (multiple fruit) เช่นเดียวกับน้อยหน่า และขนุน เชื่อมติดกันเป็นผลใหญ่ดังที่เราเรียกผลหรือหมาก ขนาดผลกว้างประมาณ 3 - 5 ซม. ยาว 3 - 10 ซม. ผิวเรียบเป็นตุ่มพอง ผลอ่อนจะมีสีเขียวสด เมื่อแก่จะมีสีเหลืองอมเขียว และเมื่อสุกจะมีสีเหลือง และเปลี่ยนเป็นสีขาวจนเน่าตามอายุผล เมล็ดในผลมีจำนวนมาก เมล็ดมีลักษณะแบน ด้านในเมล็ดเป็นถุงอากาศทำให้ลอยน้ำได้ ผิวเมล็ดมีสีนํ้าตาลเข้ม &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''การขยายพันธุ์''' : ปลูกด้วยการเพาะเมล็ด แต่สามารถขายพันธุ์ด้วยวิธีอื่นได้เช่นกัน เช่น การปักชำ การตอน แต่การเพาะเมล็ดจะให้ผลที่ดีกว่าและอัตราการรอดจะสูงกว่าวิธีอื่น โดยการเพาะเมล็ดจะใช้วิธีการบีบแยกเมล็ดออกจากผลสุก แล้วล้างด้วยน้ำ และกรองเมล็ดออก ผลที่ใช้ต้องเป็นผลสุกจัดที่ร่วงจากต้นที่มีสีขาว เนื้อผลอ่อนนิ่ม ซึ่งจะได้เมล็ดที่มีสีดำหรือสีน้ำตาลเข้ม เมล็ดที่ได้ต้องนำไปตากแห้ง 3 - 5 วันก่อน และนำมาเพาะในถุงเพาะชำให้มีต้นสูงประมาณ 30 เซนติเมตร ก่อนนำลงปลูก ต้นยอเป็นพันธุ์ไม้ที่ดูแลง่ายไม่ค่อยมีแมลงศัตรูพืช หรือโรคพืชมากและยังเป็นพืชที่ทนทานต่อสภาพดินเค็มและสภาวะแห้งแล้งอีกด้วย จึงทำให้มีการแพร่กระจายพันธุ์อย่างรวดเร็ว &amp;lt;br&amp;gt; &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ลูกยอเป็นแหล่งของแคลเซียมและยังมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูง&lt;br /&gt;
:::2. ช่วยในการชะลอวัยและความเสื่อมของเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย&lt;br /&gt;
:::3. ช่วยบำรุงผิวพรรณ หนังศีรษะและผม&lt;br /&gt;
:::4. ช่วยป้องกันโรคภูมิแพ้ (น้ำลูกยอ)&lt;br /&gt;
:::5. สารสโคโปเลติน (Scopoletin) ในน้ำลูกยอมีฤทธิ์ในการขยายหลอดเลือดที่หดตัว ทำให้ความดันโลหิตลดลงจนเป็นปกติ (ลูกยอ, น้ำลูกยอ)&lt;br /&gt;
:::6. มีส่วนช่วยรักษาโรคเบาหวาน (น้ำสกัดจากใบยอ)&lt;br /&gt;
:::7. ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง (น้ำสกัดจากลำต้นยอ, น้ำสกัดจากใบยอ)&lt;br /&gt;
:::8. ช่วยรักษาโรคกรดไหลย้อน ด้วยการทำเป็นเครื่องดื่ม ใช้คู่กับหัวหญ้าแห้วหมู อย่างแรกให้เลือกลูกยอห่าม นำมาหั่นเป็นแว่น ๆ ไม่บางหรือหนาจนเกินไป แล้วนำไปย่างไฟอ่อน ๆ (ปกติลูกยอจะมีกลิ่นเหม็น) โดยย่างให้เหลืองกรอบและย่างจนหมดกลิ่นเหม็นจริง ๆ จึงจะได้ตัวยาที่หอมน่ารับประทาน (การย่างจะนอกจากจะช่วยดับกลิ่นแล้วยังช่วยเพิ่มความเป็นด่างให้กับตัวยาด้วย จึงช่วยซับกรดและลดกรดได้อย่างมีประสิทธิภาพ) สำหรับหญ้าแห้วหมูให้เอาส่วนหัวใต้ดินที่เราเรียกว่าหัวแห้วหมู นำไปคั่วให้เหลืองและมีกลิ่นหอม เมื่อเสร็จแล้วให้ตั้งไฟต้มน้ำจนเดือดแล้วเอาตัวยาทั้งสองชนิดลงไปต้มพร้อมกัน ใส่น้ำตาลกรวดพอหวาน ทิ้งไว้สักพักแล้วยกลงจากเตา ตัวยาที่ได้นี้จะมีกลิ่นหอม รอจนอุ่นแล้วนำมารับประทาน ส่วนที่เหลือให้กรองเอาแต่น้ำแช่ไว้ในตู้เย็นแล้วค่อยอุ่นรับประทาน ให้ดื่มติดต่อกัน 1 สัปดาห์แล้วสังเกตอาการ&lt;br /&gt;
:::9. ช่วยแก้วัณโรค ด้วยการใช้ผลหรือใบทำเป็นยาพอก (ลูกยอ, ใบยอ)&lt;br /&gt;
:::10. ลูกยอมีสารโปรซีโรนีน (Proxeronine) เมื่อรวมตัวกับเอนไซม์โปรซีโรเนส (Proxeronase) จะได้สารซีโรนีน (Xeronine) ที่ลำไส้ใหญ่ เมื่อดูดซึมกลับสู่เซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย จะช่วยปรับสภาพเซลล์ให้มีความสมดุลและแข็งแรง และช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานได้เป็นอย่างดี&lt;br /&gt;
:::11. ใช้บำบัดและรักษาโรคมะเร็ง &lt;br /&gt;
:::12. ใช้รักษาโรคเกี่ยวกับสมอง&lt;br /&gt;
:::13. ใช้รักษาโรคติดสุราหรือยาเสพติด&lt;br /&gt;
:::14. ใช้ลดอาการแพ้&lt;br /&gt;
:::15. ใช้รักษาโรคหอบหืด&lt;br /&gt;
:::16. ใช้รักษาโรคเบาหวาน&lt;br /&gt;
:::17. ใช้รักษาโรคเส้นเลือดหล่อเลี้ยงหัวใจ&lt;br /&gt;
:::18. ใช้รักษาโรคอ่อนเพลียเรื้อรัง&lt;br /&gt;
:::19. ใช้รักษาโรคเกี่ยวกับทางเดินอาหารต่าง ๆ&lt;br /&gt;
:::20. ใช้รักษาโรคเซลล์เจริญเติบโตนอกมดลูก (Endometriosis)&lt;br /&gt;
:::21. ใช้รักษาโรคภูมิคุ้มกันต่ำ&lt;br /&gt;
:::22. ใช้รักษาโรคความดันโลหิตสูง&lt;br /&gt;
:::23. ใช้รักษาโรคเส้นโลหิตตีบ&lt;br /&gt;
:::24. ใช้รักษาโรคโปลิโอ&lt;br /&gt;
:::25. ใช้รักษาไซนัส&lt;br /&gt;
:::26. ช่วยลดปริมาณสารพิษในร่างกาย ทำให้ร่างกายทำงานได้เป็นปกติ เซลล์ในร่างกายอ่อนเยาว์ลง&lt;br /&gt;
:::27. ช่วยซ่อมแซมและยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ที่ผิดปกติ&lt;br /&gt;
:::28. ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งและเนื้องอก&lt;br /&gt;
:::29. ช่วยกระตุ้นให้เซลล์ใหม่ในร่างกายเจริญเติบโตและทำหน้าที่ได้อย่างเป็นปกติ&lt;br /&gt;
:::30. ช่วยแก้กระษัย (ใบยอ, รากยอ)&lt;br /&gt;
:::31. ลูกยอมีฤทธิ์เป็นยากล่อมประสาทแบบอ่อน ๆ ช่วยผ่อนคลายความเครียดได้&lt;br /&gt;
:::32. ช่วยบำรุงธาตุไฟ (ลูกยอสด)&lt;br /&gt;
:::33. ช่วยให้เจริญอาหาร (ลูกยอ)&lt;br /&gt;
:::34. ช่วยแก้อาการเบื่ออาหาร (น้ำสกัดจากใบยอ)&lt;br /&gt;
:::35. ช่วยทำให้ระบบโลหิตหมุนเวียนดีขึ้น (ลูกยอสด)&lt;br /&gt;
:::36. ช่วยบำรุงสมอง ช่วยเสริมสร้างความจำ ทำให้มีสมาธิดีขึ้น&lt;br /&gt;
:::37. มีฤทธิ์กล่อมประสาท มีส่วนช่วยทำให้นอนหลับง่ายขึ้น&lt;br /&gt;
:::38. ผลยอใช้ทำเป็นยาพอกแก้หัวสิว&lt;br /&gt;
:::39. ใบยอมีวิตามินเอสูงจึงช่วยบำรุงและรักษาสายตา แก้อาการตาบอดตอนกลางคืนได้ (ใบยอ)&lt;br /&gt;
:::40. ใช้รักษากุ้งยิง (ไอระเหยจากลูกยอ, ดอกยอ)&lt;br /&gt;
:::41. ช่วยรักษาโรคมาลาเรีย (ใบยอ)&lt;br /&gt;
:::42. ช่วยแก้ไข้ (ลูกยอสุก)&lt;br /&gt;
:::43. ช่วยรักษาอาการปวดศีรษะ (ใบสด)&lt;br /&gt;
:::44. ช่วยบรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะ (ลูกยอสด)&lt;br /&gt;
:::45. ช่วยแก้เหงือกเปื่อยเป็นขุยบวม (ลูกยอโตเต็มที่แต่ไม่สุก)&lt;br /&gt;
:::46. ใช้รักษาอาการเจ็บหรือแผลตกสะเก็ดรอบปาก หรือในปาก (ลูกยอดิบ)&lt;br /&gt;
:::47. ช่วยรักษาอาการปากและเหงือกอักเสบ (ลูกยอสุก)&lt;br /&gt;
:::48. ช่วยแก้อาการปวดฟัน (ลูกยอสุก)&lt;br /&gt;
:::49. ลูกยอสุกมีสารแอสเพอรูโลไซด์ (Asperuloside) ช่วยแก้อาการคลื่นไส้อาเจียน (ลูกยอสุก)&lt;br /&gt;
:::50. ช่วยแก้อาการเจ็บคอ ด้วยการใช้ลูกยอดิบนำไปเผาไฟให้สุกและแช่ในน้ำต้มสุก แล้วรินเอาแต่น้ำดื่มเพื่อบรรเทาอาการ หรือจะใช้ลูกยอสุกบดละเอียดใช้กลั้วคอแก้อาการ (ลูกยอดิบ, สด)&lt;br /&gt;
:::51. ช่วยแก้เสมหะ ด้วยการใช้ลูกยอดิบนำไปเผาไฟให้สุกและแช่ในน้ำต้มสุก แล้วรินเอาแต่น้ำดื่ม&lt;br /&gt;
:::52. สารเซโรโทนิน (Serotonin) ในผลยอช่วยกระตุ้นระบบย่อยอาหารให้ทำงานได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้ลำไส้ดูดซึมได้ง่าย&lt;br /&gt;
:::53. ช่วยขับลมในลำไส้ (ลูกยอสด, ลูกยอสุก)&lt;br /&gt;
:::54. ช่วยในการย่อยอาหาร แก้อาการอาหารไม่ย่อย (ลูกยอสด, ลูกยอสุก)&lt;br /&gt;
:::55. ช่วยแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ จุกเสียดแน่นท้อง (ลูกยอ)&lt;br /&gt;
:::56. ช่วยระบายท้อง ทำให้ขับถ่ายได้สะดวก (ทุกส่วน)&lt;br /&gt;
:::57. ช่วยแก้อาการปวดท้อง (น้ำสกัดจากใบยอ)&lt;br /&gt;
:::58. ใบยอใช้ปรุงเป็นอาหารแก้อาการท้องร่วง (ใบยอ)&lt;br /&gt;
:::59. ช่วยแก้อาการปวดกระเพาะ (น้ำมันสกัดจากลูกยอ)&lt;br /&gt;
:::60. ช่วยลดอาการท้องผูกได้&lt;br /&gt;
:::61. สารแอนทราควิโนน (Anthraquinone) ในลูกยอช่วยกระตุ้นทำให้ลำไส้ใหญ่มีการบีบตัวเพิ่มขึ้น จึงช่วยขับของเสียออกจากร่างกายได้มากขึ้น&lt;br /&gt;
:::62. ช่วยรักษาอาการระคายเคืองในระบบทางเดินอาหาร&lt;br /&gt;
:::63. ช่วยรักษาอาการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ&lt;br /&gt;
:::64. ช่วยรักษาโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ (น้ำสกัดจากใบยอ)&lt;br /&gt;
:::65. ใช้รักษาอาการอักเสบ ปวดบวม ปวดในข้อ ปวดกล้ามเนื้อและข้อต่อต่าง ๆ (แพทย์ทางเลือกสมัยใหม่)&lt;br /&gt;
:::66. ช่วยรักษาโรคเกี่ยวกับตับ&lt;br /&gt;
:::67. ช่วยรักษาโรคดีซ่าน (เปลือกต้น)&lt;br /&gt;
:::68. แก้อาการไส้เลื่อน (น้ำสกัดจากใบยอ)&lt;br /&gt;
:::69. ในลูกยอมีสารแอนทราควิโนน (Anthraquinone) ช่วยขับพยาธิ (ลูกยอแก่)&lt;br /&gt;
:::70. ช่วยขับประจำเดือน ทำให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ (ลูกยอสด)&lt;br /&gt;
:::71. ชาวพื้นเมืองแถบโพลีนีเซีย (Polynesia) ใช้ผลอ่อน ใบ และราก เพื่อรักษาอาการผิดปกติของประจำเดือน&lt;br /&gt;
:::72. น้ำคั้นจากรากยอใช้แก้แผลที่มีอาการอักเสบรุนแรง (รากยอ)&lt;br /&gt;
:::73. ลูกยอสุกนำมาบดใช้ทาผิวเพื่อฆ่าเชื้อโรค&lt;br /&gt;
:::74. มีการนำไปทำเป็นน้ำมันสกัดจากเมล็ดยอ ใช้ทาเพื่อลดอาการอักเสบ (น้ำมันสกัดจากเมล็ดยอ) &lt;br /&gt;
:::75. น้ำมันสกัดจากเมล็ดยอช่วยป้องกันแมลง (น้ำมันสกัดจากเมล็ดยอ)&lt;br /&gt;
:::76. น้ำมันสกัดจากเมล็ดยอใช้ทาช่วยลดการเกิดสิว (น้ำมันสกัดจากเมล็ดยอ)&lt;br /&gt;
:::77. ใช้รักษาบาดแผลและอาการบวม (ลูกยอสุก)&lt;br /&gt;
:::78. ผลยอใช้ทำเป็นยาพอกรักษาแผลถลอก (ลูกยอ, ใบยอ)&lt;br /&gt;
:::79. ผลยอใช้ทำเป็นยาพอกแก้ตุ่ม ฝีฝักบัว&lt;br /&gt;
:::80. ช่วยรักษาแผลพุพอง (ใบยอสด)&lt;br /&gt;
:::81. ใบใช้ทำเป็นยาพอกใช้แก้พิษจากการถูกปลาหินต่อย&lt;br /&gt;
:::82. ใบใช้ทำเป็นยาพอกใช้แก้กระดูกแตก กล้ามเนื้อแพลง (ใบยอ)&lt;br /&gt;
:::83. ลูกยอบนใช้ทาแก้ส้นเท้าแตก&lt;br /&gt;
:::84. ผลยอใช้ทำเป็นยาพอกแก้อาการเคล็ดขัดยอก หรือจะใช้ใบยอทำเป็นยาพอกก็ได้ (ลูกยอ, ใบยอ)&lt;br /&gt;
:::85. น้ำคั้นจากใบยอใช้ทาแก้อาการปวดตามข้อนิ้วมือ นิ้วเท้า (ใบยอ)&lt;br /&gt;
:::86. น้ำคั้นจากใบยอใช้ทาเมื่อมีอาการปวดเนื่องจากโรคเกาต์ (ใบยอ)&lt;br /&gt;
:::87. ใบสดมีการนำมาใช้สระผมและกำจัดเหา หรือจะใช้น้ำมันสกัดจากเมล็ดยอก็ได้ (ใบสด, น้ำมันสกัดจากเมล็ดยอ) &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ลูกยอสุก นำมาจิ้มกินกับเกลือหรือกะปิ&lt;br /&gt;
:::2. ลูกห่ามใช้ทำส้มตำ&lt;br /&gt;
:::3. ใบอ่อน นำมาลวกกินกับน้ำพริก ใช้ทำแกงจืด แกงอ่อม ผัดไฟแดง หรือนำมาใช้รองกระทงห่อหมก (เวลากินห่อหมกควรกินใบยอด้วย เพราะมีวิตามินสูง)&lt;br /&gt;
:::4. นำมาใช้ทำสีย้อมผ้า รากนำมาใช้ย้อมสีให้สีแดงและสีน้ำตาลอ่อน ส่วนเปลือกจะให้สีแดง เนื้อเปลือกจะให้สีเหลืองใช้ย้อมผ้าบาติก&lt;br /&gt;
:::5. ปัจจุบันมีการนำลูกไปแปรรูปโดยคั้นเป็น '''น้ำลูกยอ Noni''' หรือ '''น้ำลูกยาโนนิ'''&lt;br /&gt;
:::6. รากยอมีการนำมาใช้แกะสลัก ทำรงควัตถุสีเหลือง&lt;br /&gt;
:::7. ใบสดมีการนำมาใช้ทำเป็นอาหารสัตว์ หรือนำมาเลี้ยงตัวหนอนไหม&lt;br /&gt;
:::8. ลูกยอสุกมีการนำมาใช้ทำเป็นอาหารหมู&lt;br /&gt;
:::9. มีการนำมาใช้ทำเป็นยารักษาสัตว์ (แพทย์ทางเลือกสมัยใหม่) &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''คำแนะนำ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. สารโพรซีโรนินที่พบในน้ำลูกยอ ต้องการน้ำย่อยเปปซิน (Pepsin) และสภาพความเป็นกรดในกระเพาะ เพื่อเปลี่ยนเป็นซีโรนิน ดังนั้น หากรับประทานน้ำลูกยอขณะที่ท้องอิ่มแล้วจะทำให้มีผลทาเภสัชของสารซีโรนินน้อยลง&lt;br /&gt;
:::2. คุณค่าและสรรพคุณน้ำลูกยอจะลดลงเมื่อรับประทานร่วมกับแอลกอฮอล์&lt;br /&gt;
:::3. การบดหรือการสกัดน้ำลูกยอไม่ควรทำให้เมล็ดยอแตก เพราะสารในเมล็ดยอมีฤทธิ์เป็นยาระบายอาจทำให้ถ่ายบ่อยได้&lt;br /&gt;
:::4. ผู้ป่วยโรคไตไม่ควรดื่มน้ำลูกยอ เพราะมีเกลือโปแตสเซียมสูง อาจทำให้เกิดภาวะหัวใจวายเฉียบพลันได้&lt;br /&gt;
:::5. สตรีมีครรภ์ไม่ควรบริโภคลูกยอ เพราะผลยอมีฤทธิ์ขับโลหิต อาจทำให้แท้งบุตรได้ &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[File:youtu.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=Nhx2sRS6MQw|link=https://www.youtube.com/watch?v=Nhx2sRS6MQw]] &lt;br /&gt;
&amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=Nhx2sRS6MQw ยอ] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:great-morinda1.png]]  [[ไฟล์:great-morinda2.png]]  [[ไฟล์:great-morinda3.png]]  [[ไฟล์:great-morinda4.png]] &amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/07/Noni-1.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.nanagarden.com/Picture/Product/400/223632.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://clgc.agri.kps.ku.ac.th/images/resource/herb/noni/morinda-2.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://sites.google.com/site/lukyxnoni2032/_/rsrc/1457788329081/nit/1210788830.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://static1-velaeasy.readyplanet.com/www.disthai.com/images/content/original-1531107789348.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Herb</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B8%87%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81</id>
		<title>แมงลัก</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B8%87%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81"/>
				<updated>2020-01-30T14:36:10Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Herb: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:hairy-basil.png|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : LAMIACEAE หรือ LABIATAE &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Ocimum × africanum Lour.'' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Lemon basil, Hoary basil, Hairy basil &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่น ๆ''' : ก้อมก้อข้าว, มังลัก, อีตู่ &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทางพฤกษศาสตร์'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ต้น''' : เป็นเนื้อไม้ของต้นแมงลักอ่อน อวบน้ำ ความสูงประมาณ 50 เซ็นติเมตร ลักษณะลำต้นและกิ่งก้านค่อนข้างเป็นทรงเหลี่ยม เปลือกลำต้นสีเขียว มีระบบรากเป็นแก้วและรากฝอย รากของต้นแมงลักสามารถลึกได้ถึง 30 เซนติเมตร &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ใบ''' : เป็นใบเดี่ยว สีเขียว ออกตามกิ่งของต้นแมงลัก ใบเป็นทรงรี ปลายใบแหลม โคนใบโค้งมน มีขนอ่อนปกคลุมทั่วใบ &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ดอก''' : ลักษณะของดอกออกเป็นช่อ ดอกออกเป็นกระจุก กลีบดอกสีเขียว &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ผล''' : เมล็ดแมงลัก อยู่ภายในดอกแก่ของต้นแมงลัก เมล็ดแมงลักมีลักษณะรีแบน สีดำ สามารถนำมาขยายพันธ์ได้ &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''การขยายพันธุ์''' : แมงลักเป็นพืชที่ชอบดินร่วนซุย เจริญได้ในดินแทบทุกชนิด การปลูกที่นิยมมี 2 วิธี การปลูกโดยใช้เมล็ดพันธุ์ และการปลูกโดยใช้กิ่งชำปลูก &amp;lt;br&amp;gt; &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ยาระบายอ่อนๆ ทำให้อุจจาระอ่อนตัว ลดอาการท้องผูก&lt;br /&gt;
:::2. ช่วยย่อยอาหาร ทำให้รู้สึกอิ่มนานขึ้น&lt;br /&gt;
:::3. เสริมการสร้างกระดูก ป้องกันโรคกระดูกเสื่อม&lt;br /&gt;
:::4. ช่วยอาการของโรคกระเพาะอาหารอักเสบ&lt;br /&gt;
:::5. ช่วยควบคุมน้ำหนัก ช่วยลดน้ำหนัก&lt;br /&gt;
:::6. ช่วยบำรุงเลือด ป้องกันโรคโลหิตจาง&lt;br /&gt;
:::7. บำรุงผิวพรรณ บำรุงสายตา&lt;br /&gt;
:::8. ป้องกันโรคมะเร็ง&lt;br /&gt;
:::9. แก้เจ็บคอ แก้ไอ ช่วยขับเสมหะ รักษาไข้หวัด&lt;br /&gt;
:::10. ช่วยขับลมในกระเพาะอาหาร&lt;br /&gt;
:::11. ช่วยรักษากลากน้ำนม   &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. เม็ดแมงลัก ลดความอ้วน เพราะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลได้ มีสรรพคุณในการเปลี่ยนคอเลสเตอรอลไปเป็นกรดน้ำดี และยังช่วยเพิ่มการขับออกของกรดน้ำดีด้วย ซึ่งจะไปลดเฉพาะคอเลสเตอรอลไม่ดี (LDL) แต่ไม่มีผลใด ๆ กับคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL)&lt;br /&gt;
:::2. เม็ดแมงลัก ลดน้ําหนัก ตัวช่วยสำหรับผู้ที่ต้องควบคุมน้ำหนักและความอ้วน เนื่องจากเม็ดแมงลักไม่ก่อให้เกิดพลังงาน และมันสามารถพองตัวได้มากถึง 45 เท่า เมื่อนำมารับประทานเป็นอาหาร (ควรรับประทานแค่บางมื้อต่อวัน เพื่อป้องกันโรคขาดสารอาหาร) หรือจะรับประทานก่อนอาหารเพื่อทำให้กระเพาะไม่ว่างและรู้สึกอิ่มเป็นการช่วยควบคุมปริมาณอาหารที่รับประทานไปด้วยเป็นอย่างดี สำหรับวิธีชงเม็ดแมงลักก็คือใช้เม็ดแมงลักประมาณ 2 ช้อนชานำมาแช่น้ำ 1 แก้วใหญ่ทิ้งไว้จนพองตัวเต็ม นำมาผสมกับน้ำร้อน 1 แก้วแล้วนำมารับประทาน (หรือจะผสมกับน้ำผึ้ง น้ำสมุนไพร หรือนมก็ได้)&lt;br /&gt;
:::3. เมื่อรับประทานเป็นประจำจะช่วยลดความเสี่ยงจากการเป็นโรคหัวใจได้อีกด้วย&lt;br /&gt;
:::4. เม็ดแมงลักเป็นอาหารที่เหมาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวาน เพราะช่วยทำให้การดูดซึมของน้ำตาลลดลง เนื่องจากเม็ดแมงลักทำให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้ช้าลงอยู่แล้ว&lt;br /&gt;
:::5. เม็ดแมงลักเป็นอาหารที่รับประทานง่าย กลืนง่าย ลื่นคอ และเหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ค่อยรับประทานอาหารที่มีกากใยอย่างพวก ผักผลไม้&lt;br /&gt;
:::6. ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้เป็นปกติและมีประสิทธิภาพ ขับถ่ายสะดวก&lt;br /&gt;
:::7. เม็ดแมงลัก สรรพคุณล้างลำไส้ ช่วยดีท็อกซ์แก้ปัญหาอุจจาระตกค้าง ซึ่งเป็นสาเหตุมาจากการเคี้ยวอาหารไม่ละเอียด รับประทานอาหารที่มีกากใยน้อย มีพยาธิ ระบบย่อยอาหารผิดปกติ ระบบดูดซึมเสีย และขับถ่ายไม่เป็นเวลา (ช่วงเช้า 05.00 - 07.00 น.)&lt;br /&gt;
:::8. ใบแมงลักช่วยแก้อาการวิงเวียนศีรษะได้&lt;br /&gt;
:::9. ใบแมงลักมีสรรพคุณในการช่วยขับเหงื่อ&lt;br /&gt;
:::10. ช่วยแก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ ด้วยการใช้ใบสดมาล้างน้ำให้สะอาดแล้วรับประทาน&lt;br /&gt;
:::11. ใบแมงลักมีฤทธิ์ช่วยขับลมในลำไส้ &lt;br /&gt;
:::12. ใช้เป็นยาระบาย กระตุ้นการขับถ่ายให้ดีขึ้น โดยการรับประทานเม็ดแมงลักก่อนเข้านอน&lt;br /&gt;
:::13. ใบแมงลักต้มกับน้ำดื่มเป็นประจำช่วยรักษาโรคเกี่ยวกับลำไส้หรือทางเดินอาหารได้&lt;br /&gt;
:::14. ใบแมงลักมีฤทธิ์ช่วยยับยั้งเชื้อราและเชื้อแบคทีเรียบางชนิดได้&lt;br /&gt;
:::15. รักษาโรคกลากเกลื้อนด้วยการใช้ใบสดประมาณ 10 ใบ ล้างน้ำให้สะอาดแล้วนำมาตำผสมน้ำเล็กน้อย แล้วทาบริเวณที่เป็นกลากเกลื้อนวันละ 1 ครั้งประมาณ 1 - 2 สัปดาห์อาการจะดีขึ้น &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''คำแนะนำ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. การรับประทานเม็ดแมงลักในปริมาณมาก ๆ อาจจะเกิดอาการแน่นท้องรู้สึกไม่สบายตัวได้&lt;br /&gt;
:::2. การรับประทานเม็ดแมงลักในขณะที่ยังพองตัวไม่เต็มที่ อาจจะเกิดการดูดน้ำจากกระเพาะอาหารทำให้เม็ดแมงลักจับตัวกันเป็นก้อนและอุดตันในลำไส้ ซึ่งอาจทำให้ท้องผูกได้เช่นกันถ้ารับประทานแบบผิดวิธี&lt;br /&gt;
:::3. ไม่ควรรับประทานเม็ดแมงลักพร้อมกับกับยาอื่น ๆ เพราะจะมีผลทำให้ร่างกายดูดซึมยาเหล่านั้นได้ไม่ดีและน้อยลง ดังนั้นควรทานยาก่อนสักประมาณ 15 - 30 นาทีแล้วค่อยรับประทานเม็ดแมงลักตาม&lt;br /&gt;
:::4. สำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก การรับประทานเม็ดแมงลักแทนมื้ออาหารหลักควรรับประทานเป็นบางมื้อ เพราะอาจจะทำให้ร่างกายขาดสารอาหารที่จำเป็นอื่น ๆ ได้&lt;br /&gt;
:::5. อีกสิ่งที่ต้องระวังไว้ก็คือการเลือกซื้อ ควรเลือกซื้อเม็ดแมงลักที่มีความสะอาดได้มาตรฐานน่าเชื่อถือ อยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่ปิดมิดชิด เก็บไว้ในที่เหมาะสม เพราะไม่เช่นนั้นแล้ว อาจมีเชื้อราหรือสารพิษอย่างอะฟลาทอกซินปนเปื้อนมาด้วยก็ได้ (สารอะฟลาทอกซิน เมื่อบริโภคจำนวนมากอาจทำให้อาการท้องเดิน อาเจียน และสะสมเป็นสารก่อมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งตับ) &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[File:youtu.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=Non-TqBMGX4|link=https://www.youtube.com/watch?v=Non-TqBMGX4]] &lt;br /&gt;
&amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=Non-TqBMGX4 แมงลัก] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:hairy-basil1.png]]  [[ไฟล์:hairy-basil2.png]]  [[ไฟล์:hairy-basil3.png]]  [[ไฟล์:hairy-basil4.png]] &amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.tvpoolonline.com/wp-content/uploads/2018/04/34705-1024x640.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://farmorganicseed.com/wp-content/uploads/2017/07/ต้นผักแมงลัก.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.ntbdays.com/kaset/wp-content/uploads/2018/01/thaihealth_c_cfgjmnstvxy7.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.the-than.com/samonpai/S/g1-1.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://botanykus.weebly.com/uploads/6/1/0/0/6100104/l-5iecbajfb9fei9k6ia6bk1_orig.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Herb</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%94</id>
		<title>มังคุด</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%94"/>
				<updated>2020-01-30T14:35:12Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Herb: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:mangosteen.png|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : CLUSIACEAE หรือ GUTTIFERAE &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Garcinia × mangostana L.'' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Mangosteen  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่น ๆ''' : - &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทางพฤกษศาสตร์'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ต้น''' : มังคุดเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ลำต้นทรงกลม สูงประมาณ 7 - 25 เมตร แตกกิ่งตั้งแต่ระดับล่างของลำต้น มีทรงพุ่มแบบกรวยคว่ำหรือแบบพีระมิด เปลือกลำต้นมีสีดำ มีทรงพุ่มหนาทึบ ส่วนรากจะประกอบด้วยรากแก้ว และรากแขนง ซึ่งมีระบบรากค่อนข้างลึก ประมาณ 70 - 120 เซนติเมตร ดังนั้น มังคุดที่โตเต็มที่จึงสามารถทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ใบ''' : เป็นใบเดี่ยว ไม่พลัดใบ ออกใบดก เขียวตลอดทั้งปี ใบแทงออกตามกิ่งตรงข้ามกัน ใบมีลักษณะเป็นวงรีหรือรูปไข่ กว้าง 6 - 12 เซนติเมตร ยาว 15 - 25 เซนติเมตร ใบมีลักษณะค่อนข้างหนา เป็นมัน เนื้อใบเหนียวคล้ายหนังสัตว์ ใบมีสีเขียวถึงเขียวอมเหลือง ใบมียางสีเหลือง &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ดอก''' : ออกเป็นคู่หรือเดี่ยว แทงออกตามซอกใบบริเวณปลายกิ่ง ซึ่งจะออกจากกิ่งที่มีอายุตั้งแต่ 2 ปี ขึ้นไป ดอกมีกลีบแดงสีแดงฉ่ำ ทั้งนี้ มังคุดจะออกดอกได้เมื่อต้นผ่านเข้าหน้าแล้งได้ 20 - 30 วัน และหลังจากนั้น ได้รับน้ำกระตุ้นก็พร้อมที่จะออกดอก ระยะหลังจากแทงตาดอกถึงดอกบานใช้เวลาประมาณ 30 วัน&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ผล''' : มีผลทรงกลม เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3.2 - 7 เซนติเมตร เปลือกมังคุดหนาประมาณ 0.7 - 1.0 เซนติเมตร ผลอ่อนมีสีเขียวอมเหลือง และเปลี่ยนเป็นสีเขียว เขียวเข้ม เขียวอมม่วง สีม่วง และสีดำเมื่อสุกจัด เปลือกด้านนอกมีลักษณะแข็ง เป็นมัน เปลือกด้านในอ่อน มีสีม่วงแดง ถัดมาเป็นเนื้อผล มีลักษณะเป็นรอน 4 - 8 รอน แต่ละรอนห่อหุ้มเมล็ด 1 เมล็ด เนื้อผลมีสีขาว อ่อนนุ่มคล้ายวุ้น มีเส้น vein สีชมพูติดอยู่ ให้รสหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย ทั้งนี้ ผลสามารถเก็บได้หลังดอกบานแล้ว 11 - 12 สัปดาห์&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''การขยายพันธุ์''' : ใช้เมล็ดเพาะปลูก เมล็ดควรมีขนาดใหญ่ สดและใหม่ ไม่ควรแกะเมล็ดจากผลทิ้งไว้เพราะจะทำให้เมล็ดงอกช้าหรือไม่งอกเลย ก่อนเพาะควรล้างเนื้อออกจากเมล็ดเสียก่อนเพื่อป้องกันการเกิดเชื้อรา ควรเพาะในที่ร่ม  มีความชื้นสูง ต้องให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ เมล็ดจะงอกภายใน 3 - 4 สัปดาห์ &amp;lt;br&amp;gt; &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. มีส่วนช่วยป้องกันอาการไข้ (ไข้ระดับต่ำ)&lt;br /&gt;
:::2. ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง&lt;br /&gt;
:::3. ช่วยเพิ่มพลังงานแก่ร่างกาย เพิ่มความกระปรี้กระเปร่า&lt;br /&gt;
:::4. มังคุดรักษาสิว เปลือกมังคุดมีคุณสมบัติในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดสิว และยังออกฤทธิ์ต้านสิวอักเสบได้ดีอีกด้วย&lt;br /&gt;
:::5. มีส่วนช่วยป้องกันการเกิดโรคซึมเศร้า ลดความเครียด&lt;br /&gt;
:::6. ช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อม อัลไซเมอร์ พาร์กินสัน โรคเกี่ยวกับระบบประสาท&lt;br /&gt;
:::7. การรับประทานมังคุดเป็นประจำจะช่วยส่งเสริมให้มีสุขภาพจิตดี อารมณ์ดีอยู่เสมอ&lt;br /&gt;
:::8. สารสกัดจากมังคุดช่วยเสริมสร้างเม็ดเลือดขาวชนิดทีเอช 1 และทีเอช 17 มีฤทธิ์ช่วยกำจัดและป้องกันการก่อเกิดเซลล์มะเร็งเกือบทุกชนิดได้&lt;br /&gt;
:::9. ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งชนิดต่าง ๆ อย่าง เซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งตับ มะเร็งเต้านม มะเร็งปอด มะเร็งกระเพาะอาหาร&lt;br /&gt;
:::10. ช่วยในการขยายตัวของหลอดเลือด ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ&lt;br /&gt;
:::11. ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและโรคเกี่ยวกับทางเดินหัวใจ &lt;br /&gt;
:::12. ช่วยลดความดันโลหิต&lt;br /&gt;
:::13. ช่วยรักษาไทรอยด์เป็นพิษ&lt;br /&gt;
:::14. ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายและลดไขมันที่ไม่ดีในเส้นเลือด&lt;br /&gt;
:::15. มีส่วนช่วยป้องกันการเกิดเนื้องอกในร่างกาย&lt;br /&gt;
:::16. มีสวนช่วยป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน ด้วยคุณสมบัติในการลดและควบคุมระดับน้ำตาล&lt;br /&gt;
:::17. ช่วยป้องกันการเกิดโรคภูมิแพ้&lt;br /&gt;
:::18. มีส่วนช่วยในการบรรเทาอาการของโรคหอบหืด&lt;br /&gt;
:::19. มีส่วนช่วยบำรุงและรักษาสายตา&lt;br /&gt;
:::20. ช่วยบำรุงสุขภาพช่องปากและเหงือกให้แข็งแรง&lt;br /&gt;
:::21. ช่วยรักษาและสมานแผลในช่องปากหรือปากแตกให้หายเร็วยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;
:::22. ไฟเบอร์จากมังคุดช่วยในการย่อยอาหาร ป้องกันอาการท้องผูก&lt;br /&gt;
:::23. ช่วยบำรุงและฟื้นฟูความสมดุลภายในกระเพาะอาหาร ด้วยการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียซึ่งเป็นสาเหตุของอาการท้องร่วง จุกเสียด เกิดแก๊สในกระเพาะและการดูดซึมอาหารบกพร่อง&lt;br /&gt;
:::24. ช่วยแก้อาการท้องเสีย ด้วยการใช้เปลือกมังคุดตากแห้งต้มกับน้ำหรือย่างไฟ นำมาฝนกับน้ำปูนใส&lt;br /&gt;
:::25. ช่วยแก้อาการท้องร่วงเรื้อรัง อาการถ่ายเป็นมูกเลือด ด้วยการใช้เปลือกสดหรือแห้งฝนกับน้ำรับประทาน หรือจะใช้เปลือกแห้งนำมาต้มกับน้ำดื่มก็ได้ผลเหมือนกัน&lt;br /&gt;
:::26. ช่วยให้ระบบทางเดินปัสสาวะอยู่ในสภาวะปกติ&lt;br /&gt;
:::27. ช่วยป้องกันการเกิดโรคนิ่วในไต&lt;br /&gt;
:::28. มีส่วนช่วยป้องกันอาการตับเสื่อม ไตวาย&lt;br /&gt;
:::29. ช่วยรักษาอาการข้อเข่าอักเสบ&lt;br /&gt;
:::30. เปลือกของมังคุดมีสารแทนนินที่มีฤทธิ์ฝาดสมาน ทำให้แผลหายเร็ว&lt;br /&gt;
:::31. ช่วยต่อต้านและป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด เชื้อรา เชื้อจุลินทรีย์ และไวรัสต่าง ๆ อย่างเชื้อวัณโรค เชื้อ HIV เป็นต้น&lt;br /&gt;
:::32. ช่วยลดอาการอักเสบและมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดหนอง (เปลือก)&lt;br /&gt;
:::33. ช่วยยับยั้งการเกิดและใช้รักษาโรคผิวหนังต่าง ๆ อย่าง กลากเกลื้อน ผดผื่นคันต่าง ๆ ด้วยการใช้เปลือกมังคุดแห้งต้มน้ำอาบ หรือใช้น้ำต้มเปลือกมาทาบริเวณที่เป็น&lt;br /&gt;
:::34. ใช้รักษาอาการน้ำกัดเท้า แผลเปื่อย ด้วยการใช้เปลือกแห้งฝนกับน้ำปูนใส  &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. รับประทานสดเป็นผลไม้หรือทำเป็นน้ำผลไม้อย่าง น้ำมังคุดและน้ำเปลือกมังคุด&lt;br /&gt;
:::2. มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระซึ่งมีส่วนช่วยในการชะลอวัยและการเกิดริ้วรอย&lt;br /&gt;
:::3. มีฤทธิ์ในการจับอนุมูลอิสระต่าง ๆ ได้มากกว่าผลไม้ชนิดอื่น ๆ&lt;br /&gt;
:::4. ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส แข็งแรง&lt;br /&gt;
:::5. ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิต้านทานให้แข็งแรง&lt;br /&gt;
:::6. ช่วยลดกลิ่นปากอันไม่พึงประสงค์&lt;br /&gt;
:::7. เปลือกมังคุดมีสารช่วยป้องกันเชื้อราจึงเหมาะแก่การหมักปุ๋ย&lt;br /&gt;
:::8. นำมาประกอบอาหารทั้งคาวและหวาน เช่น แกง ยำ มังคุดลอยแก้ว ซอสมังคุด เป็นต้น&lt;br /&gt;
:::9. นำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ อย่าง มังคุดกวน แยมมังคุด มังคุดแช่อิ่ม ทอฟฟี่มังคุด&lt;br /&gt;
:::10. มังคุดมีสารจีเอ็ม-1 ซึ่งใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอาง สำหรับผู้มีปัญหาสภาพผิวเรื้อรังจากสิวและอาการแพ้&lt;br /&gt;
:::11. นำมาแปรรูปเป็นสบู่เปลือกมังคุด ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยดับกลิ่นเต่า รักษาสิวฝ้า บรรเทาอาการของโรคผิวหนัง  &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''คำแนะนำ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ผู้ป่วยภาวะเลือดออกผิดปกติ เนื่องจากมังคุดอาจส่งผลให้เลือดแข็งตัวช้า&lt;br /&gt;
:::2. ผู้ที่ต้องเข้ารับการผ่าตัด ควรหยุดรับประทานมังคุดเป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ก่อนเข้ารับการผ่าตัด เพราะอาจส่งผลให้เลือดแข็งตัวช้า&lt;br /&gt;
:::3. ผู้ป่วยโรคเบาหวาน เนื่องจากมังคุดมีปริมาณน้ำตาลสูง&lt;br /&gt;
:::4. ผู้ป่วยโรคลำไส้อักเสบ โดยมีการทดลองในสัตว์ที่พบว่ามังคุดอาจส่งผลให้อาการของโรคลำไส้อักเสบรุนแรงขึ้นได้&lt;br /&gt;
:::5. ผู้ที่กำลังเข้ารับการรักษาด้วยเคมีบำบัดหรือรังสีบำบัด&lt;br /&gt;
:::6. ผู้ที่รับประทานยาบางชนิด เช่น ยาที่ทำปฏิกิริยาต่อไซโตโครมพี 450 (Cytochrome P450) และยาในกลุ่มแคลซินูรินอินฮิบิเตอร์อย่างไซโคลสปอรินและทาโครลิมัส เป็นต้น &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[File:youtu.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=PQtnNGWM-jM|link=https://www.youtube.com/watch?v=PQtnNGWM-jM]] &lt;br /&gt;
&amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=PQtnNGWM-jM มังคุด] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:mangosteen1.png]]  [[ไฟล์:mangosteen2.png]]  [[ไฟล์:mangosteen3.png]]  [[ไฟล์:mangosteen4.png]] &amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.technologychaoban.com/wp-content/uploads/2019/04/75819-1024x768.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://topicstock.pantip.com/jatujak/topicstock/2009/10/J8382776/J8382776-15.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.thaikasetsart.com/wp-content/uploads/2012/03/kaset3.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.vigothailand.com/uppic/images/690P1050117.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://farmerspace.co/wp-content/uploads/2018/09/mangoesteen-02.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Herb</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%AD</id>
		<title>มะละกอ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%AD"/>
				<updated>2020-01-30T14:34:01Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Herb: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:malako.png|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : CARICACEAE &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Carica papaya L.'' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Papaya &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่น ๆ''' : มะก้วยเทศ, หมักหุ่ง, ลอกอ, กล้วยลา, แตงต้น &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทางพฤกษศาสตร์'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ต้น''' : ม้ล้มลุกอายุหลายปีขนาดใหญ่ อายุหลายปี สูง 2 - 8 ม. ลำต้นตั้งตรงมักไม่แตกกิ่ง ไม่มีแก่น ต้นอวบน้ำ มีรอยแผลเป็นของก้านใบที่หลุดร่วงไป มีน้ำยางสีขาวทั่วลำต้น &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ใบ''' : ใบเรียงสลับรอบต้นบริเวณยอด ใบเดี่ยว รูปฝ่ามือกว้าง ยาว 25 - 60 ซม. โคนใบเว้า ปลายใบแหลม ขอบใบหยักเว้าเป็นแฉกลึก 7 - 11 แฉก และจักฟันเลื่อย ก้านใบยาว 25 - 90 ซม. เป็นท่อกลวงยาว &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ดอก''' : ดอกช่อสีขาวนวล มีกลิ่นหอม ออกที่ซอกใบ มีทั้งดอกสมบูรณ์เพศและดอกแยกเพศ ดอกเพศผู้ออกเป็นช่อ ก้านช่อดอกยาว กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอดยาว 1.5 - 2.5 ซม. ปลายแยกเป็น 5 กลีบ เมื่อบานเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.5 - 2.5 ซม. เกสรเพศผู้มี 10 อัน ดอกเพศเมียและดอกสมบูรณ์เพศออกเดี่ยวหรือ 2 - 3 ดอก กลีบดอก 5 กลีบ ดอกมีขนาดใหญ่กว่าดอกเพศผู้ &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ผล''' : เป็นผลสดรูปยาวรี ปลายแหลม ผลดิบมีเนื้อสีขาวอมเขียว ผลสุกมีเนื้อสีแดงส้ม เนื้อหนาอ่อนนุ่ม รสหวาน มีเมล็ดมาก รูปไข่สีน้ำตาลดำ ผิวขรุขระ  มีถุงเมือกหุ้ม &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''การขยายพันธุ์''' : สามารถปฏิบัติได้หลายวิธี ทั้งแบบใช้เพศ ได้แก่ การเพาะเมล็ด และแบบไม่ใช้เพศ ได้แก่ การปักชำ การติดตา การตอนกิ่ง และการเพาะเนื้อเยื่อ แต่เกษตรกรผู้ปลูกมะละกอส่วนใหญ่นิยมใช้วิธีการขยายพันธุ์แบบใช้เพศในการปลูกมะละกอเพื่อการค้า เนื่องจากทำได้ง่าย สะดวกรวดเร็ว และประหยัดค่าใช้จ่ายเมื่อเทียบกับผลผลิตที่จะได้รับ ส่วนขยายพันธุ์แบบไม่ใช้เพศมักจะทำกันในกรณีที่ต้องการรักษาพันธุ์ดีเอาไว้ เนื่องจากการขยายพันธุ์แบบนี้จะทำให้มะละกอไม่มีการกลายพันธุ์ และเพื่อเปลี่ยนยอดมะละกอที่มีดอกตัวผู้มีจำนวนมากเกินไป ให้เป็นต้นตัวเมียหรือต้นสมบูรณ์เพศ &amp;lt;br&amp;gt; &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. มีส่วนช่วยกระตุ้นให้มารดามีน้ำนมมากขึ้น&lt;br /&gt;
:::2. มะละกอมีส่วนช่วยในการบำรุงประสาทและสมอง&lt;br /&gt;
:::3. มะละกอมีเอนไซม์ที่เป็นยาช่วยย่อยอาหาร&lt;br /&gt;
:::4. ช่วยป้องกันลักปิดลักเปิดหรือเลือดออกตามไรฟันได้&lt;br /&gt;
:::5. ช่วยรักษาอาการขัดเบา ด้วยการใช้รากสดประมาณ 1 กำมือ รากแห้งอีกครึ่งกำมือ หั่นแล้วนำมาต้มกับน้ำ แล้วนำน้ำมาดื่มวันละ 3 ครั้งก่อนมื้ออาหาร&lt;br /&gt;
:::6. เป็นยาระบายอ่อน ๆ แก้อาการท้องผูก ด้วยการกินเนื้อมะละกอสุก&lt;br /&gt;
:::7. ช่วยในการย่อยอาหาร&lt;br /&gt;
:::8. ใช้ฆ่าพยาธิ ด้วยการใช้ยางจากผลดิบซึ่งเป็นยาช่วยย่อยโปรตีน&lt;br /&gt;
:::9. ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ แก้ขัดเบา จากรากมะละกอ&lt;br /&gt;
:::10. ช่วยป้องกันการเกิดโรคนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ&lt;br /&gt;
:::11. ช่วยรักษาอาการเท้าบวม ด้วยการนำใบมะละกอสด ๆ มาตำให้ละเอียดแล้วผสมกับเหล้าขาว นำมาพอกบริเวณนั้น ๆ &lt;br /&gt;
:::12. ช่วยแก้อาการเคล็ดขัดยอก ด้วยใช้รากมะละกอนำมาตำให้แหลกแล้วผสมกับเหล้าขาว นำมาทาบริเวณนั้น ๆ&lt;br /&gt;
:::13. ใช้รักษาอาการผดผื่นคันขึ้นตามลำตัว ด้วยใช้ใบมะละกอ 1 ใบ เกลือ 1 ช้อนชา น้ำมะนาวจำนวน 2 ผล นำมาตำรวมกันให้ละเอียดแล้วนำมาทาบริเวณที่เป็นผดผื่น&lt;br /&gt;
:::14. ช่วยรักษาโรคกลาก เกลื้อน เท้าเปื่อย ด้วยการใช้ยางมะละกอดิบมาทาวันละ 3 ครั้ง จะสามารถช่วยฆ่าเชื้อราได้&lt;br /&gt;
:::15. ช่วยรักษาอาการคันอันเกิดมาจากพิษของหอยคัน ด้วยการใช้ยางมะละกอดิบ ๆ นำมาทาทั้งเช้าและเย็น&lt;br /&gt;
:::16. หากโดนเสี้ยนหรือหนามตำหรือหนามหักคาเนื้อใน หากนำยางมะละกอดิบมาทา หนามจะหลุดออกมา แต่ให้บ่งเปิดปากแผลก่อน&lt;br /&gt;
:::17. หากโดนตะปูตำเท้าเป็นแผล ให้นำผิวของลูกมะละกอดิบมาตำแล้วนำมาพอกแผล โดยเปลี่ยนใหม่วันละ 2 ครั้ง&lt;br /&gt;
:::18. ช่วยรักษาแผลพุพอง อักเสบ ด้วยการใช้ใบมะละกอที่แห้งกรอบนำมาบดให้เป็นผง นำไปผสมกับน้ำกะทิผสมให้พอเหนียว แล้วนำมาทาแผลวันละ 3 ครั้ง&lt;br /&gt;
:::19. ใช้รักษาแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก ด้วยการใช้เนื้อมะละกอดิบ ๆ ต้มจนเปื่อย นำมาตำแล้วพอกบริเวณบาดแผล&lt;br /&gt;
:::20. ใช้รักษาอาการปวดหลังปวดข้อต่าง ๆ ด้วยการรับประทานมะละกอสุกอย่างต่อเนื่องจะช่วยบรรเทาอาการดังกล่าวได้&lt;br /&gt;
:::21. ช่วยรักษาอาการปวดกล้ามเนื้อหรือกล้ามเนื้อไม่มีแรง ด้วยการใช้รากมะละกอตัวผู้นำมาแช่เหล้าขาวทิ้งไว้ 7 วัน และกรองเอาน้ำมาทาบริเวณที่กล้ามเนื้อหรือบริเวณที่กล้ามเนื้ออ่อนแรง&lt;br /&gt;
:::22. ช่วยลดอาการปวดบวม ด้วยการนำใบมะละกอสด ๆ ไปย่างไฟหรือใช้น้ำร้อนลวก แล้วนำมาประคบบริเวณที่มีอาการ หรือนำมาตำให้พอพยาบแล้วห่อด้วยผ้าขาวบาง นำมาทำเป็นลูกประคบก็ใช้ได้เหมือนกัน&lt;br /&gt;
:::23. ช่วยป้องกันการเกิดอาการตับโตหรือโรคที่เกี่ยวกับตับ&lt;br /&gt;
:::24. เป็นยาช่วยบำรุงหัวใจให้แข็งแรง&lt;br /&gt;
:::25. มีงานวิจัยมะละกอพบว่าการรับประทานมะละกอเป็นประจำมีส่วนช่วยในการต่อต้านโรคมะเร็งได้  &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. มะละกอมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระอยู่หลายชนิด ซึ่งช่วยให้สุขภาพของคุณแข็งแรง&lt;br /&gt;
:::2. ช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใสอยู่เสมอ&lt;br /&gt;
:::3. ช่วยในการชะลอวัย ลดเลือน และป้องกันการเกิดริ้วรอยต่าง ๆ&lt;br /&gt;
:::4. ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;
:::5. สามารถนำมาใช้เป็นทรีตเมนต์ทำหน้าให้หน้าใสได้อีกด้วย ด้วยการนำมะละกอสุกผสมกับน้ำผึ้งและนมสด แล้วนำมาปั่นให้เข้ากัน หลังจากนั้นนำมาทาผิวหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที แล้วค่อยล้างออก&lt;br /&gt;
:::6. ใช้นำมารับประทานเป็นผลไม้หรือของว่าง&lt;br /&gt;
:::7. ใช้นำมาปรุงเป็นอาหาร เช่น แกงส้ม ส้มตำ เป็นต้น&lt;br /&gt;
:::8. สามารถนำมะละกอไปใช้หมักให้เนื้อนุ่มได้อีกด้วย เพราะมีเอนไซม์ที่ชื่อว่า Papain ซึ่งเป็นส่วนประกอบของผงหมักสำเร็จรูปที่เราเห็นขายกันอยู่ตามท้องตลาดนั่นเอง&lt;br /&gt;
:::9. นำมาแปรรูป การแปรรูปมะละกอ เช่น มะละกอแช่อิ่ม มะละกอแผ่น แยมมะละกอ มะละกอเชื่อม ซอสมะละกอ เยลลี่มะละกอ มะละกอแช่อิ่ม มะละกอสามรส มะละกอดอง มะละกอผง เป็นต้น &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''คำแนะนำ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ควรเลือกมะละกอที่มีคุณภาพ มีผิวสีเหลืองบางส่วน หรือเหลืองทั้งหมด และผลของมะละกอตรงบริเวณขั้วที่ติดกับลำต้นไม่ควรนิ่มเหลว&lt;br /&gt;
:::2. ไม่ควรรับประทานมะละกอที่ดิบจนเกินไป ซึ่งผลที่ดิบเกินไปจะมีเปลือกนอกสีเขียวและมีเนื้อที่แข็งมาก&lt;br /&gt;
:::3. ไม่ควรรับประทานในปริมาณที่มากจนเกินไป เพราะเสี่ยงต่อการทำให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมาได้ เช่น ผิวเหลือง  เบื่ออาหาร เซื่องซึม นอนไม่หลับ &lt;br /&gt;
:::4. หลีกเลี่ยงไม่ให้ผิวหนังสัมผัสกับยางมะละกอ เพราะอาจเสี่ยงทำให้เกิดปัญหาต่อผิวหนังได้&lt;br /&gt;
:::5. สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์นั้น ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานมะละกอเพราะมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า สารเคมีพาเพนที่อยู่ในมะละกออาจเป็นพิษต่อทารกน้อยในครรภ์ได้ รวมทั้งอาจทำให้เกิดภาวะพิการแต่กำเนิด ดังนั้นหากคุณแม่ตั้งครรภ์ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเพื่อปลอดภัยทั้งคุณแม่และทารกในครรภ์&lt;br /&gt;
:::6. สำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวานควรระมัดระวังในการรับประทานมะละกอ เพราะอาจส่งผลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดได้ ดังนั้นก่อนรับประทานมะละกอ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเช็คและควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม&lt;br /&gt;
:::7. ผู้ที่มีอาการแพ้สารพาเพน ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานมะละกอ เนื่องจากในมะละกอจะมีสารชนิดนี้อยู่&lt;br /&gt;
:::8. ผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดไม่ควรรับประทานมะละกอ โดยเฉพาะมะละกอที่ผ่านการดอง อาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดต่ำลงได้ ซึ่งนั่นอาจทำให้เกิดผลกระทบต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดในระหว่างและหลังการผ่าตัด ทั้งนี้ผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการผ่าตัดควรหยุดรับประทานมะละกออย่างน้อย 2 สัปดาห์ ก่อนเข้ารับการผ่าตัด &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[File:youtu.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=jO8bW2kozRo|link=https://www.youtube.com/watch?v=jO8bW2kozRo]] &lt;br /&gt;
&amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=jO8bW2kozRo มะละกอ] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:malako1.png]]  [[ไฟล์:malako2.png]]  [[ไฟล์:malako3.png]]  [[ไฟล์:malako4.png]] &amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://img.kapook.com/u/2018/wanchalerm/Health_01_61/py1.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.sentangsedtee.com/wp-content/uploads/2016/10/11-2.png&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://4.bp.blogspot.com/-JbEaEih9u3Y/V9F1nzLo4JI/AAAAAAAAAek/tKf2wONthH83mhRM_N0jnZlT0PXWIni2QCLcB/s640/01.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.rsusite.com/thaipharmacy/wp-content/uploads/2016/12/caricaceae3.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.chiangmainews.co.th/page/wp-content/uploads/2016/08/B2-20.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Herb</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%A1</id>
		<title>มะรุม</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%A1"/>
				<updated>2020-01-30T14:32:06Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Herb: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:moringa.png|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : MORINGACEAE &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Moringa oleifera Lam.'' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Moringa &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่น ๆ''' : บะค้อนก้อม, ผักอีฮุม, บักฮุ้ม&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทางพฤกษศาสตร์'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ต้น''' : ไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูงประมาณ 15 - 20 เมตร ลำต้นเป็นพุ่มโปร่ง เนื้อไม้อ่อน เปลือกแตกร่อน สีน้ำตาลอ่อนปนเทา กิ่งอ่อนมีขน กิ่งก้านหักง่าย ผิวค่อนข้างเรียบ&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ใบ''' : เป็นใบประกอบแบบขนนก 3 ชั้น ออกเรียงสลับ ยาวราว 45 เซนติเมตร โคนก้านใบประกอบป่องออก ใบย่อยรูปไข่หรือรูปรี กว้าง 0.7 - 2 เซนติเมตร ยาว 1 - 3 เซนติเมตร ปลายใบมน โคนใบสอบ ขอบใบเรียบ เนื้อใบนิ่มอ่อนบาง หลังใบและท้องใบเรียบ ใบที่อยู่ปลายสุดจะมีขนาดใหญ่กว่าใบอื่น &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ดอก''' : ออกเป็นช่อ ออกตามซอกใบ ดอกย่อยเป็นดอกสมบูรณ์เพศ ดอกย่อยกลีบดอกสีขาวแกมเหลืองจำนวนมาก กลีบดอกมี 5 กลีบ รูปไข่กลับ ปลายมน แต่ละกลีบมีขนาดไม่เท่ากัน ขนาดดอกโตเต็มที่ประมาณ 1 นิ้ว กลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย ปลายแยกเป็น 5 กลีบ ไม่เท่ากัน คล้ายกลีบดอก เกสรเพศผู้มี 5 อัน เรียงสลับกับเกสรเพศผู้ที่เป็นหมันอีก 5 - 7 อัน รังไข่มี 1 ห้อง  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ผล''' : เป็นฝักทรงกระบอกกลม ยาว 40 - 50 เซนติเมตร ฝักมีรอยคอด ตามแนวเมล็ด และมีสันตามยาว 9 สัน เปลือกฝักหนา ปลายฝักแหลม ฝักแห้งแตกออกเป็น 3 ซีก เมล็ดกลม มีปีก 3 ปีก มีเมล็ดจำนวนมาก&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''การขยายพันธุ์''' : คัดเลือกเมล็ดที่สมบูรณ์ และแก่เต็มที่ หากหาพันธุ์อินเดียจะยิ่งดี เพาะเมล็ดที่เตรียมไว้ลงในถุงเพาะชำ สีดำ มีวัสดุปลูกที่ร่วนซุยและระบายน้ำได้ดี หลังเมล็ดงอกประมาณ 2 เดือน ต้นกล้าจะเลื้อยและทอดยอดสูง หรือยาวประมาณ 25 เซนติเมตร ให้ใช้มีดคมและสะอาดตัดต้นให้เตี้ยลง เหลือเพียง 12 เซนติเมตร ผูกกับหลักไม้ขนาดพอเหมาะ ให้ต้นตั้งตรง อีกไม่นานต้นกล้าจะแตกยอดใหม่ออกมาด้านข้างใต้รอยตัดลงมาเล็กน้อย &amp;lt;br&amp;gt; &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ช่วยบำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื้น อ่อนนุ่ม ไม่ให้หยาบกร้าน&lt;br /&gt;
:::2. มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระช่วยในการชะลอวัย (น้ำมันมะรุม)&lt;br /&gt;
:::3. ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย&lt;br /&gt;
:::4. ช่วยรักษาโรคขาดสารอาหารในเด็กแรกเกิดถึงอายุ 10 ขวบ&lt;br /&gt;
:::5. ช่วยลดไขมันและคอเลสเตอรอลในร่างกาย (ฝัก)&lt;br /&gt;
:::6. มีส่วนช่วยป้องกันโรคมะเร็ง (ใบ, ดอก, ฝัก, เมล็ด, เปลือกของลำต้น)&lt;br /&gt;
:::7. ช่วยรักษาโรคมะเร็งในกระดูก&lt;br /&gt;
:::8. ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับการรักษาด้วยรังสี การดื่มน้ำมะรุมจะช่วยให้อาการแพ้รังสีฟื้นตัวเร็วขึ้น&lt;br /&gt;
:::9. ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิตในร่างกาย&lt;br /&gt;
:::10. ช่วยรักษาโรคโลหิตจาง&lt;br /&gt;
:::11. มะรุมลดความดัน รักษาโรคความดันโลหิตสูง (ใบ, ฝัก) &lt;br /&gt;
:::12. ใช้รักษาโรคหัวใจ (ราก)&lt;br /&gt;
:::13. มะรุมลดน้ำตาล ช่วยรักษาโรคเบาหวานโดยรักษาความสมดุลของระดับน้ำตาล&lt;br /&gt;
:::14. ใช้รักษาโรคหอบหืด (Asthma) (ยาง)&lt;br /&gt;
:::15. ช่วยรักษาโรคภูมิแพ้&lt;br /&gt;
:::16. ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานโรคที่ต่ำลงของผู้ป่วยเอดส์&lt;br /&gt;
:::17. ใช้เป็นยาบำรุงร่างกาย (ดอก)&lt;br /&gt;
:::18. ช่วยบำรุงธาตุไฟ (ราก)&lt;br /&gt;
:::19. ช่วยคุมธาตุอ่อน ๆ (เปลือกของลำต้น)&lt;br /&gt;
:::20. แก้ลมอัมพาต (เปลือกของลำต้น)&lt;br /&gt;
:::21. ใช้ขับน้ำตา (ดอก)&lt;br /&gt;
:::22. ใช้บำรุงสุขภาพและรักษาดวงตาให้สมบูรณ์&lt;br /&gt;
:::23. ช่วยรักษาโรคตาได้เกือบทุกโรค อย่างเช่น โรคตาต้อ ตามืดมัว เป็นต้น&lt;br /&gt;
:::24. ช่วยรักษาโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ โรคโพรงจมูกอักเสบ&lt;br /&gt;
:::25. น้ำมันมะรุมใช้นวดศีรษะ ฆ่าเชื้อราบนหนังศีรษะ แก้อาการคันหนังศีรษะ ลดผมร่วง (น้ำมันมะรุม)&lt;br /&gt;
:::26. ช่วยแก้อาการปวดศีรษะ (ใบ, น้ำมันมะรุม)&lt;br /&gt;
:::27. ใช้แก้ไข้และถอนพิษไข้ (ใบ, ยอดอ่อน, ฝัก, เมล็ด)&lt;br /&gt;
:::28. ใช้แก้อาการไข้หัวลมหรืออาการไข้เปลี่ยนฤดู (ดอก)&lt;br /&gt;
:::29. ช่วยบรรเทาและรักษาอาการหวัด (เมล็ดมะรุม)&lt;br /&gt;
:::30. ช่วยบรรเทาอาการไอเรื้อรังให้ดีขึ้น (เมล็ดมะรุม)&lt;br /&gt;
:::31. ช่วยบรรเทาอาการและลดสิวบนใบหน้า (น้ำมันมะรุม)&lt;br /&gt;
:::32. ช่วยลดจุดด่างดำจากแสงแดด (น้ำมันมะรุม)&lt;br /&gt;
:::33. ใช้รักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน (ใบ)&lt;br /&gt;
:::34. ช่วยแก้อาการปวดฟัน (ยาง)&lt;br /&gt;
:::35. ช่วยแก้อาการปวดหู (Earache) (ยาง)&lt;br /&gt;
:::36. น้ำมันมะรุมใช้หยอดหูเพื่อป้องกันและฆ่าพยาธิในหู รักษาโรคหูน้ำหนวก เยื่อบุหูอักเสบ&lt;br /&gt;
:::37. ช่วยรักษาโรคคอหอยพอกชนิดมีพิษ&lt;br /&gt;
:::38. ช่วยรักษาแผลในปากหรือแผลจากโรคปากนกกระจอก&lt;br /&gt;
:::39. นำเปลือกของลำต้นมาเคี้ยวกินเพื่อช่วยย่อยอาหาร (เปลือกของลำต้น)&lt;br /&gt;
:::40. ช่วยขับลมในลำไส้ ทำให้ผายหรือเรอ (เปลือกของลำต้น)&lt;br /&gt;
:::41. เปลือกของลำต้นมีสรรพคุณช่วยในการคุมกำเนิด (เปลือกของลำต้น)&lt;br /&gt;
:::42. ช่วยบำรุงและรักษาปอดให้แข็งแรง และรักษาโรคปอดอักเสบ&lt;br /&gt;
:::43. รับประทานเมล็ดมะรุมวันละ 1 เมล็ดก่อนนอน ช่วยให้การขับถ่ายในตอนเช้าเป็นไปอย่างปกติและสม่ำเสมอ (เมื่อขับถ่ายเป็นปกติแล้วควรหยุดรับประทาน)&lt;br /&gt;
:::44. ใช้รักษาโรคลำไส้อักเสบ อาการท้องเสีย ท้องผูก&lt;br /&gt;
:::45. ช่วยรักษาและขับพยาธิในลำไส้ (เมล็ดมะรุม)&lt;br /&gt;
:::46. ช่วยในการขับปัสสาวะ (ใบ, ดอก)&lt;br /&gt;
:::47. ช่วยแก้อาการอักเสบ (ใบ)&lt;br /&gt;
:::48. ช่วยรักษาโรคไขข้อ (Rheumatism) (ราก)&lt;br /&gt;
:::49. ช่วยบรรทาอาการของโรคเกาต์ บ้างก็ว่าสามารถใช้รักษาโรคเกาต์ได้&lt;br /&gt;
:::50. ช่วยรักษาโรคกระดูกอักเสบ&lt;br /&gt;
:::51. ช่วยรักษาโรครูมาติสซั่ม&lt;br /&gt;
:::52. ช่วยบำรุงและรักษาโรคตับ ไต&lt;br /&gt;
:::53. น้ำมันมะรุมใช้นวดเพื่อบรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดเมื่อตามบั้นเอวและขา&lt;br /&gt;
:::54. น้ำมันมะรุมใช้นวดเพื่อกระชับกล้ามเนื้อ&lt;br /&gt;
:::55. ใช้แก้อาการปวดตามข้อ (เมล็ด)&lt;br /&gt;
:::56. แก้อาการบวม (ราก, เมล็ด)&lt;br /&gt;
:::57. ช่วยลดอาการผื่นคันตามผิวหนังและการแพ้ผ้าอ้อมของเด็กทารก (น้ำมันมะรุม)&lt;br /&gt;
:::58. ช่วยรักษาบาดแผล แผลสดเล็ก ๆ น้อย ๆ (ใบ, น้ำมันมะรุม)&lt;br /&gt;
:::59. ช่วยถอนพิษและลดอาการปวดบวมจากแมลงสัตว์กัดต่อย (น้ำมันมะรุม)&lt;br /&gt;
:::60. ใช้เป็นยาปฏิชีวนะ&lt;br /&gt;
:::61. ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรีย (ใบ, ดอก)&lt;br /&gt;
:::62. ใช้รักษาเชื้อราตามผิวหนัง ศีรษะ ตามซอกเล็บ โรคน้ำกัดเท้า (น้ำมันมะรุม)&lt;br /&gt;
:::63. น้ำมันมะรุมใช้ทารักษาหูด ตาปลา&lt;br /&gt;
:::64. ช่วยรักษาโรคเริม งูสวัด&lt;br /&gt;
:::65. ช่วยฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ ต้านจุลชีพ&lt;br /&gt;
:::66. ช่วยฆ่าเชื้อไทฟอยด์ (ยาง)&lt;br /&gt;
:::67. ช่วยรักษาโรคซิฟิลิส (syphilis) โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์โรคหนึ่ง (ยาง)&lt;br /&gt;
:::68. การรับประทานมะรุมในช่วงตั้งครรภ์จะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อ HIV ของเด็กทารก&lt;br /&gt;
:::69. ฝักมะรุมนำมาใช้เป็นไม้ตีกลองได้เหมือนกันนะ โดยเฉพาะในแถบอินเดีย&lt;br /&gt;
:::70. ใบสดนำมารับประทานได้ ส่วนใบแห้งนำมาทำเป็นผง&lt;br /&gt;
:::71. เมล็ดบางครั้งนำมาคั่วรับประทานเป็นถั่วได้&lt;br /&gt;
:::72. เมล็ดมะรุมเมื่อนำมาบดละเอียดสามารถนำไปใช้กรองน้ำได้ ทำให้น้ำตกตะกอนและฆ่าเชื้อโรคในน้ำ น้ำที่ได้จะค่อนข้างสะอาดและมีรสออกหวาน&lt;br /&gt;
:::73. น้ำมันที่ได้จากการคั้นเมล็ดสด นำมาใช้เป็นน้ำมันในการปรุงอาหาร&lt;br /&gt;
:::74. น้ำมันมะรุมนำมาใช้ในการปรุงอาหารชนิดเดียวกับน้ำมันมะกอก แต่ดีกว่าตรงที่ไม่มีกลิ่นเหม็นหืนในภายหลัง&lt;br /&gt;
:::75. น้ำมันมะรุมนำมาใช้เป็นน้ำยาหล่อลื่นต่าง ๆ ประจำบ้านและช่วยป้องกันสนิม&lt;br /&gt;
:::76. นิยมนำมะรุมไปทำเป็นอาหารเพื่อรับประทานเป็นผักอย่างเช่น แกงส้ม แกงลาว แกงอ่อม แกงกะหรี่ ยำฝักมะรุม ส่วนดอกมะรุมลวกรับประทานกับน้ำพริก ส่วนยอดอ่อน ใบอ่อนนำไปต้มสุกรับประทานร่วมกับแจ่ว ลาบ ก้อย&lt;br /&gt;
:::77. นำมาแปรรูปเป็น &amp;quot;มะรุมแคปซูล&amp;quot; สำหรับเป็นทางเลือกให้ผู้ที่ไม่ชอบรับประทานผัก แต่อยากได้คุณประโยชน์ทางด้านสมุนไพร&lt;br /&gt;
:::78. นำมาสกัดเป็นน้ำมันมะรุม ซึ่งมีคุณประโยชน์ที่หลากหลาย&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. '''แกงอ่อมยอดมะรุม''' เตรียมข้าวคั่วป่น หั่นหมู ยอดมะรุม ผักชีลาว เตรียมไว้ จากนั้นนำพริก กระเทียม ข่า ตะไคร้ หอมแดง มาโขลกรวมกัน  เอาน้ำใส่หม้อขึ้นตั้งไฟ ใส่เครื่องแกงที่โขลกไว้ลงไป เมื่อน้ำเริ่มเดือดใส่หมู ใส่ข้าวคั่ว เกลือ ใบมะกรูด น้ำปลาร้า ปรุงรสแล้วคนจนเข้ากัน รอจนน้ำเดือด ใส่ผักชี ยอดมะรุมลงไป คนสักครู่แล้วปิดไฟ พร้อมตักเสิร์ฟ&lt;br /&gt;
:::2. '''แกงอ่อมยอดมะรุม''' เตรียมข้าวคั่วป่น หั่นหมู ยอดมะรุม ผักชีลาว เตรียมไว้ จากนั้นนำพริก กระเทียม ข่า ตะไคร้ หอมแดง มาโขลกรวมกัน  เอาน้ำใส่หม้อขึ้นตั้งไฟ ใส่เครื่องแกงที่โขลกไว้ลงไป เมื่อน้ำเริ่มเดือดใส่หมู ใส่ข้าวคั่ว เกลือ ใบมะกรูด น้ำปลาร้า ปรุงรสแล้วคนจนเข้ากัน รอจนน้ำเดือด ใส่ผักชี ยอดมะรุมลงไป คนสักครู่แล้วปิดไฟ พร้อมตักเสิร์ฟ&lt;br /&gt;
:::3. '''ต้มจืดมะรุม''' เด็ดยอดมะรุม รูดใบ ตำกระเทียม พริกไทย รากผักชีจนละเอียด เอาหมูลงไปโขลกด้วย นำน้ำใส่หม้อตั้งไฟจนเดือด ใส่ผงซุปไก่ลงไป เมื่อน้ำเริ่มเดือดใส่หมูที่เตรียมไว้ ใส่กุ้งแห้งลงไป ใส่ยอดมะรุม ใส่ผักชีลงไป พร้อมตักเสิร์ฟ&lt;br /&gt;
:::4. '''ไข่เจียวมะรุม''' นำไข่ไก่มาตอกใส่ชามแล้วตีผสมกับน้ำปลา จากนั้นก็ใส่ใบมะรุมที่เด็ดเป็นใบแล้วลงไป ใส่น้ำมันตั้งกระทะรอจนเริ่มร้อนก็เทไข่เจียวที่ตีไว้ลงไปทอด เมื่อไข่เจียวสุกทั้งสองด้านก็ตักใส่จานพร้อมกิน &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''คำแนะนำ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. มะรุมมีพิษที่เป็นอันตรายต่อผู้ป่วยโรคเลือดเพราะทำให้เม็ดเลือดแตกง่าย&lt;br /&gt;
:::2. หญิงตั้งครรภ์ไม่ควรรับประทานมากเกินไปเพราะจะทำให้เสี่ยงต่อการแท้งลูกได้สูง &lt;br /&gt;
:::3. ผู้ป่วยโรคเกาต์ไม่ควรรับประทานมากเกินไปเพราะอาจก่อให้เกิดผลเสียได้&lt;br /&gt;
:::4. สำหรับผู้ที่รับประทานมะรุมต่อเนื่องเป็นเวลาควรตรวจการทำงานของตับ เนื่องจากผู้ป่วยบางรายที่ใช้มะรุมติดต่อกันเป็นระยะเวลานานพบเอนไซม์เพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นควรใส่ใจกับข้อควรระวังเพื่อความปลอดภัยของตัวคุณด้วย&lt;br /&gt;
:::5. ควรเลือกใบที่ไม่แก่หรือไม่อ่อนเกินไป รับประทานสดๆ และไม่ถูกความร้อนมากเกินไปเพื่อให้ได้ประโยชน์จากสารอาหารเต็มที่ &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[File:youtu.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=FwadC8QfYZw|link=https://www.youtube.com/watch?v=FwadC8QfYZw]] &lt;br /&gt;
&amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=FwadC8QfYZw มะรุม] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:moringa1.png]]  [[ไฟล์:moringa2.png]]  [[ไฟล์:moringa3.png]]  [[ไฟล์:moringa4.png]] &amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://s.isanook.com/he/0/ud/1/6361/moringa.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.biogang.net/upload_img/biodiversity/biodiversity-221607-4.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.bookmuey.com/images/Moringa00002.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.senseofkrabi.com/wp-content/uploads/2013/12/DSCF9820-620x350.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://file.sogoodweb.com/upload/156/g4j0s7Lo45.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Herb</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%81</id>
		<title>มะระขี้นก</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%81"/>
				<updated>2020-01-30T14:31:15Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Herb: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:bitter-gourd.png|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : CUCURBITACEAE &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Momordica charantia L.'' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Bitter gourd&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่น ๆ''' : ผักไห่, มะไห่, มะนอย, มะห่วย, ผักไซ, สุพะซู, สุพะเด, มะร้อยรู, ผักเหย, ผักไห, ระ, ผักสะไล, ผักไส่, โกควยเกี๋ยะ, โควกวย, มะระเล็ก, มะระขี้นก&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทางพฤกษศาสตร์'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ต้น''' : เป็นเถาเลื้อยมีสีเขียวขนาดเล็กมี 5 เหลี่ยม มีขนอยู่ทั่วไป มีมือเกาะซึ่งเปลี่ยนมาจากใบเจริญออกมาจากส่วนของข้อ ใช้สำหรับยึดจับ &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ใบ''' : เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับกัน ก้านใบยาว ขอบใบเว้าหยักลึกเข้าไปในตัวใบ 5 - 7  หยัก ปลายใบแหลม ใบกว้าง 4.5 - 11.5 เซนติเมตร ยาว 3.5 - 10 เซนติเมตร เส้นใบแยกออกจากจุดเดียวกันแล้วแตกเป็นร่างแห มีขนอ่อนนุ่มปกคลุมเล็กน้อย เมื่อแก่จัดจะมีสีเขียวเข้ม &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ดอก''' : เป็นดอกเดี่ยวแยกเพศอยู่ในต้นเดียวกัน เจริญมาจากข้อ เส้นผ่าศูนย์กลาง 2.5 - 3.5 เซนติเมตร มีกลีบนอก 5กลีบ สีเขียวปนเหลือง กลีบในมี 5 กลีบ สีเหลืองสด ดอกตัวผู้เจริญออกมาก่อนดอกตัวเมีย เกสรตัวผู้มี 3 อัน แต่ละอันมีก้านชูเกสรตัวผู้ 3 อัน และมีอับเรณู 3 อัน ดอกตัวเมียมีรังไข่แบบหลบใน (inferior ovary) มีรังไข่ 1 อัน stigma 3 คู่ ก้านชูเกสรตัวเมีย 3 อัน&lt;br /&gt;
&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ผล''' : รูปร่างคล้ายกระสวยสั้นๆ ผิวเปลือกขรุขระและมีปุ่มยื่นออกมา ผลยาว 5 - 7 เซนติเมตร เส้นผ่าศูนย์กลางผล 2 - 4 เซนติเมตร ผลอ่อนมีสีเขียว เมื่อแก่จะมีสีเหลืองอมแดง ปลายผลจะแตกเป็น 3 แฉก&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''การขยายพันธุ์''' : หยอดเมล็ดโดยตรงลงในแปลง หลุมละ 3 – 4 เมล็ด ลึกลงไปในดินประมาณ 2.5 – 3.5 เซนติเมตร ลบด้วยปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมักที่สลายตัวแล้ว หรือดินผสม รดน้ำให้ชุ่ม คลุมฟางแห้งหรือหญ้าแห้งที่สะอาดให้หนาพอควร เมื่อต้นกล้ามีใบจริง2 ใบ ถอนแยกต้นที่อ่อนแอไม่สมบูรณ์ทิ้ง เหลือไว้หลุมละ 2 ต้นเมื่อมะระเริ่มเลื้อยหรือต้นมีอายุประมาณ 15 วัน &amp;lt;br&amp;gt; &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ จึงมีส่วนช่วยในการชะลอความแก่ชราได้&lt;br /&gt;
:::2. ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานโรคให้กับร่างกาย (ผล)&lt;br /&gt;
:::3. ช่วยต่อต้านและป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง (ผล)&lt;br /&gt;
:::4. ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในตับอย่างมีประสิทธิภาพ จึงมีส่วนช่วยในการลดความอ้วน&lt;br /&gt;
:::5. ช่วยป้องกันการหนาตัวของผนังหลอดเลือดแดง&lt;br /&gt;
:::6. ช่วยยับยั้งเชื้อเอดส์หรือ HIV (ผล)&lt;br /&gt;
:::7. ช่วยรักษาโรคหอบหืด&lt;br /&gt;
:::8. ช่วยบำบัดและรักษาโรคเบาหวาน สามารถลดระดับน้ำตาลในกระแสเลือดได้เป็นอย่างดี โดยจะออกฤทธิ์ทันทีหลังรับประทานประมาณ 60 นาที (ผล)&lt;br /&gt;
:::9. ช่วยลดความดันโลหิต (ผล)&lt;br /&gt;
:::10. ช่วยให้เจริญอาหาร เพราะมีสารที่มีรสขม ช่วยกระตุ้นน้ำย่อยให้ออกมามากยิ่งขึ้น ทำให้รับประทานอาหารได้เพิ่มมากยิ่งขึ้น (ผล, ราก, ใบ)&lt;br /&gt;
:::11. ช่วยบำรุงกำลัง บำรุงธาตุ เพิ่มพูนลมปราณ ด้วยการใช้เมล็ดแห้งของมะระขี้นกประมาณ 3 กรัม ต้มกับน้ำดื่ม (ผล, เมล็ด, ใบ)&lt;br /&gt;
:::12. แก้ธาตุไม่ปกติ (ผล, ใบ)&lt;br /&gt;
:::13. ใช้เป็นยาช่วยในการฟอกเลือด (ใบ)&lt;br /&gt;
:::14. ช่วยในการนอนหลับ (ใบ)&lt;br /&gt;
:::15. ช่วยบำรุงสายตา แก้อาการตาฟาง ช่วยในการถนอมสายตา ช่วยทำให้ดวงตาสว่างสดใสขึ้น แก้ตาบวมแดง (ผล)&lt;br /&gt;
:::16. ช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะ (ใบ)&lt;br /&gt;
:::17. ช่วยดับพิษร้อนในร่างกาย (ผล, ใบ)&lt;br /&gt;
:::18. ช่วยแก้ไข้ที่เกิดจากการถูกความร้อน ด้วยการใช้ผลสดของมะระขี้นก คว้านไส้ออก ใส่ใบชาแล้วประกบกันน้ำแล้วนำไปตากในที่ร่มให้แห้ง รับประทานครั้งละ 6 - 10 กรัม โดยจะต้มน้ำดื่มหรือชงดื่มเป็นชาก็ได้ (ผล, ราก, ใบ)&lt;br /&gt;
:::19. ช่วยแก้อาการไอเรื้อรัง (ใบ)&lt;br /&gt;
:::20. ช่วยลดเสมหะ (ราก)&lt;br /&gt;
:::21. แก้อาการปากเปื่อยลอกเป็นขุย (ผล, ใบ)&lt;br /&gt;
:::22. ช่วยแก้อาการปวดฟัน ด้วยการใช้รากสดของมะระขี้นกประมาณ 30 กรัมต้มกับน้ำดื่ม หรือใช้เถาแห้งประมาณ 3 กรัมต้มกับน้ำดื่มก็ได้ (ราก, เถา)&lt;br /&gt;
:::23. ช่วยแก้อาการร้อนในกระหายน้ำ ด้วยการใช้ผลสดของมะระขี้นกต้มรับประทาน หรือจะใช้รากสดของมะระขี้นกประมาณ 30 กรัมต้มกับน้ำดื่ม หรือใช้เถาแห้งประมาณ 3 กรัมต้มกับน้ำดื่มก็ได้ (ผล, ราก, ใบ, เถา)&lt;br /&gt;
:::24. ช่วยในการย่อยอาหารได้เป็นอย่างดี&lt;br /&gt;
:::25. ช่วยรักษาโรคกระเพาะ ด้วยการใช้ใบสดของมะระขี้นกประมาณ 30 กรัมต้มกับน้ำดื่ม หรือใช้ใบแห้งบดเป็นผงรับประทานก็ได้ (ใบ)&lt;br /&gt;
:::26. ช่วยรักษาอาการบิด ถ้าถ่ายเป็นเลือดให้ใช้รากสดประมาณ 120 กรัมต้มกับน้ำดื่ม ถ้าถ่ายเป็นเมือก ๆ ให้ใช้รากสดประมาณ 60 กรัม น้ำตาลกรวด 60 กรัมนำมาต้มกับน้ำดื่ม (ผล, ใบ, ดอก, เถา)&lt;br /&gt;
:::27. ช่วยรักษาอาการบิดถ่ายเป็นเลือดหรือมูกเลือด ด้วยการใช้เถาสดประมาณ 1 กำมือ นำมาใช้แก้อาการบิดเลือดด้วยการต้มน้ำดื่ม หรือใช้แก้บิดมูกให้ใส่เหล้าต้มดื่ม (ราก, เถา)&lt;br /&gt;
:::28. แก้อาการจุดเสียด แน่นท้อง (ผล, ใบ)&lt;br /&gt;
:::29. ช่วยขับพยาธิ ด้วยการใช้ใบสดของมะระขี้นกประมาณ 120 กรัมนำมาตำคั้นเอาน้ำดื่ม หรือจะใช้เมล็ดประมาณ 3 เมล็ดรับประทาน&lt;br /&gt;
:::30. ช่วยขับพยาธิตัวกลมก็ได้ (ผล, ใบ, ราก, เมล็ด)&lt;br /&gt;
:::31. ช่วยขับระดู (ใบ)&lt;br /&gt;
:::32. ช่วยบำรุงระดู (ผล)&lt;br /&gt;
:::33. ช่วยรักษาโรคริดสีดวงทวาร (ราก)&lt;br /&gt;
:::34. มะระขี้นกมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อน ๆ (ผล, ราก, ใบ)&lt;br /&gt;
:::35. ช่วยขับลม (ผล, ใบ)&lt;br /&gt;
:::36. แก้โรคม้าม รักษาโรคตับ (ผล, ราก, ใบ)&lt;br /&gt;
:::37. ช่วยบำรุงน้ำดี (ผล, ราก, ใบ)&lt;br /&gt;
:::38. แก้พิษน้ำดีพิการ (ราก)&lt;br /&gt;
:::39. ใช้แก้พิษ ด้วยการใช้รากสดของมะระขี้นกประมาณ 30 กรัมต้มกับน้ำดื่ม หรือใช้เถาแห้งประมาณ 3 กรัมต้มกับน้ำดื่มก็ได้ (ผล, ราก, ใบ, เถา)&lt;br /&gt;
:::40. ช่วยรักษาแผลฝีบวมอักเสบ ด้วยการใช้ใบแห้งของมะระขี้นกมาบดให้เป็นผงแล้วชงกับเหล้าดื่ม หรือจะใช้ใบสดนำมาตำให้แหลก คั้นเอาน้ำมาทาบริเวณที่เป็นฝี หรือจะใช้รากแห้งบดเป็นผงแล้วผสมน้ำพอกบริเวณฝี (ผล, ใบ, ราก, เถา)&lt;br /&gt;
:::41. ช่วยรักษาแผลบวมเป็นหนอง ด้วยการใช้ผลสดของมะระขี้นกผิงไฟให้แห้ง บดเป็นผงแล้วนำน้ำมาทาหรือพอก หรือใช้ผลสดตำแล้วนำมาพอกก็ได้ (ผล)&lt;br /&gt;
:::42. ใช้เป็นยาฝาดสมาน (ผล, ราก, ใบ)&lt;br /&gt;
:::43. ใช้รักษาแผลจากสุนัขกัด ด้วยการใช้ใบสดของมะระขี้นกมาตำให้แหลก แล้วนำมาพอกบริเวณบาดแผล (ใบ)&lt;br /&gt;
:::44. ประโยชน์ของมะระขี้นก ช่วยรักษาโรคหิด ด้วยการใช้ผลแห้งของมะระขี้นกนำมาบดให้เป็นผง แล้วนำมาโรยบริเวณที่เป็นหิด (ผลแห้ง)&lt;br /&gt;
:::45. แก้อาการคันหรือโรคผิวหนังต่าง ๆ ด้วยการใช้ผลแห้งของมะระขี้นกนำมาบดให้เป็นผง แล้วนำมาโรยบริเวณที่คันหรือทำเป็นขี้ผึ้งใช้ทาแก้โรคผิวหนังต่าง ๆ (ผลแห้ง)&lt;br /&gt;
:::46. ช่วยดับพิษฝีร้อน (ใบ)&lt;br /&gt;
:::47. ช่วยรักษาโรคลมเข้าข้อ อาการเท้าบวม (ผล, ราก)&lt;br /&gt;
:::48. ช่วยแก้อาการปวดเมื่อยจากลมคั่งในข้อ (ใบ)&lt;br /&gt;
:::49. ช่วยแก้อาการปวดตามข้อนิ้วมือนิ้วเท้า (ผล, ราก)&lt;br /&gt;
:::50. แก้อาการฟกช้ำบวม (ผล, ใบ)&lt;br /&gt;
:::51. ช่วยต่อต้านเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย ยีสต์ โปรโตซัว เชื้อมาลาเรีย (ผล)&lt;br /&gt;
:::52. ช่วยกระตุ้นความรู้สึกทางเพศ ด้วยการใช้เมล็ดแห้งของมะระขี้นกประมาณ 3 กรัม นำมาต้มกับน้ำดื่ม (เมล็ด)&lt;br /&gt;
:::53. มะระขี้นกสามารถนำมาใช้ทำแกงจืดมะระยัดไส้หมูสับได้เช่นเดียวกับมะระจีน แต่ต้องต้มนานหน่อยเพื่อลดความขม หรือจะนำมาทำเป็นอาหารเผ็ดก็ได้ เช่น แกงเผ็ด พะแนงมะระขี้นกยัดไส้ หรือจะนำไปผัดกับไข่ก็ได้เช่นกัน&lt;br /&gt;
:::54. ใบมะระขี้นกนิยมนำมารับประทานเป็นอาหาร (แต่ไม่นิยมกินสด ๆ เพราะมีรสขม)&lt;br /&gt;
:::55. ประโยชน์มะระขี้นก แถวอีสานนิยมนำใบมะระขี้นกใส่ลงไปในแกงเห็ดเพื่อทำให้แกงมีรสขมนิด ๆ ช่วยเพิ่มความกลมกล่อมมากขึ้น และนำยอดมะระมาลวกเป็นผักจิ้มกับน้ำพริกหรือปลาป่นก็ได้เช่นกัน&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. มะระขี้นก จะมีรสขมมากกว่ามะระจีน จึงเป็นที่นิยมสำหรับผู้สูงอายุ ด้วยการนำผลอ่อนไปต้มหรือเผากินทั้งลูก แต่ถ้าเป็นผลแก่ก็ต้องนำมาคว้านเมล็ดออกเสียก่อน สำหรับวิธีลดความขมของมะระขี้นกทำได้ด้วยการต้มน้ำให้เดือดจัด ใส่เกลือประมาณหยิบมือ แล้วลวกมะระในน้ำเดือดสักครู่ ก็จะทำให้ลดความขมของมะระลงไปได้และยังคงมีผลสีเขียวสดอีกด้วย &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''คำแนะนำ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ผู้ที่ม้ามเย็นพร่อง กระเพาะเย็นพร่อง หากรับประทานเข้าไปอาจจะทำให้มีอาการอาเจียน ถ่ายท้อง ปวดท้องได้ และควรรับประทานในปริมาณที่พอดี อย่าทำอะไรเกินเลย เช่นการดื่มน้ำมะระขี้นกก็อย่าขมจัด เพราะจะทำให้ตับทำงานหนัก และสำหรับหญิงตั้งครรภ์อาจจะทำให้ตกเลือดหรือแท้งได้หากรับประทานเกินขนาดหรือกินมะระขี้นกที่เริ่มสุกแล้ว &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[File:youtu.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=RxKVJw5zJGc|link=https://www.youtube.com/watch?v=RxKVJw5zJGc]] &lt;br /&gt;
&amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=RxKVJw5zJGc มะระขี้นก] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:bitter-gourd1.png]]  [[ไฟล์:bitter-gourd2.png]]  [[ไฟล์:bitter-gourd3.png]]  [[ไฟล์:bitter-gourd4.png]] &amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://f.btwcdn.com/store-9082/product/a3a52af3-4fc0-fea4-da45-5c0a23705bdc.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.technologychaoban.com/wp-content/uploads/2017/07/1-91.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.bookmuey.com/images/Bitter_gourd0002.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://live.staticflickr.com/733/32613579663_ee4b2fd160_b.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://health.mthai.com/app/uploads/2019/08/Bitter-Gourd.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Herb</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B0</id>
		<title>มะระ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B0"/>
				<updated>2020-01-30T14:29:40Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Herb: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:balsam-pear.png|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : CUCURBITACEAE &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Momordica charantia L.'' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Balsam Pear, Bitter Cucumber, Leprosy Gourd, Bitter Gourd &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่น ๆ''' : ผักไฮ, ผักไซ่, ผักไห่, มะร้อยรู, มะไห่, สุพะซู, สุพะเด &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทางพฤกษศาสตร์'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ต้น''' : ไม้เถา มีมือเกา&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ใบ''' : เป็นใบเดี่ยว รูปฝ่ามือ กว้างยาวประมาณ 4 - 7 เซนติเมตร ขอบใบหยักเป็นซี่ห่างๆ ใบเว้าเป็นแฉกลึก 5 - 7 แฉก ใบและลำต้นมีขนสากอยู่ทั่วไป &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ดอก''' : สีเหลือง ออกเดี่ยวตามซอกใบ ดอกแยกเพศอยู่บนต้นเดียวกัน รูปแตร ปลายกลีบดอกแยกเป็น 5 แฉก เมื่อบานเต็มที่มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 - 3 เซนติเมตร &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ผล''' : มะระมี 2 ชนิด คือ มะระไทยหรือมะระขี้นก และมะระจีน ซึ่งต่างกันที่ลักษณะและขนาดของผล ผลมะระขี้นก มีขนาดเล็กกว่า ยาว 3 - 5 เซนติเมตร ผลรูปกระสวย ผิวขรุขระ สีเขียวเข้ม เมื่อสุกมีสีเหลือง ส่วนมะระจีนมีขนาดใหญ่กว่า เส้นผ่าศูนย์กลาง 4 - 5 เซนติเมตร ยาว 12 - 30 เซนติเมตร รูปทรงกระบอก สีเขียวอ่อน ผิวขรุขระ ผลมะระทั้งสองชนิดมีรสขม&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''การขยายพันธุ์''' : นำเมล็ดมาแช่น้ำ ประมาณ 1 คืน แล้วนำมาห่อกับผ้าชื้นประมาณ 2 วัน เมื่อเปิดดูจะเห็นรากโผล่ แล้วก็เลือกเมล็ดที่รากงอกนั้น แล้วนำไปปลูกในหลุม หลุมละ 2 - 3 เม็ด&lt;br /&gt;
ขุดหลุมให้ลึกประมาณ 1 ศอก ใส่ปุ๋ยคอกกรองก้นหลุม หลุมละประมาณ 1 กระป๋องนม เอาดินใส่ลงไปในหลุมจนหลุมตื้นแล้วจึงนำมะระไปลงปลูก ควรปลูกในตอนเย็น ปลูกเสร็จใช้ฟางคลุมสัก 2 - 3 วัน รดน้ำให้ชุ่ม การรดน้ำต้องทำอย่างสม่ำเสมอ เพราะมะระยิ่งโตยิ่งต้องการน้ำมาก และต้องคอยถอนหญ้าออกด้วย &amp;lt;br&amp;gt; &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคและช่วยปกป้องเซลล์จากการทำลายของสารก่อมะเร็งต่าง ๆ (เบตาแคโรทีนในผลมะระ)&lt;br /&gt;
:::2. ช่วยทำให้เจริญอาหารมากยิ่งขึ้น เนื่องจากมีสาร Momodicine ที่ช่วยทำให้น้ำย่อยหลั่งออกมามาก&lt;br /&gt;
:::3. ช่วยทำให้ดวงตาสดใส&lt;br /&gt;
:::4. ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง (แคลเซียม)&lt;br /&gt;
:::5. ช่วยแก้กระหายน้ำ ด้วยการใช้ใบนำมาต้มกับน้ำดื่ม (ใบ)&lt;br /&gt;
:::6. ช่วยบำบัดและรักษาโรคเบาหวาน ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด&lt;br /&gt;
:::7. ผลมะระมีสรรพคุณในการช่วยฟอกเลือดได้&lt;br /&gt;
:::8. สามารถต้านเชื้อไวรัสและมะเร็งได้&lt;br /&gt;
:::9. มีงานวิจัยในสหรัฐฯ ที่เชื่อว่าสารสกัดจากมะระจะช่วยขัดขวางการเจริญเติบโตของมะเร็งเต้านมได้ แต่ก็ยังอยู่ในระหว่างการทดสอบ&lt;br /&gt;
:::10. ช่วยดับพิษร้อนภายในร่างกาย (เถา)&lt;br /&gt;
:::11. ช่วยปรับธาตุในร่างกายให้เกิดความสมดุล (เมล็ด)&lt;br /&gt;
:::12. รากมะระนำมาต้มกับน้ำดื่มแก้อาการไข้ได้ (ราก)&lt;br /&gt;
:::13. ช่วยบรรเทาอาการหวัด ด้วยการใช้ใบนำมาต้มกับน้ำดื่ม (ใบ)&lt;br /&gt;
:::14. ช่วยขับพิษเสมหะ ขับเสมหะ (ใช้ร่วมกับกะเม็งตัวเมีย)&lt;br /&gt;
:::15. น้ำคั้นจากมะระจีนใช้อมแก้อาการปากเปื่อยได้&lt;br /&gt;
:::16. ช่วยแก้อาการบิด (ราก, เถา)&lt;br /&gt;
:::17. ผลมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อน&lt;br /&gt;
:::18. ช่วยในการย่อยอาหาร&lt;br /&gt;
:::19. ช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ด้วยการใช้ใบนำมาต้มกับน้ำดื่ม (ใบ)&lt;br /&gt;
:::20. ช่วยรักษาโรคริดสีดวงทวารหนักได้ (ราก)&lt;br /&gt;
:::21. ช่วยขับพยาธิตัวกลม (เมล็ด)&lt;br /&gt;
:::22. ช่วยแก้ตับ ม้ามพิการ บำรุงน้ำดี&lt;br /&gt;
:::23. ช่วยกระตุ้นการทำงานของตับให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;
:::24. ช่วยแก้ท่อน้ำดีอักเสบ ด้วยการใช้ใบนำมาคั้นเอาแต่น้ำดื่มเพื่อแก้อาการ&lt;br /&gt;
:::25. รากมะระมีฤทธิ์ฝาดสมาน&lt;br /&gt;
:::26. ผลมะระใช้เป็นยาทาภายนอก ช่วยลดอาการระคายเคือง ผิวหนังแห้ง และผิวหนังอักเสบ&lt;br /&gt;
:::27. ช่วยลดอาการฟกช้ำบวมตามร่างกาย (ใบ)&lt;br /&gt;
:::28. ช่วยแก้อาการผดผื่นคัน (ใบ)&lt;br /&gt;
:::29. ช่วยแก้ลมเข้าข้อ ลดอาการปวดบวมที่เข่า&lt;br /&gt;
:::30. ผลสุกของมะระ คั้นเอาแต่น้ำใช้ทาหน้าเพื่อช่วยรักษาสิวอักเสบ (ผลสุก)&lt;br /&gt;
:::31. เมนูมะระจีน ได้แก่ แกงจืดมะระยัดไส้ มะระต้มจืด มะระผัด ยำมะระสด ลวกจิ้มน้ำพริก&lt;br /&gt;
:::32. แม้ว่ามะระจะมีรสขมมาก แต่ก็ได้รับความนิยมจากคนรักสุขภาพด้วยการนำผลสด ๆ มาคั้นเป็นน้ำดื่ม&lt;br /&gt;
:::33. ในปัจจุบันมีการนำมาผลิตเป็นยารักษาโรคเบาหวานที่บรรจุอยู่ในรูปของแคปซูล&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. มีอาการป่วยไข้ ให้นำมะระทั้ง 5 คือ ดอก ผล ใบ ราก และเถาอย่างละ 1 กำมือใส่น้ำให้ท่วมแล้วต้มจนเดือด กินครั้งละ 1 แก้ว ก่อนอาหาร วันละ 3 - 4 ครั้งติดต่อกันเพียง 3 - 4 วันก็จะหายไข้&lt;br /&gt;
:::2. มะระมีรสขมเย็น แต่มีสรรพคุณมากมายเพราะสามารถใช้รักษาได้ทั้งไข้ร้อนและไข้เย็น นอกจากจะช่วยแก้ไข้แล้วมะระยังช่วยลดเสมหะ ลดน้ำมูก และบรรเทาอาการไอได้อีกด้วย&lt;br /&gt;
:::3. มีอาการคอแหบแห้ง เสียงไม่มี เนื่องจากโรคหวัด นำผลมะระต้มกินเป็นอาหารช่วยรักษาให้ทุเลาจนถึงหายขาดได้&lt;br /&gt;
:::4. แก้ท้องผูก นำมะระทั้ง 5 มาต้มกิน ทำให้อุจจาระอ่อน ขับถ่ายสะดวกใช้เป็นยาระบายได้ดี แม้ท้องผูกยามเป็นไข้ (หรือไข้เกิดจากท้องผูก) ใช้มะระต้มดื่มวันละ 1 ครั้ง 1 แก้ว ตอนบ่ายหรือตอนเย็น เพราะมะระมีสรรพคุณถ่ายพิษไข้ได้เป็นอย่างดี&lt;br /&gt;
:::5. อีกตำรับหนึ่ง ให้นำมะระจีนหรือมะระขี้นกใกล้สุก มาหั่นทั้งเนื้อและเม็ดแล้วนำไปตากแดดให้แห้ง คั่วจนหอมแล้วตำให้ละเอียดผสมน้ำผึ้ง ปั้นเป็นยาลูกกลอนขนาดหัวแม่มือกินครั้งละ 1 เม็ดก่อนนอน อาการท้องผูกจะหายไป&lt;br /&gt;
:::6. บำรุงสายตา ให้นำผลมะระและยอดอ่อนมาปรุงอาหารตามใจชอบ ควรกินวันเว้นวันสม่ำเสมอ สายตาจะดีขึ้น&lt;br /&gt;
:::7. บำรุงเลือด ใช้ตำรับเดียวกับบำรุงสายตา&lt;br /&gt;
:::8. บำรุงกำลัง เพิ่มสมรรถภาพทางเพศ ให้นำเม็ดมะระจีนแก่จัดมาตากแห้งแล้วแกะเปลือกนอกออก ใช้เนื้อในบดจนละเอียด ละลายน้ำร้อนกินครั้งละ 1 ช้อนกาแฟวันละ 1 ครั้งก่อนนอน ติดต่อกัน 2 อาทิตย์ เว้น 2 อาทิตย์ กินอีก 2 อาทิตย์ จะทำให้เจริญอาหาร มีกำลังวังชาขึ้น ยาขนานนี้ยังช่วยขับพยาธิตัวเล็กได้อีกด้วย&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''คำแนะนำ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ไม่ควรซื้อมะระจีนที่แก่จัดมากจนเกินไป เพราะจะมีรสขม โดยสังเกตจากหนามของมะระจีน หากหนามมีลักษณะแข็งแสดงว่าแก่เต็มที่แล้ว&lt;br /&gt;
:::2. ก่อนรับประทานมะระให้นำมะระจีนไปแช่ในน้ำเกลือ 20 นาที เทน้ำทิ้ง แล้วนำมาแช่น้ำเปล่าอีกครั้งประมาณ 10 นาที จึงนำไปประกอบอาหารตามปกติ ขณะประกอบอาหารไม่ควรคนบ่อยจนเกินไป เพราะจะยิ่งทำให้มีรสขมมากขึ้น&lt;br /&gt;
:::3. สตรีมีครรภ์ รวมถึงผู้ที่กำลังให้นมบุตร ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานมะระจีน เนื่องจากสารบางชนิดในมะระจีนจะทำให้เกิดเลือดออกระหว่างตั้งครรภ์จนอาจเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะแท้งบุตรได้&lt;br /&gt;
:::4. หลีกเลี่ยงการรับประทานเยื้อหุ้มเมล็ดสีแดงของมะระจีน เพราะอาจเป็นพิษต่อร่างกาย&lt;br /&gt;
:::5. ผู้ป่วยเบาหวานควรปรึกษาแพทย์ก่อนการรับประทานมะระจีน เพราะอาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดต่ำเกินไป ผู้ที่กำลังจะเข้ารับการผ่าตัดก็ควรงดรับประทานมะระจีนอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติ&lt;br /&gt;
:::6. มะระจีนเป็นพืชที่มีฤทธิ์เย็น จึงไม่ควรรับประทานติดต่อกันทุกวัน หากรับประทานมะระจีนแล้วเกิดอาการแพ้ เช่น ปวดท้อง อาเจียน ควรหยุดรับประทาน &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[File:youtu.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=WRJIDgO2-lU|link=https://www.youtube.com/watch?v=WRJIDgO2-lU]] &lt;br /&gt;
&amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=WRJIDgO2-lU มะระ] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:balsam-pear1.png]]  [[ไฟล์:balsam-pear2.png]]  [[ไฟล์:balsam-pear3.png]]  [[ไฟล์:balsam-pear4.png]] &amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.kroobannok.com/news_pic/p39184431313.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://i.ytimg.com/vi/GtdPU4EtThg/maxresdefault.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://img.kapook.com/u/2018/sireeporn/bi2.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://static1-velaeasy.readyplanet.com/www.disthai.com/images/editor/Momordicacharantia_Bitter_gourd_banner_1.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.thairath.co.th/media/4DQpjUtzLUwmJZZPGTLImoZ2aOwULwSyRszQDWPM0Gyd.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Herb</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%B2</id>
		<title>มะเม่า</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%B2"/>
				<updated>2020-01-30T14:28:11Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Herb: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:antidesma.png|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : PHYLLANTHACEAE &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Antidesma puncticulatum Miq.''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : - &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่น ๆ''' : หมากเม้า, บ่าเหม้า, หมากเม่า,  มะเม่า, ต้นเม่า, เม่า, เม่าเสี้ยน, หมากเม่าหลวง, มะเม่าหลวง, มัดเซ, มะเม่าไฟ  &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทางพฤกษศาสตร์'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ต้น''' : เป็นไม้ยืนต้นที่มีอายุยืนยาว แตกกิ่งก้านมาก กิ่งแขนงแตกเป็นพุ่มทรงกลม สูงประมาณ 5 - 10 เมตร เมื่อโตเต็มที่จะมีขนาดถึง 4 คนโอบ และมีเนื้อไม้แข็ง มักขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง หรือตามหัวไร่ปลายนาทั่วทุกภาคของประเทศไทย โดยจังหวัดกาญจนบุรีจะมีต้นมะเม่าในป่าเป็นจำนวนมาก และมะเม่ายังเป็นผลไม้ท้องถิ่นของภาคอีสาน ในเทือกเขาภูพานของจังหวัดสกลนครอีกด้วย &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ใบ''' : จัดเป็นพืชใบเลี้ยงคู่ที่ออกเป็นใบเดี่ยว เรียงเยื้องสลับบนกิ่ง ใบมีลักษณะป้อม และรี ปลายใบแหลม แผ่นใบเรียบ และเป็นมันเล็กน้อย แผ่นใบมีสีเขียวสด &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ดอก''' : ออกเป็นช่อยาวบริเวณปลายกิ่ง คล้ายช่อดอกพริกไทย บนช่อมีดอกขนาดเล็กจำนวนมาก ดอกมีลักษณะสีครีม ดอกเพศผู้มีทั้งแยกอยู่คนละต้นกับดอกเพศเมีย และอยู่ต้นเดียวกันกับดอกเพศเมีย เมื่อดอกมีการผสมเกสรแล้วดอกจะร่วง คงเหลือเฉพาะผลขนาดเล็ก ดอกออกในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม และผลจะทยอยสุกต่อเนื่องตั้งแต่เดือนสิงหาคม-กันยายน&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ผล''' : มีรูปร่างกลม มีขนาดผลประมาณผลพริกไท รวมกลุ่มออกบนช่อ ยาว 10 - 15 ซม. ย้อยลงมาตามกิ่งก้าน ผลดิบสีเขียว มีรสเปรี้ยวอมฝาด และค่อยเปลี่ยนเป็นเหลืองอมแดง มีรสเปรี้ยวจัด เมื่อสุกผลเปลี่ยนเป็นสีแดง มีรสเปรี้ยวอมหวานเล็กน้อย และเป็นสีดำเมื่อสุกจัด มีรสหวานอมเปรี้ยว เปลือกผล และเนื้อผลค่อนข้างบาง ภายในเป็นเมล็ด แข็งเล็กน้อย แต่สามารถเคี้ยวรับประทานได้&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''การขยายพันธุ์''' : มะเม่าตามธรรมชาติจะขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ดังนั้น การปลูกมะเม่าในปัจจุบันจึงยังนิยมวิธีขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดเป็นสำคัญ แต่ก็เริ่มนิยมขยายพันธุ์ด้วยอื่นมากขึ้นเพื่อให้ได้ต้นที่มีขนาดเล็ก และให้ผลดกเหมือนต้นแม่ เช่น การตอนกิ่ง และการเสียบยอด &amp;lt;br&amp;gt; &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ผลมะเม่าสุกจะมีสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันมะเร็ง ช่วยขจัดสารพิษออกจากร่างกาย และยังช่วยชะลอความแก่ชราได้อีกด้วย&lt;br /&gt;
:::2. รสฝาดของผลมะเม่าสุก จะมีสารฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) ซึ่งมีคุณสมบัติในการช่วยยับยั้งไม่ให้ผนังหลอดเลือดเสื่อมหรือเปราะง่าย&lt;br /&gt;
:::3. รสขมของมะเม่าจะมีสารแทนนิน (Tannin) ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยทำให้เกล็ดเลือดจับตัวกันน้อยลง จึงมีส่วนช่วยป้องกันโรคหัวใจล้มเหลวได้&lt;br /&gt;
:::4. ทั้งห้าส่วนของมะเม่าใช้ต้มดื่มเป็นประจำเป็นยาอายุวัฒนะได้ (ผล, ราก, ต้น, ใบ, ดอก)&lt;br /&gt;
:::5. น้ำมะเม่าสกัดเข้มข้นใช้เป็นอาหารบำรุงสุขภาพได้ดีเหมือนน้ำลูกพรุนสกัดเข้มข้น มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมาก ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ&lt;br /&gt;
:::6. มะเม่ามีศักยภาพในการช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันและยังมีฤทธิ์ต้านเชื้อ HIV อีกด้วย &lt;br /&gt;
:::7. ช่วยบำรุงสายตา (ผลสุก)&lt;br /&gt;
:::8. ช่วยแก้กษัย (ต้น, ราก)&lt;br /&gt;
:::9. ช่วยขับโลหิต (ต้น, ราก)&lt;br /&gt;
:::10. มะเม่ามีสรรพคุณช่วยฟอกโลหิต (ผลสุก)&lt;br /&gt;
:::11. มีสรรพคุณทางยาช่วยขับเสมหะ (ผลสุก)&lt;br /&gt;
:::12. ผลมีสรรพคุณเป็นยาระบาย (ผลสุก)&lt;br /&gt;
:::13. ช่วยขับปัสสาวะ (ต้น, ราก)&lt;br /&gt;
:::14. ช่วยแก้มดลูกพิการ (ต้น, ราก)&lt;br /&gt;
:::15. ช่วยแก้มดลูกอักเสบช้ำบวม (ต้น, ราก)&lt;br /&gt;
:::16. ช่วยแก้อาการตกขาวของสตรี (ต้น, ราก)&lt;br /&gt;
:::17. ช่วยขับน้ำคาวปลา (ต้น, ราก)&lt;br /&gt;
:::18. ช่วยบำรุงไต (ต้น, ราก)&lt;br /&gt;
:::19. ช่วยแก้เส้นเอ็นพิการ (ต้น, ราก)&lt;br /&gt;
:::20. ช่วยแก้และบรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย (ต้น, ราก)&lt;br /&gt;
:::21. ใบมะเม่านำไปอังไฟแล้วนำมาประคบใช้รักษาอาการฟกช้ำดำเขียวได้ (ใบ)&lt;br /&gt;
:::22. ใบสดนำมาตำใช้พอกรักษาแผลฝีหนองได้ (ใบ)&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ผลสุกใช้รับประทานเป็นผลไม้ได้ หรือจะนำมาทำเป็นส้มตำมะเม่าก็ได้เช่นกัน&lt;br /&gt;
:::2. ยอดอ่อนของมะเม่าใช้รับประทานเป็นผักสดได้ (ยอดอ่อน)&lt;br /&gt;
:::3. สามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลายอย่าง เช่น แยม น้ำผลไม้ หรือนำไปทำเป็นไวน์เกรดคุณภาพสูง เป็นต้น&lt;br /&gt;
:::4. น้ำหมากเม่าหรือน้ำคั้นที่มาจากผลมะเม่าสุกสามารถนำไปทำสีผสมอาหารได้ โดยจะให้สีม่วงเข้ม แถมยังปลอดภัยต่อผู้บริโภคอีกด้วย&lt;br /&gt;
:::5. เนื้อไม้ของต้นมะเม่าสามารถนำมาใช้ทำเป็นที่อยู่อาศัยหรือทำเป็นเฟอร์นิเจอร์ได้&lt;br /&gt;
:::6. พระสงฆ์ในแถบเทือกเขาภูพานใช้เป็นน้ำปาณะมาตั้งแต่สมัยโบราณกาล&lt;br /&gt;
:::7. ประโยชน์ของมะเม่าอย่างอื่นก็เช่น การปลูกเป็นไม้ประดับหรือใช้ปลูกเพื่อเป็นร่มไม้ เป็นต้น &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''คำแนะนำ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. เป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่หลากหลาย โดยผลมะเม่าสุกจะมีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายหลายชนิด เช่น มีกรดอะมิโนที่ร่างกายต้องการมากถึง 18 ชนิดจากทั้งหมด 20 ชนิด นอกจากนี้ยังมีแคลเซียม เหล็ก สังกะสี และวิตามินต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี และยังมีสรรพคุณเป็นยาสมุนไพรที่ช่วยรักษาอาการต่าง ๆ อีกด้วย &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[File:youtu.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=Pnjej4rxx8I|link=https://www.youtube.com/watch?v=Pnjej4rxx8I]] &lt;br /&gt;
&amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=Pnjej4rxx8I มะเม่า] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:antidesma1.png]]  [[ไฟล์:antidesma2.png]]  [[ไฟล์:antidesma3.png]]  [[ไฟล์:antidesma4.png]] &amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/08/หมากเม่าหลวง.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.dnp.go.th/botany/image/Web_dict/Antidesma_bunius1.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.biogang.net/upload_img/biodiversity/biodiversity-166890-2.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://puechkaset.com/wp-content/uploads/2016/05/ดอกหมากเม่า.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://static.naewna.com/uploads/files2017/images/J7025099-1.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Herb</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%8C</id>
		<title>มะม่วงหินพานต์</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%8C"/>
				<updated>2020-01-30T14:27:24Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Herb: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:cashew.png|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : ANACARDIACEAE &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Anacardium occidentale L.'' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Cashew, Cashew nut &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่น ๆ''' : มะม่วงสิโห, มะโห, มะม่วงกาสอ, มะม่วงเล็ดล่อ, มะม่วงยางหุบ, กายี, ส้มม่วงทูนหน่วย, มะม่วงทูนหน่วย, กะแตแก, นายอ, ยาโงย, ยาร่วง, มะม่วงหิมพานต์, มะม่วงไม่รู้หาว, มะม่วงกุลา, มะม่วงลังกา, มะม่วงหยอด, มะม่วงสินหน, กาหยู, กาหยี, ม่วงเม็ดล่อ, ม่วงเล็ดล่อ, หัวครก, ท้ายล่อ, ตำหนาว, ส้มม่วงชูหน่วย &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทางพฤกษศาสตร์'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ต้น''' : เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง เมื่อโตเต็มที่จะมีความสูงโดยเฉลี่ย 6 เมตร (สามารถสูงได้ถึง 12 เมตร) ลำต้นเนื้อไม้แข็ง มีกิ่งแขนงแตกออกเป็นพุ่มแน่นทรงกลมถึงกระจาย เปลือกหนาผิวเรียบมีสีน้ำตาลเทา ในบ้านเราสามารถพบมะม่วงหิมพานต์ได้ทั่วไปในภาคใต้&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ใบ''' : เป็นใบเดี่ยวเรียงเวียน ใบหนาเกลี้ยงเหมือนแผ่นหนัง ใบคล้ายรูปไข่กลับหัวถึงรูปรีกว้าง ปลายใบกลม โคนใบแหลม เนื้อใบมีกลิ่นหอม ใบมีขนาดกว้างประมาณ 6 - 10 เซนติเมตร และยาวประมาณ 8 - 20 เซนติเมตร&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ดอก''' : ออกเป็นช่อกระจาย ดอกมีสีขาวหรือสีเหลืองนวล และจะเปลี่ยนไปเป็นสีชมพู ช่อดอกแต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยจำนวนมาก และมีกลีบเลี้ยงสีเขียวขนาดเล็ก โคนดอกเชื่อมติดกัน ดอกหนึ่งมีปลายแยกเป็นกลีบ 5 กลีบ ปลายแหลมเรียว ตรงกลางดอกมีเกสรตัวผู้ประมาณ 8 - 10 อัน หลังจากดอกร่วงจะติดผล &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ผล''' : ลักษณะคล้ายผลชมพู่หรือลูกแพร์ ผลเป็นพวงห้อยลงมา ขนาดผลยาวประมาณ 5 - 8 เซนติเมตร เนื้อผลฉ่ำน้ำมีกลิ่นหอม ผลอ่อนมีสีเขียวหรือเหลืองอมชมพู แต่เมื่อผลสุกจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือสีส้มแดง ที่ปลายผลมีเมล็ดอยู่ 1 เมล็ด มีลักษณะคล้ายรูปไต เปลือกนอกแข็งและยาวประมาณ 2 - 4 เซนติเมตร มีน้ำตาลอมเทา เป็นผลมีเปลือกแข็ง มีเมล็ดเดียวลักษณะคล้ายรูปไต หรือคล้ายนวมของนักมวย มีสีน้ำตาลปนเทา ข้างในผลมีเมล็ดคล้ายรูปไต &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''การขยายพันธุ์''' :  &amp;lt;br&amp;gt; &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. แพทย์ในอินเดียใช้เมล็ดเลี้ยงเด็กทารกที่อายุเกิน 6 ขวบ เพื่อช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโตได้เร็วและแข็งแรง&lt;br /&gt;
:::2. เม็ดมะม่วงหิมพานต์อุดมไปด้วยธาตุทองแดง จึงช่วยบำรุงเส้นผมและผิวหนังได้เป็นอย่างดี&lt;br /&gt;
:::3. สรรพคุณเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด&lt;br /&gt;
:::4. เม็ดมะม่วงหิมพานต์มีสรรพคุณช่วยป้องกันโรคมะเร็ง ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้&lt;br /&gt;
:::5. เม็ดมะม่วงหิมพานต์มีธาตุแมกนีเซียมในปริมาณมาก จึงช่วยบำรุงสุขภาพเหงือก สุขภาพฟันและกระดูกให้แข็งแรง ป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุนในผู้สูงอายุได้&lt;br /&gt;
:::6. การรับประทานเม็ดมะม่วงหิมพานต์เป็นประจำจะช่วยป้องกันโรคจอประสาทตาเสื่อมได้&lt;br /&gt;
:::7. การวิจัยในบราซิลและอินเดียพบว่าสารสกัดจากเปลือกต้นและสารสกัดจากส่วนเหนือดินของต้น สามารถช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้&lt;br /&gt;
:::8. เมล็ดมีกรดไลโนเลอิก (Linoleic acid) ซึ่งช่วยป้องกันโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด ป้องกันโรคหัวใจและโรคเกี่ยวกับทรวงอกได้&lt;br /&gt;
:::9. แมกนีเซียมจากเม็ดมะม่วงหิมพานต์สามารถช่วยลดความดันโลหิตได้&lt;br /&gt;
:::10. เมล็ดมีกรดไขมันอิ่มตัวในปริมาณมาก จึงช่วยในการป้องกันโรคไขมันตับและไม่ให้สะสมในร่างกายมากจนเกินไป จึงไม่ทำให้อ้วน&lt;br /&gt;
:::11. เม็ดมะม่วงหิมพานต์มีแมกนีเซียมสูง โดยแร่ธาตุชนิดจะช่วยในการทำงานของหัวใจ มีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนน้ำตาลให้เป็นพลังงาน ช่วยป้องอาการหมดเรี่ยวแรงได้เป็นอย่างดี&lt;br /&gt;
:::12. ช่วยรักษาโรคฟันผุ บรรเทาอาการเสียวฟันหรือปวดฟันได้ เนื่องจากเม็ดมะม่วงหิมพานต์มีกรดอนาร์ดิกที่มีคุณสมบัติช่วยกำจัดเชื้อแบคทีเรียซึ่งเป็นสาเหตุของโรคฟันผุได้ แต่อย่างไรก็ดีการแปรงฟันก็ยังคงเป็นวิธีที่ดีที่สุด เนื่องจากกรดชนิดนี้จะออกฤทธิ์เพียงแค่ 15 นาทีเท่านั้น (ชาร์ลส์ เวเบอร์ นักวิทยาศาสตร์จากนอร์ทแคโรไลนา สหรัฐอเมริกา)&lt;br /&gt;
:::13. กรดอนาร์ดิกในเม็ดมะม่วงหิมพานต์สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับโรคอื่น ๆ ได้ เช่น วัณโรค โรคเรื้อน กำจัดเชื้อโรคที่พบในสิว เป็นต้น (ชาร์ลส์ เวเบอร์ นักวิทยาศาสตร์จากนอร์ทแคโรไลนา สหรัฐอเมริกา)&lt;br /&gt;
:::14. ชาวโบลีเวียเชื่อว่าน้ำจากผลสามารถช่วยกระตุ้นสมองแล้วทำให้มีความจำดีขึ้น (ผล)&lt;br /&gt;
:::15. ช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดจากโรคประสาทพิการและช่วยแก้โรคปวดตามข้อได้ (ผล)&lt;br /&gt;
:::16. มะม่วงหิมพานต์มีสรรพคุณช่วยลดไข้ (ผล, ใบ)&lt;br /&gt;
:::17. ช่วยแก้อาการเลือดออกตามไรฟัน (ยางจากต้น)&lt;br /&gt;
:::18. ช่วยแก้อาการปวดฟัน ใช้กลั้วคอล้างปาก (เปลือกต้น)&lt;br /&gt;
:::19. ใบสดนำมาเผาไฟแล้วสูดดมควันจะช่วยรักษาและบรรเทาอาการไอ อาการเจ็บคอได้ (ใบสด)&lt;br /&gt;
:::20. ช่วยแก้อาเจียน รักษาแผลในช่องปาก (น้ำจากผล)&lt;br /&gt;
:::21. ช่วยในการขับเหงื่อ (น้ำจากผล)&lt;br /&gt;
:::22. เมล็ดนำมาคั่วโรยเกลือรับประทานเป็นยาแก้อาการบวมน้ำได้ (เมล็ดคั่ว)&lt;br /&gt;
:::23. การรับประทานเม็ดมะม่วงหิมพานต์จะช่วยในการย่อยอาหารได้เป็นอย่างดี (เมล็ด)&lt;br /&gt;
:::24. รากมะม่วงหิมพานต์มีสรรพคุณช่วยแก้ท้องร่วงและเป็นยาฝาดสมาน (ราก) &lt;br /&gt;
:::25. ช่วยบรรเทาอาการท้องร่วง (ยอด, ใบ)&lt;br /&gt;
:::26. ในบราซิลนิยมนำผลมาทำเป็นไวน์ เพราะเชื่อว่ามันสามารถช่วยรักษาโรคบิดเรื้อรังได้ (ผล)&lt;br /&gt;
:::27. ใบยอดอ่อนมีสรรพคุณช่วยสมานแผลในลำไส้ ช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร และบรรเทาอาการของโรคท้องร่วงได้ (ใบ)&lt;br /&gt;
:::28. น้ำคั้นจากผลใช้ดื่มเป็นยาขับปัสสาวะได้ (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม) (น้ำคั้นจากผล, เมล็ดคั่ว)&lt;br /&gt;
:::29. การรับประทานเม็ดมะม่วงหิมพานต์จะช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคนิ่วได้ (เมล็ด)&lt;br /&gt;
:::30. ช่วยบรรเทาอาการของโรคริดสีดวงได้ (ใบ)&lt;br /&gt;
:::31. ช่วยต้านกามโรค (น้ำจากผล)&lt;br /&gt;
:::32. ใช้รักษาโรคผิวหนังพุพองและกามโรคเข้าข้อได้ (เปลือกต้น)&lt;br /&gt;
:::33. ใช้เป็นยาแก้ปวดเนื่องจากรำมะนาด (เปลือกต้น)&lt;br /&gt;
:::34. ใช้เป็นยารักษาหูด ด้วยการใช้ยางจากผลสดที่ยังไม่สุก 1 ผล ที่เด็ดออกมาใหม่ ๆ แล้วใช้ยางทาตรงบริเวณที่เป็นหูด ทาเป็นประจำจนกว่าจะหาย (ยางจากผลสด, ยางจากต้น)&lt;br /&gt;
:::35. ช่วยทำลายตาปลา ช่วยกัดทำลายเนื้อด้านที่เป็นปุ่มโตหรือโรคเท้าแตกได้ ด้วยการใช้ยางจากต้นสดทาบริเวณที่เป็นตาปลาหรือเนื้อด้านบ่อย ๆ จนกว่าจะหาย (ยางจากต้น)&lt;br /&gt;
:::36. เมล็ดใช้ผสมเป็นยารับประทาน ช่วยแก้โรคผิวหนัง กลากเกลื้อน โรคเรื้อน ทำให้หนังชา (เมล็ด, น้ำมันจากเมล็ด)&lt;br /&gt;
:::37. น้ำมันสกัดจากเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ สรรพคุณใช้เป็นพิษต้านเชื้อจุลินทรีย์ โดยเฉพาะเชื้อหนองชนิด Staphylococus (การสูดดมน้ำมันชนิดนี้อาจทำให้เกิดการระคายเคือง มีพิษรุนแรง และควรระวังเมื่อต้องใช้กับเด็ก)&lt;br /&gt;
:::38. ช่วยรักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ด้วยการใช้ใบแก่นำมาบดใส่บริเวณที่เป็นแผล (ใบแก่) &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ประโยชน์ของเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระซึ่งเป็นสาเหตุของปัญหาสุขภาพต่าง ๆ ได้ดี&lt;br /&gt;
:::2. ประโยชน์ของมะม่วงหิมพานต์ช่วยเพิ่มพลังงานให้กับร่างกายได้เป็นอย่างดี&lt;br /&gt;
:::3. เม็ดมะม่วงหิมพานต์สามารถช่วยรักษารูปร่างให้สมส่วนได้ เพราะมีเส้นใยอาหารสูง จึงช่วยลดการดูดซึมไขมันได้&lt;br /&gt;
:::4. การรับประทานถั่วเป็นประจำจะช่วยทำให้อิ่มนานขึ้นและรับประทานอาหารได้น้อยลงอีกด้วย (ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม)&lt;br /&gt;
:::5. เม็ดมะม่วงหิมพานต์เป็นผลไม้ที่ผู้ป่วยโรคเกาต์สามารถรับประทานได้อย่างไม่มีปัญหาอะไร เพราะเป็นผลไม้ที่มีสารพิวรีนน้อยหรือไม่มีเลย&lt;br /&gt;
:::6. เมล็ดมะม่วงหิมพานต์นิยมนำมารับประทานเป็นอาหารว่าง และยังเป็นผลิตภัณฑ์ส่งออกของประเทศอินเดีย เวียดนาม และบราซิลอีกด้วย (90% ของการส่งออกทั่วโลกมาจากสามประเทศนี้)&lt;br /&gt;
:::7. ผลของมะม่วงหิมพานต์มีเนื้อนิ่ม ฉ่ำน้ำ รสเปรี้ยว สามารถรับประทานเป็นผลไม้สดได้ทั้งผลดิบและผลสุก&lt;br /&gt;
:::8. ผลห่ามของมะม่วงหิมพานต์ ทางภาคใต้ของไทยนิยมนำใช้ทำแกงส้มหรือใช้ยำ&lt;br /&gt;
:::9. มะม่วงหิมพานต์ ประโยชน์ผลดิบใช้รับประทานร่วมกับเกลือเป็นของกินเล่นได้&lt;br /&gt;
:::10. ผลสุกสามารถนำไปหมักทำไวน์ ทำน้ำส้มสายชู หรือเครื่องดื่มชนิดอื่น ๆได้&lt;br /&gt;
:::11. เมล็ดสามารถนำไปประกอบอาหารได้ '''เมนูเม็ดมะม่วงหิมพานต์''' เช่น เม็ดมะม่วงหิมพานต์ทอด ไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ แหนมผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ เต้าหู้ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ ขนมจีนผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ เป็นต้น&lt;br /&gt;
:::12. ใบอ่อน ยอดอ่อน สามารถใช้รับประทานเป็นผักสดร่วมกับน้ำพริก หรือแกงเผ็ด ลาบ ก้อย ขนมจีนน้ำยาได้&lt;br /&gt;
:::13. ใบแก่สามารถนำมาขยี้และใช้สีฟันได้&lt;br /&gt;
:::14. ไม้จากลำต้นเป็นไม้เนื้ออ่อนและมีขนาดเล็ก มันจึงเหมาะที่จะนำไปใช้ทำลังไม้ หรือหีบใส่ของ ทำเฟอร์นิเจอร์ ใช้ต่อเรือ ใช้ทำเรือเอก แอกเทียม วัวเทียมควายเทียม คุมล้อเกวียน และยังนำไปทำเป็นฟืนและถ่านได้อีกด้วย&lt;br /&gt;
:::15. ยางจากเปลือกของเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ ควาญช้างในประเทศอินเดียนำมาใช้เพื่อคุมช้างให้เชื่องได้&lt;br /&gt;
:::16. ยางจากลำต้น สามารถนำมาใช้ทาบ้านกันปลวกได้&lt;br /&gt;
:::17. เปลือกต้นหรือเปลือกเมล็ด มีประโยชน์หลายอย่างในด้านของอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น สามารถนำไปทำเป็นผ้าเบรค และแผ่นคลัชได้ ซึ่งจะมีคุณสมบัติทนความร้อนที่เกิดจากแรงเสียดได้สูง หรือนำมาใช้ทำฉนวนป้องกันไฟฟ้าแมกนิเตอร์เมเตอร์ ใช้ทำน้ำประสานในการบัดกรีโลหะ น้ำมันชักเงาสำหรับใช้ในเครื่องบิน ใช้ผสมทำน้ำหมึก ทำหมึกประทับตราผ้า ทำเป็นลูกกลิ้งยางพิมพ์ดีด ทำกาว ใช้ย้อมอวนทนทาน ผลิตภัณฑ์ปูพื้น ใช้ผสมปูนซีเมนต์ทำให้เหนียวขึ้น ใช้กำจัดตัวอ่อนของยุงด้วยการผสมกับพาราฟินเหลว ผลิตภัณฑ์ทาไม้ป้องกันปลวก ยาฆ่าแมลงและปลวก เป็นต้น&lt;br /&gt;
:::18. เยื่อหุ้มเมล็ดถ้ามีปริมาณมาก อาจใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตแทนนิน ที่ใช้ในอุตสาหกรรมฟอกหนังได้&lt;br /&gt;
:::19. ประโยชน์ของเปลือกเมล็ดสกัดเป็นน้ำมัน ในด้านการแพทย์สามารถใช้รักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคเหน็บชา วัณโรค โรคเท้าช้าง โรคเลือดคั่ง โรคเรื้อน โรคผิวหนัง หูด ตาปลา และส้นเท้าแตกได้&lt;br /&gt;
:::20. ประโยชน์ของเปลือกเมล็ด ก็สามารถใช้ประโยชน์ในด้านความงามได้ เช่น ใช้ลอกหน้าที่เกิดจากการตกกระ (แต่อาจส่งผลเสียได้) เป็นต้น&lt;br /&gt;
:::21. ผลของมะม่วงหิมพานต์มีกลิ่นต่าง ๆ ถึง 20 กลิ่น จึงสามารถนำมาสกัดทำเป็นหัวน้ำหอมได้&lt;br /&gt;
:::22. ผลนอกจากใช้รับประทานเป็นผลไม้ ยังสามารถนำมาเป็นอาหารสัตว์ของ โค กระบือ ได้อีกด้วย&lt;br /&gt;
:::23. ผลสามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้อย่างหลากหลาย เช่น แยม ผลไม้กวน เครื่องดื่ม '''น้ำมะม่วงหิมพานต์''' ไวน์ น้ำส้มสายชู เป็นต้น&lt;br /&gt;
:::24. เมล็ดสามารถนำไปแปรรูปทำเป็นผลิตภัณฑ์ได้ เช่น เม็ดมะม่วงหิมพานต์อบเกลือ '''เม็ดมะม่วงหิมพานต์คั่ว''' อบเนย อบน้ำผึ้ง เป็นต้น&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''คำแนะนำ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. เม็ดมะม่วงมะม่วงหิมพานต์จะมีน้ำมันมากและให้พลังงานสูง ดังนั้นจึงไม่ควรรับประทานในปริมาณที่มากเกินไป หรือครั้งหนึ่งไม่เกิน 10 เม็ด (แต่ถ้าอยากรู้ว่าพลังงานเยอะแค่ไหน ลองใช้ไฟจุดดู จะเห็นไฟลุกเป็นเปลว และยิ่งนำไปอบหรือทอดเนยก็จะมีพลังงานมากขึ้นไปอีก)&lt;br /&gt;
:::2. ใช่ว่าถั่วลิสงจะเป็นถั่วที่มีสารอะฟลาทอกซินอย่างเดียว เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ก็อาจมีปนเปื้อนด้วยเช่นกัน ดังนั้นควรเลือกบริโภคเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ที่สะอาด ปิดมิดชิด ไม่เก็บไว้นาน มีเลขทะเบียน อย. ที่ถูกต้อง หรือผ่านการผลิตด้วยระบบ GMP/HACCP&lt;br /&gt;
:::3. สำหรับบางรายที่รับประทานเม็ดมะม่วงพิมพานต์แล้วเกิดอาการแพ้ โดยมีอาการเช่น มีอาการบวมที่ใบหน้าและคอ มีผดผื่นคันขึ้นตามผิวหนัง หายใจลำบาก คลื่นไส้อาเจียนหรือท้องเสีย คุณควรหลีกเลี่ยงการรับประทาน &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[File:youtu.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=xS2uPZw7zpM|link=https://www.youtube.com/watch?v=xS2uPZw7zpM]] &lt;br /&gt;
&amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=xS2uPZw7zpM มะม่วงหิมพานต์] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:cashew1.png]]  [[ไฟล์:cashew2.png]]  [[ไฟล์:cashew3.png]]  [[ไฟล์:cashew4.png]] &amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/08/มะม่วงหิมพานต์.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.thaiarcheep.com/wp-content/uploads/2015/07/ที่จริงแล้วมะม่วงหิมพานต์สามารถ.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://news.mthai.com/app/uploads/2018/06/PNOHT610618001000803_18062018_065231.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/08/ใบมะม่วงหิมพานต์.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.kasetorganic.com/wp-content/uploads/2014/10/adw-Custom.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Herb</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A7</id>
		<title>มะนาว</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A7"/>
				<updated>2020-01-30T14:25:22Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Herb: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:lime.png|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : RUTACEAE &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Citrus aurantiifolia (Christm.) Swingle'' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Lime, Common Lime &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่น ๆ''' : ส้มมะนาว, มะลิว&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทางพฤกษศาสตร์'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ต้น''' : มีลักษณะเป็นไม้พุ่ม สูง 2 - 4 เมตร กิ่งอ่อนมีหนามแหลม เปลือกต้นเรียบ สีน้ำตาลปนเทา&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ใบ''' : มีใบย่อยใบเดียว ลักษณะใบเป็นรูปไข่หรือรูปรียาว กว้าง 3 - 5 ซม. และยาว 4 - 8 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบมน มีปีกแคบ ๆ ขอบใบหยัก แผ่นใบมีต่อมน้ำมันกระจายอยู่ตามผิวใบ &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ดอก''' : ออกดอกเป็นช่อสั้น 5 - 7 ดอก หรือออกดอกเดี่ยวตามซอกใบ ดอกมีสีขาว กลีบดอกมี 4 - 5 กลีบ หลุดร่วงง่าย &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ผล''' : มีรูปทรงกลม ผิวเรียบเกลี้ยง ผลอ่อนสีเขียวเข้ม พอแก่เป็นสีเหลือง มีรสเปรี้ยว เมล็ดกลมรี สีขาว มี 10 - 15 เมล็ด  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''การขยายพันธุ์''' : การเพาะจากเมล็ดโดยตรงเลย การปักชำกิ่ง การติดตา การทาบกิ่ง การตอน เป็นต้น แต่ที่นิยมกันในปัจจุบันก็คือการตอนกิ่ง เพราะทำได้สะดวกและทำให้กิ่งตอนแข็งแรงพอสมควร &amp;lt;br&amp;gt; &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะ&lt;br /&gt;
:::2. ช่วยแก้อาเจียน เป็นลมวิงเวียนศีรษะ เมาเหล้าได้&lt;br /&gt;
:::3. ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูงและต่ำ&lt;br /&gt;
:::4. รู้หรือไม่ว่ามะนาวก็เป็นยาอายุวัฒนะและช่วยในการเจริญอาหารได้ด้วย&lt;br /&gt;
:::5. แก้อาการวิงเวียนหลังคลอดบุตร&lt;br /&gt;
:::6. แก้อาการลมเงียบ ด้วยการเอาใบมะนาวมาต้มกินกับยาหอม&lt;br /&gt;
:::7. แก้โรคตาแดง&lt;br /&gt;
:::8. ใช้เป็นยาแก้ไข้ก็ได้เหมือกัน ด้วยการนำใบมาหั่นเป็นฝอย ๆ แล้วนำมาชงในน้ำเดือด ดื่มเป็นน้ำชาหรือใช้อมกลั้วคอเพื่อช่วยฆ่าเชื้อโรค&lt;br /&gt;
:::9. ใช้ในการแก้ไข้ทับระดู ด้วยการเอาใบมะนาวประมาณ 100 ใบมาต้มกิน&lt;br /&gt;
:::10. สามารถช่วยรักษาโรคลักปิดลักเปิดหรือเลือดออกตามไรฟันได้ เพราะในมะนาวมีวิตามินซีสูงมาก&lt;br /&gt;
:::11. มะนาวช่วยในการขับเสมหะ&lt;br /&gt;
:::12. ช่วยแก้ไอหรืออาการไอที่มีเลือดปนออกมา ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการลงได้ดีในระดับหนึ่ง&lt;br /&gt;
:::13. ช่วยบรรเทาอาการต่อมทอนซิลอักเสบ&lt;br /&gt;
:::14. ช่วยบรรเทาอาการเสียงแหบแห้ง&lt;br /&gt;
:::15. ช่วยลดอาการเหงือกบวม&lt;br /&gt;
:::16. ใช้เป็นยาบ้วนปาก ด้วยการใช้น้ำมะนาว 3 - 4 หยด ก็จะทำให้ช่องปากสะอาดมากยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;
:::17. ช่วยแก้ลิ้นเป็นฝ้า ด้วยการใช้สำลีชุบน้ำมะนาวเช็ดที่ลิ้นวันละ 2 - 3 ครั้ง&lt;br /&gt;
:::18. ช่วยในการขจัดคราบบุหรี่&lt;br /&gt;
:::19. แก้เล็บขบ ด้วยการนำมะนาวมาผ่าส่วนหัวแล้วคว้านเอาเนื้อข้างในออกเล็กน้อย แล้วใช้ปูนทาบาง ๆ แล้วเอานิ้วสอดเข้าไป&lt;br /&gt;
:::20. ก้างติดคอ ให้นำน้ํามะนาว 1 ลูกมาคั้นแล้วเติมเกลือ ใส่น้ำตาลเล็กน้อยแล้วกรอกลงไปให้ตรงกับบริเวณที่ก้างติดคอ อมไว้สักครู่แล้วค่อย ๆ กลืน ก้างปลาจะอ่อนตัวลงแล้วหลุดลงไปในกระเพาะ&lt;br /&gt;
:::21. ช่วยบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ปวดท้อง แน่นท้อง ด้วยการนำน้ำมะนาวมาใช้กินกับน้ำตาล&lt;br /&gt;
:::22. แก้อาการท้องร่วงด้วยการดื่มน้ำมะนาว&lt;br /&gt;
:::23. ช่วยการขับพยาธิไส้เดือนด้วยการดื่มน้ำผึ้งผสมมะนาว&lt;br /&gt;
:::24. ช่วยรักษาอาการท้องผูกด้วยการดื่มน้ำมะนาวผสมเกลือเล็กน้อยก็เป็นยาระบายชั้นดี&lt;br /&gt;
:::25. ช่วยรักษาโรคกระเพาะด้วยการนำเปลือกมะนาวมาชงกับน้ำอุ่นและดื่มเป็นยา&lt;br /&gt;
:::26. แก้อาการบิดด้วยการใช้มะนาวกับน้ำผึ้งอย่างละเท่า ๆ กัน แล้วนำมาดื่ม&lt;br /&gt;
:::27. แก้อาการปัสสาวะกะปริดกะปรอย ด้วยการใช้ใบนะนาวสดต้มกับน้ำตาลแดงแล้วนำมาดื่ม&lt;br /&gt;
:::28. สรรพคุณของมะนาวก็ช่วยรักษาโรคนิ่วได้เหมือนกัน&lt;br /&gt;
:::29. แก้อาการระดูขาวด้วยการดื่มน้ำมะนาวผสมเกลือกับน้ำตาลนิดหน่อย&lt;br /&gt;
:::30. แก้ผิดสำแดง นำรากมะนาวมาฝนกับน้ำซาวข้าวแล้วนำมารับประทาน&lt;br /&gt;
:::31. ช่วยฟอกโลหิตด้วยการนำใบมะนาวต้มผสมกับน้ำแล้วนำมาดื่มเป็นประจำ&lt;br /&gt;
:::32. ช่วยบำรุงโลหิต รักษาโรคโลหิตจาง ด้วยการนำน้ำมะนาวผสมกับน้ำหวานและปรุงด้วยเกลือทะเลพอสมควร ใส่น้ำแข็งนำมาดื่ม&lt;br /&gt;
:::33. แก้โรคเหน็บชา ร้อนใน กระหายน้ำด้วยการดื่มน้ำมะนาว&lt;br /&gt;
:::34. ช่วยบรรเทาอาการอ่อนเพลียด้วยการดื่มน้ำมะนาวผสมน้ำตาล&lt;br /&gt;
:::35. การดื่มน้ำมะนาวจะช่วยบรรเทาอาการปวดข้อได้อีกด้วย&lt;br /&gt;
:::36. รักษาโรคผิวหนังด้วยการนำน้ำมะนาวมาทาบริเวณที่เป็น&lt;br /&gt;
:::37. บรรเทาอาการคันบริเวณผิวหนัง&lt;br /&gt;
:::38. แก้สังคัง ใช้มะนาวผ่าซีกแล้วนำมาทาบริเวณดังกล่าวเป็นประจำก่อนเข้านอนและหลังตื่นนอน&lt;br /&gt;
:::39. แก้ปัญหา กาก เกลื้อน หิด ด้วยการนำกำมะถันมาตำให้ละเอียดผสมกับน้ำมะนาว แล้วนำมาทาบริเวณดังกล่าวหลังอาบน้ำ&lt;br /&gt;
:::40. แก้หูดด้วยการใช้เปลือกมะนาวนำมาหมักกับน้ำส้มสายชูประมาณ 2 วันแล้วนำเปลือกมาปิดทับบริเวณที่เป็นหูด&lt;br /&gt;
:::41. แก้ฝีและอาการปวดฝี โดยใช้รากมะนาวสดมาฝนกับเหล้าและนำมาทา ขูดเอาผิวมะนาวผสมกับปูนแดงปิดไว้&lt;br /&gt;
:::42. แก้ฝีมะตอยด้วยการนำมะนาวทั้งลูกมาคว้านไส้ด้านในออกให้พอเอานิ้วแหย่เข้าไปได้ แล้วนำปูนกินหมากทาเข้าไปในลูกมะนาวเล็กน้อย แล้วสวมนิ้วเข้าไป&lt;br /&gt;
:::43. รักษาโรคน้ำกัดเท้าหรือปูนซีเมนต์กัดเท้าด้วยการใช้น้ำมะนาวทาบริเวณดังกล่าว ทิ้งไว้ให้แห้งแล้วล้างออก&lt;br /&gt;
:::44. แก้ผิวหนังฟกช้ำ หัวโน อาการปวดบวม ปูดแดง ด้วยการนำน้ำมะนาวกับดินสอพองมาผสมให้เข้ากัน แล้วทาบริเวณดังกล่าววันละ 1 - 2 ครั้ง&lt;br /&gt;
:::45. แก้แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก พุพองแสบร้อน ด้วยการใช้น้ำมะนาวชโลมบริเวณดังกล่าว&lt;br /&gt;
:::46. แก้แผลบาดทะยักด้วยการใช้น้ำมะนาวมาทาบริเวณที่เกิดบาดแผล&lt;br /&gt;
:::47. ช่วยลดเลือนรอยแผลเป็นด้วยการใช้น้ำมะนาวผสมดินสอพองให้เข้ากัน แล้วนำมาทาบริเวณที่เป็นรอยแผล&lt;br /&gt;
:::48. ช่วยบรรเทาอาการคันหนังศีรษะ ด้วยการใช้น้ำมะนาวนวดศีรษะให้ทั่วแล้วค่อยสระผม&lt;br /&gt;
:::49. น้ำมะนาวช่วยดับกลิ่นเต่าหรือกลิ่นกายได้เหมือนกัน โดยนำน้ำมะนาวมาทาบริเวณรักแร้&lt;br /&gt;
:::50. แก้พิษจากแมลงสัตว์กัดต่อยและช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวด&lt;br /&gt;
:::51. แก้พิษจากการโดนงูกัด&lt;br /&gt;
:::52. ป้องกันภัยจากงูด้วยการใช้เปลือกวางไว้บริเวณใกล้ที่นอน ๆ งูจะไม่มารบกวนเพราะได้กลิ่นมะนาว&lt;br /&gt;
:::53. แก้แมงคาเรืองเข้าหู ด้วยการใช้น้ำมะนาวหยอดหู&lt;br /&gt;
:::54. หุงข้าวให้ขาวและอร่อยขึ้น ด้วยการใช้น้ำมะนาวประมาณ 2 - 3 ช้อนนำไปซาวข้าว&lt;br /&gt;
:::55. ทอดไข่ให้ฟูและนิ่ม มะนาว 4 - 5 หยดจะช่วยได้&lt;br /&gt;
:::56. มะนาวช่วยลดกลิ่นคาวจากปลาเมื่อทำอาหารและทำให้ปลาคงรูปไม่เละ&lt;br /&gt;
:::57. สำหรับแม่ครัวที่หั่นหรือเด็ดผักเป็นประจำ จะทำให้เล็บมือเป็นสีดำ นำมะนาวมาถูจะช่วยปัญหาดังกล่าวได้&lt;br /&gt;
:::58. หากใช้มีดผ่าปลีกล้วย มีดจะมีสีม่วงคล่ำ ล้างออกลำบาก นำมานาวที่ผ่าแล้วมาถูตามใบมีด จะช่วยให้มีดของคุณสะอาดดังเดิม&lt;br /&gt;
:::59. การเชื่อมกล้วยหักมุกให้น่ารับประทาน เมื่อน้ำตาลเดือดเป็นยางมะตูมแล้ว ให้บีบมะนาวครึ่งซีกลงไป จะช่วยให้กล้วยใส น่ารับประทานมากยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;
:::60. มะนาว 2 - 3 ลูกใส่ไว้ในถังข้าวสารช่วยป้องกันมอดได้&lt;br /&gt;
:::61. เปลือกมะนาวสามารถนำมาเช็ดภาชนะให้เงางามขึ้นได้ เช่น เครื่องเงิน ทองเหลือง ทองแดง เป็นต้น&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. มะนาวช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส&lt;br /&gt;
:::2. ช่วยบำรุงตาของคุณให้สดใสอยู่เสมอ&lt;br /&gt;
:::3. มะนาวประกอบด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิดที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น วิตามินเอ วิตามินซี ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส กรดซิตริก กรดมาลิก&lt;br /&gt;
:::4. ในผลมะนาว 1 ลูกจะมีน้ำมันหอมระเหยอยู่มากถึง 7% ซึ่งนำมาใช้ประโยชน์ในการผสมเป็นน้ำยาทำความสะอาดต่าง ๆ เช่น น้ำยาล้างจาน เป็นต้น&lt;br /&gt;
:::5. มะนาวมีน้ำมันหอมระเหยที่ให้กลิ่นหอมสดชื่น (Aromatherapy)&lt;br /&gt;
:::6. มะนาวมีฤทธิ์ที่ช่วยในการกัดด้วย ซึ่งถือว่าเป็นกรดผลไม้อย่างหนึ่ง (AHA) ที่เป็นที่ยอมรับในการช่วยเร่งการผลัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพออกไป&lt;br /&gt;
:::7. น้ำมะนาวจะเป็นที่นิยมใช้กันมากในบ้านเราในการนำมาปรุงรสชาติอาหาร&lt;br /&gt;
:::8. เพื่อใช้แต่งรสชาติให้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์บางชนิด โดยจะนิยมฝานมะนาวออกเป็นชิ้นบาง ๆ เสียบไว้กับขอบแก้วนั่นเอง&lt;br /&gt;
:::9. สำหรับประโยชน์ของเปลือกมะนาวนั้น เมื่อบีบน้ำออกหมดแล้วให้นำมาทาบริเวณคาง เข่า ข้อศอก ส้นเท้า ก็จะช่วยให้ผิวบริเวณเหล่านี้มีความนุ่มนวลเพิ่มมากขึ้น และนอกจากนี้ยังใช้เปลือกผลแห้งนำมาต้มเอาน้ำดื่มเป็นยาแก้จุกเสียดแน่นท้อง ขับเสมหะ บำรุงกระเพาะได้อีกด้วย&lt;br /&gt;
:::10. ประโยชน์ของมะนาวสำหรับผู้ที่เป็นสิวฝ้า มะนาวจะช่วยรักษาสิวของคุณให้ลดน้อยลงได้ เพราะมะนาวมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน ๆ จะทำให้ลดการอุดตันรูขุมขนจากสิวและยังช่วยในการขจัดความมันและเชื้อโรคบนใบหน้าได้ด้วย โดยคุณสามารถนำดินสอพองกับมะนาวมาผสมกันแล้วทาบริเวณสิวก่อนนอนทุกวัน สิวจะค่อย ๆ ยุบลงไปเอง&lt;br /&gt;
:::11. แก้ปัญหาผิวแตกด้วยใช้น้ำมะนาวมาทาบริเวณดังกล่าว&lt;br /&gt;
:::12. แก้ปัญหาขาลาย สีผิวไม่สม่ำเสมอ ด้วยการนำดินสอพองกับมะนาวมาผสมกันแล้วทาทิ้งไว้ก่อนนอน แล้วจึงล้างออกในตอนเช้า&lt;br /&gt;
:::13. แก้ปัญหาส้นเท้าแตก ด้วยการนำน้ำมะนาวมาทาบริเวณส้นเท้า วันละ 3 เวลา&lt;br /&gt;
:::14. การแปรรูปมะนาว เช่น น้ำมะนาวปรุงอาหาร มะนาวแช่อิ่มตากแห้ง น้ำมะนาวเข้มข้น มะนาว ผง เครื่องดื่มผสมน้ำมะนาว แยมมะนาว เยลลีมะนาว แยมเปลือกมะนาว แยมนะนาวดอง มะนาวดองเค็ม มะนาวหวาน กิมจ้อมะนาว เปลือกมะนาวสามรส เปลือกมะนาวเส้นปรุงรส เปลือกมะนาวเชื่อม เปลือกมะนาวแช่อิ่ม มาร์มาเลดมะนาว เป็นต้น &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''คำแนะนำ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. '''แก้พิษงู''' พิษงูมีหลายประเภท และส่งผลต่อระบบในร่างกายแตกต่างกันไป แต่ไม่มีพิษงูชนิดไหนที่แล่นเข้าสู่กระเพาะอาหาร แน่นอนว่าการกินน้ำมะนาวจึงไม่สามารถช่วยแก้พิษงูได้&lt;br /&gt;
:::2. '''ใช้หยอดตารักษาต้อ''' นอกจากจะไม่ช่วยให้อาการต้อดีขึ้นแล้ว ยังอาจทำให้กระจกตาเสียหาย และเสี่ยงตาบอดได้&lt;br /&gt;
:::3. '''ใช้ป้องกันบาดทะยัก''' เมื่อตะปูตำหรือถูกบาดจากของมีคม ควรรีบล้างทำความสะอาดแผลด้วยสบู่และน้ำสะอาด เพื่อป้องกันการติดเชื้อบาดทะยัก ไม่ควรใช้น้ำมะนาวหยดลงบนแผล เพราะไม่ได้ช่วยฆ่าเชื้อ และหากน้ำมะนาวสกปรกก็อาจยิ่งทำให้เสี่ยงติดเชื้อมากกว่าเดิม&lt;br /&gt;
:::4. '''ใช้กับแผลน้ำร้อนลวกไฟไหม้''' ด้วยฤทธิ์ที่เป็นกรด อาจกัดกร่อนแผลจนเปื่อยและทำให้รู้สึกแสบได้ &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt; &lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[File:youtu.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=jnV10L1l00Q|link=https://www.youtube.com/watch?v=jnV10L1l00Q]] &lt;br /&gt;
&amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=jnV10L1l00Q มะนาว] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt; &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:lime1.png]]  [[ไฟล์:lime2.png]]  [[ไฟล์:lime3.png]]  [[ไฟล์:lime4.png]] &amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.thaigreenagro.com/wp-content/uploads/2018/05/shutterstock_686666992.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://archive.nationtv.tv/photo_news/2017/03/07/640_7ckjfaae5cb5ejia957c6.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://satisname.files.wordpress.com/2012/08/e0b89ce0b8a5e0b8a1e0b8b0e0b899e0b8b2e0b8a7-1-e0b980e0b894e0b8b4e0b8ade0b899.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://cdn.pixabay.com/photo/2016/04/17/14/28/lemon-blossom-1334788_960_720.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.thaigreenagro.com/wp-content/uploads/2018/06/shutterstock_678404134.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Herb</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD</id>
		<title>มะเดื่อ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD"/>
				<updated>2020-01-30T14:24:20Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Herb: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:common-fig.png|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : MORACEAE &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Ficus carica L.'' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Fig, Common Fig &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่น ๆ''' : มะเดื่อฝรั่ง, มะเดื่อญี่ปุ่น &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทางพฤกษศาสตร์'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ต้น''' : เป็นไม้ผลยืนต้นขนาดกลาง ลำต้นแตกกิ่งมากเป็นทรงพุ่มแผ่กว้าง ลำต้นสูงประมาณ 3 - 10 เมตร เปลือกลำต้นเป็นสีเทาอมน้ำตาล และมียางสีขาว ส่วนแก่นไม้เป็นไม้เนื้ออ่อน ไม่นิยมใช้ในการก่อสร้างหรือแปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ใบ''' : เป็นพืชใบเลี้ยงคู่ แตกใบออกเดี่ยว เรียงสลับกันตามปลายกิ่ง มะเดื่อออกเป็นใบเดี่ยว ลักษณะใบเป็นใบเดี่ยวมีความกว้าง 20 - 25 เซนติเมตร และยาวประมาณ 25 - 30 เซนติเมตร แผ่นใบค่อนข้างหนา และค่อนข้างแข็ง แผ่นใบขรุขระสากมือ แผ่นใบด้านล่างมีขนปกคลุม ส่วนขอบใบหยักลึก 3 - 7 หยัก &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ดอก''' : มีดอกคล้ายผล ที่ทำให้มองเห็นเป็นดอกเดี่ยว แต่แท้จริงคือดอกรวมที่เจริญจากส่วนของก้านช่อดอกบริเวณฐานรองดอกพัฒนามาหุ้มดอกไว้ ด้านบนดอกมีช่องเปิด ภายในดอกมีดอกย่อยจำนวนมาก &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ผล''' : ออกเป็นผลเดี่ยว มีลักษณะเกือบทรงกลม ขั้วผลสอบแคบ ซึ่งไม่ใช่ผลจริง เพราะเป็นผลที่ไม่ได้เกิดจากการผสมเกสร แต่เป็นผลที่พัฒนามาจากฐานรองดอกที่เป็นก้านช่อดอกโค้งเข้าหากัน แต่ก็มีมะเดื่อฝรั่งชนิดผลจริงที่เกิดจากการผสมเกสร ดังนั้น ผลที่เราเห็นก็คือส่วนของก้านช่อดอกที่มีลักษณะพองใหญ่ห่อหุ้มผลด้านในไว้ เพราะผลจริงคือเมล็ดที่มีขนาดเล็กอยู่ด้านใน โดยในแต่ละผลจะมีเมล็ดประมาณ 1000 - 1,500 เมล็ดต่อผล ผลด้านนอกหรือผลเทียมมีลักษณะเป็นเปลือกหุ้มหนาหรือบางขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ เปลือกผลมีลักษณะอ่อนนุ่ม ด้านในผลกลวง ซึ่งมีเมล็ดขนาดเล็กแทรกอยู่จำนวนมาก เนื้อผลมีรสหวานอมเปรี้ยว ซึ่งเป็นที่นิยมรับประทาน &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''การขยายพันธุ์''' : ที่นิยมกันมากส่วนใหญ่จะใช้วิธีตอนกิ่งและการชำกิ่ง ซึ่งจะต้นพันธุ์ที่แข็งแรง เมื่อนำไปปลูกก็จะติดผลได้เร็ว มะเดื่อฝรั่งเป็นผลไม้ที่แปลกอยู่อย่างหนึ่งก็คือ จะมีลูกออกตามข้อตา ตาไหนที่ติดลูกไปแล้วก็ไม่ติดซ้ำอีก ดังนั้นผู้ปลูกจึงจะทำการตัดแต่งกิ่งใหม่ตลอด กิ่งที่ตัดออกมาแล้วก็จะนำมาปักชำขยายพันธุ์ต่อ หรือนำไปขายเป็นกิ่งสดได้ กลุ่มผู้ปลูกมะเดื่อฝรั่งในเชิงพาณิชย์ในไทย จึงมีทั้งกลุ่มที่ขายผลสด และกลุ่มที่ขายกิ่งพันธุ์ &amp;lt;br&amp;gt; &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ช่วยบำรุงร่างกายและต่อต้านอนุมูลอิสระ&lt;br /&gt;
:::2. ช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งต่าง ๆ&lt;br /&gt;
:::3. ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด&lt;br /&gt;
:::4. ช่วยทำให้หัวใจทำงานได้อย่างเป็นปกติและช่วยป้องกันการเกิดโรคความดันโลหิตสูง&lt;br /&gt;
:::5. ช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง เนื่องจากมีธาตุเหล็กและโฟเลตสูง&lt;br /&gt;
:::6. ช่วยบำรุงและรักษาสายตา&lt;br /&gt;
:::7. ช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง ป้องกันโรคกระดูกพรุน&lt;br /&gt;
:::8. ช่วยปรับสมดุลของกรดด่างในร่างกาย&lt;br /&gt;
:::9. ช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอ&lt;br /&gt;
:::10. ช่วยสมานแผลในช่องปาก&lt;br /&gt;
:::11. มะเดื่อเป็นผลไม้ที่มีเส้นใยอาหารสูง จึงช่วยในการย่อยอาหาร ช่วยในการขับถ่ายและกำจัดของเสียออกจากร่างกายได้เป็นอย่างดี และยังช่วยป้องกันอาการท้องผูกได้อีกด้วย&lt;br /&gt;
:::12. ใช้เป็นยาระบาย ป้องกันอาการท้องผูก&lt;br /&gt;
:::13. ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่&lt;br /&gt;
:::14. ช่วยป้องกันนิ่วในไตและกระเพาะปัสสาวะอักเสบ&lt;br /&gt;
:::15. ช่วยฟอกตับและม้าม&lt;br /&gt;
:::16. ช่วยบรรเทาอาการของโรคกามโรค&lt;br /&gt;
:::17. เชื่อว่า'''ลูกมะเดื่อ'''สามารถช่วยเสริมสร้างพลังทางเพศ&lt;br /&gt;
:::18. ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งเต้านมในหญิงวัยทอง &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. มะเดื่อเป็นผลไม้ที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน เพราะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและช่วยลดปริมาณการใช้อินซูลินในผู้ป่วยเบาหวาน&lt;br /&gt;
:::2. มะเดื่อเป็นผลไม้ที่เหมาะอย่างมากสำหรับผู้ที่ต้องลดน้ำหนักหรือควบคุมน้ำหนัก เพราะมีเส้นใยสูง&lt;br /&gt;
:::3. มะเดื่อเป็นผลไม้ที่ให้พลังงานสูง มีคอเลสเตอรอลและไขมันน้อยมาก ผู้ป่วยที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคตับ จึงรับประทานได้&lt;br /&gt;
:::4. ช่วยคงความอ่อนเยาว์และชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัย&lt;br /&gt;
:::5. มะเดื่อมีแคลเซียม เหล็ก และฟอสฟอรัสสูง จึงช่วยเสริมสร้าง ซ่อมแซม และเพิ่มความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อ&lt;br /&gt;
:::6. ในประเทศอินเดียนิยมใช้ใบมะเดื่อมารับประทานเป็นอาหาร&lt;br /&gt;
:::7. ประโยชน์มะเดื่อ เปลือกของมะเดื่อสามารถนำมาใช้แทนน้ำตาลได้&lt;br /&gt;
:::8. ประโยชน์ของมะเดื่อ นอกจากจะใช้รับประทานเป็นผลไม้สดแล้ว ยังสามารถนำมาใช้ทำขนมได้อีกด้วย เช่น พาย แยม อบแห้ง ผลไม้กวน พุดดิง เค้ก ไอศกรีม ใช้ผสมในชาไข่มุก ใส่ขนมแทนลูกเกด ผลแห้งนำไปคั่วแล้วนำมาป่นใช้แทนกาแฟ เป็นต้น &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''คำแนะนำ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. การรับประทานมะเดื่อฝรั่งแห้งอาจทำให้ฟันผุได้ เนื่องจากมีปริมาณของน้ำตาลสูง และการรับประทานมะเดื่อในปริมาณที่มากเกินไปก็อาจจะทำให้ท้องร่วงได้เช่นกัน &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[File:youtu.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=VH1ZnXNb2MA|link=https://www.youtube.com/watch?v=VH1ZnXNb2MA]] &lt;br /&gt;
&amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=VH1ZnXNb2MA มะเดื่อ] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:common-fig1.png]]  [[ไฟล์:common-fig2.png]]  [[ไฟล์:common-fig3.png]]  [[ไฟล์:common-fig4.png]] &amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://1.bp.blogspot.com/-Qeawf9jyA_k/V8tuX_i0ZJI/AAAAAAAAAmA/LABMxzPjoTsb7duwvS9BKyqY59KQynqaACLcB/s1600/figs-01.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.nanagarden.com/Picture/Product/400/221225.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/07/Fig-3.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.nanagarden.com/Picture/Product/400/285768.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://health.mthai.com/app/uploads/2019/03/Fig-2.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Herb</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%B0</id>
		<title>มะเขือเปราะ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%B0"/>
				<updated>2020-01-30T14:21:44Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Herb: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:kantakari.png|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : SOLANACEAE &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Solanum virginianum L.'' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Thai Eggplant, Yellow berried nightshade, Kantakari &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่น ๆ''' : มะเขือขัยคำ, มะเขือคางกบ, มะเขือจาน, มะเขือแจ้, มะเขือแจ้ดิน, มะเขือดำ, มะเขือหืน, มะเขือขื่น, มะเขือเสวย, เขือพา, เขือหิน, มั่งคอเก, หวงกั่วเชี๋ย, หวงสุ่ยเชี๋ย &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทางพฤกษศาสตร์'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ต้น''' : เป็นไม้ล้มลุกอายุข้ามปี มีลำต้นแตกกิ่งเป็นทรงพุ่มขนาดเล็ก สูงประมาณ 20 - 100 เซนติเมตร ลำต้นแตกกิ่งแขนงตั้งแต่ระดับต่ำ แตกกิ่งแขนงย่อยสั้น เกิดที่ซอกใบ เปลือกลำต้นบาง มีสีเขียวเขียวอมเทา เปลือกที่ปลายกิ่งมีสีเขียวอ่อน ส่วนแกนเนื้อไม้เป็นไม้เนื้ออ่อน สีขาว เปราะหักง่าย&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ใบ''' : เป็นพืชใบเลี้ยงคู่ แตกออกเป็นใบเดี่ยวสลับกันบนกิ่ง มีก้านใบทรงกลม ยาวประมาณ 3 - 5 เซนติเมตร ขนาดใบกว้างประมาณ 5 - 10 เซนติเมตร ยาวประมาณ 10 - 20 เซนติเมตร แผ่นใบเรียบ มีขนปกคลุมทั้งด้านล่าง และด้านบน แผ่นใบอ่อนนุ่ม ฉีกขาดได้ง่าย ขอบใบเว้า โค้งเป็นลูกคลื่น และงุ้มเข้าหากลางใบ แผ่นใบมีเส้นกลางใบสีเขียวอ่อนขนาดใหญ่ มีเส้นแขนงใบเรียงสลับกันออกด้านข้าง &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ดอก''' : ออกเป็นดอกเดี่ยวๆหรือออกเป็นช่อ ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ดอกจะแทงออกบริเวณซอกใบตั้งแต่โคนต้นจนถึงปลายกิ่ง ดอกที่ออกเป็นช่อมีก้านช่อดอกสั้น แต่มีขนาดใหญ่ ส่วนดอกย่อยหรือดอกเดี่ยวมีก้านดอกทรงกลม ยาวประมาณ 3 - 5 เซนติเมตร โคนก้านใหญ่ ปลายก้านเรียวเล็กลง ถัดมาเป็นตัวดอก ดอกตูมมีลักษณะเป็นหลอด ดอกบานแผ่กลีบดอกออก ประกอบด้วยกลีบเลี้ยงสีเขียวขนาดเล็ก 5 กลีบ หุ้มห่อฐานดอกไว้ ถัดมาเป็นกลีบดอก จำนวน 5 กลีบ โคนกลีบ และกลางกลีบเชื่อมติดกัน ปลายกลีบแยกเป็นแฉก 5 แฉก มีลักษณะแหลมตรงกลางกลีบ แผ่นกลีบดอกไม่เรียบ มีสีขาว มีขนปกคลุม ถัดมาตรงกลางดอกเป็นเกสรตัวผู้ที่มีลักษณะเป็นทรงกระบอกสีเหลือง จำนวน 5 อัน ยาวประมาณ 0.5 - 1 เซนติเมตร และตรงกลางของเกสรตัวผู้เป็นเกสรตัวเมีย มีก้านเกสรสีเหลืองอมส้ม แทงยื่นยาวกว่าเกสรตัวผู้ จำนวน 1 อัน ด้านล่างสุดของฐานดอกเป็นรังไข่ &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ผล''' : ออกเป็นผลเดี่ยวหรือออกรวมกันเป็นช่อ แต่ละผลมีก้านผลที่พัฒนามาจากก้านดอก โคนก้านบริเวณขั้วผลใหญ่ โคนก้านติดกิ่งเล็ก ยาวประมาณ 3 - 5 เซนติเมตร ถัดมาเป็นตัวผลที่ขั้วผลหุ้มด้วยกลีบเลี้ยงขนาดใหญ่ สีเขียว จำนวน 5 กลีบ ซึ่งพัฒนามาจากกลีบเลี้ยงของดอก โคนกลีบใหญ่เชื่อมติดกัน ปลายกลีบเรียวแหลม และมีขนอ่อนปกคลุมทั่วกลีบเลี้ยง ทั้งนี้ มะเขือเปราะบริเวณก้านผล และกลีบเลี้ยงจะไม่มีหนาม แต่จากมะเขือขื่น (อีสาน) จะพบหนามบริเวณดังกล่าว ผลแต่ละผลมีลักษณะทรงกลมหรือเป็นรูปไข่ ขนาดผลกว้างประมาณ 3 - 5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 3 - 8 เซนติเมตร เปลือกผลหนา เรียบ และเป็นมัน มีหลายสีขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ อาทิ สีขาว สีเขียวอ่อน สีเขียวเข้ม และมีลายปะสีขาว เป็นต้น เมื่อผลสุกจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองในทุกพันธุ์ ถัดมาด้านในเป็นเมล็ดที่แทรกตัวในเนื้อผล ทั้งนี้ เปลือกผล และเนื้อด้านในจะแยกออกจากกันอย่างชัดเจน และแยกออกได้ง่ายเมื่อผลแก่หรือสุก เนื้อเปลือกผลมีลักษณะอ่อน และกรอบ เมื่อแก่จนเหลืองจะแข็งขึ้น มีรสเฝื่อนเล็กน้อย ส่วนเนื้อผลด้านในมีรสหวาน เฝื่อนน้อยกว่าเปลือก ดังนั้น มะเขือเปราะจึงนิยมรับประทานในระยะผลอ่อนหรือผลที่ยังไม่สุก&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''การขยายพันธุ์''' : มะเขือเป็นพืชที่มีระบบรากปานกลาง การเพาะกล้าควรขุดไถดินลูกประมาณ 15 ซม. ตากดินไว้ 10 - 15 วัน ใส่ปุ๋ยคอกคลุกเคล้าในดินเพื่อช่วยให้ดินร่วนฟู พรวนดินให้ละเอียด หว่านเมล็ดมะเขือทั่วแปลง แล้วหว่านปุ๋ยคอกกลบทับ &amp;lt;br&amp;gt; &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ที่ประเทศอินเดียจะใช้น้ำต้มจากผลมะเขือเปราะเป็นยารักษาโรคเบาหวาน (ผล)&lt;br /&gt;
:::2. ผลใช้เป็นยาลดไข้ (ผล)&lt;br /&gt;
:::3. ใช้เป็นยาแก้ไข้พิษร้อน กระทุ้งพิษไข้ ใช้เป็นยาขับน้ำชื้น (ไม่ระบุแน่ชัดว่าใช้ส่วนใด)&lt;br /&gt;
:::4. ผลตากแห้งนำมาบดเป็นผงผสมกับน้ำผึ้งใช้ปรุงเป็นยาแก้ไอ ส่วนการแพทย์อายุรเวทของอินเดียจะใช้รากมะเขือเปราะเป็นยารักษาอาการไอ (ราก, ผล)&lt;br /&gt;
:::5. รากใช้เป็นยาแก้หอบหืด หลอดลมอักเสบ (ราก)&lt;br /&gt;
:::6. ใช้แก้อาการปวดฟัน ด้วยการใช้ราก 15 กรัม นำมาต้มเอาน้ำอมในปาก (ราก)&lt;br /&gt;
:::7. ช่วยขับลม (ราก)&lt;br /&gt;
:::8. ช่วยในการย่อยอาหาร และช่วยในการขับถ่าย (ผล)&lt;br /&gt;
:::9. ช่วยแก้อาการปวดกระเพาะอาหาร (ไม่ระบุแน่ชัดว่าใช้ส่วนใด)&lt;br /&gt;
:::10. ผลมีสรรพคุณเป็นยาขับพยาธิ (ผล)&lt;br /&gt;
:::11. รากมีสรรพคุณเป็นยาขับปัสสาวะ (ราก)&lt;br /&gt;
:::12. ช่วยกระตุ้นความรู้สึกทางเพศ (ผล)&lt;br /&gt;
:::13. ใช้เป็นยาแก้อัณฑะอักเสบ ด้วยการใช้ 15 กรัม, หญ้าแซ่ม้า 15 กรัม และต้นทิ้งถ่อน นำมารวมกันต้มกับน้ำรับประทาน (ราก)&lt;br /&gt;
:::14. ใบสดใช้ภายนอกนำมาตำพอกแก้พิษ แก้ฝีหนอง (ใบสด)&lt;br /&gt;
:::15. ช่วยลดการอักเสบ (ผล)&lt;br /&gt;
:::16. ช่วยแก้อาการปวดบวม ปวดหลัง ฟกช้ำดำเขียว (ไม่ระบุแน่ชัดว่าใช้ส่วนใด)&lt;br /&gt;
:::17. ใช้เป็นยาช่วยขับลมชื้น แก้อาการปวดข้อเนื่องจากลมชื้นติดเกาะ แก้ไขข้ออักเสบ มือเท้าชา ด้วยการใช้ผลสดประมาณ 70 - 100 กรัม นำมาตุ๋นกับไตหมูรับประทาน (ผล)&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ในบ้านเราจะกินผลมะเขือเปราะสีเขียวเป็นอาหาร ทั้งกินดิบจิ้มกับน้ำพริก หรือนำไปใส่แกงป่า แกงเผ็ด และอื่น ๆ&lt;br /&gt;
:::2. มะเขือเปราะอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด โดยคุณค่าทางโภชนาการของมะเขือเปราะ ต่อ 100 กรัม จะประกอบไปด้วย พลังงาน 39 กิโลแคลอรี, โปรตีน 1.6 กรัม, ไขมัน 0.5 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 7.1 กรัม, น้ำ 90.2 กรัม, วิตามินเอรวม 143 RE., วิตามินบี1 0.11 มิลลิกรัม, วิตามินบี2 0.06 มิลลิกรัม, วิตามินบี3 0.6 มิลลิกรัม, วิตามินซี 24 มิลลิกรัม, แคลเซียม 7 มิลลิกรัม, ธาตุเหล็ก 0.8 มิลลิกรัม, ฟอสฟอรัส 10 มิลลิกรัม&lt;br /&gt;
:::3. การรับประทานมะเขือเปราะเป็นประจำจะช่วยต้านมะเร็ง บำรุงหัวใจ ลดความดันโลหิต ช่วยบรรเทาอาการของโรคเบาหวาน&lt;br /&gt;
:::4. มะเขือเปราะมีส่วนช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด และช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้&lt;br /&gt;
:::5. มะเขือเปราะมีประโยชน์ต่อตับอ่อน เพราะทำให้ตับแข็งแรงและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''คำแนะนำ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. มะเขือเปราะจะมีประโยชน์อยู่เพียบ แต่หากทานในปริมาณมากหรือทานติดต่อกันเป็นเวลานาน ก็อาจทำให้มีอาการปวดขาได้เหมือนกัน เพราะในมะเขือเปราะมีสารโซลานิน (SOLANINE) ซึ่งเป็นสารที่ถ้าร่างกายเราสะสมไว้หลาย ๆ วัน จะไปรวมตัวกับไขมันชนิดไม่ดี (LDL) แล้วเกาะอยู่ตามข้อต่อ ทำให้เราปวดขา ปวดข้อ หรือเป็นตะคริวได้ &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[File:youtu.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=m0E6ozKooFQ|link=https://www.youtube.com/watch?v=m0E6ozKooFQ]] &lt;br /&gt;
&amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=m0E6ozKooFQ มะเขือเปราะ] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:kantakari1.png]]  [[ไฟล์:kantakari2.png]]  [[ไฟล์:kantakari3.png]]  [[ไฟล์:kantakari4.png]] &amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2014/09/มะเขือเปราะ.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://kruaoun.files.wordpress.com/2012/07/dsc06081.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://i.ytimg.com/vi/lc6qGoOJUFQ/maxresdefault.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2014/09/ดอกมะเขือเปราะ.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://fx.lnwfile.com/_/fx/_raw/pa/3a/py.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Herb</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1</id>
		<title>มะขามป้อม</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1"/>
				<updated>2020-01-30T14:20:56Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Herb: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:lndian.png|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : PHYLLANTHACEAE &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Phyllanthus emblica L.'' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Indian gooseberry &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่น ๆ''' : มะขามป้อม, กันโตด, กำทวด, มั่งลู่, สันยาส่า &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทางพฤกษศาสตร์'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ต้น''' : เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูงประมาณ 8 - 12 เมตร ลำต้นมีลักษณะคดงอ ไม่ตรง เปลือกนอกของลำต้นเป็นสีน้ำตาลอมเทา ส่วนเปลือกในเป็นสีชมพูสด  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ใบ''' : ใบเป็นช่อ เป็นใบเลี้ยงเดี่ยวเรียงสลับ ปลายใบแหลม โคนใบโค้งมน ขอบใบเรียบ มีสีเขียวอ่อน เรียงชิดติดกันบนก้านใบ  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ดอก''' : มีดอกสีขาวหรือเหลืองอ่อนเล็ก ๆ รวมอยู่บนกิ่งเดียวกัน โดยจะออกดอกประมาณเดือนกันยายน &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ผล''' : มีผลกลม เนื้อหนา สีเขียว ถ้าเป็นผลอ่อนจะมีสีเขียวอ่อน ถ้าเป็นผลแก่จะมีสีเขียวอมเหลือง ค่อนข้างใส ออกน้ำตาลนิด ๆ สามารถกินได้ มีรสฝาด เปรี้ยว ขม และอมหวาน โดยจะออกผลประมาณเดือนพฤศจิกายน-เดือนกุมภาพันธ์ &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''การขยายพันธุ์''' :  &amp;lt;br&amp;gt; &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. นำมาทานหรือคั้นเป็นน้ำดื่มแก้อาการท้องเสีย แก้กระหาย แก้หวัด แก้ไอ ช่วยละลายเสมหะ  ช่วยขับปัสสาวะ ช่วยรักษาโรคบิด ช่วยรักษาเลือดออกตามไรฟัน เป็นยาระบาย เป็นยาถ่ายพยาธิ และใช้ล้างตาแก้ตาแดงได้ (ผล)&lt;br /&gt;
:::2. นำมาชงน้ำร้อนดื่มแก้หืด แก้อาหารคลื่นไส้ อาเจียน โรคเบาหวาน โรคหอบหืด โรคหลอดลมอักเสบ และนำมาล้างตา ช่วยรักษาโรคตาต่างได้ อีกทั้งถ้าบีบเอาน้ำมันจากเมล็ดมาทาศีรษะสามารถช่วยให้เส้นผมดกดำขึ้นได้ (เมล็ด)&lt;br /&gt;
:::3. นำมาต้มน้ำทานแก้โรคบิดและช่วยรักษาอาการฟกช้ำได้ (เปลือก)&lt;br /&gt;
:::4. นำมาต้มน้ำแล้วนำไปอมช่วยแก้อาการปวดฟัน แก้ไอ แก้ปวดท้องน้อย และแก้ปวดเมื่อยตามกระดูกได้ (ก้าน)&lt;br /&gt;
:::5. นำมาต้มอาบ ช่วยลดไข้ได้ (ใบ)&lt;br /&gt;
:::6. ใช้เข้าเครื่องยา ทำเป็นยาเย็นและยาระบายได้ (ดอก)&lt;br /&gt;
:::7. นำมาทานช่วยย่อยอาหาร ช่วยขับปัสสาวะ และนำไปหยอดตาแก้อาการตาอักเสบได้ (ยาง)&lt;br /&gt;
:::8. สามารถนำมาทานแก้ท้องเสีย แก้ร้อนใน แก้โรคเรื้อน กินเป็นยาลดไข้ ช่วยฟอกเลือด และช่วยลดความดันเลือดลงได้ (ราก) &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. นิยมนำมารับประทานเพื่อให้สดชื่น ชุ่มคอ แก้กระหาย&lt;br /&gt;
:::2. วิตามินซีในมะขามป้อมสามารถดูดซึมได้เร็วกว่าวิตามินซีชนิดเม็ดเป็นอย่างมาก&lt;br /&gt;
:::3. ใช้บำรุงผิวหน้าให้ขาวสดใส รักษาฝ้า ด้วยการนำมะขามป้อมมาฝนกับฝาละมีแล้วนำน้ำที่ได้มาทาบริเวณรอยฝ้า&lt;br /&gt;
:::4. ช่วยบำรุงสุขภาพผิวพรรณ ชะลอการเกิดริ้วรอย&lt;br /&gt;
:::5. ช่วยบำรุงและรักษาเส้นผมให้มีสุขภาพแข็งแรง ผมนุ่มลื่น ป้องกันผมหงอก ด้วยการทอดมะขามป้อมกับน้ำมันมะพร้าว แล้วเอาน้ำมันมาหมักผม&lt;br /&gt;
:::6. ช่วยบำรุงและรักษาสายตา&lt;br /&gt;
:::7. ช่วยในการบำรุงประสาทและสมอง&lt;br /&gt;
:::8. มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง&lt;br /&gt;
:::9. เป็นผลไม้ที่ช่วงบำรุงร่างกายได้เป็นอย่างดี โดยช่วยบำรุงอวัยวะแทบจะทุกส่วนของร่างกาย&lt;br /&gt;
:::10. ช่วยบำรุงโลหิตได้เป็นอย่างดี&lt;br /&gt;
:::11. มะขามป้อมมีเป็นยาแก้หวัด แก้ไอ และละลายเสมหะได้อีกด้วย โดยใช้ผลสดประมาณ 30 ผล นำมาคั้นเอาน้ำหรือนำมาต้มทั้งผลแล้วดื่มแทนน้ำ ทั้งนี้ควรเลือกมะขามป้อมที่แก่จัด ผิวออกเหลืองจะได้ผลดีที่สุดในการรักษาอาการไอและหวัด&lt;br /&gt;
:::12. ใบสดมะขามป้อมนำมาต้มน้ำอาบ ลดอาการไข้&lt;br /&gt;
:::13. มะขามป้อมมีฤทธิ์ในการต่อต้านการเกิดโรคมะเร็ง&lt;br /&gt;
:::14. มะขามป้อมเป็นตัวช่วยในการลดคอเลสเตอรอล ลดน้ำตาล ลดไขมันในเลือดได้ด้วย&lt;br /&gt;
:::15. ช่วยรักษาและป้องกันการเกิดโรคเลือดออกตามไรฟัน&lt;br /&gt;
:::16. ใช้แก้อาการปวดฟันได้ ด้วยการใช้ปมกิ่งก้านต้มกับน้ำแล้วนำมาอมบ้วนปากบ่อย ๆ&lt;br /&gt;
:::17. รสเปรี้ยวของมะขามป้อมช่วยในการละลายเสมหะและบำรุงเสียงได้เป็นอย่างดี&lt;br /&gt;
:::18. รากแห้งมะขามป้อม นำมาต้มดื่มแก้อาการท้องเสีย ร้อนใน ความดันโลหิต&lt;br /&gt;
:::19. ช่วยในการป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน&lt;br /&gt;
:::20. ช่วยลดอาการแทรกซ้อนทางตาจากโรคเบาหวานได้อีกด้วย&lt;br /&gt;
:::21. มะขามป้อมเป็นส่วนประกอบใช้สำหรับการรักษาและป้องกันไข้หวัดใหญ่ วัณโรค รักษาภาวะของโรคเอดส์&lt;br /&gt;
:::22. มะขามป้อมแห้งช่วยรักษาโรคบิด ใช้ล้างตา รักษาตาแดง ตาอักเสบได้&lt;br /&gt;
:::23. มะขามป้อมแห้ง เมื่อนำมาผสมน้ำสนิมเหล็กจะช่วยแก้โรคดีซ่านได้&lt;br /&gt;
:::24. มะขามป้อมช่วยป้องกันและรักษาโรคความดันโลหิตสูง&lt;br /&gt;
:::25. ช่วยรักษาโรคคอตีบ&lt;br /&gt;
:::26. ช่วยบำรุงปอด หลอดลม หัวใจ และกระเพาะ&lt;br /&gt;
:::27. เมล็ดมะขามป้อมเมื่อนำมาตำเป็นผงชงกับน้ำร้อนดื่ม ช่วยรักษาโรคหอบ หืด หลอดลมอักเสบ อาการคลื่นไส้อาเจียนได้&lt;br /&gt;
:::28. ช่วยป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร&lt;br /&gt;
:::29. ช่วยป้องกันและรักษาอาการท้องผูก&lt;br /&gt;
:::30. ช่วยยับยั้งความเป็นพิษของตับและไตได้&lt;br /&gt;
:::31. ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ ยาระบาย และยาถ่ายพยาธิ&lt;br /&gt;
:::32. ยางจากผลใช้หยอดตาแก้ตาอักเสบ กินเพื่อช่วยในการย่อยอาหารและขับปัสสาวะ&lt;br /&gt;
:::33. เปลือกมะขามป้อมสามารถนำมาต้มดื่มแก้โรคบิด&lt;br /&gt;
:::34. ช่วยในการปรับประจำเดือนให้มาเป็นปกติ&lt;br /&gt;
:::35. ช่วยรักษาอาการไข้ทับระดูได้&lt;br /&gt;
:::36. ช่วยรักษาโรคน้ำกัดเท้า ด้วยการใช้เปลือกต้นมะขามป้อมมาตำให้ละเอียด ผสมกับน้ำแล้วชะโลมให้ทั่ว&lt;br /&gt;
:::37. ช่วยต่อต้านเชื้อไวรัส แบคทีเรีย เชื้อราได้&lt;br /&gt;
:::38. รากสดมะขามป้อมช่วยในการแก้พิษจากการถูกตะขาบกัด&lt;br /&gt;
:::39. เปลือกของลำต้นมะขามป้อมใช้รักษาบาดแผล แก้ฟกช้ำได้ ด้วยการนำเปลือกแห้งมาบดเป็นผงแล้วนำมาโรยบริเวณบาดแผล&lt;br /&gt;
:::40. ต้นและเปลือกของมะขามป้อมใช้เป็นยาฝาดสมาน&lt;br /&gt;
:::41. เมล็ดของมะขามป้อม เมื่อนำมาเผาไฟจนเป็นเถ้าแล้วนำมาผสมกับน้ำพืช นำมาทาแก้ตุ่มคันได้&lt;br /&gt;
:::42. มะขามป้อมมีฤทธิ์ช่วยป้องกันกล้ามเนื้อหัวใจตายบางส่วน และช่วยลดไขมันในเลือด ต้านมะเร็งและไวรัส&lt;br /&gt;
:::43. ลำต้นมะขามป้อมนั้นเป็นไม้เนื้อแข็ง ทนทาน จึงเหมาะแก่การใช้ทำเครื่องประดับ เสาเข็ม หรือนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิง&lt;br /&gt;
:::44. ใบแห้ง นำมาย้อมเส้นใย ไหม ขนสัตว์ จะให้สีน้ำตาลเหลือง&lt;br /&gt;
:::45. ดอก ใช้เข้าเครื่องยา มีกลิ่นหอม ใช้เป็นยาเย็นและยาระบาย&lt;br /&gt;
:::46. นำมาใช้ทำเป็นยาสระผม ช่วยให้ผมดกดำและป้องกันผมหงอกก่อนวัยอีกด้วย&lt;br /&gt;
:::47. มะขามป้อมเป็ลผลไม้ที่นำมาแปรรูปได้หลากหลายมาก เช่น อาหารเสริม เครื่องสำอาง ยาแก้ไอ ยาสระผม น้ำมะขามป้อม มะขามป้อมแช่อิ่ม &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''คำแนะนำ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ผู้ป่วยเบาหวานที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ควรระมัดระวังในการรับประทานมะขามป้อม&lt;br /&gt;
:::2. ควรระวังการใช้ในผู้ที่ท้องเสียง่าย เนื่องจากมะขามป้อมมีฤทธิ์เป็นยาระบาย&lt;br /&gt;
:::3. ผู้ที่มีปัญหาเลือดจาง ผู้ที่แน่นท้องบ่อย ๆ และคนขี้หนาว ไม่ควรทานมะขามป้อมในปริมาณมาก ๆ เพราะมะขามป้อมเป็นผลไม้ที่มีฤทธิ์เย็น หากกินเยอะอาจทำให้รู้สึกหนาวหรือมีอุณหภูมิในร่างกายลดลงได้ ดังนั้นผู้ที่มีอาการข้างต้นจึงควรระมัดระวังและควบคุมปริมาณการทานมะขามป้อมให้ดี หรือจะหันไปทานพวกผลไม้ที่มีฤทธิ์ร้อนแต่วิตามินซีสูง อย่าง ลำไย &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[File:youtu.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=cTd2U3o03mI|link=https://www.youtube.com/watch?v=cTd2U3o03mI]] &lt;br /&gt;
&amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=cTd2U3o03mI มะขามป้อม] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:lndian1.png]]  [[ไฟล์:lndian2.png]]  [[ไฟล์:lndian3.png]]  [[ไฟล์:lndian4.png]] &amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://healthproductsonline.net/wp-content/uploads/2019/04/มะขามป้อม.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/07/ต้นมะขามป้อม.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/07/ใบมะขามป้อม.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.bookmuey.com/images/IndianGooseberry0004.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://prayod.com/wp-content/uploads/2019/10/มะขามป้อม.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Herb</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%8B%E0%B8%A2%E0%B8%87</id>
		<title>มะเกี๋ยง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%8B%E0%B8%A2%E0%B8%87"/>
				<updated>2020-01-30T14:19:55Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Herb: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:sunrose.png|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : MYRTACEAE &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Cleistocalyx nervosum var. paniala'' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Sunrose Willow, Creeping Water Primrose &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่น ๆ''' : หว้าน้ำ, หว้าส้ม &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทางพฤกษศาสตร์'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ต้น''' : เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงใหญ่ ลำต้นสูงประมาณ 10 - 15 เมตร หรือมากกว่า ขนาดลำต้นเมื่อมีอายุมากจะมีขนาดเส้นรอบวงได้ถึง 1.5 เมตร ลำต้นแตกกิ่งมาก เปลือกลำต้นมีสีเทาหรือน้ำตาลอมเทา เปลือกแก่ด้านนอกหลุดล่อนออกเป็นแผ่น เมื่อใช้มีดสับเปลือกด้านในจะมีสีน้ำตาลอมชมพู แต่เมื่อแห้งจะมีสีน้ำตาล ส่วนเนื้อไม้ค่อนข้างแข็ง มีสีขาวนวลหรือเหลืองอ่อน และมีเสี้ยนค่อนข้างมาก &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ใบ''' : ออกเป็นใบเดี่ยวตรงข้ามกันเป็นคู่บนกิ่งย่อย จำนวน 4 - 6 คู่ ในแต่ละกิ่งย่อย ใบมีรูปรีถึงรูปหอก ขนาดใบกว้าง 8 - 10 เซนติเมตร ยาว 15 - 25 เซนติเมตร แผ่นใบ และขอบใบเรียบ ใบมีลักษณะเป็นคลื่น และเป็นมันเล็กน้อย แผ่นใบด้านบนมีสีเขียวเข้ม ส่วนด้านล่างมีสีเขียวอ่อน ก้านใบยาว 1.5 - 3 เซนติเมตร มีเส้นกลางใบด้านบนเป็นร่องตื้น ส่วนเส้นกลางใบด้านล่างนูนขึ้น มีเส้นแขนงใบแยกออกซ้ายขวาสลับกัน ข้างละ 7 - 15 เส้น ภายในใบมีจุดสีเหลืองกระจายไปทั่ว ใบอ่อน มีสีเขียวอมแดง ใบแก่มีสีเขียว &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ดอก''' : เป็นดอกสมบูรณ์เพศ แทงออกเป็นช่อ บริเวณปลายกิ่ง แต่ละกิ่งมีจำนวน 5 - 15 ช่อดอก ช่อดอกยาว 5 - 10 เซนติเมตร ช่อดอกมีดอกประมาณ 20 - 80 ดอก ดอกมีสีขาวอมเหลือง มีกลีบเลี้ยง 4 กลีบ และมีกลีบดอก 4 กลีบ ขนาด 0.35 - 0.45 เซนติเมตรมีเกสรตัวผู้ประมาณ 150 - 300 อัน มีรังไข่อยู่บริเวณฐานดอก ดอกมะเกี๋ยงจะเริ่มออกดอกในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ซึ่งเป็นช่วงหลังที่มีการแตกใบใหม่ และดอกจะบานหลังจากแทงตาดอกประมาณ 2 เดือน&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ผล''' : มีลักษณะเป็นรูปไข่คล้ายผลหว้า แต่เล็ก และป้อมกว่าเล็กน้อย ผลมีเปลือกบาง ผลอ่อนมีสีเขียวอมเหลือง และค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมชมพู ต่อมาเป็นสีแดงเมื่อห่าม เมื่อสุกเป็นสีแดงม่วง และสุกมากเป็นสีดำ ขนาดผลประมาณ 1 - 2 เซนติเมตร ยาวประมาณ 1.5 - 2.5 เซนติเมตร เนื้อผลมีสีขาว หนาประมาณ 3 - 5 มิลลิเมตร เมื่อรับประทานจะให้รสเปรี้ยวอมฟาดเล็กน้อย และมีกลิ่นหอม ตรงกลางผลมีเมล็ด 1 เมล็ด ผลมะเกี๋ยงเริ่มสุก หลังดอกบาน ประมาณเกือบ 3 เดือน และสามารถเก็บผลได้ในช่วงเดือนมิถุนายน-กันยายน มีผลต่อช่อประมาณ 5 - 10 ผล และจะเริ่มติดผลได้เมื่อต้นมีอายุประมาณ 3 - 5 ปี&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''การขยายพันธุ์''' : ได้โดยการเพาะเมล็ด และการตอนกิ่ง แต่ในปัจจุบันนิยมใช้วิธีเพาะเมล็ดมากกว่า เพราะมะเกี๋ยงเป็นไม้ยืนต้นที่มีความสูงกว่า 10 เมตร ผู้ที่ปลูกจึงต้องการให้ต้นมะเกี๋ยงมีรากแก้วที่ยึดเกาะแน่นไม่ล้มง่าย ส่วนวิธีการปลูกก็สามารถทำได้ เช่นเดียวกับการปลูกไม้ยืนต้นชนิดอื่นๆ &amp;lt;br&amp;gt; &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. สารในกลุ่มต่างของผลมะเกี๋ยงออกฤทธิ์จับกับสารกระตุ้นการเกิดมะเร็ง ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งได้&lt;br /&gt;
:::2. สารสกัดจากผลมะเกี๋ยงช่วยในการลดริ้วรอย ลดฝ้า และจุดด่างดำ การใช้ง่ายๆด้วยการนำผลมะเกี๋ยงมาฝานเป็นแผ่นใช้ทาบริเวณจุดด่างดำเป็นประจำ&lt;br /&gt;
:::3. ผลมะเกี๋ยงมีสารต้านอนุมูลอิสระจำนวนมาก ช่วยลดการเสื่อมของเซลล์ ช่วยชะลอความแก่&lt;br /&gt;
:::4. ผลมะเกี๋ยงมีแคลเซียมสูง ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน และช่วยให้ฟันแข็งแรง&lt;br /&gt;
:::5. แคลเซียมช่วยควบคุมการหดตัว ลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ&lt;br /&gt;
:::6. แคลเซียมช่วยการทำงานของหัวใจให้เป็นปกติ&lt;br /&gt;
:::7. วิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตา&lt;br /&gt;
:::8. วิตามินบี 1 ช่วยบำรุงประสาท และป้องกันโรคเหน็บชา&lt;br /&gt;
:::9. วิตามินบี 2 ช่วยป้องกันโรคปากนกกระจอก&lt;br /&gt;
:::10. วิตามินอีช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจ&lt;br /&gt;
:::11. วิตามินอีช่วยป้องกันโรคต้อกระจก&lt;br /&gt;
:::12. วิตามินอีช่วยป้องกันโรคข้ออักเสบ ชะลอการแก่ก่อนวัย&lt;br /&gt;
:::13.  วิตามินอีป้องกันโรคพาร์กินสัน&lt;br /&gt;
:::14. วิตามินอีช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบเซลล์ประสาท&lt;br /&gt;
:::15. วิตามินอีช่วยให้เลือดแข็งตัว&lt;br /&gt;
:::16. วิตามินซีเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้ทำงานผิดปกติ&lt;br /&gt;
:::17. วิตามินซีช่วยป้องกันการเป็นโรคลักปิดลักเปิด&lt;br /&gt;
:::18. นำเปลือกมาต้มน้ำดื่มแก้อาการท้องเสีย&lt;br /&gt;
:::19. น้ำต้มจากเปลือกใช้อาบแก้โรคผิวหนัง&lt;br /&gt;
:::20. นำเปลือกที่ถากจากต้นใหม่ๆทาแผล ช่วยรักษาแผลให้หายเร็ว &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ผลมะเกี๋ยงใช้รับประทานเป็นผลไม้ ให้รสเปรี้ยวอมหวาน&lt;br /&gt;
:::2. ผลดิบมะเกี๋ยงนำมาใส่อาหารประเภทต้มยำ ให้รสเปรี้ยวจัดจ้าน&lt;br /&gt;
:::3. ผลมะเกี๋ยงใช้แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อาหาร &lt;br /&gt;
:::4. ผลมะเกี๋ยงใช้สกัดทำสีผสมอาหาร ซึ่งให้สีม่วงแดง&lt;br /&gt;
:::5. ใบมะเกี๋ยงนำมาต้มเป็นน้ำย้อมผ้า ให้สีน้ำตาลอ่อนหรือน้ำตาลเข้ม&lt;br /&gt;
:::6. เปลือกมะเกี๋ยงนำมาต้มน้ำย้อมผ้า ให้สีน้ำตาลอมแดง&lt;br /&gt;
:::7. เมล็ดมะเกี๋ยงใช้สกัดน้ำมันสำหรับใช้ประกอบอาหารหรือใช้เป็นส่วนผสมเครื่องสำอาง และน้ำหอม&lt;br /&gt;
:::8. เนื้อไม้มะเกี๋ยงมีลักษณะค่อนข้างแข็ง ใช้แปรรูปเป็นไม้ปูพื้น ไม้ชายคา ไม่วงกบ รวมถึงแปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ&lt;br /&gt;
:::9. กิ่งนำมาทำเป็นฟืน&lt;br /&gt;
:::10. ต้นมะเกี๋ยงตามป่าหรือหัวไร่ปลายนาเป็นประโยชน์ต่อสัตว์ป่าในด้านเป็นแหล่งอาหารสำคัญ&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''คำแนะนำ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. สำหรับการรับประทานผลสุกแบบสดๆ ของมะเกี๋ยง หรือรับประทานในรูปแบบอาหารน่าจะมีประโยชน์และความปลอดภัยมากกว่าการบริโภคแบบแปรรูปอื่น ๆ แต่อย่างไรก็ตาม หากรับประทานมากจนเกินไปอาจทำให้ท้องเสีย หรือท้องเดินได้ เพราะผลสุกของมะเกี๋ยงมีรสเปรี้ยวผสมอยู่ ส่วนการรับประทานเพื่อหวังผลในการรักษาป้องกันโรค ควรรับประทานแต่พอดี ไม่ควรใช้เกินขนาดที่ระบุไว้ในตำรายาต่างๆ และไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจนเกินไปเพาะอาจส่งผลต่อสุขภาพได้ &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[File:youtu.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=8vjukC7dEJ0|link=https://www.youtube.com/watch?v=8vjukC7dEJ0]] &lt;br /&gt;
&amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=8vjukC7dEJ0 มะเกี๋ยง] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:sunrose1.png]]  [[ไฟล์:sunrose2.png]]  [[ไฟล์:sunrose3.png]]  [[ไฟล์:sunrose4.png]] &amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://puechkaset.com/wp-content/uploads/2016/06/มะเก๋ยง.png&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://f.ptcdn.info/311/043/000/o8cjpfmtvQ116wTPbE5-o.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://puechkaset.com/wp-content/uploads/2016/06/ใบมะเกี๋ยง.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://puechkaset.com/wp-content/uploads/2016/06/ดอกมะเกี๋ยง.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://puechkaset.com/wp-content/uploads/2016/06/ผลมะเกี๋ยง.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Herb</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%81</id>
		<title>มะกอก</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%81"/>
				<updated>2020-01-30T14:18:11Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Herb: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:hog-plum.png|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : ANACARDIACEAE &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Spondias pinnata (L. f.) Kurz'' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Hog plum, Wild Mango &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่น ๆ''' : กูก, กอกกุก, กอกเขา, ไพแซ, กอกหมอง, กราไพ้ย, ไพ้ย, ตะผร่าเหมาะ, กอกป่า, มะกอกไทย, มะกอกป่า, สือก้วยโหยว, โค่ยพล่าละ, แผละค้อก, เพี๊ยะค๊อก, ลำปูนล, ตุ๊ดกุ๊ก, ไฮ่บิ้ง&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทางพฤกษศาสตร์'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ต้น''' : มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทยด้วย โดยจัดเป็นไม้ยืนต้นผลัดใบ มีความสูงของต้นประมาณ 15 - 25 เมตร ลำต้นตั้งตรงและมีลักษณะกลม เรือนยอดเป็นพุ่มกลม แตกกิ่งก้านโปร่ง กิ่งมักห้อยลง เปลือกต้นเป็นสีเทา เปลือกหนาเรียบ มีปุ่มปมบ้างเล็กน้อย และมีรูอากาศตามลำต้น กิ่งอ่อนมีรอยแผลการหลุดร่วงของใบ ตามเปลือก ใบ และผลมีกลิ่นหอม มักพบขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ป่าแดง และป่าดิบแล้งทุกภาคของประเทศไทย &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ใบ''' : เป็นใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียว ปลายใบคี่ ออกเรียงสลับ มีใบย่อยประมาณ 4 - 6 คู่ โดยจะออกเป็นคู่ ๆ ตรงข้ามกัน หรือเยื้องกันเล็กน้อย ลักษณะของใบเป็นรูปขอบขนาน ปลายใบแหลมหรือเป็นติ่งแหลม โคนใบมนเบี้ยวหรือขอบไม่เท่ากัน ส่วนขอบใบเรียบ มีขนาดกว้างประมาณ 3 - 4 เซนติเมตร และยาวประมาณ 7 - 12 เซนติเมตร แผ่นใบค่อนข้างนุ่ม ใบอ่อนเป็นสีน้ำตาลแดง เนื้อใบหนาเป็นมัน หลังใบเรียบเกลี้ยง ส่วนท้องใบเรียบ มีก้านใบร่วมยาวประมาณ 12 - 16 เซนติเมตร &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ดอก''' : เป็นแบบแยกเพศแต่อยู่บนต้นเดียวกัน โดยจะออกเป็นช่อแบบแยกแขนงที่ปลายกิ่งหรือออกตามซอกใบ มีดอกย่อยจำนวนมากและมีขนาดเล็ก ดอกย่อยเป็นสีครีม มีกลีบดอกสีขาว 5 กลีบ กลีบดอกเป็นรูปรี ปลายกลีบดอกแหลม มีขนาดประมาณ 4 มิลลิเมตร ส่วนกลีบเลี้ยงดอกมี 5 กลีบ ลักษณะเป็นรูปถ้วย ปลายแยกเป็นแฉก 5 แฉก โดยจะออกดอกในช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ผล''' : เป็นผลสดแบบมีเนื้อ ฉ่ำน้ำ ลักษณะของผลเป็นรูปไข่ มีขนาดกว้างประมาณ 2.5 - 3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3 - 5 เซนติเมตร ผลอ่อนเป็นสีเขียว ส่วนผลแก่เป็นสีเหลืองอมสีเขียวถึงสีเหลืองอ่อน ประไปด้วยจุดสีเหลืองและดำ มีรสเปรี้ยวจัด ภายในผลมีเมล็ดเดี่ยวขนาดใหญ่และแข็งมาก ผิวเมล็ดเป็นเสี้ยนและขรุขระ&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''การขยายพันธุ์''' : การเพาะเมล็ด การตอน และการปักชำ แต่ส่วนมากนิยมใช้การเพาะเมล็ดเป็นหลัก เพราะทำให้ได้ต้นใหญ่ ปริมาณผลมาก และอายุยืนยาว เหมาะสำหรับปลูกตามหัวไร่ปลายนา ส่วนการตอน และการปักชำ ไม่เป็นที่นิยมนัก เพราะติดรากยาก เนื่องจากเป็นไม้เนื้ออ่อน และการแตกกิ่งน้อย รวมถึงอายุต้นได้ไม่กี่ปี แต่มีข้อดี คือ ติดผลเร็ว และลำต้นไม่สูงมาก เหมาะสำหรับปลูกบริเวณพื้นที่จำกัด &amp;lt;br&amp;gt; &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. เปลือกต้น ใบ และผล ใช้กินเป็นยาบำรุงธาตุในร่างกาย (เปลือกต้น, ใบ, ผล)&lt;br /&gt;
:::2. เนื้อในผลมีสรรพคุณช่วยแก้ธาตุพิการ เพราะน้ำดีไม่ปกติและกระเพาะอาหารพิการ (เนื้อในผล)&lt;br /&gt;
:::3. ผลมีรสเปรี้ยวอมหวาน สรรพคุณช่วยแก้โรคขาดแคลเซียมได้ (ผล)&lt;br /&gt;
:::4. เปลือกต้นมีรสฝาดเย็นเปรี้ยว มีสรรพคุณช่วยดับพิษกาฬ (เปลือกต้น)&lt;br /&gt;
:::5. ใบมีรสฝาดเปรียว นำมาคั้นเอาน้ำใช้หยอดหู แก้หูอักเสบ แก้อาการปวดหู (ใบ)&lt;br /&gt;
:::6. รากมีรสฝาดเย็น สรรพคุณเป็นยาแก้ร้อนใน กระหายน้ำ ช่วยทำให้ชุ่มคอ (ราก, เปลือกต้น, ใบ, ผล) เมล็ดนำมาเผาไฟ แช่กับน้ำดื่มเป็นยาแก้ร้อนในกระหายน้ำ ทำให้ชุ่มคอ (เมล็ด) ส่วนเปลือกต้นก็มีสรรพคุณช่วยแก้ร้อนในเช่นกัน (เปลือกต้น)&lt;br /&gt;
:::7. ผลมีรสเปรี้ยวอมหวาน เป็นยาฝาดสมาน ช่วยแก้เลือดออกตามไรฟันได้ เพราะมีวิตามินซีสูง (เปลือกต้น, ใบ, ผล)&lt;br /&gt;
:::8. ช่วยแก้อาเจียน (เปลือกต้น)&lt;br /&gt;
:::9. ช่วยแก้อาการสะอึก (เปลือกต้น, เมล็ด)&lt;br /&gt;
:::10. เมล็ดนำมาเผาไฟ สุมแก้หอบ (เมล็ด)[2] ส่วนผล ใบ และเปลือกต้นก็มีสรรพคุณแก้หอบได้เช่นกัน (เปลือกต้น, ใบ, ผล)&lt;br /&gt;
:::11. เปลือกต้นและแก่นเป็นยาแก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ (เปลือกต้น, แก่น)&lt;br /&gt;
:::12. ใบมีสรรพคุณช่วยแก้อาการปวดท้อง (ใบ)&lt;br /&gt;
:::13. ใบใช้เคี้ยวกินแก้อาการท้องเสีย (ใบ)&lt;br /&gt;
:::14. ช่วยแก้บิดปวดมวนท้อง แก้ท้องเสีย และโรคที่เกี่ยวกับลำไส้ (เปลือกต้น) ส่วนผลหรือเนื้อในผลมีสรรพคุณเป็นยาแก้บิด (เนื้อในผล)&lt;br /&gt;
:::15. รากมีสรรพคุณเป็นยาขับปัสสาวะ (ราก) บ้างว่าใช้เมล็ดนำมาสุมไฟ แช่กับน้ำดื่มเป็นยาขับปัสสาวะ (เมล็ด)&lt;br /&gt;
:::16. ช่วยแก้ดีพิการ (ผล)&lt;br /&gt;
:::17. เปลือกต้นมีสรรพคุณช่วยในการสมานแผล มีกลิ่นหอม ฝาดสมาน และเป็นยาเย็น (เปลือกต้น) ส่วนใบก็มีฤทธิ์เป็นยาฝาดสมานเช่นกัน (ใบ)&lt;br /&gt;
:::18. เปลือกนำมาป่นให้เป็นผง ผสมกับน้ำ ใช้ทาแก้โรคปวดตามข้อ (เปลือก)&lt;br /&gt;
:::19. ส่วนบางข้อมูลระบุว่า ผลมีสรรพคุณแก้ไข้หวัดทุกชนิด แก้โรคน้ำกัดเท้า โรคขาดธาตุปูน ทำเป็นยาอาบห้ามละลอก เปลือกต้นมีสรรพคุณรักษาแผลพุพอง ดับพิษไข้ ทำเป็นยาอาบห้ามละลอก ส่วนรากเป็นยาแก้ไข้ท้องร่วง แก้บิดมูกเลือด แก้พิษสำแดงจากการกินของแสลงที่เป็นพิษ&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ผลใช้รับประทานเป็นผลไม้ได้ ส่วนผลสุกจะนิยมนำมาใส่ส้มตำ น้ำพริก ยำ และใช้ประกอบอาหารอื่น ๆ ที่ต้องการรสเปรี้ยว โดยจะมีรสเปรี้ยวและฝาดเล็กน้อย นอกจากนี้เนื้อในของผลสุกยังสามารถนำมาใช้ทำน้ำผลไม้หรือทำเป็นเครื่องดื่มได้อีกด้วย โดยนำมาปอกเปลือกออกฝานเอาแต่เนื้อไปเข้าเครื่องปั่น เติมน้ำเชื่อมให้มีรสหวานตามชอบใจ ก็จะได้น้ำมะกอกปั่นที่มีกลิ่นและรสชาติอร่อยไม่เหมือนใคร อีกทั้งยังอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ อีกด้วย&lt;br /&gt;
:::2. ผลมะกอกมีสารต้านมะเร็งและสารต้านอนุมูลอิสระสูง โดยคุณค่าทางโภชนาการของยอดอ่อนมะกอกต่อ 100 กรัม ประกอบไปด้วย พลังงาน 46 กิโลแคลอรี, ใยอาหาร 16.7 กรัม, เบตาแคโรทีน 2,017 ไมโครกรัม, วิตามินเอ 337 ไมโครกรัม, วิตามินซี 53 มิลลิกรัม, แคลเซียม 49 มิลลิกรัม&lt;br /&gt;
:::3. ผลยังใช้เป็นอาหารของสัตว์ป่าได้เป็นอย่างดี นายพรานป่ามักจะเฝ้าต้นมะกอกเพื่อรอส่องสัตว์ป่าที่เข้ามากินผลมะกอกที่ร่วงอยู่บนพื้น&lt;br /&gt;
:::4. ยอดอ่อนใช้รับประทานเป็นผักได้ โดยใช้รับประทานทั้งสุกและดิบร่วมกับน้ำพริก ลาบ ส้มตำ น้ำตก และอาหารประเภทยำที่มีรสจัด (ชาวเหนือนิยมนำมาสับผสมลงไปในลาบ เพื่อช่วยให้รสชาติไม่เลี่ยนและอร่อยขึ้น) ส่วนช่อดอกมะกอกใช้กินแบบดิบ ๆ ส่วนชาวปะหล่องจะใช้เปลือกต้นขูดเป็นฝอยแล้วนำมาใส่ลาบกิน&lt;br /&gt;
:::5. ใบมีกลิ่นหอม นอกจากจะใช้เป็นผักจิ้มแล้วยังใช้แต่งกลิ่นอาหารได้&lt;br /&gt;
:::6. ยางจากต้นมีลักษณะใสเป็นสีน้ำตาลปนแดง ไม่ละลายน้ำ แต่จะเกิดเป็นเมือก สามารถนำมาใช้ติดของ และทำให้เยื่อเมือกอ่อนนุ่ม&lt;br /&gt;
:::7. เนื้อไม้มะกอกเป็นไม้เนื้ออ่อน สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่น ทำไม้จิ้มฟัน ทำกล่องไม้ขีด ทำกล่องใส่ของ หีบศพ ฯลฯ บางข้อมูลระบุว่าสามารถนำมาใช้ในงานก่อสร้างบ้านได้ &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''คำแนะนำ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. สารสกัดจากเมล็ดมะกอกด้วยแอลกอฮอล์ไม่มีฤทธิ์ลดไข้ ลดการบีบตัวของลำไส้ หรือลดความดันโลหิตในสัตว์ทดลอง &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[File:youtu.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=lh2xH6OllQY|link=https://www.youtube.com/watch?v=lh2xH6OllQY]] &lt;br /&gt;
&amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=lh2xH6OllQY มะกอก] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:hog-plum1.png]]  [[ไฟล์:hog-plum2.png]]  [[ไฟล์:hog-plum3.png]]  [[ไฟล์:hog-plum4.png]] &amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/07/มะกอก.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/07/ต้นมะกอก.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/07/ใบมะกอก.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/07/ดอกมะกอกป่า.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/07/ผลมะกอกป่า.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Herb</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%B3%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B9</id>
		<title>มะกล่ำตาหนู</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%88%E0%B8%B3%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B9"/>
				<updated>2020-01-30T14:16:42Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Herb: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:prayer-beads.png|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Abrus precatorius L.'' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : American pea, Buddhist rosary bean, Crab's eye, Crab's eye vine, Indian bead, Jequirity bean, Seminole bead, Prayer beads, Precatory bean, Rosary Pea, lucky bean, Weather plant, Wild licorice &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่น ๆ''' : กล่ำตาไก่, กล่ำเครือ, มะกล่ำแดง, มะกล่ำเครือ, มะแค้ก, มะแค๊ก, เกมกรอม, มะขามเถา, ไม้ไฟ, กล่ำเครือ, ก่ำเครือ, กล่ำตาไก่, ก่ำตาไก่, ตากล่ำ, มะกล่ําเครือ, หมากกล่ำตาแดง, ชะเอมเทศ, ตากล่ำ, มะกล่ำตาหนู, เกรมกรอม, โทวกำเช่า, เซียงจือจี้, เซียงซือจื่อ, เซียงซัวโต้ว, มะกล่ำดำ, ตาดำตาแดง&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทางพฤกษศาสตร์'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ต้น''' : มีเขตการกระจายพันธุ์ตั้งแต่อินเดียไปจนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยจัดเป็นไม้เถาเลื้อยมีอายุได้หลายปี มีความสูงของต้นได้ถึง 5 เมตร โดยจัดเป็นไม้เถาเนื้ออ่อนสีเขียวขนาดเล็ก เถามีลักษณะกลมเล็กเรียวและมีขนสีขาวขึ้นปกคลุม ที่โคนเถาช่วงล่างจะแข็งและมีขนาดใหญ่ ขยายพันธุ์โดยการใช้เมล็ด เจริญเติบโตได้ดีในดินทุกประเภท เป็นพรรณไม้ที่ชอบขึ้นตามบริเวณที่มีความชื้น มักพบขึ้นทั่วไปตามป่าเปิดหรือในที่โล่ง ที่รกร้าง ป่าตามทุ่งนา หรือตามป่าเต็งรัง&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ใบ''' : เป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคู่ออกเรียงสลับ ในก้านหนึ่งจะมีใบย่อประมาณ 8 - 20 คู่ ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปรีแกมรูปขอบขนาน ปลายใบมน มีหนามขนาดเล็กติดอยู่ โคนใบมน ส่วนขอบใบเรียบขนาน ใบมีขนาดกว้างประมาณ 3 - 8 มิลลิเมตรและยาวประมาณ 5 - 20 มิลลิเมตร แผ่นใบเรียบ หลังใบมีขนปกคลุม ส่วนท้องใบมีขนเล็กน้อย และมีหูใบ &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ดอก''' : ออกดอกเป็นช่อแบบช่อกระจะ โดยจะออกตามซอกใบ ยาวประมาณ 2.5 - 12 เซนติเมตร ก้านช่อดอกใหญ่ นิ่ม และมีขนปกคลุม ยาวได้ประมาณ 9 มิลลิเมตร กลีบเลี้ยงดอกเป็นสีเขียวหรือสีม่วงอ่อน เชื่อมติดกัน ส่วนปลายแยกเป็นแฉก 5 แฉก ส่วนกลีบดอกมีรอยหยัก 4 รอย เป็นสีเขียวอมเหลือง ผิวนอกมีขนปกคลุม กลีบดอกด้านล่างจะใหญ่กว่ากลีบดอกด้านบน และจะอัดกันแน่นติดอยู่ในช่อเดียวกัน ดอกเป็นรูปดอกถั่ว กลีบดอกเป็นสีชมพูแกมสีม่วง ดอกมีขนาดเล็ก ยาวประมาณ 3 มิลลิเมตร กลีบกลางเป็นรูปไข่กลับ ส่วนกลีบคู่ด้านข้างเป็นรูปขอบขนาน และกลีบคู่ด้านล่างเป็นรูปไข่แกมรูปขอบขนาน ดอกมีเกสรเพศผู้ 9 ก้าน เกสรเพศเมียมีรังไข่เป็นรูปขอบขนาน มีขน ติดกันเป็นกระจุก มีใบประดับเป็นรูปหอก ใบประดับย่อยเป็นรูปแถบแกมรูปขอบขนาน ปลายแหลม โดยจะออกดอกในช่วงเดือนกันยายนถึงเดือนธันวาคม&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ผล''' : ออกผลเป็นฝัก ลักษณะของฝักเป็นรูปกระบอกแกมรูปไข่ โดยจะออกเป็นพวง ๆ ฝักมีลักษณะแบนยาว ปลายฝักแหลม มีขนาดกว้างประมาณ 1.2 - 1.4 เซนติเมตรและยาวได้ประมาณ 2 - 4.5 เซนติเมตร ฝักมีขนสีน้ำตาล เปลือกฝักเหนียว ฝักอ่อนเป็นสีเขียว ส่วนฝักแก่แตกได้ตามแนวยาว ภายในฝักมีเมล็ดประมาณ 3 - 6 เมล็ด ลักษณะของเมล็ดเป็นรูปกลมรี มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 3 - 5 มิลลิเมตร เมล็ดเป็นสีแดง บริเวณขั้วมีแถบสีดำ ผิวเรียบเงามัน &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''การขยายพันธุ์''' :  &amp;lt;br&amp;gt; &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ใบมีรสหวานใช้ชงกับน้ำดื่มแทนน้ำชา จะช่วยแก้อาการร้อนในกระหายน้ำได้ (ใบ) ส่วนเถาและรากก็เป็นยาแก้ร้อนในกระหายน้ำเช่นกัน (เถาและราก)&lt;br /&gt;
:::2. เถาและรากมีรสจืด ชุ่ม เป็นยาสุขุม ไม่มีพิษ เป็นยาขับพิษร้อน (เถาและราก)&lt;br /&gt;
:::3. ใบใช้ต้มกับน้ำดื่มแก้อาการเจ็บคอ แก้หลอดลมอักเสบ แก้ไอ (ใบ) รากแก้เจ็บคอ ไอแห้ง (บ้างว่าใช้แก้เผื่อซางได้ด้วย) ด้วยการใช้รากแห้งประมาณ 10 - 15 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทาน (ราก) ส่วนเถาและรากแก้หลอดลมอักเสบ (เถาและราก)&lt;br /&gt;
:::4. รากมีรสเปรี้ยวขื่น เป็นยาแก้ไอ แก้หวัด แก้ไอแห้ง เสียงแห้ง กล่องเสียอักเสบ ตำรายาไทยจะใช้รากนำมาชงกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ไอและหวัด (ราก) ส่วนเถาและรากช่วยแก้ไอหวัด ไอแห้ง แก้คออักเสบ คอบวม คอเจ็บ แก้เสียงแห้ง ด้วยการใช้เถาและรากแห้งประมาณ 10 - 15 กรัมนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยา (เถาและราก)&lt;br /&gt;
:::5. ช่วยแก้อาเจียน (เถาและราก)&lt;br /&gt;
:::6. เถาและรากนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้หืด (เถาและราก)&lt;br /&gt;
:::7. ใบนำมาต้มกับน้ำดื่มจะช่วยกระตุ้นน้ำลาย (ใบ)&lt;br /&gt;
:::8. ช่วยขับเสมหะ กัดเสมหะ (ราก, เถาและราก)&lt;br /&gt;
:::9. ช่วยแก้สะอึก (ราก)&lt;br /&gt;
:::10. ช่วยหล่อลื่นปอด (เถาและราก)&lt;br /&gt;
:::11. รากใช้เป็นยาขับปัสสาวะ ด้วยการใช้รากแห้งประมาณ 10-15 กรัม นำมาต้มกับน้ำดื่ม (ราก, เถาและราก, ใบ)&lt;br /&gt;
:::12. ช่วยแก้ตับอักเสบ (เถาและราก, ใบ)&lt;br /&gt;
:::13. ช่วยแก้ดีซ่าน (เถาและราก)&lt;br /&gt;
:::14. เมล็ดมะกล่ําตาหนูมีพิษ ใช้ได้เฉพาะเป็นยาทาภายนอก โดยจะมีรสเผ็ดเมาเบื่อ ให้ใช้เมล็ดแห้งนำมาบดให้ละเอียดผสมกับน้ำมันพืช น้ำ น้ำมันมะพร้าว หรือเกลือ ใช้พอกหรือทาแก้โรคผิวหนัง ฆ่าเชื้อบริเวณผิวหนัง กลากเกลื้อน หิด ฝีมีหนอง ฆ่าพยาธิผิวหนัง และแก้อาการบวมอักเสบได้ (เมล็ด)&lt;br /&gt;
:::15. ใบใช้ตำพอกแก้ปวดบวม แก้อักเสบ หรือนำมาตำให้ละเอียดผสมกับน้ำผึ้งหรือน้ำมันพืชก่อนนำมาใช้พอก (ใบ)&lt;br /&gt;
:::16. ใบใช้ต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้อาการปวดบวมตามข้อ ปวดตามแนวประสาท (ใบ)&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. เมล็ดสามารถนำมาใช้ร้อยเป็นสร้อยสำหรับสวมคอและข้อมือได้&lt;br /&gt;
:::2. ใบใช้ตำพอกเพื่อแก้จุดด่างดำบนใบหน้าได้&lt;br /&gt;
:::3. ในประเทศอินเดียมีการนำสาร Glycyrrhizic มาใช้เป็นสารหวานแทนชะเอม&lt;br /&gt;
:::4. เมล็ดมีพิษใช้ทำเป็นยาฆ่าแมลงได้ ด้วยการใช้เมล็ดมะกล่ำตาหนูนำมาบดให้ละเอียด แช่ในน้ำ 1 ลิตรทิ้งไว้ 1 คืน แล้วนำมากรองเอากากออก แล้วนำน้ำหมักเข้มข้นที่กรองได้มาผสมกับน้ำสะอาดอีก 20 ลิตร แล้วนำไปใช้ฉีดพ่นกำจัดแมลงศัตรูพืชในแปลงผักต่อไป ส่วนอีกวิธีให้ใช้เมล็ดบดผง 1 กิโลกรัมผสมกับแอลกอฮอล์ 95% ปริมาณ 5 ลิตร ปิดฝาภาชนะแล้วหมักไว้นาน 24 ชั่วโมง ส่วนอัตราการนำไปใช้ ให้ใช้สารสกัด 1 ลิตรต่อน้ำ 180 ลิตร นำไปฉีดพ่นในนาข้าว จะสามารถป้องกันและกำจัดเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้ หากต้องการเพิ่มประสิทธิภาพของสารควรผสมหางไหลและหนอนตายหยากที่บดเป็นผงแล้ว เพื่อทำให้ฤทธิ์ในการกำจัดแมลงศัตรูพืชมีมากขึ้น&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''คำแนะนำ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. เมล็ดมะกล่ำตาหนูมีพิษมาก ห้ามนำมาเคี้ยวรับประทานเด็ดขาด หากนำมาเคี้ยวรับประทานเพียง 1 - 2 เมล็ดจะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน มีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง ตับและไตถูกทำลาย ทำให้ชักและเสียชีวิตได้ และควรปฐมพยาบาลโดยการทำให้อาเจียนและรีบนำส่งโรงพยาบาล แต่ถ้ากลืนไปทั้งเมล็ดจะไม่เป็นพิษ เพราะเปลือกแข็งไม่ถูกย่อยในทางเดินอาหาร แต่ถ้าขบหรือเคี้ยวเมล็ดให้แตกและรับประทานเพียง 1 - 2 เมล็ดจะเป็นพิษถึงตาย ยิ่งถ้าเป็นเมล็ดอ่อนเปลือกจะยิ่งบางและมีอันตรายมากกว่า&lt;br /&gt;
:::2. เมล็ดในปริมาณเพียง 0.5 มิลลิกรัมก็สามารถทำให้เกิดอาการเป็นพิษได้ หากได้รับพิษในช่วงแรกจะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย ร่างกายมีอุณหภูมิสูงขึ้นแล้วจะลดลงอย่างรวดเร็ว และจะพบโปรตีนในปัสสาวะ หากได้รับพิษในปริมาณมากจะมีอาการชักจนเสียชีวิต การแก้พิษเบื้องต้นให้ใช้ชะเอม 10 - 20 กรัมและดอกสายน้ำผึ้ง 15 กรัม นำมารวมกันต้มกับน้ำรับประทานและรีบนำส่งโรงพยาบาล&lt;br /&gt;
:::3. สารพิษ Abrin นี้เมื่อถูกความร้อนจะสลายตัวได้ง่าย แต่จะคงทนเมื่ออยู่ในทางเดินอาหาร ในขนาดเพียง 0.01 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม หรือรับประทานเพียง 1 เมล็ดก็สามารถทำให้เสียชีวิตได้ หากสารพิษถูกผิวหนังอาจทำให้เกิดผื่นคัน และหากเข้าตาจะทำให้เกิดอาการระคายเคืองและอาจถึงขั้นตาบอดได้ &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[File:youtu.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=LXDm_0r17dw|link=https://www.youtube.com/watch?v=LXDm_0r17dw]] &lt;br /&gt;
&amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=LXDm_0r17dw มะกล่ำตาหนู] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:prayer-beads1.png]]  [[ไฟล์:prayer-beads2.png]]  [[ไฟล์:prayer-beads3.png]]  [[ไฟล์:prayer-beads4.png]] &amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2014/05/มะกล่ําตาหนู.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2014/05/ต้นมะกล่ำเครือ.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2014/05/ต้นมะกล่ำตาหนู.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2014/05/ดอกมะกล่ำตาหนู.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2014/05/ผลมะกล่ำตาหนู.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Herb</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%94</id>
		<title>มะกรูด</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%94"/>
				<updated>2020-01-30T14:15:26Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Herb: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:kaffir-lime.png|right]] &lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : RUTACEAE &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Citrus hystrix DC.'' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Kaffir lime, Leech lime, Mauritius papeda &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่น ๆ''' : มะขู, มะขุน มะขูด, ส้มกรูด, ส้มมั่วผี &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทางพฤกษศาสตร์'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ต้น''' : เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก เป็นไม้เนื้อแข็ง ลำต้นและกิ่งมีหนามยาวเล็กน้อย  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ใบ''' : ใบเป็นใบประกอบชนิดลดรูป มีใบย่อย 1 ใบ เรียงสลับ รูปไข่ คือมีลักษณะคล้ายกับใบไม้ 2 ใบ ต่อกันอยู่ คอดกิ่วที่กลางใบเป็นตอน ๆ มีก้านแผ่ออกใหญ่เท่ากับแผ่นใบ ทำให้เห็นใบเป็น 2 ตอน กว้าง 2.5 - 4 เซนติเมตร ยาว 4 - 7 เซนติเมตร ใบสีเขียวแก่พื้นผิวใบเรียบเกลี้ยง เป็นมัน ค่อนข้างหนา มีกลิ่นหอมมากเพราะมีต่อมน้ำมันอยู่ โดยใบด้านบนสีเข้ม ใต้ใบสีอ่อน &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ดอก''' : ออกเป็นกระจุก 3 - 5 ดอก กลีบดอกสีขาว เกสรสีเหลือง ร่วงง่าย มีกลิ่นหอม &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ผล''' : มีผลสีเขียวเข้มคล้ายมะนาวผิวเปลือกนอกขรุขระ ขั้วหัวท้ายของผลเป็นจุก ผลมีต่อมน้ำมันกระจายอยู่ที่ผิว (hesperidium) ผลอ่อนมีเป็นสีเขียวแก่ เมื่อผลสุกจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองสด พันธุ์ที่มีผลเล็ก ผิวจะขรุขระน้อยกว่าและไม่มีจุกที่ขั้ว ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก ๆ &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''การขยายพันธุ์''' : สามารถทำได้โดยการเพาะเมล็ด ตอนกิ่งหรือทาบกิ่ง มะกรูดชอบดินร่วนปนทรายที่มีการระบายน้ำดี ชอบแดดจัดจนถึงแดดปานกลาง ระยะปลูก 5 x 5 เมตร โดยขุดหลุมปลุกขนาด 50 x 50 x 50 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก นำต้นกล้าปลูกลงในหลุมที่เตรียมไว้ หลังจากนั้นกดดินให้แน่นพอสมควร แล้วรดน้ำให้ชุ่ม ควรพรางแสงให้ต้นกล้าในระยะแรก นิยมปลูกในช่วงฤดูฝน หมั่นตัดแต่งกิ่ง เพื่อที่จะได้กิ่งที่แตกออกมาใหม่ เมื่อต้องการให้ออกดอกติดผลให้ใส่ปุ๋ยสูตร 8 - 24 - 24 โดยงดน้ำก่อนใส่ปุ๋ยเร่งดอกประมาณ 1 เดือน การเก็บใบมักตัดทั้งยอดเมื่อใบคลี่กางเต็มที่ ส่วนผลจะเก็บเกี่ยวเมื่อผลโตเต็มที่ &amp;lt;br&amp;gt; &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. มะกรูดมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรงและต้านทานโรค&lt;br /&gt;
:::2. ช่วยทำให้เจริญอาหาร&lt;br /&gt;
:::3. น้ำมันหอมระเหยจากมะกรูดมีสรรพคุณช่วยผ่อนคลายความเครียด คลายความกังวล ทำให้จิตใจสงบนิ่ง ด้วยการสูดดมผิวมะกรูดหรือน้ำมันมะกรูดจะช่วยได้ระดับหนึ่ง แต่การใช้ไม่ควรจะใช้ความเข้มข้นมากกว่า 1% เพราะอาจจะทำให้เกิดการระคายเคืองได้&lt;br /&gt;
:::4. ช่วยแก้อาการนอนไม่หลับ ด้วยการใช้ผิวมะกรูด รากชะเอม ไพล เฉียงพร้า ขมิ้นอ้อย ในปริมาณเท่ากัน นำมาบดเป็นผง นำมาชงละลายน้ำร้อนหรือต้มเป็นน้ำดื่ม&lt;br /&gt;
:::5. ใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ ด้วยการใช้ผิวมะกรูดสดฝานเป็นชิ้นเล็ก ๆ ประมาณ 1 ช้อนแกง เติมการบูรหรือพิมเสน 1 หยิบมือ ชงด้วยน้ำเดือด แช่ทิ้งไว้ แล้วนำน้ำที่ได้มาดื่ม 1 - 2 ครั้ง (เปลือกผล)&lt;br /&gt;
:::6. ช่วยแก้ลม หน้ามืด วิงเวียนศีรษะ ด้วยการใช้เปลือกมะกรูดฝานบาง ๆ ชงกับน้ำเดือดใส่การบูรเล็กน้อย แล้วนำมารับประทานแก้อาการ (เปลือกผล)&lt;br /&gt;
:::7. ช่วยแก้อาการไอ ขับเสมหะ ด้วยการใช้ผลมะกรูดนำมาผ่าซีก เติมเกลือ นำไปลนไฟให้เปลือกนิ่ม แล้วบีบน้ำมะกรูดลงในคอทีละน้อย ๆ จะช่วยแก้อาการไอได้ สูตรนี้ก็สามารถใช้เป็นยาขับเสมหะได้ด้วยเช่นกัน&lt;br /&gt;
:::8. ใช้แก้อาเจียนเป็นเลือด แก้ช้ำในได้อีกด้วย&lt;br /&gt;
:::9. ช่วยฟอกโลหิต ด้วยการนำผลมะกรูดสดมาผ่าเป็น 2 ซีกแล้วนำไปดองกับเกลือหรือน้ำผึ้งประมาณ 1 เดือน แล้วรินเอาแต่น้ำดื่ม จะช่วยฟอกโลหิตได้เป็นอย่างดี&lt;br /&gt;
:::10. ใบมะกรูดมีสรรพคุณช่วยยับยั้งหรือชะลอการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง ช่วยต่อต้านมะเร็งได้ เนื่องจากใบมะกรูดนั้นอุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีน&lt;br /&gt;
:::11. ช่วยแก้เสมหะเป็นพิษ ด้วยการใช้ผิวมะกรูดสดฝานเป็นชิ้นเล็ก ๆ ประมาณ 1 ช้อนแกง เติมการบูรหรือพิมเสน 1 หยิบมือ ชงด้วยน้ำเดือด แช่ทิ้งไว้ แล้วนำน้ำที่ได้มาดื่ม 1 - 2 ครั้ง (เปลือกผล, ราก)&lt;br /&gt;
:::12. น้ำมะกรูดใช้แก้อาการเลือดออกตามไรฟันได้ โดยหลังแปรงฟันเสร็จให้ใช้น้ำมะกรูดถูบาง ๆ บริเวณเหงือก&lt;br /&gt;
:::13. ใช้ปรุงเป็นยาช่วยขับลมในลำไส้ แก้อาการจุกเสียด ท้องอืด แน่นท้อง ด้วยการใช้ผิวมะกรูดสดฝานเป็นชิ้นเล็ก ๆ ประมาณ 1 ช้อนแกง เติมการบูรหรือพิมเสน 1 หยิบมือ ชงด้วยน้ำเดือด แช่ทิ้งไว้ แล้วนำน้ำที่ได้มาดื่ม 1 - 2 ครั้ง (เปลือกผล)&lt;br /&gt;
:::14. ช่วยแก้อาการปวดท้องหรือใช้เป็นยาแก้ปวดท้องในเด็กอ่อน ด้วยการนำผลมะกรูดมาคว้านไส้กลางออก นำมหาหิงคุ์ใส่และปิดจุก แล้วนำไปเผาไฟจนดำเกรียมและบดจนเป็นผงละลายกับน้ำผึ้งไว้รับประทานแก้อาการปวดได้ หรือจะนำมาป้ายลิ้นเด็กอ่อน ใช้เป็นยาขับขี้เทาก็ได้เช่นกัน&lt;br /&gt;
:::15. ช่วยขับระดู ขับลม ด้วยการใช้ผลมะกรูดนำมาดองทำเป็นยาดองเปรี้ยวไว้รับประทานแก้อาการ&lt;br /&gt;
:::16. ช่วยกระทุ้งพิษ ช่วยรักษาฝีภายใน (ราก)&lt;br /&gt;
:::17. ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ได้เป็นอย่างดี&lt;br /&gt;
:::18. น้ำมันมะกรูดมีฤทธิ์อ่อน ๆ ช่วยยับยั้งการหดเกร็งของกล้ามเนื้อได้&lt;br /&gt;
:::19. ใช้สระผมเพื่อทำความสะอาด ทำให้ผมดกเงางาม ป้องกันผมหงอก แก้ปัญหาผมร่วง ความเปรี้ยวของน้ำมะกรูดยังมีฤทธิ์เป็นกรดช่วยขจัดคราบแชมพู หรือชำระล้างสิ่งอุดตันต่าง ๆ ตามรูขุมขนบนหนังศีรษะ แล้วยังทำให้ผมหวีง่ายอีกด้วย ด้วยการผ่ามะกรูดเป็น 2 ชิ้น เมื่อสระผมเสร็จ ให้เอามะกรูดสระผมซ้ำ ด้วยการใช้มะกรูดยีให้ทั่วบนผม แล้วล้างออก จะช่วยทำความสะอาดผมได้&lt;br /&gt;
:::20. ช่วยล้างสารเคมีในเส้นผม เนื่องจากในแต่ละวันเราต้องโดนทั้งฝุ่นละออง แสงแดด ยาสระผม ซึ่งเป็นสาเหตุที่อาจทำให้ผมแห้งกรอบได้ แม้จะใช้ครีมนวดผมหรือทรีตเมนต์บำรุงและซ่อมแซมผมก็ตาม แต่สิ่งเหล่านี้ก็ยังมีส่วนผสมของสารเคมีอยู่ สำหรับวิธีการปกป้องเส้นผมและล้างสารเคมีก็ง่าย เพียงแค่ใช้น้ำมะกรูดมาชโลมบนผมที่เปียกชุ่ม แล้วหมักทิ้งไว้ประมาณ 10 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด แล้วล้างซ้ำอีกรอบด้วยน้ำเย็นจะทำให้ผมเงางามและมีน้ำหนักขึ้น และยังช่วยถนอมเส้นผมและบำรุงเส้นผมไปในตัวอีกด้วย&lt;br /&gt;
:::21. ใช้รักษารังแคและชันนะตุ ด้วยการนำมะกรูดมาเผาไฟ นำมาผ่าเป็นซีกแล้วใช้สระผม จะช่วยรักษาอาการชันนะตุได้&lt;br /&gt;
:::22. ใช้ผสมเป็นน้ำอาบเพื่อทำความสะอาด ช่วยทำให้ผิวไม่แห้ง ด้วยการนำมะกรูดมาผ่าซีกลงในหม้อต้มเป็นน้ำอาบ&lt;br /&gt;
:::23. มีอาหารบางชนิดที่นิยมใช้น้ำมะกรูดเป็นส่วนผสม&lt;br /&gt;
:::24. เนื่องจากน้ำมะกรูดมีน้ำมันหอมระเหยอยู่มาก มีกลิ่นฉุน สามารถนำไปใช้ไล่แมลงบางชนิดได้ เช่น มอดและมดในข้าวสาร ด้วยการใช้ใบมะกรูดสด ๆ ประมาณ 4 - 5 ใบต่อข้าว 1 ถัง แล้วฉีกใบเป็น 2 ส่วนให้กลิ่นออก แล้วใส่ลงในถังข้าวสาร เมื่อใบมะกรูดแห้งแล้วก็ให้เปลี่ยนใบใหม่ เพียงแค่นี้ก็จะไม่มีแมลงมอดมากวนใจท่านแล้ว&lt;br /&gt;
:::25. มะกรูดสามารถใช้ในการไล่ยุงและกำจัดลูกน้ำได้ เมื่อทานหรือคั้นเอาน้ำแล้วก็อย่าทิ้งเปลือก ให้นำเปลือกมาตากแห้งและเผาไฟจะช่วยไล่ยุงได้ดีนัก (เปลือกผล)&lt;br /&gt;
:::26. ในปัจจุบันมีการผลิตน้ำมันหอมระเหยในรูปแบบแคปซูลเพื่อใช้ไล่แมลงและหนอนสำหรับเกษตรกร ด้วยการใช้โปรยไว้ใต้ต้นไม้ที่ต้องการไล่แมลง แคปซูลก็จะค่อย ๆ ปล่อยน้ำมันออกมา แถมยังไม่มีอันตรายอีกด้วย&lt;br /&gt;
:::27. น้ำมันจากใบมะกรูดมีส่วนช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของเชื้อราบางชนิด เช่น ช่วยกระตุ้นการสร้างเส้นใยของราพวกมูเคอร์ แอสเปอร์จิลลัส อัลเทอร์นาเรีย และกระตุ้นการสร้างสปอร์ของแอสเปอร์จิลลัส&lt;br /&gt;
:::28. ใบมะกรูดและน้ำมะกรูดสามารถใช้ดับกลิ่นคาวในอาหารได้&lt;br /&gt;
:::29. ใช้ในการประกอบอาหารและแต่งกลิ่นคาวหวานของอาหาร เช่น ต้มยำ แกงเผ็ด ผัดเผ็ด ฉู่ฉี่ ห่อหมก ทอดมัน โรยหน้าข้าวเหนียวหน้ากุ้ง ฯลฯ&lt;br /&gt;
:::30. มะกรูดยังใช้ในพระราชพิธีสำคัญ เช่น พระราชพิธีโสกันต์ ซึ่งระบุไว้ว่าจะต้องมีผลมะกรูดและใบส้มป่อยในการประกอบพิธี&lt;br /&gt;
:::31. ยาฟอกเลือดสตรี ขับระดู ยาบำรุงประจำเดือน หรือยาแก้ผอมแห้งแรงน้อย มักจะมีมะกรูดอยู่ในตำรับยาเสมอ&lt;br /&gt;
:::32. มีการนำเปลือกของมะกรูดมาใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางบางชนิด อย่างเช่น สบู่ แชมพูมะกรูดหรือยาสระผมมะกรูด ผลิตภัณฑ์ป้องกันยุงและแมลง เป็นต้น&lt;br /&gt;
:::33. หากถูกปลิงกัด ไม่ควรดึงออก เพราะจะทำให้แผลฉีกขาดและเลือดจะไหลไม่หยุด แต่วิธีที่ควรทำในเบื้องต้นให้ใช้น้ำมะกรูดมาราดใส่ตรงที่ถูกปลิงเกาะ ก็จะทำให้ปลิงหลุดออกมาเอง&lt;br /&gt;
:::34. ช่วยแก้ปัญหากลิ่นเท้าเหม็น มีกลิ่นอับเชื้อรา ด้วยสูตรมะกรูด ขิง ข่า เกลือ อย่างละเท่า ๆ กัน นำมาต้มรอให้อุ่นสักนิดแล้วแช่เท้าทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีก็จะช่วยลดกลิ่นอับแถมยังคลายความปวดเมื่อยได้อีกด้วย&lt;br /&gt;
:::35. ช่วยดูดกลิ่นในรองเท้าหรือตู้รองเท้า ด้วยการใช้ผิวมะกรูด ตะไคร้หอม ถ่านป่น และสารส้ม อย่างละ 1 ส่วน นำมาใส่ถุงที่ทำจากผ้าขาวบางหรือผ้าที่มีช่องระบายอากาศ แล้วนำไปใส่ไว้ในตู้รองเท้าหรือในรองเท้า จะช่วยดูดกลิ่นได้อย่างหมดจดเลยทีเดียว&lt;br /&gt;
:::36. ช่วยทำความสะอาดคราบตามซอกเท้าเพื่อลดความหมักหมมด้วยการใช้สับปะรด 2 ส่วน, สะระแหน่ 1/2 ส่วน, น้ำมะกรูด 1/2 ส่วน, เกลือ 2 ส่วน นำมาปั่นรวมกันแล้วนำไปขัดเท้า&lt;br /&gt;
:::37. น้ำมะกรูดสามารถใช้แทนน้ำมะนาว หรือใช้ร่วมกับมะนาวได้ จะได้รสเปรี้ยวและความหอมของน้ำมันหอมระเหยที่ผิวมะกรูดเพิ่มขึ้นไปด้วย&lt;br /&gt;
:::38. การอบซาวน่าสมุนไพรเพื่อขับสารพิษผ่านเหงื่อและรูขุมขน มักจะมีสมุนไพรที่ประกอบไปด้วย ขมิ้นอ้อย ขมิ้นชัน ไพล ตะไคร้ พิมเสน การบูร และผิวมะกรูดผสมอยู่ด้วย ซึ่งแต่ละตัวก็มีสรรพคุณในการช่วยขับสารพิษทั้งสิ้น &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1.  มะกรูดเป็นพืชสมุนไพรที่อยู่คู่กับคนไทยมานาน ถูกนำมาใช้ในการปรุงอาหารคาวหวานต่าง ๆ และยังนำมาใช้ในพระราชพิธีสำคัญอย่างเช่น พระราชพิธีโสกันต์ ซึ่งระบุไว้ว่าจะต้องมีผลมะกรูดและใบส้มป่อยในการประกอบพิธี น้ำของมะกรูดก็สามารถนำมาใช้แทน หรือนำมาผสมกับน้ำมะนาวเพื่อใช้ปรุงอาหารได้อีกด้วย โดยน้ำมะกรูดนั้นจะมีรสเปรี้ยวกลมกล่อมและมีกลิ่นของน้ำมันหอมระเหยเพิ่มขึ้นอีกด้วย&lt;br /&gt;
:::2. รากมะกรูดนิยมนำมาใช้ต้มน้ำดื่มเพื่อบรรเทาอาการไข้ ลดอาการเสมหะเป็นพิษและบรรเทาอาการแน่นท้องจุกเสียด แก้พิษฝีภายใน&lt;br /&gt;
:::3. ใบมะกรูดอุดมไปด้วยเบต้าแคโรทีนและสารอาหารที่มีประโยชน์มากมาย จึงนิยมนำมารับประทานเพื่อแก้อาการช้ำใน บรรเทาอาการไอและป้องกันการเกิดมะเร็ง รวมถึงช่วยชะลอการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งในผู้ป่วยมะเร็งอีกด้วย&lt;br /&gt;
:::4. ผิวของผลมะกรูดที่ขรุขระสามารถนำมาใช้เป็นยาแก้อาการนอนไม่หลับ บำรุงหัวใจให้แข็งแรง ขับพิษ ขับลมและแก้อาการหน้ามืด วิงเวียนศีรษะได้&lt;br /&gt;
:::5. ผลของมะกรูด นิยมนำมารับประทานเพื่อแก้ไอ ขับเสมหะ บรรเทาอาการปวดท้อง ฟอกโลหิต ขับระดูและช่วยขับลมในลำไส้ได้ดี แพทย์พื้นบ้านจะนิยมใช้น้ำมะกรูดมาทำเป็น “ยาดองเปรี้ยวเค็ม” เพื่อช่วยถนอมคุณภาพของยา อีกทั้งช่วยให้ยามีฤทธิ์ช่วยฟอกโลหิต ละลายเสมหะได้ดียิ่งขึ้น&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''คำแนะนำ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ถึงแม้มะกรูดจะเป็นพืชสมุนไพรที่มีประโยชน์แต่ถ้าหากใช้น้ำมันมะกรูดสัมผัสกับผิวโดยตรง เมื่อไปถูกแสงแดดก็อาจจะทำให้เกิดอาการแพ้แสงแดดจนกลายเป็นแผลไหม้ได้ &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[File:youtu.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=Mwlgcw2R_78|link=https://www.youtube.com/watch?v=Mwlgcw2R_78]]&lt;br /&gt;
&amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=Mwlgcw2R_78 มะกรูด] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:kaffir-lime1.png]]  [[ไฟล์:kaffir-lime2.png]]  [[ไฟล์:kaffir-lime3.png]]  [[ไฟล์:kaffir-lime4.png]] &amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://res.cloudinary.com/dk0z4ums3/image/upload/v1524590323/attached_image_th/มะกรูด-สมุนไพรกลิ่นหอม-เ-pobpad.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.nanagarden.com/picture/product/400/258827.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.parichfertilizer.com/wp-content/uploads/ใบมะกรูด-1000x523.png&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.thaigoodview.com/files/u129952/e0b894e0b8ade0b881e0b8a1e0b8b0e0b899e0b8b2e0b8a7e0b984e0b897e0b8a21.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.chiangmainews.co.th/page/wp-content/uploads/2016/10/p5-800x475.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Herb</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%82%E0%B8%88%E0%B8%A3</id>
		<title>ฟ้าทะลายโจร</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%82%E0%B8%88%E0%B8%A3"/>
				<updated>2020-01-30T14:14:21Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Herb: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:kariyat.png|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : ACANTHACEAE &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees'' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Kariyat &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่น ๆ''' : ฟ้าทะลาย, ฟ้าทะลายโจร, น้ำลายพังพอน, สามสิบดี, เขตตายยายคลุม, หญ้ากันงู, ฟ้าสะท้าน, เมฆทะลาย, ฟ้าสาง, ขุนโจรห้าร้อย, ซวนซิน, เหลียง, เจ็กเกี่ยงสี่, คีปังฮี, โซ่วเซ่า&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทางพฤกษศาสตร์'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ต้น''' : จัดเป็นพืชล้มลุกที่มีความสูงประมาณ 30 - 70 เซนติเมตร หรือประมาณ 1 - 2 ศอก ลำต้นเป็นสี่เหลี่ยม แตกกิ่งมาก ทุกส่วนของต้นมีรสขม กิ่งเป็นใบสีเหลี่ยม สามารถพบได้ทั่วไปในประเทศไทย ลาว กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม จีน และหมู่เกาะในทะเลแคริบเบียน &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ใบ''' : ลักษณะเป็นใบเดี่ยว แผ่นใบสีเขียวเข้มเป็นมัน ลักษณะของใบรียาว ปลายใบแหลม &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ดอก''' : ออกดอกเป็นช่อที่ปลายกิ่งและตามซอกใบ ดอกมีขนาดเล็กสีขาว มีดอกย่อย กลีบดอกมีสีขาวโคนกลีบติดกัน ปลายแยกเป็น 2 ปาก ปากบนมี 3 กลีบ (มีเส้นสีม่วงแดงพาดอยู่) ส่วนปากล่างมี 2 กลีบ &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ผล''' : ลักษณะเป็นฝัก ฝักจะคล้ายกับฝักต้อยติ่ง (หรือเป๊าะแป๊ะ) ฝักอ่อนมีสีเขียว เมื่อแก่ฝักจะเป็นสีน้ำตาลและแตกได้ ภายในฝักมีเมล็ดสีน้ำตาลอ่อนจำนวนมาก &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''การขยายพันธุ์''' :  &amp;lt;br&amp;gt; &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. สรรพคุณฟ้าทะลายโจรช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย ช่วยกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย ต่อต้านสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกาย รวมไปถึงช่วยกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาวให้จับกินเชื้อโรคได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย&lt;br /&gt;
:::2. สรรพคุณฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง&lt;br /&gt;
:::3. สรรพคุณฟ้าทะลายโจร ใบใช้เป็นยาขมช่วยทำให้เจริญอาหาร (ใบ)&lt;br /&gt;
:::4. ช่วยรักษาโรคเบาหวาน ด้วยการใช้ต้นฟ้าทะลายโจร กระชาย และว่านเอ็นเหลือง นำมาทำเป็นยาเม็ดลูกรับประทาน (ต้น)&lt;br /&gt;
:::5. ช่วยป้องกันและแก้อาการหวัด คัดจมูก ด้วยการใช้ใบและกิ่งประมาณ 1 กำมือ (สดใช้ 25 กรัม แต่ถ้าแห้งใช้ 3 กรัม) นำมาต้มกับน้ำดื่ม รับประทานก่อนอาหารวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น หรือในขณะที่มีอาการ (กิ่ง, ใบ)&lt;br /&gt;
:::6. ช่วยแก้อาการปวดหัวตัวร้อน อาการปวดหัวแบบไม่มีสาเหตุ ด้วยการใช้ใบและกิ่งประมาณ 1 กำมือ (สดใช้ 25 กรัม แต่ถ้าแห้งใช้ 3 กรัม) นำมาต้มกับน้ำดื่มก่อนอาหารวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น หรือในขณะที่มีอาการ (กิ่ง, ใบ)&lt;br /&gt;
:::7. ฟ้าทะลายโจร สรรพคุณช่วยแก้ไข้ทั่ว ๆ ไป อาการปวดหัวตัวร้อน เช่น ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ เป็นต้น (ใบ, กิ่ง)&lt;br /&gt;
:::8. ช่วยรักษาไข้ไทฟอยด์ ด้วยการรับประทานฟ้าทะลายโจรก่อนอาหารครั้งละ 2 เม็ด วันละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 3 สัปดาห์ หลังจากนั้นให้กินยาบำรุงเพื่อฟื้นฟูกำลังของผู้ป่วยร่วมด้วย&lt;br /&gt;
:::9. ช่วยแก้อาการไอ ลดน้ำมูก และช่วยฆ่าเชื้อที่จมูก ด้วยการใช้ใบนำมาทำเป็นยาผงแล้วนำมาใช้สูดดม (ใบ)&lt;br /&gt;
:::10. ช่วยลดและขับเสมหะ ด้วยการใช้ใบนำมาทำเป็นยาผงแล้วนำมาใช้สูดดม (ใบ)&lt;br /&gt;
:::11. ช่วยระงับอาการอักเสบ แก้อาการเจ็บคอ คออักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบ หลอดลมอักเสบ ด้วยการใช้ใบนำมาทำเป็นยาผงแล้วนำมาใช้สูดดม (ใบ)&lt;br /&gt;
:::12. ช่วยแก้อาการติดเชื้อ ระงับการเจริญเติบโตของเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดท้อง ท้องเสีย ท้องร่วง ท้องเดิน เป็นบิด ด้วยการใช้ทั้งต้น (ส่วนทั้ง 5 ของฟ้าทะลายโจร) นำมาผึ่งลมให้แห้งแล้วหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ประมาณ 1 กำมือ (น้ำหนักประมาณ 3-9 กรัม) แล้วนำมาต้มกับน้ำดื่มตลอดวัน (ทั้งต้น)&lt;br /&gt;
:::13. ช่วยแก้อาการร้อนใน ด้วยการใช้ใบฟ้าทะลายโจรตากแห้ง 15 กรัมและเตยหอมสดหั่นแล้ว 15 กรัม นำมาต้มกับน้ำพอท่วมยาจนเดือด ใช้ดื่มก่อนอาหารเช้า กลางวัน เย็น จะช่วยทำให้อาการร้อนในดีขึ้น แต่ถ้าอยากให้หายขาด แนะนำว่าไม่ต้องดื่มน้ำหลังอาหารมากเกินไป รับประทานอาหารให้ตรงเวลา และออกกำลังกายทุกวัน อาการร้อนในก็จะหายไปในที่สุด (ใบ)&lt;br /&gt;
:::14. ฟ้าทะลายโจรมีรสขมมาก โดยความขมจะเหนี่ยวนำช่วยทำให้ขับน้ำลายออกมามากขึ้น จึงทำให้ชุ่มคอ&lt;br /&gt;
:::15. ฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคระบบทางเดินหายใจ&lt;br /&gt;
:::16. ฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์ในการช่วยลดการบีบตัวของกล้ามเนื้อเรียบ ช่วยคลายกล้ามเนื้อมดลูก&lt;br /&gt;
:::17. ฟ้าทะลายโจรมีส่วนช่วยลดการติดเชื้ออหิวาตกโรคในอุจจาระ แต่อาจจะไม่ดีเท่าการใช้ยาเตตราไซคลีนในการรักษา แต่ก็สามารถใช้ทดแทนได้&lt;br /&gt;
:::18. ช่วยรักษากระเพาะลำไส้อักเสบ (ใบ)&lt;br /&gt;
:::19. ฟ้าทะลายโจรมีสรรพคุณช่วยในการย่อยอาหารและช่วยเร่งให้ตับสร้างน้ำดี&lt;br /&gt;
:::20. ช่วยบรรเทาอาการของโรคริดสีดวง ด้วยการรับประทานฟ้าทะลายโจรก่อนอาหารและก่อนนอนครั้งละ 2-3 เม็ด วันละ 3-4 ครั้ง จะช่วยทำให้อาการเลือดออกหรืออาการปวดถ่วงหายไป ทำให้ขับถ่ายได้สะดวกยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;
:::21. ช่วยรักษาโรคตับ ด้วยการรับประทานฟ้าทะลายโจรก่อนอาหารวันละ 2-3 เม็ด วันละ 3 ครั้ง (และควรใช้ยาบำรุงชนิดอื่นด้วย)&lt;br /&gt;
:::22. ช่วยรักษาโรคผิวหนัง ฝี แผลฝี ด้วยการใช้ใบค่อนข้างแก่ประมาณ 1 กำมือ แล้วเอาเกลือ 3 เม็ด นำมาตำผสมรวมกันในครกจนละเอียด แล้วเอาสุราครึ่งถ้วยชา น้ำครึ่งช้อนชาใส่รวมลงไป คนให้เข้ากันแล้วเทกินค่อนถ้วยชา ส่วนกากที่เหลือนำมาพอกแผลฝี แล้วใช้ผ้าสะอาดพักไว้ ตอนพอกเสร็จใหม่ ๆ อาจจะรู้สึกปวดบ้างเล็กน้อย (ใบ)&lt;br /&gt;
:::23. ช่วยรักษาแผลอักเสบที่เกิดจากโรคเบาหวาน ด้วยการรับประทานเป็น'''ยาฟ้าทะลายโจร'''แบบเม็ดและการใช้ทาเพื่อรักษาอาการ&lt;br /&gt;
:::24. ช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของการเกิดหนองได้ (ใบ)&lt;br /&gt;
:::25. ช่วยรักษาโรคงูสวัด ด้วยการรับประทานยาฟ้าทะลายโจรก่อนอาหาร 2-3 เม็ด วันละ 3 ครั้ง เป็นระยะเวลา 3 สัปดาห์ เนื่องจากงูสวัดคือเชื้อไวรัสที่จะอยู่นาน 3 สัปดาห์ ถ้าใช้รักษาให้ครบตามเวลา ก็จะทำให้ไม่กลับมาเป็นอีก &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ช่วยแก้ปัญหาผมร่วง ด้วยการใช้ฟ้าทะลายโจรแคปซูล โดยใช้ครั้งละ 1 แคปซูลด้วยการนำผงดังกล่าวไปละลายในน้ำอุ่น แล้วนำมาชโลมให้ทั่วหนังศีรษะ ทิ้งไว้สักพักแล้วล้างออก&lt;br /&gt;
:::2. ปัจจุบันได้มีการนำสมุนไพรฟ้าทะลายโจรมาผลิตเป็น '''แคปซูลฟ้าทะลายโจร''' ซึ่งหาซื้อมารับประทานได้ง่ายและสะดวกในการรับประทานมากยิ่งขึ้น&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''คำแนะนำ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. สตรีมีครรภ์&lt;br /&gt;
:::2. ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตต่ำ&lt;br /&gt;
:::3. ผู้ที่เคยมีประวัติเป็นโรคหัวใจรูห์มาติค (Rheumatic heart disease)&lt;br /&gt;
:::4. ผู้ที่มีอาการเจ็บคอเนื่องมาจากการติดเชื้อ Streptococcus group A&lt;br /&gt;
:::5. ผู้ที่มีประวัติเคยเป็นโรคไตอักเสบ เนื่องมาจากการติดเชื้อ Streptococcus group A&lt;br /&gt;
:::6. ผู้ที่มีอาการเจ็บคอเนื่องจากติดเชื้อแบคทีเรียและมีอาการรุนแรง เช่น มีไข้สูง มีอาการหนาวสั่น มีหนองในลำคอ&lt;br /&gt;
:::7. ในต้นฟ้าทะลายโจรมีสารแอนโดรกราโฟไลด์ (Andrographolide) ซึ่งละลายได้ดีในแอลกอฮอล์ แต่ละลายน้ำได้น้อย ดังนั้นตำรับยาสมุนไพรฟ้าทะลายโจรสูตรยาดองเหล้าหรือยาทิงเจอร์จึงมีฤทธิ์แรงที่สุด ส่วนชนิดชงจะมีฤทธิ์รองลงมา และแบบยาเม็ดจะมีฤทธิ์อ่อนที่สุด&lt;br /&gt;
:::8. ฟ้าทะลายโจรเป็นสมุนไพรที่เหมาะสำหรับใช้รักษา &amp;quot;หวัดร้อน&amp;quot; (อาการเหงื่อออก กระหายน้ำ เจ็บ ท้องผูก ปัสสาวะสีเข้ม) แต่ฟ้าทะลายโจรจะไม่เหมาะกับการนำมาใช้รักษาผู้ที่มีอาการ &amp;quot;หวัดเย็น&amp;quot; (ไม่มีเหงื่อ ปัสสาวะบ่อย รู้สึกหนาวสะท้านบ่อย อุ้งมืออุ้งเท้าเย็น) เพราะอาจจะเกิดอาการกำเริบขึ้นได้ เช่น มีอาการหนาวสั่น คลื่นไส้ เป็นต้น&lt;br /&gt;
:::9. ข้อควรระวังในการใช้ ผู้ที่มีความดันโลหิตต่ำไม่ควรใช้ฟ้าทะลายโจร เพราะฟ้าทะลายโจรมีสรรพคุณในการลดความดันโลหิตอยู่แล้ว ซึ่งถ้าหากใช้ฟ้าทะลายโจรอาจจะทำให้เกิดอาการหน้ามืด วิงเวียนศีรษะ หรือมีอาการมึนงง วิธีการแก้ก็คือให้หยุดใช้ทันที หลังจากนั้น 3-4 ชั่วโมงอาการก็จะดีขึ้นเอง เพราะตัวยาสามารถถูกขับออกไปได้และไม่ตกค้างในร่างกาย&lt;br /&gt;
:::10. ผลข้างเคียงของฟ้าทะลายโจร สำหรับบางรายที่ใช้สมุนไพรฟ้าทะลายโจรแล้วเกิดอาการปวดท้อง ท้องเสีย มีอาการปวดเอว หรือมีอาการวิงเวียนศีรษะ แสดงว่าคุณแพ้สมุนไพรชนิดนี้ หากมีอาการดังกล่าวให้หยุดการใช้ยา และเปลี่ยนไปใช้ยาสมุนไพรชนิดอื่นแทน แต่ถ้ามีอาการแพ้ไม่มากก็อาจจะลดขนาดในการรับประทานลงตามความเหมาะสม&lt;br /&gt;
:::11. การใช้สมุนไพรฟ้าทะลายโจรในการรักษาอาการต่าง ๆ หากใช้ติดต่อกัน 3 วันแล้วอาการไม่ดีขึ้นหรือมีอาการรุนแรงมากขึ้น คุณควรหยุดใช้และให้ไปพบแพทย์ทันที&lt;br /&gt;
:::12. ไม่ควรรับประทานสมุนไพรฟ้าทะลายโจรติดต่อกันนานเกินกว่า 1 สัปดาห์ เพราะอาจจะส่งผลทำให้ร่างกายไม่มีเรี่ยวแรงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแขนและขา และยังรวมไปถึงอาการท้องอืด หน้ามืดตามัว และมือเท้าชา (แต่จากงานวิจัยก็ไม่พบว่าจะเป็นอันตรายรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตหรือมีผลต่อระบบภายในแต่อย่างใด) เพราะสมุนไพรชนิดนี้ตามตำราเวชศาสตร์การแพทย์แผนโบราณระบุไว้ว่าเป็นยาเย็น ช่วยลดธาตุไฟในร่างกาย เมื่อรับประทานเข้าไปร่างกายที่ร้อนจากอาการไข้ก็จะเย็นลง แต่ถ้าหากร่างกายอยู่ในสภาพปกติ การรับประทานติดต่อกันนาน ๆ ก็จะทำให้ร่างกายไม่มีแรง แต่ถ้าหากคุณจำเป็นต้องใช้สมุนไพรชนิดนี้ติดต่อกันเกินกว่า 1 สัปดาห์ ก็ควรจะรับประทานคู่กับน้ำขิง เพื่อช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกาย (นพ.วิชัย ขัตติยวิทยากุล สาธารณสุขจังหวัดนครราชสีมา, พญ.ดร.อัญชลี จุฑ รองผู้อำนวยการสถาบันการแพทย์แผนไทย กระทรวงสาธารณสุข) &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[File:youtu.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=pPRZKku_dpQ&amp;amp;t=56s|link=https://www.youtube.com/watch?v=pPRZKku_dpQ&amp;amp;t=56s]] &lt;br /&gt;
&amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=pPRZKku_dpQ&amp;amp;t=56s ฟ้าทะลายโจร] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:kariyat1.png]]  [[ไฟล์:kariyat2.png]]  [[ไฟล์:kariyat3.png]]  [[ไฟล์:kariyat4.png]] &amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/08/ฟ้าทะลายโจร.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/08/ฟ้าทลายโจร.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://farmorganicseed.com/wp-content/uploads/2018/06/ฟ้าทะลายโจร3.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://swis.wu.ac.th/upload/files/ฟ้าทะลายโจร1%202.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.fca16mr.com/upload/files/technical/ฟ้าทะลายโจร_ผล1.JPG&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Herb</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%9F%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%89%E0%B8%A7</id>
		<title>ฟักแม้ว</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%9F%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B9%89%E0%B8%A7"/>
				<updated>2020-01-30T14:13:30Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Herb: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:chayote.png|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : CUCURBITACEAE &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Sechium edule (Jacq) Swartz.'' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Chayote &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่น ๆ''' : มะระแม้ว, มะระหวาน, มะเขือเครือ, มะเขือฝรั่ง, มะระญี่ปุ่น, ฟักญี่ปุ่น, มะเขือนายก, บ่าเขือเครือ, ฟักม้ง, แตงกะเหรี่ยง &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทางพฤกษศาสตร์'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ต้น''' : มีถิ่นกำเนิดในทางตอนใต้ของประเทศเม็กซิโกและแถบอเมริกากลาง ซึ่งในปัจจุบันมีการเพาะปลูกอยู่ทั่วโลก โดยสันนิษฐานกันว่ามีการนำเข้ามาปลูกในไทยโดยหมอสอนศาสนา และให้ชาวบ้านปลูกครั้งแรกที่จังหวัดแพร่ แต่ในปัจจุบันจะเพาะปลูกฟักแม้วกันมากในจังหวัดเลย เพชรบูรณ์ และจังหวัดทางภาคเหนืออย่างเชียงราย โดยจัดเป็นเถาไม้เลื้อย ลักษณะทั่วไปจะคล้ายกับพืชที่อยู่ในตระกูลแตง แต่มีลักษณะหลายอย่างที่แตกต่างกัน เช่น ลักษณะของลำต้น ใบ ยอด และมือจับ คล้ายต้นแตงกวาผสมฟักเขียว มีระบบรากสะสมขนาดใหญ่ ลำต้นฟักแม้วมีลักษณะเป็นเหลี่ยม เจริญเป็นเถา มีความยาวประมาณ 15-30 ฟุต มีเถาแขนง 3-5 เถา มีมือเกาะเจริญที่ข้อ &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ใบ''' : ขอบใบมีลักษณะเป็นเหลี่ยม 3-5 เหลี่ยม มีความยาวประมาณ 8-15 เซนติเมตร ลักษณะคล้ายใบตำลึงแต่มีขนาดใหญ่กว่า ใบมีขนระคายทั้งด้านบนและด้านล่าง &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ดอก''' : มีสีขาวปนเขียว ดอกจะเกิดตามข้อระหว่างต้นกับก้านใบ ออกดอกเป็นช่อ ดอกเป็นประเภทไม่สมบูรณ์เพศ หรือดอกตัวผู้และดอกตัวเมียจะอยู่คนละดอก แต่อยู่ในต้นเดียวกัน &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ผล''' : เป็นผลเดี่ยว ลักษณะเป็นทรงกลมยาว ผลมีสีเขียวอ่อน รูปร่างคล้ายลูกแพร์ ผลมีความยาวประมาณ 7-20 เซนติเมตรและกว้างประมาณ 5-15 เซนติเมตร หนึ่งผลมีน้ำหนักราว 200-400 กรัม รสเย็น เนื้อผลมีรสหวาน รสคล้ายกับฝรั่งปนแตงกวา &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''การขยายพันธุ์''' : นำผลแก่วางใส่พื้นดินที่จะปลูกหรือขุดดินลงเล็กน้อยให้ผลแก่โผล่ขึ้นจากพื้นดิน ให้แต่ละหลุมห่างกันใช้ระยะปลูก 2 x 3 เมตร หรือ 3 x 3 เมตร ทำเสาปักให้รอบหรือจะต้องทำค้างให้เถายึดเกาะ โดยความสูงขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่และจะต้องสูงพอที่จะเดินเข้าไปเก็บผลได้ &amp;lt;br&amp;gt; &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ช่วยบำรุงหัวใจและหลอดเลือด ด้วยการใช้ผลและใบมาดองเป็นยาไว้กิน (ผล, ใบ)&lt;br /&gt;
:::2. น้ำต้มใบและผลนำมาใช้ในการรักษาอาการเส้นเลือดแข็งตัวได้ (ผล, ใบ)&lt;br /&gt;
:::3. มะระหวานช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง ด้วยการดื่มน้ำที่ต้มจากผลและใบฟักแม้ว (ผล, ใบ)&lt;br /&gt;
:::4. ช่วยป้องกันและรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน (ผล, ใบ)&lt;br /&gt;
:::5. ยอดฟักแม้วช่วยในการขับถ่าย ทำให้ถ่ายได้สะดวกขึ้น จึงป้องกันอาการท้องผูกได้เป็นอย่างดี (ใบ)&lt;br /&gt;
:::6. ผลและใบฟักแม้วนำมาใช้ดองเป็นยาช่วยขับปัสสาวะ (ผล, ใบ)&lt;br /&gt;
:::7. น้ำต้มใบและผลฟักแม้วช่วยสลายนิ่วในไต (ผล, ใบ)&lt;br /&gt;
:::8. ช่วยแก้อาการอักเสบด้วยการใช้ผลและใบมาดองเป็นยาไว้กิน (ผล, ใบ)&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ฟักแม้วเป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระมากมายที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง และช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัยได้&lt;br /&gt;
:::2. ผลฟักแม้วมีโฟเลตสูง ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากสำหรับทารกในครรภ์ เพราะช่วยป้องกันการพิการของทารกแต่กำเนิด (ผล)&lt;br /&gt;
:::3. ยอดอ่อนและผลอ่อนสามารถใช้รับประทานได้ แถมยังประกอบไปด้วยวิตามินและกรดอะมิโนที่มีประโยชน์ต่อร่างกายหลายชนิด เช่น แคลเซียมที่มีส่วนช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง&lt;br /&gt;
:::4. ผลสามารถนำมาหั่นเป็นฝอยหรือสไลซ์เป็นแผ่นใช้ผัดกับไข่ได้ หรือใช้ผัดกับน้ำมัน หรือจะนำมาตำส้มตำใช้แทนมะละกอได้ เพราะมีเนื้อกรอบหวาน&lt;br /&gt;
:::5. '''เมนูฟักแม้ว''' ยอดอ่อนฟักแม้วสามารถนำมาต้มกินกับน้ำพริก ใช้ทำต้มจืด แกงเลียง ก๋วยเตี๋ยวราดหน้า ผัดกับหมู ผัดน้ำมันหอย ลาบ ยำยอดฟักแม้ว แต่ส่วนใหญ่แล้วจะนำมาผัดน้ำมันหอย&lt;br /&gt;
:::6. รากฟักแม้วส่วนใหญ่แล้วจะประกอบด้วยแป้ง สามารถนำมาใช้ต้มหรือผัดเพื่อรับประทานได้&lt;br /&gt;
:::7. ปกติแล้วจะนิยมใช้ส่วนของผล ใบ และรากเพื่อประกอบอาหาร แต่ลำต้นและเมล็ดก็สามารถรับประทานได้เช่นกัน เพียงแต่ไม่เป็นที่นิยม&lt;br /&gt;
:::8. รากฟักแม้วสามารถนำมาใช้เป็นอาหารสัตว์ได้&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''คำแนะนำ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. เคล็ดลับในการปรุงฟักแม้ว หรือมะระหวาน คือการปอกเปลือก และล้างยางออกให้หมด ก่อนนำไปปรุงให้สุกโดยผ่านความร้อนอย่างรวดเร็ว อย่าให้สุกเละจนเกินไป เพราะยิ่งต้ม ยิ่งผัดนาน ก็จะยิ่งเสียรสชาติ และสูญเสียคุณค่าทางสารอาหาร &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[File:youtu.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=MerX00FDD90|link=https://www.youtube.com/watch?v=MerX00FDD90]] &lt;br /&gt;
&amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=MerX00FDD90 ฟักแม้ว] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:chayote1.png]]  [[ไฟล์:chayote2.png]]  [[ไฟล์:chayote3.png]]  [[ไฟล์:chayote4.png]] &amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://health.mthai.com/app/uploads/2019/08/Chayote.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/09/ต้นฟักแม้ว.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/09/ใบฟักแม้ว.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/09/ดอกฟักแม้ว.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/09/มะระหวาน.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Herb</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%9F%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7</id>
		<title>ฟักข้าว</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%9F%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%A7"/>
				<updated>2020-01-30T14:12:38Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Herb: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:gac.png|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : CUCURBITACEAE &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Momordica cochinchinensis (Lour.) Spreng.'' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Gac  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่น ๆ''' :  มะข้าว, ขี้กาเครือ, พุกู้ต๊ะ, ผักข้าว &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทางพฤกษศาสตร์'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ต้น''' : จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุก เป็นไม้เถาเลื้อย อายุยิ่งมากเถายิ่งใหญ่ มีมือเกาะคล้ายกับตำลึง ชอบแสงแดด เลื้อยได้ทั้งบนพื้น บนต้นไม้ บนรั้ว บนหลังคา (ขอให้มีที่เกาะ)&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ใบ''' : เป็นใบเดี่ยว ใบเป็นรูปหัวใจหรือรูปไข่ คล้ายกับใบโพธิ์ ความกว้างและความยาวของใบมีขนาดเท่ากัน โดยยาวประมาณ 6 - 15 เซนติเมตร ขอบใบหยักเว้าลึกเป็นแฉก ประมาณ 3 - 5 แฉก &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ดอก''' : จะออกตรงบริเวณข้อต่อระหว่างใบหรือตามซอกใบ โดยจะออกดอกข้อละหนึ่งดอก ลักษณะของดอกฟักข้าวจะคล้ายกับดอกตำลึง กลีบดอกมีสีขาวอมเหลือง หรือขาวแกมเหลือง ส่วนก้านเกสรและกลีบละอองจะมีสีม่วงแกมดำหรือสีม่วงแกมน้ำตาล ใบเลี้ยงประดับมีขน โดยดอกฟักข้าวจะเป็นดอกแบบไม่สมบูรณ์เพศ แยกเป็นดอกเพศเมียและดอกเพศผู้จะอยู่ต่างต้นกัน ดอกเพศเมียจะมีขนาดเล็ก ปลายใบมน ส่วนดอกเพศผู้ปลายใบแหลม ดอกฟักข้าวมีสีเหลือง มีกลีบดอก 5 กลีบ &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ผล''' : มีลักษณะคล้ายรูปไข่กลมรี ที่เปลือกมีหนามเล็ก ๆ อยู่รอบผล ผลอ่อนจะมีสีเขียวอมเหลือง แต่เมื่อสุกแล้วผลจะมีสีแดงหรือสีส้มอมแดง ผลสุกเนื้อจะเป็นสีเหลือง มีเยื่อกลางหุ้มเมล็ดเป็นสีแดง &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''การขยายพันธุ์''' : สามารถขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ดหรือแยกรากปลูก ในพื้นที่ชุ่มน้ำ เนืองจากเป็นไม้เถาที่ค่อนข้างต้องการน้ำมาก ฟักข้าวจะเริ่มมีดอกหลังจากปลูกไปได้แล้วประมาณ 2 - 3เดือน ดอกจะเริ่มออกในราวเดือนพฤษภาคมและให้ดอกจนถึงราวเดือนสิงหาคม ผลสุกใช้เวลาโดยประมาณ 20 วัน เก็บเกี่ยวผลได้ในช่วงเดือน กรกฎาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ และใน 1 ฤดูกาลจะเก็บเกี่ยวสามารถได้ผลมากถึง 30 - 60 ผล ภายในผลมีเมล็ดสีน้ำตาลจำนวนมากเรียงตัวอยู่คล้ายเมล็ดแตง ด้านในเมล็ดมีเนื้อสีขาว (เมล็ดดิบมีพิษ ต้องคั่วหรือต้มให้สุกก่อนนำมาใช้) &amp;lt;br&amp;gt; &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ผลอ่อนและใบอ่อนช่วยลดน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานได้ (ผลอ่อน, '''ยอดฟักข้าว''')&lt;br /&gt;
:::2. ช่วยบำรุงปอด ช่วยแก้ฝีในปอด (เมล็ด)&lt;br /&gt;
:::3. ใบฟักข้าวมีรสขมเย็น มีสรรพคุณช่วยแก้ไข้ตัวร้อนได้ (ใบ)&lt;br /&gt;
:::4. รากช่วยถอนพิษไข้ (ราก)&lt;br /&gt;
:::5. ช่วยขับเสมหะ (ราก)&lt;br /&gt;
:::6. ช่วยแก้ท่อน้ำดีอุดตัน (เมล็ด)&lt;br /&gt;
:::7. ช่วยขับปัสสาวะ (เมล็ด)&lt;br /&gt;
:::8. ใบช่วยแก้ริดสีดวง (ใบ)&lt;br /&gt;
:::9. ใบนำมาตำใช้พอกแก้อาการปวดหลังได้ (ใบ)&lt;br /&gt;
:::10. ช่วยแก้กระดูกเดาะ (ใบ)&lt;br /&gt;
:::11. ช่วยแก้ข้อเข่า อาการปวดตามข้อ (ราก)&lt;br /&gt;
:::12. เมล็ดแก่นำมาบดให้แห้ง ผสมน้ำมันหรือน้ำส้มสายชูเล็กน้อย นำมาใช้ทาบริเวณที่มีอาการอักเสบ อาการบวม จะช่วยรักษาอาการได้ และยังช่วยรักษากลากเกลื้อน โรคผิวหนัง ผดผื่นคันต่าง ๆ อาการฟกช้ำได้อีกด้วย (เมล็ดแก่)&lt;br /&gt;
:::13. รากใช้ต้มดื่มช่วยถอนพิษทั้งปวง (ราก)&lt;br /&gt;
:::14. ใบช่วยถอนพิษอักเสบ (ใบ)&lt;br /&gt;
:::15. ช่วยแก้พิษ แก้ฝี (ใบ)&lt;br /&gt;
:::16. ช่วยแก้ฝีมะม่วง (ใบ)&lt;br /&gt;
:::17. ฟักข้าว สรรพคุณใบช่วยแก้หูด (ใบ)&lt;br /&gt;
:::18. เมล็ดฟักข้าว สามารถนำมาใช้แทนเมล็ดแสลงใจได้ (โกฐกะกลิ้ง) &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย&lt;br /&gt;
:::2. ช่วยในการชะลอวัย ป้องกันการเกิดริ้วรอยแห่งวัย ปัญหาผิวแห้งกร้าน ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด&lt;br /&gt;
:::3. ฟักข้าวมีเบตาแคโรทีนสูงกว่าแครอท 10 เท่า และมีไลโคปีนมากกว่ามะเขือเทศ 12 เท่า&lt;br /&gt;
:::4. ประโยชน์ของฟักข้าวช่วยบำรุงและรักษาสายตา ป้องกันโรคเกี่ยวกับดวงตา โรคต้อกระจก ประสาทตาเสื่อม ตาบอดตอนกลางคืน (เยื่อเมล็ด)&lt;br /&gt;
:::5. ช่วยป้องกันโรคหัวใจ หลอดเลือดหัวใจ โรคหัวใจขาดเลือด&lt;br /&gt;
:::6. ช่วยป้องกันและช่วยยับยั้งการเกิดลิ่มเลือดในเส้นเลือด&lt;br /&gt;
:::7. ช่วยป้องกันเส้นเลือดในสมองแตก ซึ่งเป็นสาเหตุของการเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต&lt;br /&gt;
:::8. งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดลพบว่า ฟักข้าวมีโปรตีนที่มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อเอดส์ (HIV) และยังช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งได้อีกด้วย ซึ่งได้ทำการจดสิทธิบัตรในประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว&lt;br /&gt;
:::9. ประโยชน์ของฟักข้าวกับฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ฟักข้าวมีฤทธิ์ในการต่อต้านมะเร็ง ไวรัส ช่วยยับยั้งระดับน้ำตาลในเลือด และยับยั้งการสังเคราะห์โปรตีน&lt;br /&gt;
:::10. ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งในกระเพาะอาหารและมะเร็งปอด&lt;br /&gt;
:::11. งานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮานอยพบว่า น้ำมันจากเยื่อหุ้มเมล็ดของฟักข้าวมีประสิทธิภาพในการรักษามะเร็งตับ&lt;br /&gt;
:::12. ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้&lt;br /&gt;
:::13. ช่วยในการขับเสมหะ ใช้กลั้วคอช่วยลดอาการเจ็บคอหรืออาการอักเสบที่ลำคอ&lt;br /&gt;
:::14. ฟักข้าวเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่อยู่ในระยะพักฟื้นหรือผู้ที่มีปัญหาด้านสุขภาพ มีโรคประจำตัวหรือร่างกายอ่อนแอ&lt;br /&gt;
:::15. รากฟักข้าวใช้แช่น้ำสระผม ช่วยทำให้ผมดกดำขึ้น แก้ปัญหาผมร่วง แก้อาการคันหนังศีรษะ รังแค และช่วยฆ่าเหาได้อีกด้วย (ราก)&lt;br /&gt;
:::16. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ ได้ทำการศึกษาร่วมกันในเรื่องของการนำน้ำมันเยื่อหุ้มเมล็ดของฟักข้าวมาพัฒนาเป็นเครื่องสำอางสูตรลดเลือนริ้วรอย ซึ่งก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ จนได้รับรางวัล &amp;quot;IFSCC Host Society Award 2011&amp;quot; จากงานประชุมสมาพันธ์นักเคมีเครื่องสำอางนานาชาติ&lt;br /&gt;
:::17. ผลอ่อนฟักข้าวใช้ทำเป็นอาหารได้หลากหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็นนำไปต้มหรือนึ่งจิ้มกินกับน้ำพริก หรือนำไปใส่แกงต่าง ๆ เช่น แกงส้มลูกฟักข้าว เป็นต้น&lt;br /&gt;
:::18. '''ยอดฟักข้าว'''อ่อนใช้ทำเป็นอาหารก็อร่อย (กลิ่นจะคล้าย ๆ กับยอดหรือใบมะระ) เมนูฟักข้าว เช่น แกงเลียง แกงส้ม ผัดไฟแดง คั่วแค ใช้ลวกหรือต้มกินกับน้ำพริก ฯลฯ&lt;br /&gt;
:::19. ฟักข้าวสามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลายอย่าง เช่น '''น้ำฟักข้าว ฟักข้าวแคปซูล''' เป็นต้น &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''คำแนะนำ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. '''ผู้ที่แพ้ง่าย ควรเลี่ยงรับประทาน''' หากคุณเป็นคนที่มีอาการแพ้ง่าย ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานฟักข้าว เนื่องจากฟักข้าวมีสารก่อภูมิแพ้ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อ ยาง หรือแม้กระทั่งเกสร ก็อาจส่งผลทำให้อาการแพ้กำเริบได้&lt;br /&gt;
:::2. '''หลีกเลี่ยงการรับประทานเมล็ดฟักข้าวแบบดิบ''' เพราะหากรับประทานเข้าไป เมล็ดจะส่งผลกระตุ้นต่อระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายทำงานผิดปกติ ยกเว้นแต่ทำให้สุกแล้วจึงสามารถรับประทานได้&lt;br /&gt;
:::3. '''อาจส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด''' เนื่องจากปัจจุบันยังมีงานวิจัยที่รอการศึกษาเกี่ยวกับฟักข้าวที่ส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือดในร่างกายหากรับประทานมากจนเกินไป ดังนั้น การรับประทานในปริมาณที่พอดี ไม่มากเกินไปนับว่ากำลังเหมาะสมต่อร่างกายที่สุด &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[File:youtu.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=5rcyrHdBWQc|link=https://www.youtube.com/watch?v=5rcyrHdBWQc]] &lt;br /&gt;
&amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=5rcyrHdBWQc ฟักข้าว] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:gac1.png]]  [[ไฟล์:gac2.png]]  [[ไฟล์:gac3.png]]  [[ไฟล์:gac4.png]] &amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/08/ฟักข้าว.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/08/ต้นฟักข้าว.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://ibcshop.net/wp-content/uploads/2016/07/Momordica6.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/08/ดอกฟักข้าว.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://health.mthai.com/app/uploads/2019/03/Baby-jackfruit.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Herb</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%9D%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87</id>
		<title>แพงพวยฝรั่ง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%9D%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87"/>
				<updated>2020-01-30T14:11:07Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Herb: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:old-maid.png|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : APOCYNACEAE &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Catharanthus roseus (L.) G.Don'' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : West Indian periwinkle, Madagascar periwinkle, Bringht eye, Indian periwinkle, Cape periwinkle, Pinkle-pinkle, Pink periwinkle, Vinca, Cayenne jasmine, Rose periwinkle, Old maid &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่น ๆ''' : แพงพวยบก, แพงพวยฝรั่ง, นมอิน, ผักปอดบก, แพงพวยบก, พังพวยบก, แพงพวยฝรั่ง, พังพวยฝรั่ง, ฉางชุนฮวา  &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทางพฤกษศาสตร์'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ต้น''' : เป็นพรรณไม้พื้นเมืองของหมู่เกาะมาดากัสการ์ มีถิ่นกำเนิดในอเมริกากลาง ในปัจจุบันพบขึ้นทั่วไปในประเทศที่มีอากาศร้อน โดยจัดเป็นไม้ล้มลุกเนื้ออ่อนพุ่มเตี้ย มีความสูงได้ประมาณ 25 - 120 เซนติเมตร ลำต้นช่วงบนแตกกิ่งก้านสาขามาก เปลือกลำต้นเรียบเป็นสีน้ำตาลปนเขียว มียางสีขาว &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ใบ''' : ออกใบดก ใบเป็นใบเดี่ยวออกเป็นคู่เรียงตรงข้ามกัน ลักษณะของใบเป็นรูปไข่หรือรูปขอบขนานแกมรูปไข่กลับ ปลายใบมนเป็นติ่งหนาม โคนใบมนหรือแหลม ส่วนขอบใบเรียบและเป็นคลื่นเล็กน้อย ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1.5 - 3 เซนติเมตรและยาวประมาณ 3 - 7 เซนติเมตร แผ่นใบหนา หลังใบเรียบเป็นสีเขียวเข้มเป็นมัน ส่วนท้องใบเรียบ เส้นกลางใบเป็นสีเขียวอ่อนหรือเป็นสีเหลืองลากเป็นเส้นเห็นได้ชัดเจน &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ดอก''' : ออกดอกเป็นช่อกระจุกหรือออกเป็นกลุ่ม ๆ กระจุกละประมาณ 1 - 3 ดอก โดยจะออกตามซอกใบ ดอกย่อยเป็นสีชมพูหรือสีม่วงและสีขาว ถ้าเป็นดอกสีชมพูตรงกลางดอกจะเป็นสีแดง ส่วนดอกสีขาวตรงกลางดอกจะเป็นสีเหลือง กลีบดอกมีชั้นเดียวและมี 5 กลีบ ลักษณะของกลีบดอกเป็นรูปไข่กลับ ปลายกลีบมนและมีติ่งแหลม โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด ดอกมีเกสรเพศผู้ 5 ก้าน ดอกเมื่อบานเต็มที่จะมีขนาดกว้างประมาณ 4 เซนติเมตร เมื่อดอกร่วงหล่นไปก็จะติดฝักหรือผลเป็นรูปทรงกระบอก &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ผล''' : ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกระบอก มักออกเป็นคู่ ยาวประมาณ 2 - 3.75 เซนติเมตร เมื่อผลแห้งจะแตกออกด้านเดียว ภายในผลมีเมล็ดสีดำอยู่มากมาย &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''การขยายพันธุ์''' : ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด การปักชำกิ่ง ปักชำกิ่งส่วนยอด เจริญเติบโตได้ดีในดินปนทรายระบายน้ำดี ชอบความชื้นปานกลาง ทนแล้ง และชอบแสงแดดแบบเต็มวันถึงปานกลาง เป็นพืชที่มีความทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงของดินฟ้าอากาศ โดยเฉพาะทางแถบชายทะเลพืชชนิดนี้จะขึ้นได้งอกงามเป็นพิเศษ &amp;lt;br&amp;gt; &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ที่เมือง La Reunion ของประเทศฝรั่งเศสจะใช้รากที่หมักจนเปื่อยยุ่ยเป็นยาบำรุงและเป็นยาธาตุ เจริญอาหาร (ราก)&lt;br /&gt;
:::2. รากและก้านสดนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาบำรุงกำลัง (ราก, ก้าน)&lt;br /&gt;
:::3. ทั้งต้นมีรสขมเล็กน้อย เป็นยาเย็น มีพิษ ใช้เป็นยารักษามะเร็ง ต่อต้านมะเร็ง รักษาเนื้องอกในต่อมน้ำเหลือง มะเร็งของเซลล์เม็ดเลือดขาว หรือเม็ดเลือดขาวในต่อมน้ำเหลืองมากเกินควร ด้วยการใช้ครั้งละ 6 - 15 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทาน (บางแห่งใช้บำบัดรักษามะเร็งเต้านม) (ทั้งต้น) รากช่วยรักษามะเร็งในเลือด (ราก) ส่วนใบมีรสเอียน เป็นยาแก้มะเร็งต่าง ๆ แก้มะเร็งในเม็ดเลือดของเด็ก (ใบ)&lt;br /&gt;
:::4. ใบช่วยบำรุงหัวใจ (ใบ, ต้นและใบ)&lt;br /&gt;
:::5. ทั้งต้นมีรสเอียน ใช้ต้มดื่มเป็นยาแก้เบาหวาน บำบัดเบาหวาน (ทั้งต้น) ส่วนใบก็เป็นยาแก้โรคเบาหวานเช่นกัน โดยชาวจาเมกาเชื่อว่ายาดองเหล้าจากใบแพงพวยฝรั่งตากแห้งสามารถช่วยรักษาโรคเบาหวานได้ (ใบ)&lt;br /&gt;
:::6. ทั้งต้นใช้ต้มดื่มช่วยลดความดันโลหิต ตามตำรับยาให้ใช้แพงพวย 15 กรัม ชุมเห็ดไทย 6 กรัม เก๊กฮวย 6 กรัม นำมารวมกันต้มกับน้ำรับประทาน หรือจะใช้แพงพวย และแห่โกวเช่าอย่างละ 15 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทานก็ได้เช่นกัน (ทั้งต้น)&lt;br /&gt;
:::7. ทั้งต้นมีรสจืดเย็น ช่วยแก้ร้อน ทำให้เลือดเย็น แก้หวัด ตัวร้อน แก้อาการไอแห้งอันเกิดจากความร้อน ด้วยการใช้ต้นแห้ง 15 - 30 กรัมนำมาต้มกับน้ำดื่ม (ทั้งต้น)&lt;br /&gt;
:::8. ใช้เป็นยารักษาโรคมาลาเรีย โรคเจ็บคอ และโรคช่องคออักเสบ (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)&lt;br /&gt;
:::9. ต้นและใบช่วยลดไขมันในเลือดสูงได้ ด้วยการใช้ใบและต้น 1 กำมือ นำมาต้มกับน้ำดื่มเช้าและเย็น (ต้น, ใบ)&lt;br /&gt;
:::10. ช่วยแก้อาการร้อนในกระหายน้ำและแก้อาการท้องผูก ด้วยการใช้ต้นสด 60 - 120 กรัมนำมาตำคั้นเอาน้ำผสมกับน้ำผึ้งเดือนห้าอุ่นพออุ่นดื่ม (ทั้งต้น)&lt;br /&gt;
:::11. ใช้เป็นยาขับเหงื่อ (ไม่ระบุส่วนที่ใช้)&lt;br /&gt;
:::12. ใช้ต้นสด 60 กรัมนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้อาการปวดฟัน (ทั้งต้น)&lt;br /&gt;
:::13. ช่วยแก้อาการท้องผูกเรื้อรัง ช่วยในการย่อย (ใบ)&lt;br /&gt;
:::14. รากมีรสเอียน เป็นยาแก้บิด (ราก)&lt;br /&gt;
:::15. รากมีสรรพคุณเป็นยาขับพยาธิ (ราก)&lt;br /&gt;
:::16. ทั้งต้นใช้ครั้งละ 6 - 15 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทานเป็นยาขับปัสสาวะ (ทั้งต้น)&lt;br /&gt;
:::17. ช่วยแก้โรคหนองใน ปัสสาวะเป็นหนอง ด้วยการใช้ต้นสด 30 กรัมผสมกับน้ำตาลกรวด 15 กรัม ต้มดื่มหลังอาหารวันละ 2 ครั้ง (ทั้งต้น)&lt;br /&gt;
:::18. รากใช้เป็นยาขับระดูของสตรีและทำให้แท้ง (ราก) นอกจากนี้ยังใช้รักษาโรคเลือดออกมากเกินไปในช่วงระหว่างมีประจำเดือนของสตรี ด้วยการนำใบมาเคี้ยวแล้วอมไว้เพื่อให้ตัวยาเข้าไปทางปาก (ใบ)&lt;br /&gt;
:::19. ช่วยแก้อาการตัวเหลืองอันเกิดจากพิษสุรา ด้วยการใช้ต้นสด 1 กำมือนำมาตำคั้นเอาแต่น้ำผสมกับน้ำผึ้งเดือนห้าดื่ม (ทั้งต้น)&lt;br /&gt;
:::20. ทั้งต้นใช้เป็นยาถอนพิษสำแดง ถอนพิษต่าง ๆ (ทั้งต้น)&lt;br /&gt;
:::21. ช่วยแก้งูกัด สุนัขกัด ให้ใช้ต้นสด 1 - 2 กำมือนำมาล้างให้สะอาด ตำคั้นเอาแต่น้ำมาดื่ม ส่วนกากที่เหลือใช้พอกบริเวณที่ถูกกัด (ทั้งต้น)&lt;br /&gt;
:::22. ในประเทศอินเดีย (เมือง Orissa) จะใช้น้ำสกัดจากใบแพงพวยฝรั่งมารักษาโรคแมลงกัดต่อย (ใบ)&lt;br /&gt;
:::23. ช่วยห้ามเลือด (ราก)&lt;br /&gt;
:::24. ช่วยแก้หัด แก้หัดหลังจากหัดออกแล้วไข้ไม่ลด แก้ผดผื่นคัน และแผลอักเสบอื่น ๆ ให้ใช้ต้นสด 30 - 60 กรัม นำมาคั้นเอาแต่น้ำแล้วต้มดื่ม (ทั้งต้น)&lt;br /&gt;
:::25. ช่วยแก้เด็กเป็นฝี มีหัวกลัดหนองยังไม่แตก ด้วยการใช้ต้นสดนำมาต้มเอาน้ำชะล้างและใช้ตำพอก (ทั้งต้น)&lt;br /&gt;
:::26. ใช้ต้นสดตำพอกเป็นยาแก้กลากน้ำนม (ทั้งต้น)&lt;br /&gt;
:::27. ช่วยแก้บวม แก้แผลอันเกิดจากการหกล้ม แผลเน่าเปื่อย ด้วยการใช้ต้นสดนำมาตำพอกบริเวณที่เป็น (ทั้งต้น)&lt;br /&gt;
:::28. รากและก้านสดนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ปวด (ราก, ก้าน) &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ในประเทศไทยจะนิยมปลูกต้นแพงพวยฝรั่งไว้เป็นไม้ประดับสวนทั่วไป ปลูกตามริมถนน ริมทางเดิน สวนสาธารณะ ริมทะเลได้ดี หรือในที่น้ำไม่ท่วมขัง ปลูกเป็นไม้กระถางก็ดูงดงาม เพราะดอกสวยเด่นมีหลายสี จัดเป็นไม้ดอกที่ปลูกง่าย โตเร็ว ดูแลง่าย ตายยาก ทนดินเค็ม (แต่ไม่ทนดินเปรี้ยว) ทนความแห้งแล้ง โรค และแมลงได้ดี ถ้าปลูกประดับสวนควรปลูกกลางแจ้งและควรตัดแต่งจะได้ทรงพุ่มสวยงาม แต่สำหรับในบางท้องถิ่นทางภาคใต้ของประเทศไทย หรือในประเทศมาเลเซีย และประเทศอินโดนีเซียมักจะปลูกต้นแพงพวยไว้เป็นไม้ประดับหลุมฝังศพ และจะไม่ปลูกตามบ้านเรือน &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''คำแนะนำ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. วิธีใช้สมุนไพรแพงพวยตาม ให้ใช้ทั้งต้นแห้งครั้งละ 15 - 30 กรัมนำมาต้มกับน้ำดื่ม หรือใช้ต้นสดนำมาคั้นเอาแต่น้ำดื่ม ส่วนใช้ภายนอกให้นำมาตำพอกหรือสุมไฟให้เป็นถ่านผสมเป็นยาพอก &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[File:youtu.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=px8VpBY7aQE|link=https://www.youtube.com/watch?v=px8VpBY7aQE]] &lt;br /&gt;
&amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=px8VpBY7aQE แพงพวยฝรั่ง] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:old-maid1.png]]  [[ไฟล์:old-maid2.png]]  [[ไฟล์:old-maid3.png]]  [[ไฟล์:old-maid4.png]] &amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2014/05/แพงพวยฝรั่ง.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2014/05/ต้นแพงพวยฝรั่ง.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2014/05/ใบแพงพวยฝรั่ง.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2014/05/ดอกแพงพวยฝรั่ง.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2014/05/ผลแพงพวยฝรั่ง.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Herb</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A7</id>
		<title>พลูคาว</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%A7"/>
				<updated>2020-01-30T14:09:57Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Herb: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:plu.png|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : SAURURACEAE &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Houttuynia cordata Thunb.''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Plu Kaow &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่น ๆ''' : ผักคาวตอง, คาวทอง, ผักก้านตอง, ผักคาวปลา, ผักเข้าตอง, ผักคาวตอง &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทางพฤกษศาสตร์'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ต้น''' : เป็น พืชล้มลุกอายุหลายปี สูง 15 - 30 ซม. ลำต้นกลม สีเขียว รากแตกออกตามข้อ มีกลิ่นคาวทั้งต้น &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ใบ''' : เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปหัวใจ กว้าง 4 - 6 ซม. ยาว 6 - 10 ซม. ปลายใบเรียวแหลม โคนใบเว้ารูปหัวใจ ขอบใบเรียบ แผ่นใบเรียบ สีเขียว ด้านบนของใบเป็นสีเขียวเข้ม ด้านล่างออกสีม่วง ก้านใบยาวและโคนเป็นกาบหุ้มลำต้น &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ดอก''' : ออกเป็นช่อที่ปลายยอด มีใบประดับสีขาว 4 ใบ ที่โคนช่อดอก ปลายมน ดอกเล็กจำนวนมาก สีขาวยออกเหลือง &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ผล''' : เป็นผลแห้ง แตกออกได้ เมล็ดรี &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''การขยายพันธุ์''' :  &amp;lt;br&amp;gt; &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. มีฤทธิ์ในการช่วยต่อต้านมะเร็ง ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง&lt;br /&gt;
:::2. มีฤทธิ์ในการช่วยบำบัดฟื้นฟูโรคความดันโลหิตสูง&lt;br /&gt;
:::3. ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ต้านทานโรค ช่วยยืดอายุผู้ป่วยให้อยู่สู้โรคได้นานมากขึ้น&lt;br /&gt;
:::4. มีส่วนช่วยยับยั้งเบาหวาน รักษาความสมดุลของร่างกาย&lt;br /&gt;
:::5. ช่วยทำให้กระดูกเชื่อมติดกันเร็วขึ้น (ต้นสด)&lt;br /&gt;
:::6. ช่วยรักษาปริมาณของเหลวในร่างกาย&lt;br /&gt;
:::7. ช่วยรักษาอาการหูชั้นกลางอักเสบ (ทั้งต้น)&lt;br /&gt;
:::8. ใช้รักษาโรคติดเชื้อและทางเดินหายใจ (ต้น)&lt;br /&gt;
:::9. ประโยชน์ของผักคาวตองช่วยแก้ไข้ (ใบ)&lt;br /&gt;
:::10. ช่วยรักษาโรคไข้มาลาเรีย (ต้น)&lt;br /&gt;
:::11. ใช้เป็นส่วนผสมในตำรับยาที่เป็นน้ำยาข้น ใช้ทารักษาและช่วยต้านเชื้อโรคหวัด ไข้หวัดใหญ่&lt;br /&gt;
:::12. ใช้เป็นส่วนประกอบในตำรับยา ช่วยรักษาอาการติดเชื้อเฉียบพลัน ติดเชื้อทางเดินหายใจ&lt;br /&gt;
:::13. ใช้เป็นส่วนผสมในตำรับยาที่เป็นน้ำยาข้น ใช้ทารักษาคางทูม ต่อมทอนซิลอักเสบ และปอดอักเสบในเด็ก&lt;br /&gt;
:::14. คาวตองมีสรรพคุณช่วยแก้และบรรเทาอาการไอ (ทั้งต้น)&lt;br /&gt;
:::15. มีส่วนช่วยกระตุ้นการแบ่งตัวของเซลล์เม็ดเลือดขาวช่วยรักษาภาวะภูมิแพ้ หอบหืด&lt;br /&gt;
:::16. ช่วยรักษาโรคไอกรน (ประยุกต์ใช้ทางการแพทย์)&lt;br /&gt;
:::17. ช่วยรักษาการอักเสบชนิดธรรมดาบริเวณแก้วตา (ประยุกต์ใช้ทางการแพทย์)&lt;br /&gt;
:::18. ช่วยรักษาโรคหลอดลมอักเสบ (ทั้งต้น)&lt;br /&gt;
:::19. ช่วยรักษาโรคหลอดลมขยายตัวมากเกินไป (ประยุกต์ใช้ทางการแพทย์)&lt;br /&gt;
:::20. ช่วยรักษาอาการปอดบวม ปอดอักเสบ (ทั้งต้น)&lt;br /&gt;
:::21. ช่วยรักษาฝีหนองในปอด (ต้น)&lt;br /&gt;
:::22. ช่วยรักษาอาการคั่งน้ำในอกจากโรคมะเร็ง (ประยุกต์ใช้ทางการแพทย์)&lt;br /&gt;
:::23. ช่วยลดอาการบวมน้ำ (ทั้งต้น)&lt;br /&gt;
:::24. ใช้เป็นยาระบาย อาหารไม่ย่อย (ใบ)&lt;br /&gt;
:::25. รักษาอาการท้องเสีย (ใบ)&lt;br /&gt;
:::26. ใช้แก้โรคบิด (ต้น, ใบ, ทั้งต้น)&lt;br /&gt;
:::27. ช่วยขับพยาธิ (ใบ)&lt;br /&gt;
:::28. ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ (ราก, ทั้งต้น)&lt;br /&gt;
:::29. ช่วยรักษาอาการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ (ทั้งต้น)&lt;br /&gt;
:::30. ช่วยรักษาริดสีดวงทวาร (ต้นสด, ใบ, ทั้งต้น)&lt;br /&gt;
:::31. ช่วยรักษาโรคหนองใน (ใบ)&lt;br /&gt;
:::32. ใช้ปรุงเป็นยาแก้กามโรค (ใบ)&lt;br /&gt;
:::33. ช่วยรักษานิ่ว (ต้น)&lt;br /&gt;
:::34. ช่วยแก้โรคไต (ใบ)&lt;br /&gt;
:::35. ช่วยรักษาอาการไตผิดปกติ (ประยุกต์ใช้ทางการแพทย์)&lt;br /&gt;
:::36. ช่วยรักษาโรคตับอักเสบชนิดดีซ่าน (ประยุกต์ใช้ทางการแพทย์)&lt;br /&gt;
:::37. ช่วยขับระดูขาว (ต้น)&lt;br /&gt;
:::38. ช่วยรักษาแผลอักเสบคอมดลูก (ประยุกต์ใช้ทางการแพทย์)&lt;br /&gt;
:::39. ช่วยรักษาการอักเสบบริเวณกระดูกเชิงกราน (ประยุกต์ใช้ทางการแพทย์)&lt;br /&gt;
:::40. ช่วยแก้โรคข้อ (ใบ)&lt;br /&gt;
:::41. ช่วยรักษาโรคหัด (ใบ)&lt;br /&gt;
:::42. ช่วยรักษาโรคผิวหนังต่าง ๆ (ต้นสด, ใบ)&lt;br /&gt;
:::43. ช่วยรักษาผื่นคัน ฝีฝักบัว (ต้นสด)&lt;br /&gt;
:::44. มีฤทธิ์ช่วยระงับอาการปวด&lt;br /&gt;
:::45. ช่วยห้ามเลือด&lt;br /&gt;
:::46. มีฤทธิ์ต้านการอักเสบต่าง ๆ&lt;br /&gt;
:::47. ใช้พอกฝี บวมอักเสบ (ต้นสด, ทั้งต้น)&lt;br /&gt;
:::48. ช่วยรักษาบาดแผล (ต้นสด)&lt;br /&gt;
:::49. ช่วยรักษาแผลเปื่อย (ต้นสด)&lt;br /&gt;
:::50. ช่วยรักษาแผลให้หายเร็วขึ้น (ใบ)&lt;br /&gt;
:::51. ใช้พอกแผลที่ถูกงูพิษกัด (ต้นสด)&lt;br /&gt;
:::52. ช่วยป้องกันการติดเชื้อหลังผ่าตัด (ประยุกต์ใช้ทางการแพทย์)&lt;br /&gt;
:::53. ใบสดผิงไฟพอนิ่มใช้พอกเนื้องอกต่าง ๆ (ใบ)&lt;br /&gt;
:::54. มีฤทธิ์ช่วยต่อต้านเชื้อรา เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส&lt;br /&gt;
:::55. ประโยชน์ของพลูคาวช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของไวรัสชนิดต่าง ๆ เช่น ไข้ทรพิษ หัด งูสวัด เริม เอดส์ (HIV)&lt;br /&gt;
:::56. แก้โรคน้ำกัดเท้า&lt;br /&gt;
:::57. ในประเทศจีนใช้เป็นส่วนผสมในตำรับยาช่วยป้องกันและรักษาโรคที่เกิดจากไวรัสในไก่ โดยใช้ผสมในอาหารที่ใช้เลี้ยงไก่&lt;br /&gt;
:::58. ใบสดใช้ป้องกันปลาเน่าเสีย (ใบ)&lt;br /&gt;
:::59. ใบนำมารับประทานเป็นผักสด&lt;br /&gt;
:::60. ใบสดต้มน้ำนำมารดต้นข้าว ข้าวสาลี ต้นฝ้าย ป้องกันพืชเป็นโรคเหี่ยวเฉาตาย&lt;br /&gt;
:::61. ใช้ขับทากที่ตายในท้อง (ดอก)&lt;br /&gt;
:::62. เหมาะกับผู้ป่วยและผู้ที่ต้องการบำรุงร่างกาย ผู้ป่วยในระยะพักฟื้น&lt;br /&gt;
:::63. เหมาะกับผู้ที่ต้องการ Detox ล้างพิษออกจากร่างกาย ป้องกันโรคร้าย ช่วยให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น ทำให้โรคต่าง ๆ มีอาการดีขึ้น และหายจากอาการของโรคต่าง ๆ ได้ในที่สุด&lt;br /&gt;
:::64. ใช้ควบคู่กับการรักษาด้วยเคมีบำบัดหรือการฉายรังสี จะช่วยให้ผู้ป่วยมีอาการแพ้น้อยลง&lt;br /&gt;
:::65. ใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางประเภทครีมทาแก้ผิวหนังแห้ง หยาบกร้าน ป้องกันผิวหนังแตก &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. สมุนไพรพลูคาวสามารถป้องกัน อาการท้องเดิน, ท้องเสีย, ทางเดินปัสสาวะอักเสบ, การติดเชื้อทางเดินหายใจ, ฝี, โรคทางเดินอาหาร, โรคปริทันต์, โรคในระบบสืบพันธุ์, โรคติดเชื้อในช่องปาก, สิว, โรคผิวหนัง, กลาก ขี้เรื้อนกวาง&lt;br /&gt;
:::2. รากของพลูคาว มีรสจืดคาว สรรพคุณขับปัสสาวะ&lt;br /&gt;
:::3. ทั้งต้นของพลูคาว มีรสเผ็ดคาว สรรพคุณรักษากามโรค รักษาโรคผิวหนัง รักษาฝี รักษาแผล ฆ่าเชื้อโรคระบบทางเดินปัสสาวะ ขับปัสสาวะ แก้โรคบิด บำรุงกระดูก รักษาหูชั้นกลางอักเสบ แก้ปวดหู รักษาโรคมาลาเรีย รักษาคางทูม รักษาต่อมทอนซิลอักเสบ รักษาปอดอักเสบ บรรเทาอาการไอ รักษาหลอดลมอักเสบ ลดอาการบวม ลดอักเสบ รักษาริดสีดวงทวาร รักษานิ่ว ขับระดูขาว สำหรับสตรีหลังคลอด รักษาแมลงสัตว์กัดต่อย  บำรุงผิว&lt;br /&gt;
:::4. ใบของพลูคาว มีรสเผ็ดคาว สรรพคุณรักษาริดสีดวงทวาร รักษากามโรค รักษาโรคหัด มีฤทธิ์ในการช่วยต่อต้านมะเร็ง รักษาโรคความดันโลหิตสูง เป็นยาระบาย ขับพยาธิ รักษาหนองใน บำรุงไต  รักษาโรคข้อ&lt;br /&gt;
:::5. ดอกพลูคาว สรรพคุณใช้ขับทารกตายในท้อง &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''คำแนะนำ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. '''สุขภาพร่างกาย''' ผู้บริโภคควรมีสุขภาพดีและไม่มีโรคประจำตัว เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดผลข้างเคียงหลังใช้สารสกัดจากพลูคาว&lt;br /&gt;
:::2. '''กระบวนการผลิต''' กระทรวงสาธารณสุขกำหนดว่า ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมพลูคาวต้องใช้กระบวนการสกัดด้วยการบดผง หรือสกัดด้วยน้ำจากใบพลูคาวเท่านั้น ดังนั้น ผู้บริโภคควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานดังกล่าวและได้รับการรับรองอย่างถูกต้อง&lt;br /&gt;
:::3. '''ปริมาณสารเควอซิทิน''' ไม่ควรบริโภคสารเควอซิทินจากอาหารเสริมเกิน 1 กรัม/วัน เพราะหากร่างกายได้รับสารเควอซิทินมากเกินไป อาจทำให้ไตเสียหายได้ ซึ่งผู้บริโภคศึกษาข้อมูลได้จากฉลากผลิตภัณฑ์&lt;br /&gt;
:::4. พลูคาวมีฤทธิ์ทำให้หายใจสั้นและถี่ขึ้น อาจทำให้อาเจียน ต้องกินในปริมาณที่เหมาะสม&lt;br /&gt;
:::5. สำหรับคนที่มีอาการหนาวง่าย ปวดท้อง ท้องเสียบ่อยๆ และแขนขาเย็น ไม่ควรกินพลูคาว&lt;br /&gt;
:::6. พลูคาวสามารถใช้รักษาโรคผิวหนังได้ แต่ต้องใช้ในปริมาณที่เหมาะสม หากใช้มากจนเกินไป อาจจะทำให้เกิดอาการแพ้ได้ &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[File:youtu.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=yI97vSHrIW0|link=https://www.youtube.com/watch?v=yI97vSHrIW0]] &lt;br /&gt;
&amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=yI97vSHrIW0 พลูคาว] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:plu1.png]]  [[ไฟล์:plu2.png]]  [[ไฟล์:plu3.png]]  [[ไฟล์:plu4.png]] &amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/07/Plu-Kaow-1.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://news.phuketindex.com/wp-content/uploads/2014/06/127.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://inwfile.com/s-db/dfqfyl.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://bpp24udon.com/images/Img_Herb/SW2HSEHM.png&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://thaiherbtherapy.com/wp-content/uploads/2015/03/พลูคาว-Thaiherb11.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Herb</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2</id>
		<title>พริกไทย</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2"/>
				<updated>2020-01-30T14:08:52Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Herb: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:pepper.png|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : PIPERACEAE &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Piper nigrum L.'' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Pepper &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่น ๆ''' : พริกขี้นก, พริกไทยดำ, พริกไทยขาว, พริกไทยล่อน, พริกน้อย, พริก &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทางพฤกษศาสตร์'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ต้น''' : ต้นพริกไทยเป็นต้นไม้ที่มีอายุยืน จัดอยู่ในประเภทไม้เลื้อย สูงประมาณ 5 เมตร ลักษณะของลำต้นจะเป็นข้อ ๆ  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ใบ''' : ใบพริกไทยจะมีสีเขียวสด ใบใหญ่คล้ายใบโพ &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ดอก''' : ดอกพริกไทยจะมีขนาดเล็ก จะออกช่อตรงข้อของลำต้น &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ผล''' : มีลักษณะเป็นพวง ซึ่งจะมีเมล็ดกลม ๆ ติดกันอยู่เป็นพวง  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''การขยายพันธุ์''' : สามารถเพาะปลูกพริกไทยเองได้  2 วิธีคือ การเพาะเมล็ด และการปักชำ  &amp;lt;br&amp;gt; &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. เมล็ดพริกไทยมีสารฟีนอลิกและสารพิเพอรีน ซึ่งช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ (เมล็ด)&lt;br /&gt;
:::2. เมล็ดพริกไทยมีสารพิเพอรีน (Piperine) ซึ่งเป็นสารอัลคาลอยด์ที่มีส่วนช่วยรักษาและป้องกันการเกิดโรคอัลไซเมอร์ในผู้สูงอายุได้ (อ้างอิง : รศ.ดร.อรุณศรี ปรีเปรม อาจารย์จากคณะเภสัชศาสตร์) (เมล็ด)&lt;br /&gt;
:::3. ช่วยป้องกันและต่อต้านสารก่อมะเร็ง ช่วยเร่งการทำงานของตับให้ทำลายสารพิษได้มากขึ้น (เมล็ด)&lt;br /&gt;
:::4. เมล็ดพริกไทยมีฤทธิ์ในการช่วยกระตุ้นประสาท (เมล็ด)&lt;br /&gt;
:::5. ช่วยแก้โรคลมบ้าหมูหรือลมชักได้ (เมล็ด)&lt;br /&gt;
:::6. ช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย (เมล็ด)&lt;br /&gt;
:::7. ช่วยทำให้เจริญอาหาร ทำให้ลิ้นของผู้สูงอายุรับรสได้ดียิ่งขึ้น&lt;br /&gt;
:::8. ช่วยบรรเทาอาการนอนไม่หลับ (เมล็ด)&lt;br /&gt;
:::9. ช่วยเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกายและเสริมภูมิต้านทานไปด้วยในตัว (เมล็ด)&lt;br /&gt;
:::10. ช่วยแก้ตาแดงเนื่องจากความดันโลหิตสูง(ดอก)&lt;br /&gt;
:::11. ช่วยระงับอาเจียน (ดอก)&lt;br /&gt;
:::12. ช่วยแก้อาการปวดฟัน ด้วยการใช้พริกไทย พริกหาง นำมาบดเป็นผงผสมยาขี้ผึ้ง แล้วปั้นเป็นก้อนเล็ก ๆ นำมาใช้อุดฟันตรงบริเวณที่ปวด (เมล็ด)&lt;br /&gt;
:::13. ช่วยขับเสมหะ เปิดคอให้โล่งขึ้น (เมล็ด)&lt;br /&gt;
:::14. ช่วยแก้เสมหะในทรวงอก แก้ลมพรรดึก (เถา)&lt;br /&gt;
:::15. ช่วยบรรเทาอาการและแก้อาการไอ หอบหืด สะอึก (เมล็ด)&lt;br /&gt;
:::16. ช่วยแก้อติสารหรืออาการลงแดง (เถา)&lt;br /&gt;
:::17. ช่วยแก้อาการวิงเวียนศีรษะ (ราก)&lt;br /&gt;
:::18. ช่วยแก้หวัดและลดไข้ (เมล็ด)&lt;br /&gt;
:::19. ช่วยแก้ไข้เรื้อรัง ด้วยการใช้พริกไทยดำ ใบบัวบกแห้ง ใบกะเพราแห้ง อย่างละเท่า ๆ กัน นำมาบดเป็นผง ปั้นเป็นเม็ดเล็ก ๆ กินครั้งละ 1 เม็ด เช้าและเย็น&lt;br /&gt;
:::20. ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต ช่วยเพิ่มการสูบฉีดโลหิตเข้าใจ (เมล็ด)&lt;br /&gt;
:::21. พริกไทยดำสามารถช่วยละลายลิ่มเลือดและลดการจับตัวเป็นก้อนได้ (อ้างอิง : The central food technological research institute)&lt;br /&gt;
:::22. ช่วยกระตุ้นการขับเหงื่อออกจากร่างกาย เมื่อเหงื่อระเหยออกจากผิวแล้ว จะช่วยทำให้ร่างกายรู้สึกเย็นสบายมากยิ่งขึ้น (เมล็ด)&lt;br /&gt;
:::23. พริกไทยดําช่วยรักษาโรคกระเพาะและลำไส้&lt;br /&gt;
:::24. ช่วยแก้อาการปวดมวนท้อง (ใบ, ราก)&lt;br /&gt;
:::25. ช่วยรักษาอาการท้องร่วงอย่างรุนแรงและท้องเดินหลาย ๆ ครั้ง (เถา)&lt;br /&gt;
:::26. ช่วยลดการเกิดก๊าซในระบบทางเดินอาหาร จึงช่วยแก้อาการจุกเสียด แน่นท้อง ท้องอืดท้องเฟ้อ (ใบ, เมล็ด)&lt;br /&gt;
:::27. ช่วยแก้ลมอัมพฤกษ์ ขับลมในกระเพาะ (ใบ,เมล็ด,ราก)&lt;br /&gt;
:::28. ช่วยกระตุ้นการไหลของน้ำลายและน้ำย่อยในกระเพาะ ช่วยในการย่อยอาหาร แก้อาการอาหารไม่ย่อย ช่วยย่อยสารพิษตกค้างที่ไม่สามารถย่อยได้ (เมล็ด, ราก)&lt;br /&gt;
:::29. ช่วยทำให้ระบบการย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น (ดอก)&lt;br /&gt;
:::30. ช่วยบรรเทาหรือผ่อนคลายอาการไม่สบายจากอาหารเป็นพิษจากอาหารทะเลและเนื้อสัตว์ต่าง ๆ (ดอก)&lt;br /&gt;
:::31. ช่วยขับปัสสาวะ (เมล็ด)&lt;br /&gt;
:::32. ช่วยแก้ระดูขาว (เมล็ด)&lt;br /&gt;
:::33. ช่วยแก้อาการอักเสบและโรคอื่น ๆ (พริกไทยดำ)&lt;br /&gt;
:::34. แก้ตะขาบกัด ด้วยการใช้ผงพริกไทยโรยบริเวณแผลที่ถูกกัด (เมล็ด)&lt;br /&gt;
:::35. ช่วยรักษาอาการเมื่อยขบ เป็นเหน็บชาง่ายในช่วงฤดูฝนหรือฤดูหนาว โดยใช้พริกไทย น้ำกะทิ และไข่ไก่ ตีให้เข้ากันแล้วตุ๋นจนสุก และนำพริกไทยขาวเข้าเครื่องยากับเปลือกไข่ไก่ นำไปผิงไฟให้เหลือง แล้วนำมาบดเป็นผงผสมกับน้ำต้มสุก และยังช่วยรักษาอาการชักจากการขาดแคลเซียมได้อีกด้วย&lt;br /&gt;
:::36. รักษากระดูกหัก ด้วยการใช้พริกไทย 5 เมล็ด เปลือกต้นของสบู่ขาว และต้นส้มกบ นำมาตำผสมเหล้าขาวแล้วผัดให้อุ่น พอกให้หนา และใช้ไม้พันผ้าให้แน่น&lt;br /&gt;
:::37. ใช้ทำเป็นยาแก้ผอมแห้งแรงน้อย ด้วยการใช้พริกไทยขาว ข้าวสารคั่วเกลือทะเล อย่างละเท่า ๆ กัน นำมาบดจนเป็นผงและปั้นผสมกับน้ำผึ้ง ขนาดเท่าเมล็ดพุทรา รับประทานก่อนอาหารเช้า เย็น และก่อนนอน ครั้งละ 1 เม็ด จะช่วยทำให้สุขภาพอนามัยดีขึ้นภายในเวลาไม่เกิน 3 เดือน&lt;br /&gt;
:::38. พริกไทยเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับคุณแม่มือใหม่ เพราะช่วยทำให้น้ำนมของแม่เพิ่มขึ้น (อ้างอิง : ภญ.ผกากรอง ขวัญข้าว เภสัชกรระดับ 6 รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร)&lt;br /&gt;
:::39. พริกไทยเป็นอาหารที่เหมาะอย่างมากสำหรับคนธาตุเจ้าเรือนเป็นธาตุลม (พฤษภาคม-กรกฎาคม) ซึ่งจะช่วยป้องกันการเจ็บป่วยต่าง ๆ ได้&lt;br /&gt;
:::40. ช่วยทำให้ผิวสวย ด้วยการใช้พริกไทย ขมิ้นอ้อย กระชาย แห้วหมู นำมาทุบแล้วดองด้วยน้ำผึ้ง นำมารับประทานก่อนนอนทุกวัน จะช่วยทำให้ผิวสวยใสมากยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;
:::41. พริกไทยมีวิตามินซีสูง ช่วยปกป้องผิวจากการถูกคุกคามจากแสงแดด&lt;br /&gt;
:::42. ช่วยป้องกันการหลับใน เมื่อขับรถเหนื่อย ๆ หรือง่วงนอน การได้กลิ่นของพริกไทยจะช่วยทำให้รู้สึกตื่นตัวมากยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;
:::43. น้ำมันพริกไทยสามารถช่วยลดน้ำหนักตัวได้ และยังสามารถใช้นวดส่วนที่ต้องการลดได้&lt;br /&gt;
:::44. สูตรสมุนไพรหลายชนิดที่นิยมนำมาปรุงเป็นยาอายุวัฒนะ มักมีพริกไทยรวมอยู่ด้วย&lt;br /&gt;
:::45. พริกไทยดำมีสรรพคุณช่วยต่อต้านความอ้วน เพราะมีสารพิเพอรีนที่มีรสฉุนและเผ็ดร้อน จึงช่วยขัดขวางไม่ให้เซลล์ไขมันใหม่ก่อตัวขึ้น&lt;br /&gt;
:::46. เมล็ดพริกไทยดำและพริกไทยขาว นิยมนำมาใช้ทำเป็นเครื่องเทศเพื่อใช้แต่งกลิ่นอาหาร ทำให้อาหารน่ารับประทานมากยิ่งขึ้น (เมล็ดพริกไทย)&lt;br /&gt;
:::47. พริกไทยอ่อนช่วยดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ในอาหารได้ เช่น ผักเผ็ดปลาดุก ผัดเผ็ดหมูป่า&lt;br /&gt;
:::48. พริกไทยช่วยถนอมอาหารประเภทเนื้อสัตว์ต่าง ๆ ให้เก็บไว้ได้นานยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;
:::49. น้ำมันหอมระเหยจากพริกไทยช่วยรักษาผู้ที่ติดบุหรี่ โดยจะช่วยลดความอยากและลดความหงุดหงิดลงได้&lt;br /&gt;
:::50. ในปัจจุบันพริกไทยดำได้ถูกนำมาสกัดเป็นน้ำมันหอมระเหย (Black pepper oil) ซึ่งมีคุณสมบัติฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ต้านพิษต่าง ๆ ช่วยทำให้เจริญอาหาร แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยในการย่อยอาหาร รักษาโรคกระเพาะ ใช้เป็นยาระบาย ช่วยบรรเทาอาการปวด ลดอาการกล้ามเนื้อกระตุก ช่วยกระตุ้นกำหนัด ขับเหงื่อ ลดไข้ และช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบประสาท (น้ำมันพริกไทย) &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. นำพริกไทยดำ 1 พวงมาแช่ในน้ำร้อนนานประมาณ 15 - 20 นาที กรองเอาแต่น้ำร้อนนำมาผสมกับน้ำผึ้ง 1 - 2 ช้อนชา แล้วค่อยๆ จิบ เมื่ออาการไอแบบมีเสมหะ&lt;br /&gt;
:::2. ยังไม่มีรายงานการนำพริกไทย หรือสารสกัดจากพริกไทย มาใช้ในการรักษาอาการอยากบุหรี่ มีเพียงงานวิจัยในหลอดทดลองที่แสดงถึงสารต้านอนุมูลอิสระ สารประกอบฟีนอล และสารนิโคตินที่อยู่ในพริกไทยและคาดว่า อาจช่วยถอนอาการติดนิโคตินได้&lt;br /&gt;
:::3. ในพริกไทยดำมีสารเคมีชนิดหนึ่งที่สามารถทำให้เยื่อบุจมูกระคายเคืองจนน้ำมูกไหลออกมา  จมูกก็จะโล่ง หายใจได้สะดวกมากขึ้น วิธีคือ นำน้ำมันสกัดจาก­­พริกไทยดำ 3 หยด ไปต้มในน้ำ 1 ถ้วยตวงผสมน้ำมันยูคาลิปตัสลงไปเล็กน้อย ต้มจนไอร้อนพุ่งตัวออกมา แล้วจึงนำน้ำต้มนั้นมาสูดดมเพื่อรักษาอาการ&lt;br /&gt;
:::4. นำน้ำมันสกัดจากพริกไทยดำ 2 หยด  มาผสมกับน้ำมันมะกอก ประมาณ 4 - 5 หยด แล้วผสมให้เข้ากัน แล้วนำไปทาบริเวณ ที่เคล็ดขัดยอก แล้วนวดวน ๆ สักพัก อาการก็จะดีขึ้น&lt;br /&gt;
:::5. เมื่อรู้ท้องอืด แน่นท้อง ให้เติมพริกไทยดำ (แบบเม็ด) ลงในมื้ออาหาร หรือโรยบนเนื้อสัตว์ เพราะพริกไทยดำจะไปกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งกรดไฮโครคลอริกซึ่งเป็นกรดในกระเพาะอาหารที่มีหน้าที่ปรับสมดุลการย่อยของอาหารทำให้กระเพาะและลำไส้ทำงานเป็นปกติมากขึ้น&lt;br /&gt;
:::6. นำพริกไทยดำ มาตำหยาบ ผสมกับน้ำมันมะกอก แล้วนำมาขัดผิว เพราะในพริกไทยดำ มีสารต้านอนุมูลอิสระ และสารต้านเชื้อแบคทีเรียค่อนข้างสูง อีกทั้งคึวามร้อนของพริกไทย ยังช่วยเปิดรูขุมขน ช่วยทำให้กำจัดสิ่งสกปรก ที่ฝังลึกได้อย่างดี และสามารถนำไปผสมกับครีม เพื่อทาตัวได้อีกด้วย&lt;br /&gt;
:::7. พริกไทยมีแคลเซียมปริมาณสูงมากโดยเฉพาะในพริกไทยอ่อน แคลเซียมเป็นส่วนสำคัญในการบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรงอยู่เสมอ รวมทั้งยังสามารถป้องกันการเกิดภาวะกระดูกพรุนได้อีกด้วย&lt;br /&gt;
:::8. พริกไทยมีฟอสฟอรัสและวิตามินซีที่ช่วยในการชะลอการเสื่อมของเซลล์และเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ&lt;br /&gt;
:::9. มีเบต้าแคโรทีนซึ่งเป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ ซึ่งมีส่วนช่วยในการมองเห็น&lt;br /&gt;
:::10. มีสารที่ชื่อว่า ไพเพอรีน และ ฟินอลิกส์  ซึ่งทั้งคู่เป็นสารต้านอนุูมูลอิสระ มีสรรพคุณในการป้องกันมะเร็งในระยะเริ่มต้น &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''คำแนะนำ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. พริกไทยเป็นยาเพิ่มกำลังให้ยาตัวอื่นเช่นเดียวกับดีปลี มีคุณสมบัติทำให้การดูดซึมโอสถต่างๆ เข้าสู่ร่างกายสูงขึ้น ดังนั้น เมื่อใดกินยาตำรับที่มีพริกไทยหรือดีปลีต้องระวังการได้รับยาเกินขนาด มีการพบว่าคนที่กินยาโบราณในกลุ่มยาแก้กษัยซึ่งมักจะใส่ยาร้อนลงไปด้วย หากได้รับยาต้านการแข็งของเลือดด้วยจะมีผลทำให้เลือดออกตามอวัยวะต่างๆได้ &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[File:youtu.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=ZQVFFcwD4Mo|link=https://www.youtube.com/watch?v=ZQVFFcwD4Mo]] &lt;br /&gt;
&amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=ZQVFFcwD4Mo พริกไทย] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:pepper1.png]]  [[ไฟล์:pepper2.png]]  [[ไฟล์:pepper3.png]]  [[ไฟล์:pepper4.png]] &amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.honestdocs.co/system/blog_articles/main_hero_images/000/001/151/large/iStock-469858939_L.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/07/Pepper-2.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.biogang.net/upload_img/biodiversity/biodiversity-211699-1.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://cdn.pixabay.com/photo/2015/09/05/10/41/pepper-flower-924281_960_720.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://puechkaset.com/wp-content/uploads/2016/12/ผลพริกไทย.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Herb</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%81</id>
		<title>พริก</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%81"/>
				<updated>2020-01-30T14:06:35Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Herb: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:chili.png|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : SOLANACEAE &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Capsicum frutescens L.''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Chilli peppers, chili, chile, chilli  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่น ๆ''' : &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทางพฤกษศาสตร์'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ต้น''' : ลำต้นพริกตั้งตรง สูงประมาณ 1 - 2.5 ฟุต โดยจะมีกิ่งเจริญจากต้นเพียงกิ่งเดียว แล้วค่อยแตกออกเป็น 2 กิ่ง 4 กิ่ง 8 กิ่ง 16 กิ่งไปเรื่อย ๆ ซึ่งในระยะแรกทั้งลำต้นและกิ่งจะเป็นไม้เนื้ออ่อน แต่พอมีอายุมากขึ้น ลำต้นจะแข็งแรงมากขึ้น แต่กิ่งยังเป็นไม้เนื้ออ่อนที่เปราะหักง่ายเหมือนเดิม &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ใบ''' : เป็นใบเลี้ยงคู่ มีลักษณะแบนราบเป็นมัน มีขนเล็กน้อย โดยจะมีรูปร่างตั้งแต่รูปไข่ไปจนถึงทรงเรียวยาว โดยพริกแต่ละชนิดก็จะมีขนาดแตกต่างกันออกไป เช่น ใบพริกหวานมีขนาดค่อนข้างใหญ่ ใบพริกขี้หนูทั่วไปมีขนาดเล็กในช่วงเป็นต้นกล้า แต่พอโตเต็มที่ก็จะมีขนาดค่อนข้างใหญ่ &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ดอก''' : เป็นดอกสมบูรณ์เพศ คือมีเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ภายในดอกเดียวกัน โดยปกติมักพบเป็นดอกเดี่ยว แต่อาจจะพบหลายดอกเกิดตรงจุดเดียวกันได้ โดยส่วนประกอบของดอก ประกอบไปด้วยกลีบรองดอก 5 พู กลีบดอกสีขาว 5 กลีบ แต่บางพันธุ์อาจมีสีม่วง และอาจมีกลีบตั้งแต่ 4 - 7 กลีบ มีเกสรตัวผู้ 5 อัน ซึ่งแตกจากตรงโคนของชั้นกลีบดอก ซึ่งอับเกสรตัวผู้เป็นสีน้ำเงิน แยกตัวเป็นกระเปาะเล็ก ๆ ยาว ๆ ส่วนเกสรตัวเมียชูสูงขึ้นไป&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ผล''' : รูปร่างและขนาดของผลเปลี่ยนแปลงไปตามพันธุ์ ส่วนมากผลมีขนาดเล็กแต่มีรสเผ็ดมาก สภาพอากาศและอุณหภูมิในแต่ละ ท้องถิ่นจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงความเผ็ดร้อนของพริกได้  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''การขยายพันธุ์''' : โดยวิธีการใช้เมล็ดพริกหยอดเมล็ดโดยตรงในหลุม, เพาะเมล็ดพริกให้งอกแล้วนำไปปลูกในหลุม, เพาะเมล็ดในแปลงเพาะก่อน &amp;lt;br&amp;gt; &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. พริกมีวิตามินซี สูง&lt;br /&gt;
:::2. เป็นแหล่งของกรด ascorbic ซึ่งสารเหล่านี้ ช่วยขยายเส้นโลหิตในลำไส้และกระเพาะอาหารเพื่อให้ดูดซึมอาหารดีขึ้น&lt;br /&gt;
:::3. ช่วยร่างกายขับถ่าย ของเสียและนำธาตุอาหารไปยังเนื้อเยื่อของร่างกาย (tissue)&lt;br /&gt;
:::4. พริกขี้หนูสดและพริกชี้ฟ้าของไทย มีปริมาณวิตามิน ซี 87.0 - 90 มิลลิกรัม / 100 g นอกจากนี้พริกยังมีสารเบต้า - แคโรทีนหรือวิตามินเอ สูง (พริกขี้หนูสด 140.77 RE )&lt;br /&gt;
:::5. พริกยังมีสารสำคัญอีก 2 ชนิด ได้แก่ Capsaicin และ Oleoresinโดยเฉพาะสาร Capsaicin ที่ นำมาใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร และผลิตภัณฑ์รักษาโรค ในอเมริกามีผลิตภัณฑ์จำหน่ายในชื่อ Cayenne สำหรับฆ่าเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะอาหาร&lt;br /&gt;
:::6. สาร Capsaicin ยังมีคุณสมบัติทำให้เกิดรสเผ็ด ลดความเจ็บปวดของกล้ามเนื้อ หัวไหล่ แขน บั้นเอว และส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. พริกมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอวัย&lt;br /&gt;
:::2. ช่วยให้อารมณ์ดี ทำให้ร่างกายสร้างสาร Endorphin (สารแห่งความสุข)&lt;br /&gt;
:::3. ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้แข็งแรงมากยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;
:::4. วิตามินซีที่ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนในร่างกาย&lt;br /&gt;
:::5. ช่วยในการบำรุงและรักษาสายตา&lt;br /&gt;
:::6. ช่วยกระตุ้นให้เจริญอาหารยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;
:::7. สารแคปไซซินช่วยให้เกิดอาการตื่นตัวของร่างกาย&lt;br /&gt;
:::8. ช่วยในการดีท็อกซ์ของร่างกาย&lt;br /&gt;
:::9. พริกช่วยบรรเทาอาการไข้หวัด ลดน้ำมูก และลดเสมหะ&lt;br /&gt;
:::10. ช่วยบรรเทาอาการไอ&lt;br /&gt;
:::11. ช่วยลดสารที่มากีดขวางระบบทางเดินหายใจอันเนื่องมาจากการเป็นไข้หวัด ไซนัส หรือโรคภูมิแพ้ต่าง ๆ&lt;br /&gt;
:::12. ช่วยรักษาโรคลักปิดลักเปิด หรือโรคเลือดออกตามไรฟัน&lt;br /&gt;
:::13. ช่วยให้หายใจได้สะดวกยิ่งขึ้น&lt;br /&gt;
:::14. ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง และความเผ็ดของพริกมีส่วนช่วยฆ่าเซลล์มะเร็งได้&lt;br /&gt;
:::15. ช่วยลดปริมาณสารคอเลสเตอรอลในร่างกาย ทำให้ปริมาณของไตรกลีเซอไรด์ในกระแสเลือดลดลง&lt;br /&gt;
:::16. ช่วยลดการอุดตันของเส้นเลือด เส้นเลือดสมองอุดตัน&lt;br /&gt;
:::17. ช่วยในการสลายลิ่มเลือด&lt;br /&gt;
:::18. ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจล้มเหลว&lt;br /&gt;
:::19. ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของหลอดเลือดให้ดียิ่งขึ้น&lt;br /&gt;
:::20. ช่วยลดความดันโลหิต&lt;br /&gt;
:::21. ช่วยเสริมสร้างผนังหลอดเลือดให้แข็งแรง ช่วยเพิ่มการยึดตัวของผนังหลอดเลือด&lt;br /&gt;
:::22. ช่วยขยายเส้นโลหิตในลำไส้และกระเพาะอาหารเพื่อการดูดซึมอาหารที่ดีขึ้น&lt;br /&gt;
:::23. สาร Capsaicin ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะอาหาร&lt;br /&gt;
:::24. ช่วยให้ร่างกายขับถ่ายของเสียและนำธาตุอาหารไปยังเนื้อเยื่อในร่างกาย&lt;br /&gt;
:::25. ช่วยบรรเทาอาการอาหารไม่ย่อย ขับแก๊สในกระเพาะ&lt;br /&gt;
:::26. มีส่วนช่วยในการขับปัสสาวะ&lt;br /&gt;
:::27. ช่วยป้องกันการติดเชื้อต่าง ๆ ในบริเวณจมูก ลำคอ ปอด เยื่อบุผนังช่องปาก&lt;br /&gt;
:::28. ช่วยไม่ให้เมือกเสีย ๆ มาจับตัวกันภายในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายด้วย&lt;br /&gt;
:::29. ช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดต่าง ๆ เช่น อาการปวดฟัน เจ็บคอ การอักเสบของผิวหนัง อาการปวดศีรษะ ปวดเส้นเอ็น โรคเกาต์ ข้อต่ออักเสบ เป็นต้น&lt;br /&gt;
:::30. พริกช่วยกระตุ้นให้อยากอาหารมากขึ้น&lt;br /&gt;
:::31. ใช้ในการประกอบอาหาร ปรุงแต่งอาหาร&lt;br /&gt;
:::32. นำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดต่าง ๆ เช่น พริกแห้ง พริกป่น พริกดอง ซอสพริก เครื่องแกง น้ำพริกต่าง ๆ และผลิตภัณฑ์ยารักษาโรค&lt;br /&gt;
:::33. รวมไปถึงอาวุธป้องกันตัวอย่างสเปรย์พริกไทย (ไม่ถือว่าเป็นอาวุธร้ายแรง) &lt;br /&gt;
:::34. ในด้านการแพทย์แผนจีนนำสารนี้มาใช้ประโยชน์เพื่อบำรุงพลังหยาง&lt;br /&gt;
:::35. ในด้านการแพทย์ได้มีการสกัดเอาสารแคปไซซินในพริกออกมาในรูปแบบครีมหรือเจล ใช้ทาเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวดที่ผิวหนัง เช่น ไฟไหม้ น้ำร้อนลวก งูสวัด เป็นต้น&lt;br /&gt;
:::36. ในด้านความงามจะใช้สารสกัดจากแคปไซซินมาสกัดเป็นเจลเพื่อใช้ในการนวดลดเซลลูไลต์ สลายไขมัน &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''คำแนะนำ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. การใช้ในปริมาณที่มากเกินไป อาจมีผลกระทบต่ออาการหยุดชะงักการทำงานของกล้ามเนื้อได้เช่นกัน เพื่อความปลอดภัย USFDA ได้กำหนดให้ใช้สาร ห.ห.ห.ได้ ที่ความเข้มข้น 0.75 % สำหรับเป็นยารักษาโรค&lt;br /&gt;
:::2. สารแคปไซซินในพริกมีฤทธิ์ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อ ดังนั้นในคนที่กินพริกมาก (กินเผ็ดจัด) อาจเกิดการระคายเคืองตั้งแต่เนื้อเยื่อในปาก รวมไปถึงระบบทางเดินอาหารทั้งหมด ทั้งกระเพาะอาหารและลำไส้ ซึ่งอาจก่อให้เกิดอาการแสบร้อน กระตุ้นการสร้างกรดในกระเพาะอาหาร รวมไปถึงอาจทำให้ท้องเสียได้ ดังนั้นคนเป็นโรคกระเพาะอยู่แล้วไม่ควรกินพริกหรือกินรสเผ็ดมาก &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[File:youtu.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=6Qe38oteWY4|link=https://www.youtube.com/watch?v=6Qe38oteWY4]] &lt;br /&gt;
&amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=6Qe38oteWY4 พริก] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:chili1.png]]  [[ไฟล์:chili2.png]]  [[ไฟล์:chili3.png]]  [[ไฟล์:chili4.png]] &amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://s3-ap-southeast-1.amazonaws.com/tescolotus-website/uploads/userfiles/images/Tesco+Lotus+-+chilli+1.png&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://kroobannok.com/news_pic/p93340861114.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://f.ptcdn.info/760/009/000/1379248090-image-o.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://live.staticflickr.com/3045/3049964558_1438ab3594.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.technologychaoban.com/wp-content/uploads/2018/12/chilli-2693677_1920.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Herb</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%AE%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%99</id>
		<title>ผักฮ้วน</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%AE%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%99"/>
				<updated>2020-01-30T14:01:58Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Herb: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:dregea.png|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : APOCYNACEAE &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Dregea volubilis (L.f.) Benth. ex Hook.f.'' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : - &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่น ๆ''' : ผักฮ้วนหมู, เครือเขาคลอน, ผักง่วนหมู, ต้นง่วนหมู, หัวเขาคอน, มวนหูกวาง, เครือเขาหมู, ผักฮ้วนหมู, ฮ้วนหมู, กระทุงหมาบ้า, คันชุนสุนัขบ้า, เถาคัน, มุ้งหมู, ฮ้วน, ผักม้วน, ผักโง้น, ผักง้วน, ผักง้วนหมู &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทางพฤกษศาสตร์'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ต้น''' : ดเป็นพรรณไม้เลื้อยเนื้อแข็ง ยาวได้ถึง 10 เมตร เถาจะพาดพันตามต้นไม้ใหญ่ ลำต้นมีลักษณะเป็นเถากลม เปลือกเถาอ่อนเป็นสีเขียว ส่วนเถาแก่เป็นสีน้ำตาลถึงสีน้ำตาลอ่อน ตามผิวกิ่งตะปุ่มตะป่ำและมีช่องอากาศ&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ใบ''' : เป็นใบเดี่ยว ออกเรียงตรงข้าม ลักษณะของใบเป็นรูปไข่หรือเกือบกลม ปลายใบแหลมหรือยาวรี โคนใบมนหรือเว้าหรือป้าน ใบมีขนาดกว้างประมาณ 5 - 10 เซนติเมตร และยาวประมาณ 7.5 - 15 เซนติเมตร แผ่นใบค่อนข้างหนา หลังใบเป็นสีเขียวเข้ม ส่วนท้องใบมีสีเขียวอ่อนกว่า ก้านใบยาวประมาณ 4 เซนติเมตร &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ดอก''' : ออกดอกเป็นช่อแบบช่อกระจุก โดยจะออกบริเวณซอกใบหรือระหว่างก้านใบ ลักษณะของดอกเป็นดอกที่มีขนาดเล็ก มีกลีบดอกและกลีบรองกลีบดอกอย่างละ 5 กลีบ กลีบดอกเป็นสีเขียวอ่อน บิดเวียนกัน ยาวได้ประมาณ 2 มิลลิเมตร โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นท่อ ส่วนปลายกลีบแยกออกเป็นแฉกรูปสามเหลี่ยม เส้าเกสร 5 กลีบ เมื่อดอกบานเต็มที่จะมีขนาดกว้างประมาณ 1 - 1.5 เซนติเมตร &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ผล''' : มีลักษณะเป็นฝัก ออกเป็นคู่ตรงข้ามกัน ฝักมีขนาดกว้างประมาณ 1.6 - 3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 7.5 - 10 เซนติเมตร โคนฝักป่องแล้วค่อย ๆ เรียวไปหาปลาย มีครีบตามยาว ผิวฝักมีขนสีน้ำตาลอ่อนนุ่มคล้ายกำมะหยี่ ข้างในฝักมีเมล็ด ลักษณะของเมล็ดเป็นรูปไข่หรือรูปรีกว้าง โค้งเว้า มีขนาดยาวประมาณ 1.2 เซนติเมตร เมล็ดเป็นสีน้ำตาลอมเหลือง ผิวเรียบเป็นมันวาว ขอบบางเป็นครีบ มีพู่ขนสีขาวเป็นมันเหมือนเส้นไหม &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''การขยายพันธุ์''' : ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการปักชำ เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วน ระบายน้ำดี ชอบที่ชื้น ทนแล้งได้ดี มีเขตการกระจายพันธุ์ในอินเดียจนถึงจีนตอนใต้ ไต้หวัน ภูมิภาคอินโดจีน มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ในประเทศไทยพบขึ้นตามบริเวณป่าดิบ ป่าราบ หรือบริเวณชายป่าทั่วทุกภาคของประเทศ &amp;lt;br&amp;gt; &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ส่วนที่กินได้ของผักชนิดนี้มีรสขมอมหวานมัน มีสรรพคุณช่วยบรรเทาความร้อนในร่างกายและช่วยเจริญอาหาร (ส่วนที่กินได้)&lt;br /&gt;
:::2. รากและเถามีสรรพคุณช่วยทำให้นอนหลับ (ราก, เถา)&lt;br /&gt;
:::3. เถาใช้เป็นยาแก้โรคตา (เถา)&lt;br /&gt;
:::4. ใช้เป็นยาแก้หวัด ทำให้จาม (เถา)[1] บ้างใช้รากนำมาตัดเสียบเข้าไปในจมูกเพื่อทำให้เกิดการจาม (ราก)&lt;br /&gt;
:::5. รากใช้เป็นยาขับพิษร้อน กระทุ้งพิษ พิษฝี แก้ไข้พิษ พิษไข้หัว ไข้กาฬ ให้ซ่านออกมาจากภายใน ช่วยดับความร้อน แก้พิษน้ำดีกำเริบ (ราก)&lt;br /&gt;
:::6. เถามีรสเมาเบื่อเอียดติดขม มีสรรพคุณเป็นยาดับพิษร้อนถอนพิษไข้ ใช้กระทุ้งพิษไข้หัว ไข้กาฬ ดับพิษฝี แก้พิษดีกำเริบ ละเมอเพ้อกลุ้ม เซื่องซึม ปวดศีรษะ น้ำตาตกหนัก แสบร้อนหน้าตา (เถา)&lt;br /&gt;
:::7. รากมีสรรพคุณเป็นยาขับเสมหะ ถ้าใช้มากเกินไปจะมีสรรพคุณทำให้อาเจียน ส่วนลำต้นอ่อนก็มีสรรพคุณทำให้อาเจียนเช่นกัน (ราก, ลำต้นอ่อน)&lt;br /&gt;
:::8. เถาเป็นยาเย็น ใช้เป็นยาขับปัสสาวะ (เถา)&lt;br /&gt;
:::9. ใช้เป็นยาแก้ปัสสาวะพิการ (ราก)&lt;br /&gt;
:::10. ใบมีรสเมาเบื่อเอียนติดขม ใช้เป็นยาแก้แผลที่ถูกน้ำร้อนลวก แก้บวม แก้ฝี แก้ฝีภายใน แก้พิษต่าง ๆ การใช้ภายนอกให้นำใบสดมาตำให้ละเอียดแล้วใช้ทาบริเวณที่เป็นแผลหรือใช้พอกฝีและบริเวณที่อักเสบ (ใบ)&lt;br /&gt;
:::11. เถาใช้เป็นยาแก้พิษงูกัด (เถา)&lt;br /&gt;
:::12. ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะใช้เป็นยาลดไข้ ทำให้อาเจียน ใช้ในการรักษาอาการอาเจียนออกมาเป็นเลือดสด (Hematemesis), เจ็บคอ, อาการฝีหนองติดเชื้อ (Carbuncles), กลาก, โรคหอบหืดและเป็นยาแก้พิษสำหรับยาพิษ (เนื่องจากทำให้อาเจียนได้ แต่ใช้รากเท่านั้น) &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ใบ ดอก และฝักอ่อน นำมาต้มแล้วใช้เป็นอาหารได้ โดยจะมีรสขมเล็กน้อย ชาวเหนือและชาวอีสานจะนิยมรับประทานใบอ่อน ยอด และดอกสด โดยนำมาใช้ในการประกอบอาหาร เช่น แกงกับปลาแห้ง หรือแกงกับผักชนิดอื่น ใช้เป็นผักจิ้มกับน้ำพริกหรือใส่ส้มตำ ผักชนิดนี้ในหน้าแล้งจะมีรสอร่อยกว่าหน้าฝน เพราะหน้าแล้งจะมีรสขมออกหวาน ส่วนหน้าฝนจะมีรสขมมาก โดยคุณค่าทางโภชนาการต่อ 100 กรัมนั้น ผักชนิดนี้จะให้พลังงาน 56 แคลอรี, โปรตีน 5.2 กรัม, ไขมัน 2.3 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 6.9 กรัม, เถ้า 1.7 กรัม, แคลเซียม 104 มิลลิเมตร, ฟอสฟอรัส 90 มิลลิกรัม, ธาตุเหล็ก 1.8 มิลลิกรัม, วิตามินเอ 266 หน่วยสากล, วิตามินบี 1 0.14 มิลลิกรัม, วิตามินบี 2 0.24 มิลลิกรัม, วิตามินบี 3 1.0 มิลลิกรัม, วิตามินซี 351 มิลลิกรัม&lt;br /&gt;
:::2. ผลใช้เป็นยารักษาโรคของสัตว์ &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''คำแนะนำ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. รากเป็นยาขับเสมหะ ถ้าใช้มากเกินไปทำให้อาเจียน &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[File:youtu.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=vbUwrN_Xru8|link=https://www.youtube.com/watch?v=vbUwrN_Xru8]] &lt;br /&gt;
&amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=vbUwrN_Xru8 ผักฮ้วน] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:dregea1.png]]  [[ไฟล์:dregea2.png]]  [[ไฟล์:dregea3.png]]  [[ไฟล์:dregea4.png]] &amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2015/07/กระทุงหมาบ้า.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2015/07/ต้นกระทุงหมาบ้า.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2015/07/ใบกระทุงหมาบ้า.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2015/07/ดอกกระทุงหมาบ้า.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2015/07/สมุนไพรกระทุงหมาบ้า.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Herb</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87</id>
		<title>ผักเหลียง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%87"/>
				<updated>2020-01-30T14:00:16Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Herb: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:baegu.png|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : GNETACEAE &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Gnetum gnemon var. tenerum'' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' :  Baegu  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่น ๆ''' : ผักเหลียง, ผักเหมียง, ผักเขลียง, ผักเปรียง, กะเหรียง  &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทางพฤกษศาสตร์'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ต้น''' : เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก มีลักษณะเป็นทรงพุ่มเตี้ยๆ ลำต้นมีขนาด 10 - 30 มิลลิเมตร สูงประมาณ 2 - 3 เมตร ลำต้น และกิ่งมีลักษณะเป็นข้อๆ ลำต้นแตกกิ่งแขนงมาก และแตกไหลออกด้านข้าง จนแลดูเป็นทรงพุ่มหนาทึบ เปลือกลำต้นมีสีน้ำตาล กิ่งอ่อนมีสีเขียวเข้ม แต่ละกิ่งไม่มีการสลัดทิ้งกิ่ง ลำต้นเป็นไม้เนื้ออ่อน กิ่งเปราะหักง่าย&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ใบ''' : เป็นพืชใบเลี้ยงคู่ มีลักษณะใบคล้ายใบยางพารา ใบแตกออกที่ปลายกิ่งแขนง แตกออกเป็นใบเดี่ยวตรงข้ามกันเป็นคู่ๆ ใบมีลักษณะรี มีก้านใบยาวประมาณ 1 - 2 เซนติเมตร โคนใบสอบ ปลายใบเรียวแหลม ขนาดใบกว้างประมาณ 4 - 10 เซนติเมตร ยาวประมาณ 10 - 20 เซนติเมตร แผ่นใบมีสีเขียวเข้ม แผ่นใบบาง แต่เหนียว ใบอ่อนมีสีแดงอมส้ม มีรสหวานมัน &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ดอก''' : ออกดอกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง แต่ละช่อดอกเป็นช่อดอกแบบเชิงลด มีความยาวช่อประมาณ 2 - 5 เซนติเมตร แยกออกเป็นต้นดอกช่อตัวผู้ และต้นดอกสมบูรณ์เพศแยกต้นกัน&lt;br /&gt;
ดอกตัวผู้ออกเป็นช่อ ยาวประมาณ 3 - 4 เซนติเมตร ช่อดอกมีลักษณะเป็นข้อๆที่มีดอกตัวผู้เรียงล้อมข้อ ตัวดอกมีขนาดเล็ก มีกลีบดอกสีขาว ส่วนต้นดอกสมบูรณ์เพศมีช่อดอกยาวประมาณ 5 - 7 เซนติเมตร ดอกมีขนาดใหญ่กว่าดอกต้นตัวผู้ ทั้งดอกตัวผู้ และดอกตัวเมียเรียงล้อมบนข้อเหมือนต้นดอกตัวผู้ ประมาณ 7 - 10 ข้อ ทั้งนี้ ดอกผักเหลียงจะเริ่มออกในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ผล''' : ผลผักเหลียงออกรวมกันบนช่อ แต่ละช่อมีผลประมาณ 10 - 20 ผล ผลมีลักษณะเป็นรูปกระสวย กว้างประมาณ 1 - 1.5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 2.5 - 4 เซนติเมตร เปลือกผลค่อนข้างหนา ผลอ่อนมีสีเขียว ผลสุกมีสีเหลือง เนื้อผลมีรสหวาน ทั้งนี้ หลังออกดอก ดอกผักเหลียงจะเริ่มติดผลในช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม และผลสุกในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน และติดเริ่มติดผลครั้งแรกเมื่ออายุประมาณ 5 - 6 ปี ขึ้นไป แต่การติดดอกออกผลจะไม่แน่นอน บางปีอาจไม่มีการติดดอกออกผล โดยเฉพาะปีที่ฝนตกชุกมาก &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''การขยายพันธุ์''' : การปลูกผักเหลียงจึงนิยมปลูกแบบไม่อาศัยเพศ คือ การปักชำราก การปักชำกิ่ง และการตอนกิ่ง เป็นหลัก มีระยะเวลาการชำหรือการตอนประมาณ 2 เดือน ขึ้นไปจนถึง 3 เดือน จึงจะได้กิ่งพันธุ์พร้อมปลูก &amp;lt;br&amp;gt; &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. เบต้าแคโรทีนเป็นสารสีส้มซึ่งส่วนใหญ่จะพบมากในแครอท ผักเหลียง 100 กรัม มีเบต้าแคโรทีนสูงถึง 1,089 ไมโครกรัม ซึ่งสูงกว่าผักบุ้งจีนถึง 3 เท่า และสูงกว่าผักบุ้งไทยถึง 5 - 10 เท่า และมากกว่าใบตำลึงอีกด้วย เบต้าแคโรทีนเมื่อย่อยสลายแล้วจะได้เป็นวิตามินเอ ซึ่งจะช่วยในการมองเห็นทำให้ดวงตามีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ชะลอการเสื่อมของจอประสาทตา ลดความเสื่อมของเซลล์ลูกตา ลดความเสี่ยงต่อการเป็นต้อกระจก&lt;br /&gt;
:::2. ผักเหลียงมีวิตามินเอสูง ซึ่งจะช่วยบำรุงผิวพรรณและบำรุงสายตาช่วยการมองเห็น เพิ่มความสามารถในการมองเห็นตอนกลางคืนหรือในที่แสงสว่างน้อย ตามัว ตาฝ้าฟาง และยังช่วยป้องกันเซลล์เยื่อบุต่าง ๆ ของร่างกายทำงานผิดปกติ&lt;br /&gt;
:::3. ผักเหลียงจัดเป็น 1 ใน 10 อันดับของผักที่มีแคลเซียมสูง ผักเหลียง 100 กรัม มีแคลเซียม 151 มิลลิกรัม มีสรรพคุณช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง  แก้ปวดเมื่อยตามร่างกายและข้อกระดูก บำรุงเส้นเอ็น ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนได้อีกด้วย&lt;br /&gt;
:::4. ใบเหลียงมีวิตามินบี จึงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบประสาทและบำรุงสมองให้ทำงานได้ดี ความจำดีขึ้น และยังช่วยป้องกันการเกิดโรคอัลไซเมอร์และสมองเสื่อมในผู้สูงอายุ อีกทั้งยังช่วยบำรุงกล้ามเนื้อหัวใจ หลอดเลือด และช่วยป้องกันการแข็งตัวของเลือด&lt;br /&gt;
:::5. ใบเหลียง อุดมไปสารต้านอนุมูลอิสระสูง จึงช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง ช่วยปกป้องเซลล์ต่างๆ ภายในร่างกายไม่ให้ถูกทำลายและช่วยให้ระบบการทำงานภายในร่างกายแข็งแรง อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นเซลล์ภูมิต้านทานในร่างกายให้ทำงานได้ดีขึ้น&lt;br /&gt;
:::6. คนใต้นิยมรับประทานเพื่อลดอาหารกระหายน้ำ ลดอาการคอแห้ง แก้ร้อนใน แก้เจ็บคอ ช่วยทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า แก้อาการขาดน้ำเมื่อต้องเดินทางไกลหรือเข้าป่าเข้าสวน&lt;br /&gt;
:::7. ช่วยแก้โรคซางในเด็กที่ผอมแห้งแรงน้อยร่างกายขาดสารอาหาร ก็จะช่วยให้เด็กเจริญอาหารขึ้น&lt;br /&gt;
:::8. การทานใบเหลียงก็สามารถแก้อาการร้อนในได้เช่นกัน โดยเฉพาะคนที่มีแผลในปากที่เกิดจากการร้อนใน เมื่อทานผักเหลียงเป็นประจำ จะทำให้อาการร้อนในหายเป็นปกติเร็วขึ้น&lt;br /&gt;
:::9. ยางจากลำต้นของใบเหลียง สามารถนำมาใช้รักษาฝ้าได้ โดยนำยางที่ได้มาทาให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้สักพัก แล้วลอกออก จะช่วยลอกฝ้าให้หลุดออกไป พร้อมกับผลัดเซลล์ผิวเก่า ทำให้ใบหน้าดูขาวกระจ่างใสและเรียบเนียนมากขึ้นอีกด้วย &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. การทานใบเหลียงเป็นประจำจะช่วยบำรุงหัวใจ ทำให้หลอดเลือดมีสุขภาพดี ป้องกันการแข็งตัวของเลือด นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนบางชนิดที่มีความจำเป็นต่อร่างกายได้อีกด้วย โดยในประเทศอินโดนีเซียและมาเลเซียนิยมรับประทานผักชนิดนี้ เพื่อใช้ในการบำรุงเส้นผม สายตา และบำรุงเส้นเอ็น&lt;br /&gt;
:::2. หลายคนมีอาการภูมิแพ้ได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นการแพ้อากาศ แพ้อาหาร หรือแพ้สารบางอย่าง ซึ่งการทานใบเหลียงเป็นประจำ จะช่วยบรรเทาอาการภูมิแพ้ให้ดีขึ้น โดยลดการกำเริบของโรคภูมิแพ้ให้น้อยลง นอกจากนี้ในคนที่มีอาการไม่รุนแรง ก็อาจรักษาให้หายขาดได้เช่นกัน&lt;br /&gt;
:::3. เมื่อรู้สึกหิวจัด สามารถนำใบเหลียงสดมาทานแก้หิวได้ โดยจะช่วยลดความหิวให้น้อยลง คนส่วนใหญ่จึงนิยมนำใบเหลียงสดมาทานก่อนมื้ออาหาร เพื่อช่วยลดน้ำหนัก โดยเมื่อทานใบเหลียงแล้วจะทำให้ทานอาหารในมื้อนั้นได้น้อยลงจากปกติ จึงทำให้ลดน้ำหนักได้ดีนั่นเอง &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''คำแนะนำ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. เป็นผักประจำถิ่นภาคใต้จึงมีเยอะ โดยเฉพาะบริเวณจังหวัดระนอง พังงา ชุมพร สุราษฎร์ธานี กระบี่ และตรัง ชาวบ้านในจังหวัดระนองจึงนำเอาใบผักเหลียงมาแปรรูปเป็นข้าวเกรียบผักเหลียง เพื่อเพิ่มมูลค่า เป็นสินค้า OTOP รสชาติอร่อยดี &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt; &lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[File:youtu.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=W11k1E-TdvE|link=https://www.youtube.com/watch?v=W11k1E-TdvE]] &lt;br /&gt;
&amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=W11k1E-TdvE ผักเหลียง] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:baegu1.png]]  [[ไฟล์:baegu2.png]]  [[ไฟล์:baegu3.png]]  [[ไฟล์:baegu4.png]] &amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://my.kapook.com/imagescontent/fb_img/460/s_102154_2206.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.nanagarden.com/picture/product/400/276539.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://static5-th.orstatic.com/userphoto/Article/0/4L/000WPY49C0F921ABDE39BEj.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.bloggang.com/data/plaipanpim/picture/1276490564.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.bansuanporpeang.com/files/images/user4378/DSC01561.JPG&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Herb</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%B2</id>
		<title>ผักหวานป่า</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%B2"/>
				<updated>2020-01-30T13:59:05Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Herb: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:pak-wan.png|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : OPILIACEAE &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Melientha suavis Pierre''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Pak-wan Tree &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่น ๆ''' : ก้านตรง, จ๊าผักหวาน, โถหลุ่ยกะนิ, เต๊าะ, นานาเซียม, ผักหวานใต้ใบ, และมะยมป่า &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทางพฤกษศาสตร์'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ต้น''' : จัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก มีความสูงของต้นประมาณ 4 - 11 เมตร เปลือกต้นเรียบ กิ่งอ่อนเป็นสีเขียวเข้ม เมื่อแก่แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีเทาอมสีน้ำตาลอ่อน เนื้อไม้มีความแข็ง เป็นพืชผลัดใบตามฤดูกาล จึงเก็บสะสมอาหารไว้ที่รากและลำต้น &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ใบ''' : เป็นใบเดี่ยว ลักษณะของใบเป็นรูปไข่หรือรูปรียาว ปลายใบมนหรือแหลม โคนใบสอบเรียว ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2.5 เซนติเมตรและยาวประมาณ 6 - 12 เซนติเมตร ใบอ่อนเป็นสีเขียวอ่อน เมื่อแก่แล้วจะเป็นสีเขียวเข้ม มีก้านใบยาวประมาณ 1 - 2 มิลลิเมตร &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ดอก''' : ออกดอกเป็นช่อยาว ก้านช่อดอกยาวประมาณ 15 - 20 เซนติเมตร โดยจะออกจากกิ่งหรือตามซอกใบ ใบประดับดอกเป็นรูปไข่ปลายแหลม ดอกเป็นแบบแยกเพศแต่อยู่บนก้านดอกเดียวกัน โดยดอกเพศผู้จะมีกลีบสีเขียวอ่อน เกสรสีเหลือง ส่วนดอกเพศเมียจะมีกลีบดอกเป็นสีเขียวเข้ม และก้านดอกจะสั้นกว่าดอกเพศผู้ โดยจะออกดอกในช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนมีนาคม &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ผล''' : เป็นผลเดี่ยวอยู่บนช่อยาวที่เป็นช่อดอกเดิม ลักษณะของผลเป็นรูปไข่ มีขนาดกว้างประมาณ 1.5 - 1.7 เซนติเมตรและยาวประมาณ 2.3 - 3 เซนติเมตร ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อแก่แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองส้มหรือสีแดง ส่วนก้านผลจะยาวประมาณ 3 - 5 มิลลิเมตร &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''การขยายพันธุ์''' : ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด มักจะพบต้นผักหวานป่าได้ตามป่าเบญจพรรณในที่ราบหรือเชิงเขาที่มีความสูงไม่เกิน 600 เมตรจากระดับน้ำทะเล และโดยปกติจะชอบขึ้นอยู่บนดินร่วนปนทราย &amp;lt;br&amp;gt; &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ผักหวานป่าเป็นอาหารและยาประจำฤดูร้อนที่ช่วยแก้อาการของธาตุไฟได้ตามหลักแพทย์แผนไทย&lt;br /&gt;
:::2. ใบและรากมีสรรพคุณแก้อาการปวดศีรษะ (ใบและราก)&lt;br /&gt;
:::3. รากมีรสเย็น เป็นยาแก้ไข้ สงบพิษไข้ (ราก) ส่วนยอดใช้ปรุงเป็นยาเขียวลดไข้ ลดความร้อน (ยอด)&lt;br /&gt;
:::4. รากเป็นยาเย็น สรรพคุณเป็นยาแก้อาการร้อนในกระหายน้ำ แก้กระสับกระส่าย (ราก) รากใช้ต้มกับน้ำรับประทานเป็นยาเย็นแก้พิษร้อนใน (ราก) ส่วนยอดมีรสหวานกรอบช่วยแก้อาการร้อนในกระหายน้ำ ระบายความร้อน (ยอด)&lt;br /&gt;
:::5. ยางใช้กวาดคอเด็ก แก้ลิ้นเป็นฝ้าขาว (ยาง)&lt;br /&gt;
:::6. ช่วยแก้อาการปวดท้อง (ใบและราก)&lt;br /&gt;
:::7. รากใช้ต้มกับน้ำรับประทานเป็นยาแก้อาการปวดมดลูกของสตรี (ราก)&lt;br /&gt;
:::8. รากใช้ต้มกับน้ำรับประทานเป็นยาแก้น้ำดีพิการ (ราก)&lt;br /&gt;
:::9. ช่วยแก้ดีพิการ แก้เชื่อมมัว (ราก)&lt;br /&gt;
:::10. ใช้รักษาแผล (ใบและราก)&lt;br /&gt;
:::11. ช่วยแก้อาการปวดในข้อ (ใบและราก)&lt;br /&gt;
:::12. ใช้แก่นของต้นผักหวาน นำมาต้มกับน้ำรับประทานเป็นยาแก้อาการปวดตามข้อหรือปานดง (แก่น)&lt;br /&gt;
:::13. ใช้ต้นผักหวานกับต้นนมสาวเป็นยาเพิ่มน้ำนมแม่หลังการคลอดบุตรได้ (ต้น) &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. คนไทยนิยมใช้ยอดอ่อน ใบอ่อน ดอกอ่อน และผลอ่อนมารับประทานเป็นผัก โดยอาจนำมาลวกให้สุกแล้วใช้เป็นผักจิ้มกับน้ำพริก ลาบ ใช้เป็นเครื่องเคียง หรืออาจนำไปผัดน้ำมัน หรือนำมาใช้ประกอบอาหารในเมนูต่าง ๆ เช่น แกงเลียง แกงส้ม แกงอ่อม แกงปลา แกงกะทิสด แกงกับไข่มดแดงหรือป่าแห้ง แกงคั่ว ต้มจืด ฯลฯ แต่ผักหวานป่าเป็นผักตามธรรมชาติที่ออกตามฤดูกาลและมีปริมาณน้อย ทำให้มีราคาแพงมากเมื่อเทียบกับผักชนิดอื่น ๆ จึงถือได้ว่าผักหวานป่าเป็นอาหารพิเศษสำหรับใครหลาย ๆ คนที่นาน ๆ ครั้งจะได้รับประทาน สำหรับผลแก่ยังสามารถให้นำมาลอกเนื้อทิ้ง แล้วนำเมล็ดไปต้มรับประทานเช่นเดียวกับเมล็ดขนุน โดยจะมีรสหวานมัน บ้างว่าใช้ผลสุกนำมาต้มให้สุกและรับประทานแต่เนื้อข้างใน&lt;br /&gt;
:::2. นอกจากจะใช้รับประทานเป็นผักและใช้เป็นยาสมุนไพรแล้ว ผลสุกของผักหวานป่ายังสามารถนำมารับประทานเป็นผลไม้ได้ด้วย เพียงแต่จะไม่นิยมเท่านำมาใช้รับประทานเป็นผัก และในธรรมชาติผลสุกยังเป็นอาหารของนกและสัตว์ต่าง ๆ อีกด้วย&lt;br /&gt;
:::3. ผักหวานป่าเป็นผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโปรตีน พลังงาน และวิตามินซี อีกทั้งยังมีปริมาณของเส้นใบอาหารอยู่พอสมควร จึงช่วยในการขับถ่ายได้ดียิ่งขึ้น โดยในยอดและใบสดของผักหวานป่า ต่อ 100 กรัม จะประกอบไปด้วยพลังงาน 300 กิโลจูล, น้ำ 76.6 กรัม, โปรตีน 8.2 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 10 กรัม, ใยอาหาร 3.4 กรัม, เถ้า 1.8 กรัม, แคโรทีน 1.6 มิลลิกรัม, วิตามินซี 115 มิลลิกรัม ส่วนอีกข้อมูลหนึ่งระบุว่าคุณค่าทางโภชนาการของผักหวานป่า ต่อ 100 กรัม (เข้าใจว่าคือส่วนของใบอ่อน ยอดอ่อน ดอกอ่อน) ประกอบไปด้วยพลังงาน 39 แคลอรี, น้ำ 87.1%, โปรตีน 0.1 กรัม, ไขมัน 0.6 กรัม, ใยอาหาร 2.1 กรัม, เถ้า 1.8 กรัม, วิตามินเอ 8,500 หน่วยสากล, วิตามินบี 1 0.12 มิลลิกรัม, วิตามินบี 2 1.65 มิลลิกรัม, วิตามินบี 3 3.6 มิลลิกรัม, วิตามินซี 168 มิลลิกรัม, แคลเซียม 24 มิลลิกรัม, ฟอสฟอรัส 68 มิลลิกรัม, ธาตุเหล็ก 1.3 มิลลิกรัม&lt;br /&gt;
:::4. จากที่เห็นก็พอจะทราบได้ว่าผักหวานป่าเป็นผักที่มีคุณค่าทางโภชนาการและเป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ เช่น เบตาแคโรทีน วิตามินเอ วิตามินซี และสารประกอบฟีนอลิก ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าอนุมูลอิสระเป็นตัวก่อให้เกิดความเสียดุลในร่างกายและเป็นสาเหตุของการเกิดโรคต่าง ๆ อีกมายมาย เช่น มะเร็ง ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ โรคข้อ โรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน ฯลฯ ดังนั้น การรับประทานผักหวานป่าจึงไม่เพียงแต่จะได้คุณค่าทางโภชนาการเท่านั้น หากแต่ยังได้รับสารอาหารที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย จึงช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคได้เป็นอย่างดี&lt;br /&gt;
:::5. อีกทั้งผักหวานป่ายังอุดมไปด้วยแคลเซียมและฟอสฟอรัส ที่ช่วยในการบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง ช่วยในการยืดหดของกล้ามเนื้อให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น มีเบตาแคโรทีนสูง ช่วยในการบำรุงสายตา มีวิตามินซีสูง ช่วยป้องกันเนื้อเยื่อหรือเซลล์ไม่ให้ถูกทำลายจากมลพิษทางอากาศ ช่วยป้องกันมะเร็งผิวหนังจากรังสีแสงแดด ช่วยทำให้ผิวหนังไม่เหี่ยวย่นหรือแก่ก่อนวัย มีวิตามินบี 2 ที่ช่วยป้องกันโรคปากเปื่อยหรือโรคปากนกกระจอก นอกจากนี้ผักหวานป่ายังมีเส้นใยอาหารสูง จึงช่วยในการขับถ่ายและเป็นยาระบายอ่อน ๆ&lt;br /&gt;
:::6. ในปัจจุบันพบว่ามีการนำผักหวานป่ามาพัฒนาเป็นชาสำเร็จรูป ซึ่งเป็นเครื่องดื่มต้านอนุมูลอิสระ โดยชาผักหวานจะประกอบไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามินซี สารประกอบฟีนอลิก ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยป้องกันการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันในร่างกายและช่วยป้องกันการเกิดโรคต่าง ๆ ซึ่งทางสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้ทำการศึกษาคุณสมบัติในเรื่องการต้านออกซิเดชันจากชาผักหวานป่า และได้พบว่าค่าความเข้มข้นที่ช่วยยับยั้งการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันได้ 50% ของชาผักหวานป่า มีค่าเท่ากับ 5.48% (v/v) ซึ่งดีกว่าชาดอกคำฝอยและชาใบหม่อน รวมทั้งยังได้ผ่านการตรวจวิเคราะห์ความเป็นพิษเฉียบพลันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว&lt;br /&gt;
:::7. เนื่องจากผักหวานป่าจะมีจำหน่ายมากในบางช่วงฤดูเท่านั้น จึงทำให้ไม่สามารถบริโภคได้ตลอดปี แต่ในปัจจุบันได้มีการนำยอดและใบอ่อนของผักหวานป่ามาแปรรูปทำเป็นแกงผักหวานป่าสำเร็จรูป เพื่อลดปัญหาความต้องการบริโภคในช่วงที่มีจำหน่ายน้อยและจำหน่ายในราคาที่สูง และจากการวิจัยของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ก็พบว่าการนำผักหวานป่ามาแปรรูปโดยวิธีการอบแห้งจะมีการเปลี่ยนแปลงของสีและคุณค่าทางโภชนาการเพียงเล็กน้อยเท่านั้น สรุปก็คือ วิตามินซีของยอดผักหวานป่าสดเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับผักหวานป่าที่แปรรูปโดยวิธีการอบแห้ง พบว่าวิตามินซีจะลดลงไม่เกินร้อยละ 10&lt;br /&gt;
:::8. นอกจากนี้ยังมีการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากผักหวานป่าอีกหลากหลายรูปแบบ เช่น น้ำผักหวานป่า ไวน์ คุกกี้ ขนมถ้วย ข้าวเกรียบ ทองม้วน เป็นต้น &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''คำแนะนำ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. การรับประทานผักหวานป่าต้องนำมาปรุงให้สุกเสียก่อน เพราะการรับประทานแบบสด ๆ ในปริมาณมากอาจทำให้เกิดอาการเบื่อเมา อาเจียน และเป็นไข้ได้&lt;br /&gt;
:::2. ส่วนเรื่องการเก็บผักหวานป่าผิดต้น ยังมีพรรณไม้ที่มีลักษณะคล้ายกับผักหวานป่า เช่น ต้นเสน ต้นขี้หนอน หากรับประทานเข้าไปจะทำให้เกิดอาการผิดสำแดงได้ คือ มีอาการคลื่นเหียนอาเจียน คอแห้ง อ่อนเพลีย มึนงง และหมดสติ หากร่างกายอ่อนแอก็อาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[File:youtu.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=LovvsZn7wVs|link=https://www.youtube.com/watch?v=LovvsZn7wVs]] &lt;br /&gt;
&amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=LovvsZn7wVs ผัหวานป่า] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:pak-wan1.png]]  [[ไฟล์:pak-wan2.png]]  [[ไฟล์:pak-wan3.png]]  [[ไฟล์:pak-wan4.png]] &amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2014/04/ผักหวานป่า.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2014/04/รูปผักหวานป่า.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2014/04/ใบผักหวานป่า.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2014/04/ดอกผักหวานป่า.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2014/04/ผลผักหวานป่า.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Herb</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%99</id>
		<title>ผักหวาน</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%99"/>
				<updated>2020-01-30T13:58:11Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Herb: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:gooseberry.png|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : PHYLLANTHACEAE &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Sauropus androgynus (L.) Merr.'' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Star gooseberry &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่น ๆ''' : ผักหวาน, มะยมป่า, ผักหวานใต้ใบ, ก้านตง, จ๊าผักหวาน, ใต้ใบใหญ่, ผักหลน, นานาเซียม, ตาเชเค๊าะ, โถหลุ่ยกะนีเต๊าะ &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทางพฤกษศาสตร์'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ต้น''' : ดเป็นไม้พุ่มขนาดกลาง มีความสูงของต้นประมาณ 0.5 - 3เมตร ลำต้นแข็งแตกกิ่งก้านระนาบไปกับพื้นหรือเกือบปรกดิน ลำต้นอ่อน กลม หรือเป็นเหลี่ยม เปลือกต้นขรุขระเป็นสีน้ำตาล ส่วนกิ่งอ่อนเป็นสีเขียวเข้มผิวเรียบ กิ่งเรียวงอเล็กน้อยตามข้อ &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ใบ''' : เป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่ รูปไข่แกมขอบขนาน รูปขอบขนาน หรือรูปคล้ายขนมเปียกปูน ปลายใบแหลม โคนใบมน ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1.5 - 3 เซนติเมตรและยาวประมาณ 2 - 7 เซนติเมตร ลักษณะของแผ่นใบเรียบเกลี้ยงทั้งสองด้าน หลังใบเป็นสีเขียวเข้ม ส่วนท้องใบเป็นสีเขียวอ่อน เส้นแขนงใบมีข้างละประมาณ 5 - 7 เส้น โค้งเล็กน้อย เมื่อทำให้แห้งใบจะเป็นสีเขียวอมเหลือง ก้านใบมีขนาดสั้น ยาวประมาณ 2 - 4 มิลลิเมตร มีหูใบเป็นรูปสามเหลี่ยม ปลายแหลม ยาวประมาณ 1.7 - 3 มิลลิเมตร &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ดอก''' : ออกดอกเป็นช่อ โดยจะออกเป็นกระจุกตามซอกใบ เรียงไปตามก้านใบ ดอกเป็นดอกเดี่ยวแบบแยกเพศแต่อยู่บนต้นเดียว มีใบปรกอยู่ด้านบน ดอกมีขนาดเล็ก มี 2 ชนิด โดยตอนบนของกิ่งก้านจะเป็นดอกเพศเมีย ส่วนตอนล่างเป็นดอกเพศผู้ ดอกเพศเมียจะมีประมาณ 1 - 3 ดอกและดอกเพศผู้จะมีจำนวนมาก และดอกเพศผู้จะมีกลีบเลี้ยง 6 กลีบ กลีบดอก 6 กลีบ ลักษณะเป็นรูปจานกลมแบน สีน้ำตาลแดง มีขนาดประมาณ 0.5 - 1 เซนติเมตร มีเกสรเพศผู้ 3 ก้าน ก้านเกสรเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็นแฉก 3 แฉก ส่วนดอกเพศเมียรังไข่จะอยู่เหนือวงกลีบ ดอกเป็นสีเขียวอมเหลือง โดยมีกลีบเลี้ยง 6 กลีบ ลักษณะเป็นรูปไข่กลับ ซ้อน เรียงเหลื่อมกันเป็นชั้น 2 ชั้น ชั้นละ 3 กลีบ และกลีบเลี้ยงจะเป็นสีแดงเข้มหรือสีเหลืองจุดประสีแดงเข้ม โดยจะออกดอกในช่วงเดือนกันยายนถึงเดือนพฤศจิกายน &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ผล''' : ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลมแป้น มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1.5 - 1.8 เซนติเมตร และยาวประมาณ 1 - 1.3 เซนติเมตร ผลฉ่ำน้ำ ผิวผลเป็นพูเล็กน้อย ผลเป็นสีเขียวถึงสีขาว เมื่อแก่เต็มที่จะเป็นสีขาวอมเหลือง เมื่อแห้งแล้วจะแตกได้ ผลมีกลีบเลี้ยงสีแดงติดคงทนห้อยลงใต้ใบ ภายในผลแบ่งเป็นพู 6 พู ในแต่ละพูจะมีเมล็ด 1 เมล็ด ลักษณะของเมล็ดเป็นรูปครึ่งวงกลม เปลือกเมล็ดเป็นสีดำหรือสีน้ำตาลเข้ม มีความหนาและแข็ง เมล็ดมีขนาดกว้างประมาณ 5 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 8 มิลลิเมตร&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''การขยายพันธุ์''' : ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ดและการปักชำกิ่ง เจริญเติบโตได้ดีในที่ลุ่มต่ำที่มีความชื้นพอเหมาะ ดินร่วนชุ่มชื้นและระบายน้ำได้ดี สามารถพบได้ตามป่าดิบแล้ง ป่าละเมาะ ป่าดิบชื้น ที่โล่งแจ้ง ตามเรือกสวน หรือตามที่รกร้างทั่วไป &amp;lt;br&amp;gt; &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ตำรายาพื้นบ้านล้านนาจะใช้รากผักหวานเข้าตำรับยารักษาอาการที่เกิดจากธาตุไฟ ได้แก่ โรคขางทุกชนิด (อาการแสดงของธาตุไฟกระทำโทษ) เช่น ขางทำให้มีอาการเสียดด้านข้าง เสียดท้อง ไอ ร้อน ง่วงนอน ขางไฟ ขางแกมสาน ขางรำมะนาดเจ็บในคอ ขางปิเสียบ เป็นอาการจุกเสียดและร้อน ใจสั่น เป็นต้น หรือใช้รักษามะเร็งก้อนเนื้อหรือเนื้องอกที่ผิดปกติ ฝีสาร ซึ่งจะใช้เป็นยาชะล้างฝีที่มีอาการร้อน และยังใช้เข้าตำรับยารักษามะเร็งไฟ มะเร็งคุด สันนิบาตฝีเครือ (ราก)&lt;br /&gt;
:::2. น้ำยางจากต้นและใบนำมาใช้หยอดตา แก้ตาอักเสบ (น้ำยางจากต้นและใบ)&lt;br /&gt;
:::3. ต้นและใบนำมาตำผสมกับรากอบเชยใช้เป็นยาพอก รักษาแผลในจมูก (ต้นและใบ)&lt;br /&gt;
:::4. รากใช้ฝนทารักษาคางทูม (ราก)&lt;br /&gt;
:::5. ตำรับยาหมอพื้นบ้านที่สันป่าตองจะใช้รากเข้าตำรับยาฝนแก้อาการเจ็บในปาก ปากเหม็น (ราก)&lt;br /&gt;
:::6. ช่วยแก้คอพอก (ราก)&lt;br /&gt;
:::7. ใช้เป็นยาทาป้ายแผลในปาก แก้ฝ้าขาวในเด็กทารก ด้วยการใช้น้ำคั้นจากใบผักหวานบ้านสด นำมาต้มใส่น้ำผึ้งแล้วนำมาทาลิ้นและเหงือกของทารกที่เป็นฝ้าขาว (ใบ)&lt;br /&gt;
:::8. ตำรับยารักษาโรคเลือดลมระบุให้ใช้รากผักหวานบ้าน รากชะอม รากชุมเห็ดเทศ รากมะกอกเผือก รากมะกอกฟานซ้อม รากมะลืมดำ รากมะลืมแดง รากหญ้าขัด กระดูกหมาดำ แก่นจันทนา แก่นจันทน์แดง งาช้าง นำมาฝนกับน้ำข้าวเจ้า ใช้กินรักษาโรคเลือดลม และถ้าเป็นมากจนตัวแดงให้นำมาทาด้วย (ราก)&lt;br /&gt;
:::9. รากใช้ต้มกับน้ำกินเป็นยารักษาโรคอีสา (ราก)&lt;br /&gt;
:::10. รากมีรสเย็น น้ำต้มกับรากใช้กินเป็นยาลดไข้ แก้ไข้ ถอนพิษไข้ แก้ตัวร้อน แก้ไข้กลับไข้ซ้ำ (ราก) ส่วนใบใช้ปรุงเป็นยาเขียว แก้ไข้ (ใบ)&lt;br /&gt;
:::11. หมอยาพื้นบ้านทางภาคเหนือจะใช้รากผักหวานบ้าน รากมะแว้ง รากรากผักดีด แก่นในของฝักข้าวโพดอย่างละเท่ากัน นำมาฝนกับน้ำให้เด็กหรือผู้ใหญ่กินเป็นยาแก้ไข้ แก้ขัด ไข้อีสุกอีใส (ราก)&lt;br /&gt;
:::12. ช่วยแก้อาการไอ (ราก)&lt;br /&gt;
:::13. ผักหวานบ้านเป็นผักที่มีรสหวานเย็น จึงช่วยบรรเทาความร้อนในร่างกายได้ (ใบ)&lt;br /&gt;
:::14. รากใช้ต้มกับน้ำดื่มและอาบ ช่วยแก้ซาง พิษซาง (ราก) นอกจากนี้รากยังช่วยระงับพิษ แก้พิษร้อนกระสับกระส่าย แก้น้ำดีพิการ แก้เชื่อมมัว (ส่วนนี้ผู้เขียนเองก็ไม่แน่ใจว่าจะใช้สรรพคุณของรากผักหวานบ้านหรือไม่ เพราะจากหลาย ๆ ข้อมูลระบุว่าสรรพคุณส่วนนี้คือสรรพคุณของผักหวานป่า)&lt;br /&gt;
:::15. ช่วยแก้ผิดสำแดง กินของแสลงที่เป็นพิษ (ราก)&lt;br /&gt;
:::16. รากใช้เป็นยาแก้ปัสสาวะขัด แก้ขัดเบา ช่วยขับปัสสาวะ (ราก) ส่วนใบแก้อาการปัสสาวะออกน้อย (ใบ)&lt;br /&gt;
:::17. หมอยาแผนโบราณจะใบสดใช้รักษากรณีหญิงคลอดบุตรและรกไม่เคลื่อน ด้วยการใช้ใบในขนาด 30 - 40 กรัมต่อวัน นำมาต้มสกัดด้วยน้ำ โดยการกินจะกำหนดโดยหมอที่รักษา (ใบ)&lt;br /&gt;
:::18. ใบใช้เป็นยาประสะน้ำนม ช่วยทำให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น (ใบ)&lt;br /&gt;
:::19. ตำรับยาแก้ผิดเดือน ระบุให้ใช้รากผักหวานบ้าน รากต้อยตั่ง ต้นมะแว้งต้น รากชะอม และรากนางแย้ม นำมาฝนน้ำผสมกับข้าวเจ้า ใช้ดื่มกินแต่น้ำ (ราก)&lt;br /&gt;
:::20. ตำรับยาของหมอพื้นบ้านที่เชียงดาวจะใช้รากผักหวานบ้าน เข้ายาแก้กินผิดและแก้ลมผิดเดือนโดยใช้เป็นยาฝน ประกอบไปด้วยรากผักหวานบ้าน รากมะนาว รากผักดีด รากยอ รากจำปี และรากทองพันชั่ง (ราก)&lt;br /&gt;
:::21. ดอกใช้เป็นยาขับโลหิต (ดอก)&lt;br /&gt;
:::22. ต้นและใบใช้ตำผสมกับสารหนู ใช้เป็นยาทาแก้โรคผิวหนังติดเชื้อ (ต้นและใบ)&lt;br /&gt;
:::23. รากและใบนำมาตำให้ละเอียดใช้เป็นยาพอกรักษาฝี แก้แผลฝี (รากและใบ)&lt;br /&gt;
:::24. ใบใช้ปรุงเป็นยาเขียวกระทุ้งพิษ (ใบ)&lt;br /&gt;
:::25. ใบมีสรรพคุณในการแก้บวม แก้หัด ส่วนรากมีสรรพคุณลดอาการบวม (ใบ, ราก)&lt;br /&gt;
:::26. ชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงมูเซอจะใช้ใบ, ทั้งต้น นำมาต้มกับน้ำอาบและเคี้ยวกินแก้อาการปวดเมื่อยตามร่างกาย (ใบ, ทั้งต้น)&lt;br /&gt;
:::27. ใช้เป็นยาบำรุงสุขภาพสำหรับสตรีหลังคลอด (ใบ, ทั้งต้น)&lt;br /&gt;
:::28. ผักหวานเป็นสมุนไพรที่ช่วยเพิ่มการหลั่งน้ำนมของแม่ที่ไม่มีน้ำนมให้บุตร (ใบ)&lt;br /&gt;
:::29. ตำรับยารักษามะเร็งที่มีอาการเจ็บ ร้อน ไหม้ร่วมด้วย ระบุให้ใช้รากผักหวานบ้าน รากปอบ้าน ต้นคันทรง และหัวถั่วพู นำมาฝนกับน้ำซาวข้าวให้พอข้น ใช้ทารักษามะเร็ง (ราก)&lt;br /&gt;
:::30. รากผักหวานบ้านใช้ผสมกับรากสามสิบ รากถั่วพู รากรางเย็น รากมังคะอุ้ย ดอกหงอนไก่ไทย ไม้มะแฟน หอบกาบและงาช้าง นำมาฝนกับน้ำผสมกับข้าวสุกกินเป็นยารักษาโรคมะเร็งคุด (อาการปวดตัวลงข้อ เจ็บศีรษะ เจ็บเอวปวดข้อ) ส่วนอีกตำรับให้ใช้รากหรือต้นผักหวานบ้าน นำมาผสมกับแก่นคูน แก่นขี้เหล็ก แก่นขนุนเทศ งาช้าง ต้นแก้งขี้พระร่วง ต้นขมิ้นเครือ ต้นคนทา ต้นเหมือดคน รากชิงชี่ เมล็ดมะค่าโมง เมล็ดสะบ้าลิง และกาบล้าน นำมาฝนใส่ข้าวเจ้ากินเป็นยาแก้มะเร็งคุด (ต้น, ราก)&lt;br /&gt;
:::31. นอกจากนี้รากผักหวานยังใช้เข้าตำรับยามุตขึด (โรคสตรี) และอาการบวมพอง และยังใช้ในคนไม่อยากอาหาร ใช้เข้ายาแก้พิษ ฝีไข้ เจ็บออกหู ใช้เป็นยาหยอด และเข้ายาแก้ไข้ฝีเครือดำขาวเหลือง (ราก) &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ใบและยอดอ่อนเมื่อนำมาลวก ต้ม หรือนึ่ง กินเป็นผักจิ้มน้ำพริก ลาบ ปลานึ่ง หรือจะนำมาประกอบอาหาร หรือใช้เพื่อเพิ่มรสชาติให้อาหารมีรสหวานตามธรรมชาติ เช่น แกงเลียง แกงอ่อม แกงส้ม แกงจืด แกงกับหมู แกงกับปลา แกงเขียวหวาน แกงกะทิสด แกงใส่ไข่มดแดง แกงเห็ด ผัดน้ำมันหอย ยำผักหวาน ก๋วยเตี๋ยวราดหน้าผักหวาน ฯลฯ หรือนำไปแปรรูปเป็นน้ำปั่นผักหวาน ชาผักหวาน หรือเครื่องดื่มต้านอนุมูลอิสระ ฯลฯ&lt;br /&gt;
:::2. ผักหวานบ้านเป็นผักที่มีวิตามินเอมากเป็นพิเศษ คือ ใน 100 กรัมจะมีวิตามินเออยู่สูงถึง 16,590 หน่วยสากล (บางรายงานระบุว่ามีวิตามินสูงถึง 20,503 หน่วยสากล) (วิตามินเอมีประโยชน์กับสายตามาก) และยังเป็นผักในจำนวนไม่มากนักที่มีวิตามินเค (วิตามินเคมีประโยชน์ในเรื่องการช่วยให้เลือดแข็งตัวเมื่อมีบาดแผลแล้วเลือดออก ทำให้ตับทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำงานร่วมกับวิตามินดีในการควบคุมระดับแคลเซียมในร่างกาย ช่วยเสริมสร้างเซลล์กระดูกและเนื้อเยื่อในไต)&lt;br /&gt;
:::3. คุณค่าทางโภชนาการของส่วนที่รับประทานได้ (ยอดอ่อนหรือใบอ่อน) ต่อ 100 กรัม ประกอบไปด้วย พลังงาน 39 แคลอรี, น้ำ 87.1%, โปรตีน 0.1 กรัม, ไขมัน 0.6 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 8.3 กรัม, ใยอาหาร 2.1 กรัม, เถ้า 1.8 กรัม, วิตามินเอ 8,500 หน่วยสากล, วิตามินบี 1 0.12 มิลลิกรัม, วิตามินบี 2 1.65 มิลลิกรัม, วิตามินบี 3 3.6 มิลลิกรัม, วิตามินซี 32 มิลลิกรัม, แคลเซียม 24 มิลลิกรัม, ฟอสฟอรัส 68 มิลลิกรัม, ธาตุเหล็ก 1.3 มิลลิกรัม&lt;br /&gt;
:::4. ผักหวานบ้านเป็นผักที่ช่วยในการขับถ่ายได้ดี ช่วยทำให้กระดูกและฟันแข็งแรง ช่วยป้องกันโรคภูมิแพ้จากมลพิษทางอากาศ ช่วยในการยืดหดตัวของกล้ามเนื้อ&lt;br /&gt;
:::5. ต้นผักหวานบ้านมีทรงพุ่มไม่ใหญ่โต ทรงกิ่งและใบดูงดงามคล้ายต้นมะยม มีใบเขียวตลอดปี มีดอกและผลห้อยอยู่ใต้ใบดูแปลกตาและสวยงาม อีกทั้งสีผลยังเป็นสีขาวตัดกับกลีบรองผลซึ่งเป็นสีแดง จึงมีความงดงามและดูเป็นเอกลักษณ์ จึงเหมาะสำหรับนำมาใช้ปลูกเป็นไม้ประดับในบริเวณบ้านได้ดี และยังใช้ปลูกเป็นพืชผักสวนครัวก็ได้ เพราะเมื่อเด็ดยอดแล้วก็ยังสามารถแตกยอดได้ใหม่ ยอดอ่อนและใบอ่อนมีรสชาติดี มีคุณค่าทางอาหารสูง ใช้ประกอบอาหารหลากหลายเมนู อีกทั้งพรรณไม้ชนิดนี้ยังเพาะปลูกได้ง่ายและมีความแข็งแรงทนทานอีกด้วย &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''คำแนะนำ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ไม่ควรนำผักหวานบ้านมารับประทานแบบสด ๆ ในจำนวนมาก เนื่องจากผักชนิดนี้มีสาร Papaverine ที่เป็นพิษต่อปอด ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ และท้องผูกได้ และยังมีรายงานว่าผู้ที่เป็นโรคเนื้อเยื่อปอดถูกทำลายชนิด bronchiolitis obliterans (SABO) syndrome นั้น สาเหตุมาจากการรับประทานผักหวานเป็นจำนวนมากเพื่อต้องการลดน้ำหนัก &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[File:youtu.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=UHgW7Su6_VU|link=https://www.youtube.com/watch?v=UHgW7Su6_VU]] &lt;br /&gt;
&amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=UHgW7Su6_VU ผักหวาน] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:gooseberry1.png]]  [[ไฟล์:gooseberry2.png]]  [[ไฟล์:gooseberry3.png]]  [[ไฟล์:gooseberry4.png]] &amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2014/04/ผักหวานบ้าน.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.foodnetworksolution.com/uploaded/sauropus1_preview.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2014/04/ใบผักหวานบ้าน.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2014/04/ดอกผักหวาน.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2014/04/ผลผักหวาน.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Herb</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%9C%E0%B9%88</id>
		<title>ผักไผ่</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/herb/index.php/%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%9C%E0%B9%88"/>
				<updated>2020-01-30T13:54:30Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Herb: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:vietnamese.png|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : POLYGONACEAE &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Polygonum odoratum Lour.'' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Vietnamese coriander &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่น ๆ''' : พริกม้า, พริกม่า, หอมจันทร์, ผักไผ่, ผักแพว, จันทน์โฉม, จันทน์แดง, ผักไผ่น้ำ, ผักแพ้ว, ผักแพรว, ผักแจว, พริกบ้า, หอมจันทร์ &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทางพฤกษศาสตร์'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ต้น''' : จัดเป็นพืชล้มลุก มีลำต้นสูงประมาณ 30 - 35 เซนติเมตร ลำต้นตั้งตรง มีข้อเป็นระยะ ๆ ตามข้อมักมีรากงอกออกมา หรือลำต้นเป็นแบบทอดเลื้อยไปตามพื้นดินและมีรากงอกออกมาตามส่วนที่สัมผัสกับพื้นดิน เป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ดีในที่ชื้นแฉะ เช่น ในบริเวณห้วย หนอง คลอง บึง หรือตามแอ่งน้ำต่าง ๆ  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ใบ''' : มีใบเป็นใบเดี่ยว ออกสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปหอกหรือรูปหอกแกมรูปไข่ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2.5 - 3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 5.5 - 8 เซนติเมตร ปลายใบเรียวแหลมคล้ายใบไผ่แต่บางกว่า ขอบใบเรียบ ฐานใบเป็นรูปลิ่ม ก้านใบสั้นมีหู ใบลักษณะคล้ายปลอกหุ้มรอบลำต้นอยู่บริเวณเหนือข้อของลำต้น &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ดอก''' : ออกดอกเป็นช่อ ช่อดอกมีดอกย่อยขนาดเล็กสีขาวนวลหรือชมพูม่วง &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ผล''' : เมล็ดผักแพวไม่ค่อยติดผลให้เห็นนัก เพราะเมล็ดมีขนาดเล็ก แก่เร็ว และร่วงง่าย &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''การขยายพันธุ์''' : วิธีการเพาะเมล็ดและการใช้ลำต้นปักชำ (เมล็ดงอกยาก นิยมใช้กิ่งปักชำมากกว่า) พรรณไม้ชนิดนี้เป็นพืชล้มลุก พบได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย เพราะเกิดได้เองตามธรรมชาติ &amp;lt;br&amp;gt; &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. ผักแพวอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดที่ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานโรคให้กับร่างกาย และช่วยในการชะลอวัย (ใบ)&lt;br /&gt;
:::2. ช่วยป้องกันและต่อต้านมะเร็ง (ใบ)&lt;br /&gt;
:::3. ช่วยป้องกันโรคหัวใจ (ใบ)&lt;br /&gt;
:::4. ใบใช้รับประทานช่วยทำให้เจริญอาหาร (ใบ)&lt;br /&gt;
:::5. ช่วยบำรุงประสาท (ราก)&lt;br /&gt;
:::6. รสเผ็ดของผักแพวช่วยทำให้เลือดลมในร่างกายเดินสะดวกมากขึ้น (ใบ)&lt;br /&gt;
:::7. ช่วยรักษาโรคหวัด (ใบ)&lt;br /&gt;
:::8. ช่วยขับเหงื่อ (ดอก)&lt;br /&gt;
:::9. ช่วยรักษาโรคปอด (ดอก)&lt;br /&gt;
:::10. ช่วยรักษาหอบหืด (ราก)&lt;br /&gt;
:::11. ช่วยแก้อาการไอ (ราก)&lt;br /&gt;
:::12. ช่วยในการขับถ่าย ป้องกันและแก้อาการท้องผูก และช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ เพราะเป็นผักที่มีไฟเบอร์สูงถึง 9.7 กรัม ซึ่งจัดอยู่ในผักที่มีเส้นใยอาหารมากที่สุด 10 อันดับของผักพื้นบ้านไทย (ใบ)&lt;br /&gt;
:::13. ผักแพวมีรสเผ็ดร้อน จึงช่วยแก้ลม ขับลมในกระเพาะอาหาร แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ (ใบ, ยอดผักแพว) ใช้เป็นยาขับลมขึ้นเบื้องบน ช่วยให้เรอระบายลมออกมาเวลาท้องขึ้น ท้องเฟ้อ (ใบ, ดอก, ต้นราก)&lt;br /&gt;
:::14. รากผักแพวช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหาร (ราก) แก้กระเพาะอาหารพิการหรือกระเพาะอักเสบ (ใบ, ดอก, ต้นราก)&lt;br /&gt;
:::15. ช่วยแก้ท้องเสีย อุจจาระพิการ (ใบ, ดอก, ต้นราก)&lt;br /&gt;
:::16. ช่วยแก้อาการเจ็บท้อง (ใบ, ดอก, ต้นราก)&lt;br /&gt;
:::17. ช่วยแก้อาการท้องรุ้งพุงมาน (ใบ, ดอก, ต้นราก)&lt;br /&gt;
:::18. ใบผักแพวช่วยรักษาโรคพยาธิตัวจี๊ด แต่ต้องรับประทานติดต่อกัน 5-8 วัน&lt;br /&gt;
:::19. ลำต้นผักแพวใช้เป็นยาขับปัสสาวะ (ต้น)&lt;br /&gt;
:::20. ราก ต้น ใบ และดอก นำมาปรุงเป็นยาได้ ใช้รักษาริดสีดวงทวาร (ใบ, ดอก, ต้น, ราก)&lt;br /&gt;
:::21. ช่วยรักษาโรคตับแข็ง (ใบ)&lt;br /&gt;
:::22. ช่วยลดอาการอักเสบ (ใบ)&lt;br /&gt;
:::23. ใบผักแพวใช้แก้ตุ่มคัน ผดผื่นคันจากเชื้อรา เป็นกลากเกลื้อน ด้วยการใช้ใบหรือทั้งต้นนำมาคั้นหรือตำผสมกับเหล้าขาว แล้วใช้เป็นยาทา (ใบ, ทั้งต้น)&lt;br /&gt;
:::24. ช่วยแก้อาการปวดเมื่อยตามร่างกาย (ราก)&lt;br /&gt;
:::25. ช่วยรักษาอาการปวดข้อ ปวดกระดูก (ราก)&lt;br /&gt;
:::26. ช่วยแก้เส้นประสาทพิการ แก้เหน็บชาตามปลายนิ้วมือ ปลายเท้า และอาการมือสั่น (ใบ, ดอก, ต้นราก)&lt;br /&gt;
:::27. ใช้ปรุงเป็นยาบำรุงเลือดลมของสตรี (ใบ, ดอก, ต้นราก) &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. รสเผ็ดของผักแพวช่วยเพิ่มการเผาผลาญไขมันในเลือด เหมาะเป็นผักสมุนไพรลดความอ้วนได้โดยไม่ขาดสารอาหาร เพราะอุดมไปด้วยเส้นใยและวิตามิน แต่ต้องรับประทานในปริมาณที่มากพอหรือวันละไม่น้อยกว่า 3 ขีด&lt;br /&gt;
:::2. ผักแพวมีวิตามินเอสูง จึงช่วยบำรุงและรักษาสายตาได้เป็นอย่างดี โดยมีวิตามินเอสูงถึง 8,112 หน่วยสากล ในขณะที่อีกข้อมูลระบุว่ามีมากถึง 13,750 มิลลิกรัม&lt;br /&gt;
:::3. ผักแพวเป็นผักที่ติดอันดับ 8 ของผักที่มีวิตามินซีสูงสุด โดยมีวิตามินซี 115 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนัก 100 กรัม&lt;br /&gt;
:::4. ผักแพวมีแคลเซียมสูงถึง 390 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม จึงช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรงได้เป็นอย่างดี&lt;br /&gt;
:::5. ผักแพวมีธาตุเหล็กสูงสุดติด 1 ใน 5 อันดับของผักที่มีธาตุเหล็กสูง&lt;br /&gt;
:::6. ยอดอ่อนและใบอ่อนใช้ประกอบอาหาร ใช้รับประทานเป็นผักสด หรือใช้แกล้มกับอาหารที่มีรสจัด ใช้เป็นเครื่องเคียงของอาหารอีสาน อาหารเหนือ อาหารเวียดนาม หรือนำมาหั่นเป็นฝอย ใช้คลุกเป็นเครื่องปรุงสดประกอบอาหารประเภทลาบ ลู่ ตำซั่ว ก้อยกุ้งสด ข้าวยำ แกงส้ม เป็นต้น&lt;br /&gt;
:::7. ใบผักแพวนำมาใช้แกงประเภทปลา เพื่อช่วยดับกลิ่นของเนื้อสัตว์หรือกลิ่นคาวปลาได้ &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''คำแนะนำ'''  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
:::1. จากรสเผ็ดร้อนของผักแพว หากรับประทานมากจะทำให้เกิดอาการแสบร้อนภายในช่องปาก คอ และกระเพาะอาหาร ทำให้เสี่ยงต่อการระคายเคือง และเกิดแผลในกระเพาะอาหาร&lt;br /&gt;
:::2. การเลือกซื้อผักแพว ควรเลือกซื้อผักแผวสด หรือดูที่ความสดของใบเป็นหลัก ไม่เหี่ยวและเหลือง แต่ถ้ามีรอยกัดแทะของหนอนและแมลงบ้างก็ไม่เป็นไร ส่วนการเก็บรักษาผักแพวก็เหมือนกับผักทั่ว ๆไป คือเก็บใส่ในถุงพลาสติกแล้วปิดให้สนิท หรือจะเก็บใส่กล่องพลาสติกสำหรับเก็บผักก็ได้ แล้วนำไปแช่ตู้เย็นในช่องผัก &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[File:youtu.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=syMJ2SNK86E|link=https://www.youtube.com/watch?v=syMJ2SNK86E]] &lt;br /&gt;
&amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=syMJ2SNK86E ผักไผ่] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:vietnamese1.png]]  [[ไฟล์:vietnamese2.png]]  [[ไฟล์:vietnamese3.png]]  [[ไฟล์:vietnamese4.png]] &amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/10/ผักแพว.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/10/ต้นผักแพว.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.mountainpeaknews.com/wp-content/uploads/2018/05/ผักแพว2.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/10/ดอกผักแพรว.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/10/ผักไผ่.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Herb</name></author>	</entry>

	</feed>