<?xml version="1.0"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xml:lang="th">
		<id>http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php?feed=atom&amp;namespace=0&amp;title=%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A9%3A%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88</id>
		<title>ระบบฐานข้อมูลชนิดนกในอุทยานแห่งชาติแก่งกรุง อำเภอวิภาวดี จังหวัดสุราษฎร์ธานี - หน้าใหม่ [th]</title>
		<link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php?feed=atom&amp;namespace=0&amp;title=%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A9%3A%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88"/>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A9:%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88"/>
		<updated>2026-05-01T17:22:39Z</updated>
		<subtitle>จาก ระบบฐานข้อมูลชนิดนกในอุทยานแห่งชาติแก่งกรุง อำเภอวิภาวดี จังหวัดสุราษฎร์ธานี</subtitle>
		<generator>MediaWiki 1.25.3</generator>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2</id>
		<title>สถานที่ศึกษา</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2"/>
				<updated>2020-02-12T07:30:17Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Kangkrungbird: ล็อก &amp;quot;สถานที่ศึกษา&amp;quot; ([แก้ไข=อนุญาตเฉพาะผู้ดูแลระบบ] (ไม่มีกำหนด) [เปลี่ยนชื่อ=อนุญาตเฉพาะผู้...&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:map25.png|right]]&lt;br /&gt;
'''ที่ตั้ง''' :อำเภอวิภาวดี จังหวัดสุราษฎร์ธานี&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''พื้นที่''' :545.81 ตารางกิโลเมตร (341,131.10 ไร่)&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ตำแหน่งที่ตั้ง'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.google.com/maps/place/%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87/@9.5444808,98.8142264,15z/data=!4m5!3m4!1s0x0:0xe083459810c0e491!8m2!3d9.5444808!4d98.8142264 แผนที่อุทยานแก่งกรุง]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ช่องทางการติดต่อ '''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ตู้ ปณ.''' : 93  อ. วิภาวดี  จ. สุราษฏร์ธานี   84000&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''โทรศัพท์''' : 0 7791 8063 (VoIP), 0 7720 5677&amp;lt;br&amp;gt;  &lt;br /&gt;
'''อีเมล''' : reserve@dnp.go.th&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ที่พัก '''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://nps.dnp.go.th/reservation.php?id=22&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มา''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://th.wikipedia.org/wiki/อุทยานแห่งชาติแก่งกรุง?action=edit&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://nps.dnp.go.th/parksdetail.php?id=22&amp;amp;name=อุทยานแห่งชาติแก่งกรุง&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kangkrungbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%87</id>
		<title>เหยี่ยวรุ้ง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%87"/>
				<updated>2020-01-30T16:37:15Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Kangkrungbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Greater Flameback5.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''':Accipitridae&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''':''Spilornis cheela '' (Scopoli) 1796.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''':Greater Flameback &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''':-&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Spilornis cheela '' เป็นนกล่าเหยื่อขนาดกลางจำพวกเหยี่ยวที่พบได้ในป่าในทวีปเอเชียเขตร้อน มีการกระจายพันธุ์กว้าง ด้วยความที่นกในสกุลนี้กินอาหารหลัก คือ งู จึงได้ชื่อสามัญในภาษาอังกฤษว่า &amp;quot;Serpent-eagle&amp;quot; (เหยี่ยวงู หรือ อินทรีงู)&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' :ในอินเดีย, จีน, ไหหลำ, ไต้หวัน, พม่า, ไทย, อินโดจีน, มาเลเซีย ในประเทศไทยพบได้ทุกภาคในปริมาณปานกลาง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เหยี่ยวรุ้งเป็นนกล่าเหยื่อขนาดกลาง ขนาดลำตัวยาวประมาณ 51-71 เซนติเมตร มีแผ่นหนังสีเหลืองสดใสบริเวณโคนปากไปจนถึงดวงตา ขนบริเวณท้ายทอยค่อนข้างยาวคล้ายมีขนหงอนที่หัว ซึ่งมีลักษณะคล้ายพัดเป็นสีดำลายซีดสีขาว ที่เมื่อเวลาโกรธหรือขู่คู่ต่อสู้ให้กลัวจะแผ่ออก ลำตัวด้านบนเป็นสีน้ำตาลเข้ม โดยเฉพาะที่ปีกจะมีจุดสีขาวกระจายอยู่ ลำตัวด้านล่างเป็นสีน้ำตาลและมีลายจุดสีขาวกระจายอยู่ทั่วไป ตัวที่โตเต็มวัยขณะบินจะเห็นแถบกว้างสีขาวที่หาง และใต้ปีกชัดเจน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''': อาศัยอยู่ตามป่าที่ราบและตามป่าบนยอดเขาใกล้ ๆ แหล่งน้ำต่าง ๆ มักจะพบเห็นมันบินร่อนเป็นวงกลมอยู่ในระยะสูงมากคอยหาอาหาร บินที่ระดับ 1,500 เมตร จากระดับน้ำทะเล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : เหยี่ยวรุ้งผสมพันธุ์ประมาณเดือน พฤษภาคม-มิถุนายน วางไข่ ครั้งละ 1 ฟอง  ทั้งสองเพศช่วยกันฟักไข่ นาน 26 - 28 วัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' :ไข่สีครีม สีขาวแกมเหลือง หรือสีขาวแกมเขียว&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' :เป็นนกประจำถิ่น นกอพยพเข้ามาในฤดูหนาว หรือนอกฤดูผสมพันธุ์ พบบ่อย หรือ พบเห็นทั่วไปในถิ่นอาศัยที่เหมาะสม &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' :จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&lt;br /&gt;
[[File:youtube01.png|left|https://https://www.youtube.com/watch?v=UObtpFAHoNg//https://www.youtube.com/watch?v=UObtpFAHoNg]] &amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=UObtpFAHoNg เหยี่ยวรุ้ง] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Greater Flameback6.jpg]] [[ไฟล์:Greater Flameback7.jpg]] [[ไฟล์:Greater Flameback8.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/6/6a/Crested_Serpent-Eagle_%28Spilornis_cheela%29_-_Flickr_-_Lip_Kee_%281%29.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.naturephoto-cz.com/photos/sevcik/เหยี่ยวรุ้ง--spilornis-cheela-1.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://lh3.googleusercontent.com/MSmq2ra4alClHEkDc032tBeRqghFSQQdQfIpvO7iU2IqNwb1EyIKBeuouzHAuQUy53wAWVr8OoEVF0ZzewM5G9Xlg-etQ2VxG85bt2A-VRUY8zd1bxno6-giJo1FEjEO3wBnInc1JA&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.chiangmainightsafari.com/cnsweb/components/com_flexicontent/medias/18-4.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของเนื้อหา''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%87&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.birdsofthailand.org/node/142&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kangkrungbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A5</id>
		<title>นกอีเสือสีน้ำตาล</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A5"/>
				<updated>2020-01-30T16:35:59Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Kangkrungbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Brown shrike1.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''':Laniidae &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''':''Lanius cristatus'' (Linnaeus),1758.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''':Brown shrike&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''':-&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Lanius cristatus'' ชื่อชนิดเป็นคำในภาษาละตินคือ Cristatus แปลว่าหงอน (รากศัพท์ภาษาละตินคือ crist,=a แปลว่าหงอน และ –tus เป็นคำลงท้าย) ความหมายคือ “นกที่หัวมีลักษณะเด่น” พบครั้งแรกที่รัฐเบงกอล ประเทศอินเดีย ทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยมี 4 ชนิดย่อยคือ&lt;br /&gt;
#Lanius cristatus cristatus Linnaeus ที่มาและความหมายของชื่อชนิดย่อยเช่นเดียวกับชื่อชนิด&lt;br /&gt;
#Lanius cristatus confuses Stegmann ชื่อชนิดย่อยอาจมาจากคำในภาษาอังกฤษว่า confuse แปลว่า ยุ่งยาก สับสน ซึ่งอาจหมายถึงการจัดจำแนกพบครั้งแรกที่ประเทศรัสเซีย&lt;br /&gt;
#Lanius cristatus superciliosus Latham ชื่อชนิดย่อยเป็นคำในภาษาละตินคือ superciliosus แปลว่าคิ้ว (super แปลว่าเหนือ cili,-a,-o,=um แปลว่าขน และ –osus แปลว่าเต็มไปด้วย) ความหมายคือ “คิ้วมีลักษณะเด่น” พบครั้งแรกที่กรุงจาการ์ตาประเทศอินโดนีเซีย&lt;br /&gt;
#Lanius cristatus lucionensis Linnaeus ชื่อชนิดย่อยดัดแปลงจากชื่อสถานที่ที่พบครั้งแรก คือ เกาะลูซอน ประเทศฟิลิปปินส์&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในเอเชียตะวันออก อินเดีย จีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เกาะไหหลำ ไต้หวัน หมู่เกาะอันดามัน หมู่เกาะนิโคบาร์ หมู่เกาะซุนดา ฟิลิปปินส์ และนิวกินี&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกที่มีขนาดเล็ก (20 ซม.) ตัวเต็มวัยด้านบนลำตัวสีน้ำตาลแกมเทาจนถึงน้ำตาลถึงน้ำตาลแดง โดยชนิดย่อย cristatus กระหม่อม ลำตัวด้านบน ตะโพก และขนคลุมโคนหางด้านบนเป็นสีน้ำตาลแกมแดง (Ali and Ripley,1972) ชนิดย่อย superciliosus ลำตัวด้านบนสีน้ำตาลถึงน้ำตาลแดงมากกว่า โดบลนิเวณกระหม่อมมีสีเข้มที่สุด ตะโพกสีน้ำตาลเหลืองถึงน้ำตาลแดง ชนิดย่อย lucionensis กระหม่อม ช่วงไหล่ และโคนปีกเป็นสีเทาจาง คิ้วไม่เด่นชัด และชนิดย่อย confusus กระหม่อมสีน้ำตาล&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : อาศัยอยู่ตามทุ่งโล่ง ทั้งบริเวณที่ใกล้แหล่งน้ำและบริเวณที่ค่อนข้างแห้งแล้งป่าละเมาะ และสวนผลไม้ ส่วนใหญ่ในระดับต่ำ แต่อาจพบได้ถึงในระดับความสูง 2,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล โดยเฉพาะช่วงอพยพ อุปนิสัยโดยทั่วไปไม่แตกต่างจากนกอีเสือหัวดำ แต่มักมีกิจกรรมในช่วงเช้าตรู่และเย็นค่ำมากกว่า&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' :ไม่มีรายงานการทำรังวางไข่ในประเทศไทย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : เป็นนกอพยพมาช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์ พบบ่อยและปริมาณมาก ชนิดย่อย cristatus พบทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงใต้ ชนิดย่อย confusus พบภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียวเหนือ ตอนใต้ของภาคกลาง และภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ลงไป ชนิดย่อย superciliosus พบทางภาคใต้ตอนใต้สุด ชนิดย่อย lucionelucionensis พบทางภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือบางส่วน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&lt;br /&gt;
[[File:youtube01.png|left|https://https://www.youtube.com/watch?v=TMCeNw51G8o//https://www.youtube.com/watch?v=TMCeNw51G8o]] &amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=TMCeNw51G8o นกอีเสือสีน้ำตาล] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Brown shrike2.jpg]] [[ไฟล์:Brown shrike3.jpg]] [[ไฟล์:Brown shrike4.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://1.bp.blogspot.com/-1TPEJlQ4OlQ/Tm7Z9s6iPwI/AAAAAAAAGo8/LmLb-KVpnBk/s1600/%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B3%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A5.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://i.ytimg.com/vi/AitRqgQAKyQ/maxresdefault.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://dktnfe.com/web59/wp-content/uploads/2014/09/brwn_shrk1ob.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://live.staticflickr.com/3279/2910407566_3b166e8e6f.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของเนื้อหา''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
จากหนังสือนกในเมืองไทย ผู้เขียน รศ.โอภาส ขอบเขต &amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kangkrungbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD</id>
		<title>นกอีเสือลายเสือ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD"/>
				<updated>2020-01-30T16:34:34Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Kangkrungbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Tiger shrike1.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''':Laniidae &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''':''Lanius tigrinus''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''':Tiger shrike&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''':Thick-billed shrike&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Lanius tigrinus'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ tigri,-n หรือ tigris แปลว่าเสือโคร่ง และ –inus เป็นคำลงท้าย แปลว่าเหมือน ความหมายคือ “นกที่มีลายคล้ายลายเสือโคร่ง” พบครั้งแรกที่เกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย ไม่มีการแบ่งเป็นชนิดย่อย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในเอเชียตะวันออก จีนตอนใต้และตะวันออก พม่า ไทย ลาว ไต้หวัน มาเลเซีย หมู่เกาะ ซุนดาใหญ่ และฟิลิปปินส์&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็ก (19 ซม.) หัวค่อนข้างโต ดวงตาใหญ่ ตัวเต็มวัยแตกต่างจากนกอีเสือหลังแดงตรงที่ลำตัวด้านบนและลำตัวด้านข้างมีลายพาดสีดำ ปีกและหางสีน้ำตาลแดง ไม่มีลายแถบสีขาวที่ปีก และไม่มีสีขาวใด ๆ ที่ด้านข้างของหาง ตัวเมียลำตัวด้านข้างมีลายคล้ายเกล็ดสีดำถี่มาก หัวตาและคิ้วสีขาว ตัวไม่เต็มวัยแตกต่างจากตัวไม่เต็มวัยของนกอีเสือสีน้ำตาลและนกอีเสือหลังแดงตรงที่ลำตัวด้านบนและลำตัวด้านล่างมีลายคล้ายเกล็ด อาจมีคิ้วสีเหลืองหรือขาวหรือไม่มีเลย บางครั้งวงรอบเบ้าตามีสีขาว หรือมีสีขาวเป็นพื้นที่เล็ก ๆ หลังตา&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : อาศัยอยู่ตามป่าโปร่ง ป่าดงดิบ ชายป่า ป่ารุ่น ตั้งแต่พื้นราบจนกระทั่งความสูงอย่างน้อย 300 เมตรจากระดับน้ำทะเล และอาจพบได้ในป่าชายเลนและสวนผลไม้ มักพบเกาะตามกิ่งไม้หรือตอไม้เพื่อจ้องและโฉบจับแมลงซึ่งเป็นอาหารส่วนใหญ่ อุปนิสัยอื่น ๆ ไม่แตกต่างจากนกอีเสือหัวดำและนกอีเสือสีน้ำตาล&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : ไม่มีรายงานการทำรังวางไข่ในประเทศไทย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : เป็นนกอพยพผ่านประเทศไทยไปยังประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย จะพบเฉพาะในช่วงต้นและปลายฤดูอพยพ พบบ่อยและปริมาณปานกลาง พบทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก ภาคกลาง และภาคใต้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&lt;br /&gt;
[[File:youtube01.png|left|https://https://www.youtube.com/watch?v=xy7Wlv3gFgI//https://www.youtube.com/watch?v=xy7Wlv3gFgI]] &amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=xy7Wlv3gFgI นกอีเสือลายเสือ] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Tiger shrike2.jpg]] [[ไฟล์:Tiger shrike3.jpg]] [[ไฟล์:Tiger shrike4.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://dktnfe.com/web59/wp-content/uploads/2014/09/tiger_shrikejuvenile.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://c1.staticflickr.com/9/8296/8018141900_7e44e9eaa8_b.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/3/3c/Lanius_cristatus_-_Phra_Non.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/9/9f/Lanius_tigrinus_Malaysia.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของเนื้อหา''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
จากหนังสือนกในเมืองไทย ผู้เขียน รศ.โอภาส ขอบเขต &amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kangkrungbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%AB%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%81</id>
		<title>นกกะรางหัวหงอก</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B0%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%AB%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%81"/>
				<updated>2020-01-30T16:32:42Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Kangkrungbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:White-crested.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''':Sturnidae&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''':''Garrulax leucolophus''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''':White-crested Laughingthrush &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''':-&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' :ในทวีปเอเชียตอนใต้ตั้งแต่ตะวันตกของเทือกเขาหิมาลัยจนถึงจีนด้านตะวันออก พบในเมียนมาร์ ไทยและอินโดจีน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : มีความยาวจากปลายปากจรดปลายหางราว 30 เซนติเมตร ตัวค่อนข้างโต มีลักษณะเด่นอยู่ที่มีขนบนหัวสีขาวฟูคล้ายผมหงอกคอและท้องตอนบนเป็นสีขาว มีปากสีดำและมีแถบสีดำลากจากโคนปากพาดผ่านตาถึงข้างแก้ม ปากตรง และ ตอนปลายปากบน เป็นของุ้ม คลุมปลายปากล่างไว้ โดยปากจะสั้นกว่าหัว ที่มุมปากมีขนเส้นแข็งๆ สั้นๆด้วย ท้ายทอยสีเทา หลัง ไหล่ ตะโพกสีแดงอมน้ำตาล ขนหางสีน้ำตาลคล้าย ๆ ลำตัวด้านล่างเลยจากท้องตอนบนเป็นสีน้ำตาลแดงอ่อนๆ นกตัวผู้และตัวเมียคล้ายคลึงกันปีกของนกกะรางจะสั้น มนกลม และอยู่แนบชิดลำตัวมาก จึงใช้บินได้ในระยะใกล้ๆ เท่านั้น จะบินอพยพ ไปไหนมาไหนไกลๆไม่ได้เลย ขนปลายปีกมี 10 เส้น หางคู่นอกค่อนข้างยาว และ ยาวกว่าปีก ขนหางมี 12 เส้น ซึ่งแต่ละคู่จะยาวลดหลั่นกันลงไป ขนหางคู่บนยาวที่สุด ขา ของนก กะราง ค่อนข้าง ใหญ่ และ แข็งแรง ปกคุลมด้วยเกล็ดขนาดใหญ่ ที่เรียงซ้อนทับกัน นิ้วเท้าแข็งแรง ยื่นไปข้างหน้า 3 นิ้วและ ยื่นไปข้างหลัง 1 นิ้ว ใช้&lt;br /&gt;
กระโดดไปไหนมาไหน ได้คล่องแคล่ว รวดเร็วมากจนเราส่องกล้องตามดูมันแทบไม่ทันนกตัวผู้ และ นกตัวเมีย มีสีสันเหมือนกันนกที่ยังไม่เต็มวัย สีสันคล้ายนกที่เต็มวัยแล้ว แต่ หงอนจะยังสั้น ท้ายทอยสีออกเทาปนน้ำตาล ลำตัวด้านบน สีค่อนข้างสดใสกว่า นกที่เต็มวัย โดยเฉพาะที่ขนปีกจะมีแต้มสีเข้ม เห็นชัดกว่านกที่เต็มวัย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''':จะชอบหากินอยู่ในบริเวณที่มีพุ่มไม้หนาแน่นและมีเถาวัลย์รกรุงรัง บริเวณพื้นป่า มักมีใบไม้แห้งและกิ่งไม้แห้งทับถมกันหนาแน่นซึ่งเป็นที่อาศัยของแมลง และหนอน โดยใช้นิ้วเท้าคุ้ยเขี่ยดิน ใบไม้ และอื่นๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' :ทำรังวางไข่ช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม โดยจะเลือกทำรังบนต้นไม้ขนาดเล็กที่มีเรือนยอดเป็นทรงพุ่มเพราะมักทำรังในพุ่มนั้นเอง หรืออาจทำรังในกอไผ่ รังเป็นรูปถ้วยติดบนกิ่งหรือง่ามไม้ โดยใช้วัสดุที่มีในพื้นที่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' :นกประจำถิ่น&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' :จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&lt;br /&gt;
[[File:youtube01.png|left|https://https://www.youtube.com/watch?v=Sxr7pM8hqL0//https://www.youtube.com/watch?v=Sxr7pM8hqL0]] &amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=Sxr7pM8hqL0 นกกะรางหัวหงอก] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:White-crested1.jpg]] [[ไฟล์:White-crested2.jpg]] [[ไฟล์:White-crested3.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://2.bp.blogspot.com/-FxwJNBqCgzk/WNuP_vT74-I/AAAAAAAABNo/CJ_T-1HmYkwh_RfZGH3SYP381v7sZxZMwCLcB/s1600/DSC_0551.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://1.bp.blogspot.com/-ci70FOAWbZw/UiVIcFp9SLI/AAAAAAAAAFs/aGckNmGDmhk/s1600/230710-white-crested-01.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://oknation.nationtv.tv/blog/home/user_data/album_data/201307/27/52858/images/474369.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.chiangmainews.co.th/page/wp-content/uploads/Untitled-1-515.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของเนื้อหา''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.dnp.go.th/fca16/file/mrod7n5x74k0arc.pdf&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kangkrungbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87</id>
		<title>นกหัวขวานสี่นิ้วหลังทอง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87"/>
				<updated>2020-01-30T16:31:29Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Kangkrungbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Greater Flameback.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''':Picidae &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''':''Chrysocolaptes lucidus '' (Scopoli) 1796.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''':Greater Flameback &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''':Greater Goldenback, Greater Goldenbacked Woodpecker, Large Golden-backedWoodpecker, Crimson-backed Woodpecker, Crimson-backed Four-toed Woodpecker&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Chrysocolaptes lucidus '' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ ภาษาละตินคือ luci, -d. หรือ lucidus แปลว่าสว่าง ความหมายคือ “นกที่มีสีสันสดใส” พบครั้งแรกที่ประ เทศฟิลิปปินส์ นกหัวขวานสี่นิ้วหลังทองมีชื่อพ้องว่า Chrysocolaptes guttacristatus (Tickel) ชื่อชนิด ชื่อนี้มาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ gutt, =a หรือ guttulus แปลว่าหยดหรือจุด crist, =a แปลว่าหงอน และ -tus เป็นคำลงท้าย ความหมายคือ “นกที่มีพุ่มหงอน ขนเป็นลายจุด” พบครั้งแรกที่ประเทศอินเดีย อย่างไรก็ตามตำราส่วนใหญ่ถือว่า C. Putt.acnstatus เป็นชนิด ย่อยหนึ่งเท่านั้น ทั่วโลกมีนกหัวขวานสี่นิ้วหลังทอง 14 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 2 ชนิดย่อยคือ Chrysocolaptes lucidus guttacristatus (Tickell) dovun ย่อยมีที่มาและความหมายเช่นเดียวกับชนิดที่เป็นชื่อพ้อง uns Chrysocolaptes lucidus indomalayicus Hesse ชื่อชนิดย่อยดัดแปลงจากชื่อสถานที่ คือ Indo-Malay ซึ่งได้แก่ดินแดนแถบอินโดจีนและเกาะต่าง ๆ ในกลุ่มเกาะมลายู (Malay Archipelago) พบชนิด ย่อยนี้ครั้งแรกที่จังหวัดภูเก็ต&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' :ในอินเดีย จีนด้านตะวันตกเฉียงใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หมู่ เกาะซุนตาใหญ่ และฟิลิปปินส์&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็ก-กลาง (32-33 ซม.) แต่จัดเป็นนกหัวขวานที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ ลักษณะทั่วไปและสีลำตัวคล้ายคลึงกับนกหัวขวานสามนิ้วหลังทองมาก เมื่อดูในธรรมชาติจึงจำแนกค่อนข้างยาก อย่างไรก็ตามทั้งสองชนิดมีลักษณะที่แตกต่างกันคือ นกหัวขวานสี่นิ้วหลังทองมีขนาดใหญ่กว่านกหัวขวาน สามนิ้วหลังทองเล็กน้อย ปากใหญ่และหนากว่า มี 4 นิ้ว มีเส้นสีดำสองเส้นลากจากมุมปากไปข้างคอ ล้อม รอบแถบสีขาวตรงบริเวณใต้ตา กระหม่อมและพุ่ม หงอนขนของตัวผู้มีสีแดง ส่วนตัวเมียเป็นสีดำมีลายจุดสีขาวกระจาย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''':อาศัยอยู่ตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบแล้ง ป่าดงดิบเขา ป่าชายเลน และป่ารุ่น ตั้งแต่ระดับพื้นราบจนกระทั่งความสูง 1,200 เมตรจากระดับน้ำทะเล มักพบอยู่เป็นคู่ หรือเป็น ครอบครัว มักส่งเสียงร้องตลอดเวลา โดยเฉพาะใน ช่วงที่บินระหว่างต้นไม้ มันบินได้ค่อนข้างเร็วและตรง มักเกาะต้นไม้ตามลำต้นในระดับต่ำก่อน แล้วค่อยกระโดดเกาะวนไปรอบ ๆ ต้นขึ้นไปยังระดับที่สูงกว่าจนถึงกิ่ง ใหญ่ เวลามีสิ่งรบกวน มันจะเกาะหลบบังตัวไว้หลัง ต้น ทำให้สังเกตเห็นได้ยาก นกหัวขวานสี่นิ้วหลังทองมีพฤติกรรมใช้ปากเคาะต้นไม้ให้เกิดเสียงกังวาน ได้ยิน แม้จะอยู่ในระยะไกล ในช่วงฤดูผสมพันธุ์จะได้ยิน เสียงเคาะบ่อยมาก เข้าใจว่าเป็นการประกาศอาณาเขต และดึงดูดเพศตรงข้ามอาหารส่วนใหญ่ ได้แก่ แมลงและตัวหนอน มัน ไม่ค่อยหากินตามพื้นดิน ส่วนใหญ่หากินด้วยการเกาะ กับลำต้นหรือกิ่งไม้ ใช้ปากแคะหาเหยื่อใต้เปลือกไม้ เมื่อพบก็ใช้ลิ้นยาวตวัดเหยื่อเข้าปาก หรืออาจใช้ลิ้น ชอนไชหาเหยื่อตามโพรงหรือของต้นไม้ นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่านกหัวขวานสี่นิ้วหลังทองบินโฉบจับกิน แมลงเหนือยอดไม้และแมลงที่ตอมดอกไม้คล้ายนก แซงแซว และบินอยู่กับที่จ้องเหยื่อแล้วโฉบลงจับ คล้ายนกกระเต็น นอกจากแมลงและตัวหนอนแล้ว ยังพบนกหัวขวานสี่นิ้วหลังทองกินน้ำหวานดอกไม้ โดยเฉพาะดอกทองหลางป่า ดอกกาฝาก และดอกงิ้วป่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' :นกหัวขวานสี่นิ้วหลังทองผสมพันธุ์ ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝน ระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนมิถุนายน ทั้งสองเพศช่วยกันขุดเจาะโพรงต้นไม้ที่มีเนื้อไม้อ่อนหรือแข็งปานกลาง ปากโพรงมักเป็นรูปรีหรือรูปไข่มากกว่ารูปวงกลม โพรงอยู่สูงจากพื้นดินประมาณ 2-5 เมตร มันมักใช้โพรงเดิมเป็นประจำทุกปี โดยการตกแต่งโพรงใหม่ รังมีไข่ 4-5ฟอง ใช้เวลาฟักไข่ 16-17 วัน ทั้งสองเพศช่วยกันพักไข่ โดยอาจเข้าพักพร้อมกันหรือผลัดกันฟัก และช่วยกัน เลี้ยงดูลูกอ่อน ลูกนกแรกเกิดยังช่วยเหลือตนเองไม่ได้ เมื่อมีอายุ 24-26 วัน ลูกนกจะมีขนปกคลุมเต็มตัว และเริ่มหัดบิน แต่ยังคงอาศัยอยู่กับครอบครัวและใช้ โพรงต่อไปอีกประมาณ 30-35 วัน แล้วจึงแยกไปหา กินตามลำพัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' :ไข่สีขาว มีขนาดเฉลี่ย 22.1X30.0 มม. &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' :สถานภาพ นกหัวขวานสี่นิ้วหลังทองเป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณปานกลาง ชนิดย่อย guttacristatus พบทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก ภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคใต้ตั้งแต่คอคอดกระขึ้นมา ชนิดย่อย indomalayicus พบทางภาคใต้ตั้งแต่คอคอดกระลงไป&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' :จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองทุกชนิดย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&lt;br /&gt;
[[File:youtube01.png|left|https://https://www.youtube.com/watch?v=i19yYulnhh4//https://www.youtube.com/watch?v=i19yYulnhh4]] &amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=i19yYulnhh4 นกหัวขวานสี่นิ้วหลังทอง] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Greater Flameback1.jpg]] [[ไฟล์:Greater Flameback2.jpg]] [[ไฟล์:Greater Flameback3.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://download.ams.birds.cornell.edu/api/v1/asset/146605101/1800&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.lowernorthernbird.com/bird_picture/large/2011_11_08_13_23_28.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://oknation.nationtv.tv/blog/home/user_data/album_data/201205/24/50639/images/455951.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://oknation.nationtv.tv/blog/home/user_data/album_data/201205/24/50639/images/455946.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของเนื้อหา''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
จากหนังสือนกในเมืองไทย ผู้เขียน รศ.โอภาส ขอบเขต &amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kangkrungbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%9C%E0%B9%88</id>
		<title>นกหัวขวานป่าไผ่</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%9C%E0%B9%88"/>
				<updated>2020-01-30T16:30:18Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Kangkrungbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Bamboo Woodpecker.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''':Picidae &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''':''Gecinulus viridis '' (Blyth) 1862.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''':Bamboo Woodpecker &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''':Green Bamboo Woodpecker&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Gecinulus viridis '' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ virid, -esc หรือ viridis แปลว่าสีเขียว ความหมาย คือ “นกที่มีสีเขียว” พบครั้งแรกที่เมืองพะโค ประเทศพม่า ทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยมีนกหัวขวานป่าไผ่ 2 ชนิดย่อยคือ Gecinulus viridis viridis Blyth ชื่อ ชนิดย่อยมีที่มาและความหมายเช่นเดียวกับชื่อชนิด และ Gecinulus viridis robinsoni Boden Kloss to ชนิดย่อยดัดแปลงจากชื่อของบุคคล พบชนิดย่อยนี้ครั้ง แรกที่ประเทศมาเลเซีย ในอดีตนักปักษีวิทยาจัดนกหัวขวานหัวเหลือง และนกหัวขวานป่าไผ่เป็นชนิดเดียวกัน แต่ต่างชนิดย่อย โดยใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gecinulus grantia ต่อมา ยกฐานะแต่ละชนิดย่อยเป็นชนิด&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' :เป็นนกเฉพาะถิ่นที่พบในพม่า ไทย ลาว และมาเลเซีย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็ก (27-28 ซม.) ปากสีออกขาว หัวสีเหลืองแกมสีน้ำตาล ลำตัวด้านบนสีเขียวแกมเหลือง ตะโพกสีแดง ลำตัวด้าน ตาลแกมเขียว ตัวผู้ต่างจากตัวเมียตรงที่กระหม่อมและท้ายทอยของตัวผู้เป็นสีแดง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''':อาศัยอยู่ตามป่าไผ่ ป่าดง และป่าเบญจพรรณ ตั้งแต่ระดับพื้นราบจนกระ ความสูง 1,400 เมตรจากระดับน้ำทะเล มักพบอง โดดเดี่ยวหรือเป็นคู่ หากินตามลำต้นของต้นไม้หรือลำไผ่ขนาดใหญ่ บางครั้งหากินตามไม้ล้ม ไม่พบหากิน ตามพื้นดิน เป็นนกที่ส่งเสียงร้องเกือบตลอดเวลาเช่น เดียวกับนกหัวขวานหัวเหลือง อาหารส่วนใหญ่ ได้แก่ มด ตัวอ่อนของด้างที่ เจาะต้นไม้และลำไผ่ มันหาอาหารด้วยการใช้ลิ้นยาว ชอนไชไปตามโพรงหรือรูซึ่งเป็นที่อยู่ของเหยื่อ บาง ครั้งก็ใช้ปากจิกเปลือกไม้ให้หลุดออกเพื่อหาเหยื่อที่อยู่ ใต้เปลือกไม้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : นกหัวขวานป่าไผ่ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝน ระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม ทำรังโดยธพรงต้นไม้ โดยเฉพาะไม้ยืนต้นตายที่ค่อนข้างผุ มักเป็นโพรงที่มันขุดเจาะเอง มันอาจใช้โพรงเดิมทำรังในปีต่อไป แต่มักเจาะปากโพรงซึ่ง เป็นทางเข้าออกใหม่ ยังเป็นที่สงสัยว่านกที่ใช้โพรงเดิมทำรั้งนี้ จะเป็นคู่เดิมที่เคยใช้โพรงนี้มาก่อนหรือเป็นนกคู่ ใหม่ โพรงมักอยู่สูงจากพื้นดินประมาณ 1-6 เมตร บางคู่ทำรังในปล้องไผ่ โดยเจาะปากโพรงเหนือข้อไผ่ประมาณ 10-15 ซม. แล้ววางไข่ข้างใน รังมีไข่ 3 ฟอง ทั้งสองเพศ ช่วยกันขุดโพรง ฟักไข่ และเลี้ยงดูลูกอ่อน ใช้เวลาพัก ไข่ 14-15 วัน ลูกนกแรกเกิดไม่มีขนปกคลุมร่างกาย และยังช่วยเหลือตนเองไม่ได้ พ่อแม่ต้องช่วยกันกก และป้อนอาหารจนลูกนกแข็งแรงและบินได้ดี ประมาณ 1 เดือนหลังออกจากไข่ ลูกนกจะทิ้งรังไปหากินตามลำพัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' :ไข่สีขาว มีขนาดเฉลี่ย 19.0x25.1 มม. &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' :นกหัวขวานป่าไผ่เป็นนกประจำถิ่น พบไม่บ่อยและปริมาณไม่มากนัก ชนิดย่อย viridis พบทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก ภาคตะวันออกเฉียง เหนือ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคใต้ตั้งแต่คอ คอดกระขึ้นมา ชนิดย่อย robinsoni พบทางภาคใต้ ตั้งแต่คอคอดกระลงไป&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' :จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&lt;br /&gt;
[[File:youtube01.png|left|https://https://www.youtube.com/watch?v=4BclzoiFJuY//https://www.youtube.com/watch?v=4BclzoiFJuY]] &amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=4BclzoiFJuY นกหัวขวานป่าไผ่] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Bamboo Woodpecker1.jpg]] [[ไฟล์:Bamboo Woodpecker2.jpg]] [[ไฟล์:Bamboo Woodpecker3.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://live.staticflickr.com/8562/16235282938_eccd9b92c6_b.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.lowernorthernbird.com/bird_picture/large/2015_05_12_21_55_07.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://dktnfe.com/web59/wp-content/uploads/2014/09/bamboo_woodpecker_2.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.birdsofthailand.org/sites/default/files/photo/image_825.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของเนื้อหา''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
จากหนังสือนกในเมืองไทย ผู้เขียน รศ.โอภาส ขอบเขต &amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kangkrungbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2</id>
		<title>นกหัวขวานแดงลาย</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2"/>
				<updated>2020-01-30T16:28:50Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Kangkrungbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Banded woodpecker.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''':Picidae &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''':''Picus mineaceus'' (Pennant), 1769.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''':Banded woodpecker&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''':Banded red woodpecker&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นกหัวขวานแดงลายมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Picus mineaceus'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ mini,-a,=um แปลว่าตะกั่วแดง และ –aceus เป็นคำลงท้าย แปลว่าเป็นของ ความหมายคือ “นกที่มีสีแดง” พบครั้งแรกที่เกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย ทั่วโลกมีนกหัวขวานแดงลาย 5 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 2 ชนิดย่อยคือ Picus mineaceus perlutus (Boden Kloss) ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ perl,=a แปลว่าไข่มุก และ –tus เป็นคำลงท้ายในภาษาละติน ความหมายคือ “นกที่มีลายจุดสีขาวคล้ายไข่มุก” พบครั้งแรกที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์และ Picus mineaceus malaccensis Latham ชื่อชนิดย่อยดัดแปลงจากชื่อสถานที่ที่พบครั้งแรก คือรัฐมะละกา (Malacca) ประเทศมาเลเซีย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในพม่า ไทย มาเลเซีย และหมู่เกาะซุนดาใหญ่&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็ก (25 ซม.) ตัวผู้กระหม่อมและท้ายทอยมีพุ่มหงอนขนสีแดง ปลายพุ่มหงอนขนเป็นสีเหลือง บริเวณด้านข้างของหัวเป็นสีแดง หลังและช่วงไหล่เป็นลายสีเขียวแกมน้ำตาลสลับสีอ่อนกับสีเข้ม ปีกสีแดง อกและคอหอยสีน้ำตาล ลำตัวด้านล่างเป็นลายสีน้ำตาลแกมเขียว ตัวเมียบริเวณด้านข้างของหัวไม่มีสีแดง ตัวไม่เต็มวัยกระหม่อมมีสีแดง ไม่มีพุ่มหงอนขน ถ้ามีก็จะไม่มีสีเหลือง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : อาศัยอยู่ตามป่าดงดิบ ป่ารุ่น สวนป่า และสวนยางพารา ตั้งแต่ระดับพื้นราบจนกระทั้งความสูง 900 เมตรจากระดับน้ำทะเล มักพบอยู่โดดเดี่ยวหรือเป็นคู่ หากินตามลำต้นและกิ่งไม้ใหญ่ ไม่ค่อยพบลงมาหากินตามพื้นดินอย่างนกหัวขวานเขียว อาหารส่วนใหญ่ ได้แก่ มด ปลวก ไข่และตัวหนอนของแมลง อุปนิสัยอื่นไม่แตกต่างจากนกหัวขวานในสกุลเดียวกัน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : นกหัวขวานแดงลายผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝน ระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม ทั้งสองเพศจะช่วยกันขุดโพรงทำรังตามต้นไม้เนื้ออ่อน รวมทั้งต้นยางพารา หรือตามไม้ยืนต้นตายที่ค่อนข้างผุ ไข่สีขาวและมีขนาดเล็กกว่าไข่ของนกหัวขวานเล็กหงอนเหลืองเล็กน้อย ชีววิทยาการสืบพันธุ์อื่นไม่แตกต่างจากนกหัวขวานเล็กหงอนเหลือง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : นกหัวขวานแดงลายเป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณปานกลาง ชนิดย่อย perlutus พบตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์จนถึงคอคอดกระ ชนิดย่อย malaccensis พบทางภาคใต้ตั้งแต่คอคอดกระลงไปจนถึงใต้สุดของประเทศ&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดนกหัวขวานแดงลายทุกชนิดย่อยเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&lt;br /&gt;
[[File:youtube01.png|left|https://https://www.youtube.com/watch?v=jW7fnHsPM3c//https://www.youtube.com/watch?v=jW7fnHsPM3c]] &amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=jW7fnHsPM3c นกหัวขวานแดงลาย] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Banded woodpecker1.jpg]] [[ไฟล์:Banded woodpecker2.jpg]] [[ไฟล์:Banded woodpecker3.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.google.com/search?biw=1536&amp;amp;bih=706&amp;amp;tbm=isch&amp;amp;sxsrf=ACYBGNQjJPWyUY8vq3NrNULN4QBYEX-TMQ%3A1573229418847&amp;amp;sa=1&amp;amp;ei=apPFXcunM-7A3LUP5OGR0Ag&amp;amp;q=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2&amp;amp;oq=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2&amp;amp;gs_l=img.3..0j0i333.141714.151691..153163...0.0..0.98.1190.14......0....1..gws-wiz-img.......35i39j0i67.0JiCXsYNZH0&amp;amp;ved=0ahUKEwjLhKSlgNvlAhVuILcAHeRwBIoQ4dUDCAc&amp;amp;uact=5#imgrc=B-uO-OXnfLkRTM:&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://dktnfe.com/web59/wp-content/uploads/2014/09/banded_yellownapemaledrinking53aipoh_perak_malaysia4th_june_2012.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.google.com/search?biw=1536&amp;amp;bih=706&amp;amp;tbm=isch&amp;amp;sxsrf=ACYBGNQjJPWyUY8vq3NrNULN4QBYEX-TMQ%3A1573229418847&amp;amp;sa=1&amp;amp;ei=apPFXcunM-7A3LUP5OGR0Ag&amp;amp;q=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2&amp;amp;oq=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2&amp;amp;gs_l=img.3..0j0i333.141714.151691..153163...0.0..0.98.1190.14......0....1..gws-wiz-img.......35i39j0i67.0JiCXsYNZH0&amp;amp;ved=0ahUKEwjLhKSlgNvlAhVuILcAHeRwBIoQ4dUDCAc&amp;amp;uact=5#imgrc=5N_2JtlJbVGn4M:&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.savebird.com/Bird_Image/PICIFORMES/WP_band.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของเนื้อหา''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
จากหนังสือนกในเมืองไทย ผู้เขียน รศ.โอภาส ขอบเขต &amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kangkrungbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87</id>
		<title>นกหัวขวานแดง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87"/>
				<updated>2020-01-30T16:26:11Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Kangkrungbird: ล็อก &amp;quot;นกหัวขวานแดง&amp;quot; ([แก้ไข=อนุญาตเฉพาะผู้ดูแลระบบ] (ไม่มีกำหนด) [เปลี่ยนชื่อ=อนุญาตเฉพาะผู้...&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Maroon1.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''':Picidae &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''':''Blythipicus rubiginosus '' (Swainson) 1837.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''':Maroon Woodpecker &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''':Lesser Bay Woodpecker&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Blythipicus rubiginosus '' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ rubigin แปลว่าสีน้ำตาลแดง และ -osu, =m, -s แปล ว่าเต็มไปด้วย ความหมายคือ “นกที่มีสีน้ำตาลแดง” พบครั้งแรกที่ประเทศมาเลเซีย ทั่วโลกมีนกหัวขวานแดง 2 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 1 ชนิดย่อยคือ Blythipicus rubiginosus rubiginosus (Swainson) ชื่อชนิดย่อยมีที่มาและความหมายเช่นเดียวกับชื่อชนิด&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' :ในพม่า ไทย มาเลเซีย เกาะสุมาตรา และเกาะบอร์เนียว&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็ก (22-23 ซม.) หัวสีเขียวเข้มแกมเหลือง ปากสีออกเหลือง ลำตัวด้าน บนสีน้ำตาลแดง ลำตัวด้านล่างสีน้ำตาล ตัวผู้ต่างจาก ตัวเมียตรงที่ตัวผู้มีแต้มสีแดงบริเวณคอด้านข้าง ส่วน ตัวเมียไม่มีแต้มสีแดง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''':อาศัยอยู่ตามป่าดงดิบชื้น ตั้งแต่ระดับพื้นราบจนกระทั้งความสูง 900 เมตรจาก ระดับน้ำทะเล มักพบอยู่เป็นคู่ มักกระโดดหากินตาม พื้นดินหรือเกาะตามลำต้นของไม้พุ่มเตี้ยหรือไม้ล้ม อาหาร ได้แก่ มด ปลวก ตัวอ่อนและตัวหนอนของ แมลง โดยเฉพาะตัวอ่อนและหนอนของด้วงเจาะเนื้อไม้ พฤติกรรมการกินอาหารและอุปนิสัยอื่นไม่แตกต่าง จากนกหัวขวานทั่วไป โดยเฉพาะนกหัวขวานแดงหลังลาย ซึ่งเป็นนกในสกุลเดียวกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : นกหัวขวานแดงผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝน ระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน ทำรังตามโพรงต้นไม้ โดยเฉพาะไม้ยืนต้นตาย โพรงอยู่ ไม่สูงจากพื้นดินมากนัก ชีววิทยาการสืบพันธุ์อื่นไม่แตก ต่างจากนกหัวขวานแดงหลังลาย นอกจากไข่มีขนาดเล็กกว่า ทั้งนี้เพราะนกหัวขวานแดงมีขนาดเล็กกว่า&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' :นกหัวขวานแดงเป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณปานกลาง พบเฉพาะทางภาคใต้ ตั้งแต่คอคอดกระลงไป&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' :จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Maroon2.jpg]] [[ไฟล์:Maroon3.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.hbw.com/sites/default/files/styles/ibc_2k/public/ibc/p/img_6803-edit.jpg?itok=RrQs52tp&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://2.bp.blogspot.com/-vkStobNWx2g/WdspyBGJsgI/AAAAAAAAJuo/J7YLOqWx6hA6G6a3zXm3WzosBQaJTzweQCLcBGAs/s1600/DSCF0178%2Bsharp.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://i.pinimg.com/originals/73/e3/61/73e361bef2f286e2c1cfa145c52edfab.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://live.staticflickr.com/8506/29224253470_c99a94ef7f_b.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของเนื้อหา''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
จากหนังสือนกในเมืองไทย ผู้เขียน รศ.โอภาส ขอบเขต &amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kangkrungbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B2</id>
		<title>นกหัวขวานแคระอกเทา</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B2"/>
				<updated>2020-01-30T16:24:56Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Kangkrungbird: ล็อก &amp;quot;นกหัวขวานแคระอกเทา&amp;quot; ([แก้ไข=อนุญาตเฉพาะผู้ดูแลระบบ] (ไม่มีกำหนด) [เปลี่ยนชื่อ=อนุญาตเฉ...&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Grey-and-buff.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''':Picidae &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''':''Hemicircus concretus '' (Temminck) 1821.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''':Grey-and-buff Woodpecker &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''':Grey-breasted Woodpecker&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Hemicircus concretus '' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษา ละตินสมัยใหม่คือ concreta หรือ concretus แปลว่าใหญ่หรือแข็งแรง ความหมายคือ “นกที่แข็งแรง” พบครั้งแรกที่เกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย ทั่วโลกมีนกหัวขวานแคระอกเทา 3 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 1 ชนิดย่อยคือ Hermicircus concretus standidas (Eyton) ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ sard, -id แปลว่าสกปรก ความหมายคือ “นกที่มีสีสันไม่สดใส” พบชนิดย่อยนี้ครั้งแรกที่ประเทศมาเลเซีย &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' :ในพม่า ไทย มาเลเซีย และหมู่เกาะชุนตาใหญ่&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็กมาก (12-13 ซม.) ตัวเต็มวัยบริเวณหัว พุ่มหงอนขน และลำตัวด้านล่างสีเทาเข้ม บริเวณท้องสีเทามีลายสีเนื้อ ลำตัวด้านบนสีดำมีลายคล้ายเกล็ดสีเนื้อ ตะโพกสีขาว บริเวณ กระหม่อมและหน้าผากของตัวผู้เป็นสีแดง ส่วนของ ตัวเมียเป็นสีเทา ตัวไม่เต็มวัยกระหม่อมสีเหลืองแกม น้ำตาล โคนพุ่มหงอนขนสีชมพู ลำตัวด้านล่างมีลายสี เนื้อแต่ไม่เด่นชัด&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''':อาศัยอยู่ตามป่าดงดิบชื้น ตั้งแต่ระดับพื้นราบจนกระทั่งความสูง 900 เมตรจาก ระดับน้ำทะเล มักพบอยู่โดดเดี่ยวหรือเป็นคู่ และอาจ พบอยู่รวมกับนกกินแมลง โดยทั่วไปนกหัวขวานแคระ อกเทามีพฤติกรรมคล้ายคลึงกับพวกนกหัวขวานต่าง โดยมันมักเกาะตามกิ่งไม้และยอดไม้มากกว่าลำต้น มันมักไต่รอบ ๆ กิ่งไม้พร้อมกับใช้ปากจิกตามร่องของ เปลือกไม้ บางครั้งก็พบเกาะกิ่งไม้ในลักษณะของนก จับคอน อาหาร ได้แก่ มด ปลวก ตัวหนอนและตัว อ่อนของแมลงอื่น ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : นกหัวขวานแคระอกเทาผสมพันธุ์ ในช่วงฤดูร้อน ระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน มันขุดเจาะโพรงทำรังตามกิ่งของต้นไม้ซึ่งปกติเป็นไม้ ยืนต้นตายที่ค่อนข้างมู ปากโพรงมีขนาดเล็กและมัก อยู่ทางใต้กิ่ง กันโพรงมีขนาดใหญ่เพื่อใช้วางไข่ ชีววิทยาการสืบพันธุ์อื่นไม่แตกต่างจากนกหัวขวานแคระจุดรูปหัวใจ แต่ไข่ของนกหัวขวานแคระอกเทามีขนาด เล็กกว่าเล็กน้อย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' :นกหัวขวานแคระอกเทาเป็นนกประจำถิ่น พบไม่บ่อยและปริมาณไม่มากนัก พบทางภาค ตะวันตก และภาคใต้ตั้งแต่คอคอดกระลงไป&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' :จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Grey-and-buff1.jpg]] [[ไฟล์:Grey-and-buff2.jpg]] [[ไฟล์:Grey-and-buff3.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://download.ams.birds.cornell.edu/api/v1/asset/75802661/900&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://farm3.staticflickr.com/2853/33732040706_26e07b3e28_b.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://a4.pbase.com/o4/77/579877/1/106950640.TbGR2EUH._D307987.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://orientalbirdimages.org/images/data/gnbuffpecker_lyl.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของเนื้อหา''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
จากหนังสือนกในเมืองไทย ผู้เขียน รศ.โอภาส ขอบเขต &amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kangkrungbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B9%89%E0%B8%B2</id>
		<title>นกหว้า</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B9%89%E0%B8%B2"/>
				<updated>2020-01-30T16:23:32Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Kangkrungbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Great Argus.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''':Phasianidae &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''':''Argusianus argus '' (Linnaeus) 1766.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''':Great Argus &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''':Great Argus Pheasant&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Argusianus argus '' ชื่อชนิดมีที่มาและความหมายเช่นเดียวกับชื่อสกุล พบ ครั้งแรกที่เกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ทั่วโลกมี นกหว้า 2 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 1 ชนิดย่อยคือ Argusianus argus argus (Linnaeus) ชื่อชนิดย่อย มีที่มาและความหมายเช่นเดียวกับชื่อสกุลและชื่อชนิด&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' :ในพม่า ไทย มาเลเซีย เกาะสุมาตรา และเกาะบอร์เนียว&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดใหญ่จนถึงขนาด ใหญ่มาก ความยาววัดจากปลายปากถึงปลายหางประมาณ 76-200 ซม. (รวมหางของตัวผู้ซึ่งยาวกว่า 130 ชม.) ตัวผู้ขนกลางปีกมีขนาดใหญ่และยาวกว่า 100 ชม, หางยาวมากโดยเฉพาะขนหางคู่กลาง ลำตัวสีน้ำตาล บริเวณปีกมีลายดอกตวงสีเนื้อ ลำตัวด้านล่างสีออกน้ำตาลแดง ตัวเมียลำตัวด้านบนไม่มีลายตอกดวง ขนกลางปีกสั้นกว่า หางสั้น ทั้งสองเพศหัวและคอ เป็นผิวหนังสีฟ้า ไม่มีขน ท้ายทอยมีพุ่มหงอนขนสั้น ๆ สีดำ&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''':อาศัยอยู่ตามป่าดงดิบชื้นใน ระดับเชิงเขาจนกระทั่งความสูง 900 เมตรจากระดับน้ำทะเล มักพบอยู่โดดเดี่ยว ตัวผู้และตัวเมียร้องเสียง แตกต่างกัน ร้องทั้งกลางวันและกลางคืน ตัวผู้มีอุปนิสัยป้องกันอาณาเขต โดยเฉพาะบริเวณ “ลานนกหว้า&amp;quot; ซึ่งเป็นลานรูปวงกลม รัศมี 6-8 เมตร มันจะจิกเศษ ไม้ ใบหญ้า ฯลฯ ออกไปเพื่อให้ลานสะอาดตลอดเวลา จากอุปนิสัยดังกล่าวนี้ พรานพื้นเมืองจึงมีวิธีล่านกหว้า โดยใช้ผิวไม้ไผ่บาง ๆ กว้างประมาณ 1/2 นิ้ว และยาว 18-20 นิ้ว ฝานให้อมทั้งสองด้าน นำไปปักให้แน่น ตรงกลางลาน เมื่อนกหว้าเห็นสิ่งแปลกปลอมในลาน มันจะพยายามใช้ปากจิกและดึงออก เมื่อไม่สำเร็จมันจะใช้คอพันแล้วดึง ทำให้ไม้ไผ่บาดคอมันตาย&lt;br /&gt;
นกหว้าตัวเมียไม่มีลานเหมือนกับตัวผู้ มันจะไป ที่ลานของตัวผู้เพื่อผสมพันธุ์ ก่อนผสมพันธุ์กัน ตัวผู้ จะเกี้ยวพาราสีด้วยการแพนปีกคล้ายกับนกยูงแพนหาง เมื่อผสมพันธุ์แล้ว ตัวเมียจะแยกไปทำรังและเลี้ยงดูลูก อ่อนตามลำพัง ส่วนตัวผู้จะอยู่ที่ลานเพื่อผสมพันธุ์กับ ตัวเมียตัวอื่นต่อไป นกหว้าหากินตามพื้นดินในเวลากลางวัน และจะ จับคอนนอนตามกิ่งไม้ในเวลากลางคืน อาหารมีทั้งสัตว์ และพืช เช่น แมลง ตัวหนอน ไส้เดือน ปลวก สัตว์ ขนาดเล็ก เมล็ดพืช ผลไม้สุกที่หล่นจากต้น เป็นต้น ในช่วงกลางวันหลังจากที่อิ่มแล้ว นกหว้าจะลงไปกินน้ำในลำธารหรือแอ่งน้ำเสมอ บางครั้งอาจลงกินโป่งด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : กล่าวกันว่านกหว้าผสมพันธ์ตลอดทั้งปี ยกเว้นในช่วงฤดูฝนที่มีฝนตกหนักเท่านั้นอย่างไรก็ตามนกหว้าในกรงเลี้ยงมีฤดูผสมพันธุ์อยู่ในช่วงฤดูหนาวถึงฤดูฝน ระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนพฤษภาคม ในธรรมชาติก็ไม่น่าจะแตกต่างจากในกรง เลี้ยงมากนัก นกหว้าทำรังตามพื้นป่าในที่โล่ง หรือตามซุ้มกอ พืชซึ่งมักปิดด้านบนไว้มิดชิด ทำให้มองเห็นได้ยาก ใน รังอาจมีหญ้าหรือใบไม้แห้งรองรัง รังมีไข่เพียง 1 ฟอง แต่บางรังก็มี 2 ฟอง ตัวเมียฟักไข่เพียงตัวเดียว หากออกไข่มากกว่า 1 ฟอง มันจะเริ่มฟักเมื่อออกไข่ฟองสุดท้ายแล้ว ใช้เวลาฟักไข่ 26-28 วัน ลูกนกแรกเกิดลืมตาได้ มีขนอุยปกคลุมทั่วตัว และสามารถเดินตามแม่ไปหาอาหารได้ทันทีที่ขนแห้ง ลูกนกต้องใช้เวลา 2-3 ปีจึงเป็นตัวเต็มวัย ตัวเมียจะโตเต็มวัยเร็วกว่าตัวผู้ นกหว้าในกรงเลี้ยงมีการออกไข่ทดแทนหากนำไข่ออกไปเช่นเดียวกับไก่ป่า ไก่ฟ้า และนกยูง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' :ไข่สีขาวหรือสีครีม อาจมีลาย แต้มสีน้ำตาลเล็กน้อย มีขนาดเฉลี่ย 47x66.0 มม. &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' :นกหว้าเป็นนกประจำถิ่น ปัจจุบัน น ในธรรมชาติหายากและปริมาณน้อยมาก พบเฉพาะทางภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ลงไป &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' :จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง(1990) จัดเป็นสัตว์ที่มีแนวโน้มจะสูญพันธุ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&lt;br /&gt;
[[File:youtube01.png|left|https://https://www.youtube.com/watch?v=zgELRjYk8o8//https://www.youtube.com/watch?v=zgELRjYk8o8]] &amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=zgELRjYk8o8 นกหว้า] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Great Argus1.jpg]] [[ไฟล์:Great Argus2.jpg]] [[ไฟล์:Great Argus3.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/9/90/Great_Argus_female_RWD.jpg/220px-Great_Argus_female_RWD.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.xn--12c4dtc9cvah.com/images/column_1402564163/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B9%89%E0%B8%B2.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.birdsofthailand.org/sites/default/files/photo/image_882.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://oknation.nationtv.tv/blog/home/user_data/file_data/201301/29/49819843c.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของเนื้อหา''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
จากหนังสือนกในเมืองไทย ผู้เขียน รศ.โอภาส ขอบเขต &amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kangkrungbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87,%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%9A</id>
		<title>นกหกเล็กปากแดง,นกสี่สิบ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87,%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%9A"/>
				<updated>2020-01-30T16:22:05Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Kangkrungbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Vernal Hanging.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''':Psittacidae &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''':''Loriculus vernalis '' (Sparrman) 1787.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''':Vernal Hanging Parrot &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''':Indian Lorikect, Indian Hanging Lorikeet&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Loriculus vernalis '' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละติน คือ verm, -a แปลว่าฤดูใบไม้ผลิหรือสดใส และ -alis หรือ -ale เป็นคำลงท้าย แปลว่าเป็นของ ความหมาย คือ “นกที่มีสีเขียว (สีใบไม้ในฤดูใบไม้ผลิ)” พบครั้งแรกที่รัฐอัสสัม ประเทศอินเดีย ทั่วโลกมีนกหกเล็กปากแดง 2 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบทั้ง 2 ชนิด ย่อยคือ Loriculus vernalis vernalis (Sparrman) ชื่อชนิดย่อยมีที่มาและความหมายเช่นเดียวกับชื่อชนิด และ Loriculus vernalis phileticus Deignan ชื่อ ชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ phil, -a, i, -o เป็นราก ศัพท์ภาษากรีก แปลว่าชอบ และ ticus เป็นคำลงท้าย ในภาษาละติน แปลว่าเป็นของหรือแหล่งที่อยู่อาศัย ซึ่งก็คือป่า ความหมายคือ “นกที่พบตามป่า” พบ&lt;br /&gt;
ครั้งแรกที่จังหวัดตรัง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' :ในอินเดีย จีน จะพม่า ไทย เวียดนาม มาเลเซีย หมู่เกาะอันดามัน และเกาะชวา&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็กมาก (12-14 ซม.) หางเล็กและสัน ตัวผู้ปากสีแดง ลำตัวสีเขียว ตะโพกและขนคลุมโคนขนหางด้านบนสีแดง คอหอยมี แต้มสีน้ำเงิน ขนปีกบินด้านล่างสีน้ำเงินแกมฟ้า ขน คลุมขนปีกด้านล่างส่วนอื่นสีเขียว ขาและนิ้วสีเหลือง ตัวเมียปากสีซีดกว่าตัวผู้ และคอหอยไม่มีแต้มสีน้ำเงิน ตัวไม่เต็มวัยมีลักษณะคล้ายกับตัวเมีย แต่ตะโพกและ ขนคลุมโคนขนหางด้านบนสีเขียว มีลายสีแดง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''':อาศัยอยู่ตามป่าทั่วไป ตั้งแต่ ระดับพื้นราบจนกระทั่งความสูง 1,500 เมตรจาก ระดับน้ำทะเล พบอยู่เป็นคู่ เป็นครอบครัว หรือเป็น ฝูงเล็ก ๆ แต่บริเวณที่มีอาหารอุดมสมบูรณ์บางครั้งพบ เป็นฝูงใหญ่กว่า 50 ตัว เนื่องจากนกหกเล็กปากแดงมีขนาดเล็กมากและสีสันกลมกลืนกับธรรมชาติ จึง สังเกตเห็นตัวได้ยาก นอกจากมันจะบิน นกหกเล็ก ปากแดงสามารถเกาะยอดไม้และกิ่งไม้ได้ทุกแนว ทั้ง เกาะแบบนกจับคอนและห้อยหัวลง เวลาเกาะมันใช้ ทั้งกรงเล็บและปาก ในเวลากลางคืนมันนอนหลับโดย เกาะกิ่งไม้ห้อยหัวลงแบบเดียวกับค้างคาว นกหกเล็ก ปากแดงบินได้ดีและเร็ว ขณะบินมักร้องเป็นเสียง “ซีชิ-ชิ” ซ้ำ ๆ กันทุก 2 วินาที นกหกเล็กปากแดงกินผลไม้เปลือกอ่อน เช่น ลูกไทร แต่ที่พบบ่อยมากคือกินน้ำหวานและกลีบดอกไม้ โดยเฉพาะดอกทองหลางป่า ดอกกาฝาก และดอกยูคาลิปตัส นอกจากนี้บางครั้งมันกินเมล็ดพืชและเมล็ดของ ไม้ต้น เช่น ขุยไผ่ เมล็ดสัก ธัญพืช เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : นกหกเล็กปากแดงผสมพันธุ์ในช่วงฤดูหนาวต่อฤดูร้อนระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน ทำรังในโพรงต้นไม้ตามกิ่งหรือลำต้น ซึ่งอาจ เป็นโพรงทั้งด้านล่างและด้านข้างของกิ่งไม้ โพรงมักเกิดตามธรรมชาติ มันจะตกแต่งโพรงให้เหมาะกับตัวมัน และมักไม่มีวัสดุรองรัง ปกติรังอยู่สูงจากพื้นดินประมาณ 2-10 เมตร รังมีไข่ 3-4 ฟอง ทั้งสองเพศช่วยกันฟักไข่และเลี้ยงดูลูกอ่อน แต่ส่วนใหญ่ตัวเมียจะทำหน้าที่ดังกล่าว ใช้เวลาฟักไข่ 13-14 วัน ลูกนกแรกเกิดยังไม่ลืมตา ไม่มีขนปก คลุมลำตัว และยังช่วยเหลือตนเองไม่ได้ พ่อแม่ต้อง ช่วยกันกกและสำรอกอาหารออกมาป้อน ประมาณ 2-3 สัปดาห์ ลูกนกจะแข็งแรงและบินได้ดี แล้วพวกมันจะ ทิ้งรังไปรวมฝูงกับนกครอบครัวอื่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' :ไข่มีรูปร่างค่อนข้างกลม สีขาวเป็นมัน ไม่มีลวดลาย มีขนาดเฉลี่ย 15.8x19.1 มม.  &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' :นกหกเล็กปากแดงเป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณปานกลาง ชนิดย่อย vernalis พบทางภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคตะวันตกใต้สุดที่จังหวัด กาญจนบุรี ส่วนชนิดย่อย phileticus พบทางภาคใต้ ตั้งแต่คอคอดกระจนถึงจังหวัดตรัง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' :จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&lt;br /&gt;
[[File:youtube01.png|left|https://https://www.youtube.com/watch?v=5l3yjLhx4wI//https://www.youtube.com/watch?v=5l3yjLhx4wI]] &amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=5l3yjLhx4wI นกหกเล็กปากแดง,นกสี่สิบ] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Vernal Hanging1.jpg]] [[ไฟล์:Vernal Hanging2.jpg]] [[ไฟล์:Vernal Hanging3.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://huaimahat.com/db/animal_photo/941642767.8852.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.bloggang.com/data/fantail/picture/1133863026.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://lowernorthernbird.com/bird_picture/large/2017_03_29_06_23_34.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://dktnfe.com/web59/wp-content/uploads/2014/09/vernalhangingparrot_chiplunmh_june2018-1.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของเนื้อหา''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
จากหนังสือนกในเมืองไทย ผู้เขียน รศ.โอภาส ขอบเขต &amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kangkrungbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%8A%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B9%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99</id>
		<title>นกสีชมพูสวน</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%8A%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B9%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99"/>
				<updated>2020-01-30T16:20:56Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Kangkrungbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Scarlet-backed.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''':Nectariniidae  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''':''Dicaeum cruentatum'' (Linnaeus) 1758.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''':Scarlet-backed flowerpecker&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''':-&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Dicaeum cruentatum''  ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ cruentatus (cruent และ –tus) แปลว่าสีแดงหรือสีเลือด  ความหมายคือ  “นกที่มีหลังสีแดง” พบครั้งแรกที่รัฐเบงกอลประเทศอินเดีย  ทั่วโลกมี 8 ชนิดย่อย  ประเทศไทยพบ 2 ชนิดย่อยคือ Dicaeum cruentatum siamense Boden kloss  ชื่อชนิดย่อยมาจากชื่อสถานที่ที่พบครั้งแรกคือ จังหวัดนครราชสีมา  และ Dicaeum cruentatum ignitum (Begbie)  ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ ignites (ign, -e, -i) แปลว่าสีแดงเพลิง  ความหมายคือ “นกที่มีหลังสีแดงเพลิง”  พบครั้งแรกที่ประเทศมาเลเซีย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ตั้งแต่อินเดียตอนเหนือ จีนตอนใต้ เกาะไหหลำ จนถึงเกาะบอร์เนียวและเกาะสุมาตรา&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็กมาก (9 ซม.)  ตัวเต็มวัยทั้งสองเพศกลางลำตัวด้านล่างมีแถบสีขาวแกมสีเนื้อ  ตัวผู้ลำตัวด้านบนสีแดง ปีก หาง หัวด้านข้าง และลำตัวเป็นสีดำ  ตัวเมียแตกต่างจากนกกาฝากอื่น ๆ โดยตะโพกและขนคลุมโคนขนหางด้านบนสีแดง  ตัวไม่เต็มวัยแทบไม่แตกต่างจากนกกาฝากสีเรียบยกเว้นมีแต้มสีส้มอ่อนบริเวณตะโพกและขนคลุมโคนขนหางด้านบนที่มีสีเขียวอ่อนถึงเขียว แต่มักมองไม่เห็นเมื่อดูในธรรมชาติ&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : พบตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ชายป่าดงดิบ ป่ารุ่น ทุ่งโล่ง และสวนผลไม้ ตั้งแต่พื้นราบจนกระทั่งความสูง 1,200 เมตรจากระดับน้ำทะเล  มักพบอยู่เป็นคู่ และอาจพบอยู่รวมกับนกชนิดอื่น ๆ เป็นนกที่ไม่ค่อยหยุดนิ่ง มักกระโดดจากกิ่งไม้หรือยอดไม้สลับบินไปยังต้นไม้อื่นเสมอ  ขณะเกาะและกระโดดไปตามกิ่งไม้และยอดไม้มักร้องไปด้วย  กินน้ำหวานดอกไม้เป็นอาหาร โดยเฉพาะดอกกาฝากซึ่งติดอยู่ตามต้นไม้และพุ่มไม้ และผลไม้ โดยเฉพาะผลตะขบบ้าน โดยใช้ปากจิกกินเนื้อในผลแก่ แต่ยังไม่สุกงอมโดยไม่ทำให้ผลหลุดจากขั้ว  นอกจากนี้ยังจิกกินแมลงและตัวหนอนตามกิ่งไม้และยอดไม้ โดยเฉพาะแมลงที่มาตอมดอกไม้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนถึงฤดูฝนระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนสิงหาคม  ทำรังเป็นรูปกระเปาะห้อยตามกิ่งไม้ มีทางเข้าออกทางด้านข้างด้วยการนำดอกหญ้า ใบไม้ ใบหญ้า เส้นใยมะพร้าว และใยแมงมุมมาสานกันหรือเชื่อมให้ติดกันด้วยใยแมงมุมทั้งสองเพศช่วยกันหาวัสดุและสร้างรัง  โดยทั่วไปรังกว้างประมาณ 6-7 ซม. ยาว 8-10 ซม.  ปากทางเข้าออกกว้าง 3.0-3.5 ซม. หรือกว้างพอที่ตัวนกเข้าออกได้เท่านั้น  รังอยู่สูงจากพื้นดินประมาณ 3-6 เมตร ปกติจะสร้างรังตามกิ่งไม้ที่มีใบแน่นทึบ ซึ่งบางครั้งทำให้มองเห็นได้ยาก  รังมีไข่ 3 ฟอง  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' : สีขาวนวล ไม่มีจุดหรือลาย  ขนาดของไข่โดยเฉลี่ย 12.0x16.1 มม.  ทั้งสองเพศช่วยกันฟักไข่  ใช้เวลาฟักไข่ 12-13 วัน  ลูกนกที่ออกจากไข่ใหม่ ๆ มีรูปร่างเทอะทะ ยังไม่ลืมตา ไม่มีขนคลุมลำตัว ขาและนิ้วยังไม่แข็งแรงพอจะยืนหรือเดินได้  ทั้งสองเพศจะช่วยกันกกลูกให้ความอบอุ่น และหาอาหารมาป้อน  ในระยะแรกการป้อนอาหารจะบ่อยมาก ประมาณ 5-10 นาทีต่อครั้ง  ขณะที่ตัวหนึ่งไปหาอาหารมาป้อนลูก อีกตัวหนึ่งจะอยู่ภายในรังหรือเกาะอยู่ภายนอกรังคอยระวังไม่ให้ศัตรูมาทำร้ายได้  แต่บางครั้งก็ออกไปหาอาหารพร้อมกัน  อาหารที่นำมาป้อนลูกนกส่วนใหญ่ได้แก่ ตัวหนอนและแมลง  บางครั้งเป็นผลไม้ขนาดเล็ก  เมื่อป้อนเสร็จแล้วจะรอรับของเสียลักษณะเป็นก้อนกลมที่ลูกนกถ่ายออกมา โดยลูกนกจะหันก้นไปทางปากรังแล้วถ่ายออกมา แล้วพ่อแม่นกจะคาบออกไปทิ้งนอกรัง  ลูกนกอายุประมาณ 20 วัน  จะมีขนคลุมเต็มตัวและบินออกจากรังได้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : เป็นนกประจำถิ่น  พบบ่อยและปริมาณมาก  ชนิดย่อย siamense พบทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ ภาคกลาง และภาคตะวันตก  ชนิดย่อย ignitum พบทางภาคใต้ตั้งแต่คอคอดกระลงไป&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : ยังไม่จัดเป็นสัตว์ป่าสงวนหรือสัตว์ป่าคุ้มครอง เนื่องจากกฎหมายระบุการเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองว่า “นกกาฝากทุกชนิดในวงศ์ (Family) Dicaeidae”  โดยไม่กล่าวถึงนกสีชมพูสวนแต่อย่างใดทั้งที่เป็นนกในสกุลเดียวกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&lt;br /&gt;
[[File:youtube01.png|left|https://https://www.youtube.com/watch?v=8uC9IVWwYXM//https://www.youtube.com/watch?v=8uC9IVWwYXM]] &amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=8uC9IVWwYXM นกสีชมพูสวน] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Scarlet-backed1.jpg]] [[ไฟล์:Scarlet-backed2.jpg]] [[ไฟล์:Scarlet-backed3.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://adeq.or.th/wp-content/uploads/2016/09/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%8A%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B9%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://archive-media.komchadluek.net/img/size1/2013/12/05/ackkg7cjaaca6ak95g57c.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/2/20/Dicaeum_cruentatum_-20080724.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://oknation.nationtv.tv/blog/home/blog_data/238/8238/images/Birds_Watching/DSC_10086.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของเนื้อหา''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
จากหนังสือนกในเมืองไทย ผู้เขียน รศ.โอภาส ขอบเขต &amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kangkrungbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A5</id>
		<title>นกมุ่นรกสีน้ำตาล</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A5"/>
				<updated>2020-01-30T16:19:36Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Kangkrungbird: ล็อก &amp;quot;นกมุ่นรกสีน้ำตาล&amp;quot; ([แก้ไข=อนุญาตเฉพาะผู้ดูแลระบบ] (ไม่มีกำหนด) [เปลี่ยนชื่อ=อนุญาตเฉพา...&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Brown Fulvetta1.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''':Leiothrichidae&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''':''Alcippe brunneicauda ''(Salvadori) 1879.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''':Brown Fulvetta  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''':Brown Nun Babbler, Brown Quaker Babbler&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Alcippe brunneicauda''มี ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ brunne, -i หรือ brunneus แปลว่าสีน้ำตาล และ caud, =a แปลว่าหาง ความหมายคือ “หางสีน้ำตาล” พบครั้งแรกที่เกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย ทั่วโลกมี 2 ชนิดย่อย ประเทศ ไทยพบ 1 ชนิดย่อยคือ Alcippe brunneicauda brunneicauda (Salvadori) ที่มาและความหมาย ของชื่อชนิดย่อยเช่นเดียวกับชนิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : พันธุ์ในไทย มาเลเซีย เกาะสุมาตรา และ เกาะบอร์เนียว&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' :เป็นนกขนาดเล็กมาก (15 ซม.) หัวสีเทา คอสีออกขาว ลำตัวด้านบนสีน้ำตาล แตกต่างจากนกมุ่นรกตาขาวตรงที่ลำตัวด้านล่างมีแต้มสีเทา ไม่มีสีเหลือง แตกต่างจากนกมุ่นรกภูเขาตรงที่ไม่มีลายเส้นสีดำทางกระหม่อมด้านข้าง ตาสีเทาหรือสีน้ำตาล&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' :พบตามป่าดงดิบชื้น ป่าดงดิบแล้ง และป่าดงดิบเขา ตั้งแต่พื้นราบจนกระทั่งความ สูง 900 เมตรจากระดับน้ำทะเล อุปนิสัยไม่แตกต่าง จากนกมุ่นรกอื่น ๆ&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' :ยังไม่มีรายงานชีววิทยาการสืบพันธุ์ของนกมุ่นรกสีน้ำตาล คาดว่าไม่แตกต่างจากนกมุ่นรกชนิดอื่น โดยเฉพาะนกมุ่นรกตาขาว&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''':เป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและ ปริมาณปานกลาง พบเฉพาะทางภาคใต้ตั้งแต่จังหวัด นครศรีธรรมราชลงไป&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : ยังไม่จัดเป็นสัตว์ป่าสงวนหรือสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Brown Fulvetta2.jpg]] [[ไฟล์:Brown Fulvetta3.jpg]] [[ไฟล์:Brown Fulvetta4.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://oknation.nationtv.tv/blog/home/user_data/album_data/201411/30/53593/images/480134.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://oknation.nationtv.tv/blog/home/user_data/album_data/201411/30/53593/images/480127.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://dktnfe.com/web59/wp-content/uploads/2014/09/fulvettabrown201211sedim_3-640x445.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://oknation.nationtv.tv/blog/home/user_data/album_data/201411/30/53593/images/480132.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของเนื้อหา''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
จากหนังสือนกในเมืองไทย ผู้เขียน รศ.โอภาส ขอบเขต &amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kangkrungbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9C%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B3</id>
		<title>นกโพระดกหน้าผากดำ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9C%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B3"/>
				<updated>2020-01-30T16:17:43Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Kangkrungbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Blue-eared.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''':Megalaimidae &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''':''Megalaima australis '' (Horsfield) 1821.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''':Blue-eared Barbet &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''':-&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Megalaima australis '' ชื่อชนิดดัดแปลงจากชื่อสถานที่ ที่พบครั้งแรก คือประเทศออสเตรเลีย (คำในภาษาละติน คือ australis แปลว่าตอนใต้ ซึ่งอาจหมายถึงประเทศ หรือทวีปออสเตรเลีย ซึ่งตั้งอยู่ทางซีกโลกใต้)&lt;br /&gt;
ทั่วโลกมีนกโพระดกหน้าผากดำ 7 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 3 ชนิดย่อยคือ&lt;br /&gt;
1. Megalaima australis cyanotis (Blyth) ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษากรีกคือ cyan, -e, -i, -o หรือ kuanos แปลว่าสีน้ำเงินเข้ม และ ot, -i, -o หรือ -otis แปลว่าหู ความหมายคือ “นกที่มีขนบริเวณหูเป็นสีน้ำเงินเข้ม” พบครั้งแรกที่ประเทศพม่า&lt;br /&gt;
2. Megalaima australis stuarti (Robinson and Boden Kloss) ชื่อชนิดย่อยดัดแปลงจากชื่อของ บุคคล พบครั้งแรกที่จังหวัดภูเก็ต&lt;br /&gt;
3. Megalaima australis orientalis (Robinson) ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ orient, -al หรือ orientis หรือ oriens แปลว่าทิศตะวันออก และ -alis แปลว่าเป็นของ ความหมายคือ “นกที่พบทางซีกโลกตะวันออก” พบครั้งแรกที่ประเทศ กัมพูชา &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' :ในอินเดีย ด้านตะวันออก จีนด้านตะวันตกเฉียงใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และหมู่เกาะซุนดาใหญ่&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็ก (17-18 ซม.) ลักษณะทั่วไปคล้ายคลึงกับนกโพระดกคอสีฟ้า แต่นกโพระดกหน้าผากดำมีขนาดเล็กกว่า หน้าผากสีดำ กระหม่อมสีฟ้า ขนบริเวณหูสีฟ้า เหนือขนบริเวณหูมี แถบสีแดง แก้มสีเหลืองมีเส้นสีดำล้อมรอบ คอด้าน ข้างมีแถบสีแดง คอหอยสีฟ้า คอหอยตอนล่างมีแถบ สีดำ&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''':อาศัยอยู่ตามป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบแล้ง ป่าดงดิบชื้น และป่ารุ่น ตั้งแต่ระดับพื้น ราบจนกระทั่งความสูง 1,500 เมตรจากระดับน้ำทะเล มักพบอยู่โดดเดี่ยวหรือเป็นคู่ อาจพบอยู่เป็นฝูงบนต้นไม้ที่ผลกำลังสุก และอาจพบอยู่รวมกับนกโพระดก ชนิดอื่น โดยเฉพาะนกตีทอง ในช่วงเย็นหรือหลังจาก กินอาหารจนอิ่ม มันมักบินไปเกาะตามกิ่งไม้แห้ง นก โพระดกหน้าผากด้ส่งเสียงร้องเกือบตลอดวัน แต่ร้อง บ่อยมากในช่วงเช้าและบ่าย มันมักร้องขณะเกาะตาม ยอดไม้และกิ่งไม้แห้ง โดยร้อง “โกเตก-โกเตก” ประมาณ 2 ครั้งต่อวินาที บางครั้งก็ร้องเป็นเสียง “เปลี่ยว เปลี่ยว” แต่ละพยางค์ห่างกัน 1 วินาที อาหารส่วนใหญ่ ได้แก่ ผลไม้ขนาดเล็ก เช่น ไทร หว้า ตะขบ ผลของไม้เถา เป็นต้น นอกจากนี้ยังกิน แมลงและตัวหนอนด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : นกโพระดกหน้าผากดำผสมพันธุ์ ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝน ระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม ทำรังตามโพรงบนต้นไม้ที่ยืนต้นตายและ ค่อนข้างยุหรือต้นไม้เนื้ออ่อนที่ยังมีชีวิต อาจเป็นโพรง ที่เกิดตามธรรมชาติ โพรงที่นกหรือสัตว์อื่นทำไว้ หรือ โพรงที่มันขุดเจาะเอง ไม่มีวัสดุรองโพรง รังมีไข่ 2-4 ฟอง มันวางไข่แต่ละฟองทิ้งช่วงห่างกันนานกว่า 24 ชั่วโมง ทั้งสองเพศช่วยกันฟักไข่และเลี้ยงดูลูกอ่อน ใช้เวลาฟัก ไข่ 13-14 วัน ลูกนกแรกเกิดยังไม่ลืมตา ไม่มีขน ปกคลุมร่างกาย และยังช่วยเหลือตนเองไม่ได้ พ่อแม่ ต้องกกและป้อนอาหารจนลูกนกมีขนปกคลุมเต็มร่างกาย แข็งแรง และบินได้ ประมาณ 1 เดือนหลังออกจาก ไข่ ลูกนกจะทิ้งรังไปหากินตามลำพัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' :ไข่สีขาว มีขนาดเฉลี่ย 18.3X24.5 มม. &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' :นกโพระดกหน้าผากดำเป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณปานกลาง ชนิดย่อย cyanotis พบทางภาคเหนือ ชนิดย่อย stuarti พบทางภาค ตะวันตกและภาคใต้ ชนิดย่อย orientalis พบทาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกเฉียงใต้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' :จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&lt;br /&gt;
[[File:youtube01.png|left|https://https://www.youtube.com/watch?v=QrXJoSSSUlY//https://www.youtube.com/watch?v=QrXJoSSSUlY]] &amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=QrXJoSSSUlY นกโพระดกหน้าผากดำ] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Blue-eared1.jpg]] [[ไฟล์:Blue-eared2.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://live.staticflickr.com/8053/8372374401_a05fb07db5_b.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.lowernorthernbird.com/bird_picture/large/2013_05_13_22_09_21.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://dktnfe.com/web59/wp-content/uploads/2014/09/blueeared_barbet2.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของเนื้อหา''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
จากหนังสือนกในเมืองไทย ผู้เขียน รศ.โอภาส ขอบเขต &amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kangkrungbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87</id>
		<title>นกโพระดกเคราเหลือง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87"/>
				<updated>2020-01-30T16:14:51Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Kangkrungbird: ล็อก &amp;quot;นกโพระดกเคราเหลือง&amp;quot; ([แก้ไข=อนุญาตเฉพาะผู้ดูแลระบบ] (ไม่มีกำหนด) [เปลี่ยนชื่อ=อนุญาตเฉ...&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Gold-whiskered.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''':Megalaimidae &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''':''Megalaima chrysopogon '' (Temminck) 1842.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''':Gold-whiskered Barbet &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''':Gaudy Barbet&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Megalaima chrysopogon '' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษา กรีกคือ chrys, -o, =us หรือ khrusos แปลว่าสีทอง และ pogo, -n, -ni, -no แปลว่าเครา ความหมายคือ “นกที่มีเคราสีทองหรือสีเหลือง” พบครั้งแรกที่ประเทศมาเลเซีย ทั่วโลกมีนกโพระดกเคราเหลือง 3 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 1 ชนิดย่อยคือ Megalaima chrysopogon laeta (Robinson and Boden Kloss) ชื่อชนิดย่อยเป็นคำในภาษาละตินคือ laetus (laet) แปลว่าสีสด ความหมายคือ “นกที่มีสีสด” พบครั้งแรกที่ประเทศมาเลเซีย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในไทย มาเลเซีย เกาะสุมาตรา และเกาะบอร์เนียว&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็ก (29-30 ซม.) บริเวณแก้มมีแถบขนาดใหญ่สีเหลือง หน้าผากสีแดง กระหม่อมสีน้ำตาล ท้ายทอยสีน้ำเงินมีลายจุดสีแดง คอหอยสีเนื้อแกมเทา ม่านตาสีเทาหรือสีน้ำตาล ขากรรไกรบนสีดำขากรรไกรล่างสีเทาหรือดำ นิ้วสีเหลืองหรือเหลืองอมเขียว ลำตัวส่วนอื่นสีเขียว&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''':อาศัยอยู่ตามป่าดงดิบชื้น ตั้งแต่ระดับพื้นราบจนกระทั่งความสูง 1,000 เมตรจาก ระดับน้ำทะเล พบอยู่โดดเดี่ยวหรือเป็นคู่ มันร้องเป็น เสียง “กูตุก-อูตูก-อูตูก” ติดต่อกัน 3-4 ครั้งต่อวินาที ในช่วงฤดูผสมพันธุ์มักส่งเสียงร้องตลอดทั้งวัน และร้องบ่อยมากในช่วงเช้าและช่วงเย็น อาหารส่วนใหญ่ ได้แก่ ผลไม้ นอกจากนี้ยังกิน แมลง ตัวหนอน และสัตว์ขนาดเล็กบ้างตามโอกาส&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : นกโพระดกเคราเหลืองผสมพันธุ์ ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝน ระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม ทำรังตามโพรงบนต้นไม้ ปกติเป็นไม้ยืน ต้นตายหรือไม้เนื้ออ่อนที่ยังมีชีวิต อาจเป็นโพรงที่เกิดตามธรรมชาติ โพรงที่นกหรือสัตว์อื่นทำไว้ หรือโพรงที่ มันขุดเจาะเอง ชีววิทยาการสืบพันธุ์อื่นไม่แตกต่างจาก นกในสกุลเดียวกัน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' :นกโพระดกเคราเหลืองเป็นนกประจำถิ่น พบไม่บ่อยและปริมาณไม่มากนัก พบทางภาค ตะวันตกและภาคใต้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' :จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Gold-whiskered1.jpg]] [[ไฟล์:Gold-whiskered2.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://dktnfe.com/web59/wp-content/uploads/2014/09/dsc_0169b2.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://orientalbirdimages.org/images/data/goldwhiskered_barbet2culu_kinta_reserve_ipoh_perak_malaysia19th_august_2017.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://encrypted-tbn0.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcSwEEF6IATcm0F1k2V1uq85LDToyx83C0Omxkh8qgx0liSFaDMP&amp;amp;s&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของเนื้อหา''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
จากหนังสือนกในเมืองไทย ผู้เขียน รศ.โอภาส ขอบเขต &amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kangkrungbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87</id>
		<title>นกโพระดกคางแดง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87"/>
				<updated>2020-01-30T16:13:22Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Kangkrungbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Red-throated Barbet.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''':Megalaimidae &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''':''Megalaima mystacophanos '' (Temminck) 1824.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''':Red-throated Barbet &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''':Gaudy Barbet&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Megalaima mystacophanos '' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษา กรีกคือ chlor, -o หรือ khloros แปลว่าสีเขียว และ phaea แปลว่าตา อาจหมายถึง “มีแผ่นหนังรอบตาสีเขียว” พบครั้งแรกที่เกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ทั่วโลกมีนกบั้งรอกแดง 3 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 1 ชนิดย่อยคือ Phaenicophaeus chlorophaeus chlorophaeus (Raffles) ชื่อชนิดย่อยมีที่มาและความหมายเช่นเดียวกับชื่อชนิดHoward and Moore (1980) จัดนกบั้งรอกแดงไว้ในสกุล Rhinortha ซึ่งแตกต่างจากนกบั้งรอกอื่น ชื่อสกุลมาจากรากศัพท์ภาษากรีกคือ rhin, -o หรือ rhis แปลว่าจมูก และ orth, -o หรือ orthos แปลว่า ตรง ความหมายคือ “นกที่มีปากตรง”&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในพม่า ไทย มาเลเซีย เกาะสุมาตรา และเกาะบอร์เนียว&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็ก (20-22 ซม.)ตัวผู้และตัวเมียสีสันแตกต่างกันเล็กน้อย ตัวผู้หน้าผากสีเหลือง กระหม่อมสีแดง มีคิ้วสีดำ บริเวณหัวตาสีแดง คอหอยสีแดง คอหอยตอนล่างสีฟ้าและมีสีแดงแต้มตรงมุมขอบของบริเวณสีฟ้า ตัวเมียหน้าผากสีเขียวกระหม่อมตอนท้ายเป็นลายสีแดง ไม่มีคิ้วสีดำ บริเวณกลางกระหม่อม แก้ม และคอหอยตอนล่างมีสีฟ้าจาง ทั้งสองเพศบริเวณแก้มไม่มีสีเหลืองอย่างนกโพระดก เคราเหลือง และนกโพระดกหลากสี&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''':อาศัยอยู่ตามป่าดงดิบชื้น ตั้งแต่ระดับต่ําจนกระทั่งความสูง 750 เมตรจากระดับน้ำทะเล อุปนิสัยไม่แตกต่างจากนกโพระดกชนิดอื่น นกโพระดกคางแดงร้อง “ตุ๊ก” แล้วตามด้วย “ตูตูตู” หรืออาจร้อง “ตุ๊ก-ตู-ตู-ตุ๊ก” แล้วตามด้วย “ตู-ตู-ตู”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : นกโพระดกคางแดงผสมพันธุ์ ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝน ระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือน พฤษภาคม ทำรังตามโพรงต้นไม้ ชีววิทยาการสืบพันธุ์ ไม่แตกต่างจากนกในสกุลเดียวกัน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' :นกโพระดกคางแดงเป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณปานกลาง ทางภาคใต้และภาคตะวันตกบางแห่ง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' :จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&lt;br /&gt;
[[File:youtube01.png|left|https://https://www.youtube.com/watch?v=r4oMpIqC3sE//https://www.youtube.com/watch?v=r4oMpIqC3sE]] &amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=r4oMpIqC3sE นกโพระดกคางแดง] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Red-throated Barbet1.jpg]] [[ไฟล์:Red-throated Barbet2.jpg]] [[ไฟล์:Red-throated Barbet3.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://oknation.nationtv.tv/blog/home/user_data/album_data/201404/27/53393/images/478162.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://oknation.nationtv.tv/blog/home/user_data/album_data/201404/27/53393/images/478154.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://oknation.nationtv.tv/blog/home/user_data/album_data/201404/27/53393/images/478152.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.savebird.com/Bird_Image/PICIFORMES/Barbet_Red_throat_M.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของเนื้อหา''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
จากหนังสือนกในเมืองไทย ผู้เขียน รศ.โอภาส ขอบเขต &amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kangkrungbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81</id>
		<title>นกพญาปากกว้างเล็ก</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81"/>
				<updated>2020-01-30T16:11:55Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Kangkrungbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Black-and-yellow.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''':Eurylaimidae&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''':''Irena puella''(Raffles) 1822.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''':Black-and-yellow Broadbil&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''':-&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' :พบได้บนเกาะสุมาตราและเกาะบอร์เนียว&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' :ในขณะที่ตัวเล็กที่สุดมีขนาดไล่เลี่ยกับนกกระจอกและได้ชื่อว่านกพญาปากกว้างเล็ก (Black-and-yellow Broadbill) นอกจากปากที่กว้างสมชื่อแล้ว พวกมันยังมีปลายปากที่งุ้มเล็กน้อยช่วยในการจับแมลงจุดเด่นของนกพญาปากกว้างเล็กคือลายสีเหลืองที่ปีกและหลังตัดกับลำตัวด้านบนสีดำ เป็นที่มาของชื่อในภาษาอังกฤษ มีก้นสีเหลืองที่ไล่ขึ้นมาเป็นสีชมพูเรื่อๆที่อก หางสั้น จะงอยปากสีฟ้า ม่านตาสีเหลืองดูโดดเด่นบนหัวสีดำขลับ ตัวผู้มีแถบสีดำรอบคอใต้แถบสีขาว ในขณะที่ตัวเมียมีแถบสีดำกว้างกว่าและไม่ยาวมาบรรจบกันที่อก  &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''':ด้วยลวดลายสวยงามเป็นเอกลักษณ์และขนาดที่ไม่เล็กไม่ใหญ่ ชอบเกาะนิ่งบนกิ่งไม้เป็นเวลานาน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' :ฤดูกาลที่นกทำรังวางไข่เป็นช่วงเวลาที่พบนกบางชนิดได้ง่ายกว่าช่วงอื่นๆของปี นกเหล่านี้จึงมีความเสี่ยงที่จะตกเป็นอันตรายต่อสัตว์ผู้ล่ามากขึ้น ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดน่าจะเป็นรังที่สานเป็นทรงกลมดูยุ่งเหยิง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' :นกประจำถิ่น&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' :จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&lt;br /&gt;
[[File:youtube01.png|left|https://https://www.youtube.com/watch?v=Mwo7-T-D-Ek//https://www.youtube.com/watch?v=Mwo7-T-D-Ek]] &amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=Mwo7-T-D-Ek นกพญาปากกว้างเล็ก] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Black-and-yellow1.jpg]] [[ไฟล์:Black-and-yellow2.jpg]] [[ไฟล์:Black-and-yellow3.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://live.staticflickr.com/5345/17607870630_25407b3b6e_b.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://oknation.nationtv.tv/blog/home/album_data/948/38948/album/45991/images/422587.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.bloggang.com/data/batgirlforever/picture/1124727570.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://live.staticflickr.com/2671/3995985862_229865f8bf_z.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของเนื้อหา''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://oknation.nationtv.tv/blog/plains-wanderer/2011/05/01/entry-1&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.birdsofthailand.org/bird/black-and-yellow-broadbill&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kangkrungbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%AB%E0%B8%B9%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88</id>
		<title>นกปลีกล้วยหูเหลืองใหญ่</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%AB%E0%B8%B9%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88"/>
				<updated>2020-01-30T16:10:21Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Kangkrungbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Spectacled Spiderhunter.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''':Nectariniidae&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''':''Arachnothera flavigaster '' (Eyton) 1839.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''':Spectacled Spiderhunter&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''':Greater Yellow-eared Spiderhunter&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Arachnothera flavigaster '' ซึ่งชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ flav หรือ flavus แปลว่าสีเหลืองแกมทอง และ gaster แปลว่าท้องความหมายคือ “นกที่มีท้องสีเหลืองแกมทอง” พบครั้งแรกที่ประเทศมาเลเซีย ไม่มีการแบ่งเป็นชนิดย่อย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในไทย มาเลเซีย เกาะสุมาตรา และเกาะบอร์เนียว&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็ก (22 ซม.) แต่จัดเป็นนกปลีกล้วยที่มีขนาดใหญ่ ลักษณะคล้ายนก ปลีกล้วยหูเหลืองเล็ก แต่มีขนาดใหญ่กว่า (ปีกยาวกว่า 98 มม.) ปากสั้นและหนากว่า มีกระจุกขนสีเหลือง บริเวณหู วงรอบเบ้าตาสีเหลืองและกว้างกว่านกปลีกล้วย หูเหลืองเล็ก คอหอยและอกสีเขียวเรียบ ๆ&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : พบตามป่าดงดิบชื้น ป่าดง ดิบแล้ง ชายป่า และป่ารุ่น ปกติในระดับต่ำกว่า 500 เมตรจากระดับน้ำทะเล พบอยู่โดดเดี่ยวหรือเป็นคู่ ค่อนข้างเป็นนกที่ก้าวร้าว มักโจมตีและขับไล่นกทั้ง ชนิดเดียวกันและชนิดอื่นที่เข้ามาใกล้รังหรือแหล่ง หากินเสมอ อาหารส่วนใหญ่ได้แก่ น้ำหวานจากปลี กล้วยและดอกไม้ นอกจากนี้ยังกินแมลงและแมงมุม ด้วย โดยมีพฤติกรรมการหาอาหารไม่แตกต่างจากนกปลีกล้วยอื่น ๆ&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' :ผสมพันธุ์ช่วงฤดูหนาวต่อฤดู ร้อนระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคม รังมี ลักษณะเดียวกันกับนกปลีกล้วยท้องเทา อยู่สูงจากพื้น ดิน 7.6 เมตร ยังไม่ทราบชีววิทยาการสืบพันธุ์ด้านอื่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : เป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณปานกลาง พบเฉพาะทางภาคใต้ตั้งแต่จังหวัด ประจวบคีรีขันธ์ลงไป&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : ยังไม่จัดเป็นสัตว์ป่าสงวนและสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&lt;br /&gt;
[[File:youtube01.png|left|https://https://www.youtube.com/watch?v=8n_Ghgscl3o//https://www.youtube.com/watch?v=8n_Ghgscl3o]] &amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=8n_Ghgscl3o นกปลีกล้วยหูเหลืองใหญ่] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Spectacled Spiderhunter1.jpg]] [[ไฟล์:Spectacled Spiderhunter2.jpg]] [[ไฟล์:Spectacled Spiderhunter3.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.hbw.com/sites/default/files/styles/ibc_2k/public/ibc/p/birding2asia_spectacledspiderhunter1_stijn_de_win.jpg?itok=32OcqpXr&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://dktnfe.com/web59/wp-content/uploads/2014/09/spectacled_spiderhunter2bkledangsayong_forest_reserve_ipoh_perak_malaysia11th_february_2014.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/4/47/Spectacled-spiderhunter.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.oiseaux-birds.com/passeriformes/nectariniides/arachnothere-lunettes/arachnothere-lunettes-iw4.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของเนื้อหา''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
จากหนังสือนกในเมืองไทย ผู้เขียน รศ.โอภาส ขอบเขต &amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kangkrungbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%AB%E0%B8%B9%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81</id>
		<title>นกปลีกล้วยหูเหลืองเล็ก</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%AB%E0%B8%B9%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81"/>
				<updated>2020-01-30T16:08:36Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Kangkrungbird: ล็อก &amp;quot;นกปลีกล้วยหูเหลืองเล็ก&amp;quot; ([แก้ไข=อนุญาตเฉพาะผู้ดูแลระบบ] (ไม่มีกำหนด) [เปลี่ยนชื่อ=อนุญ...&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Yellow-eared.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''':Nectariniidae&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''':''Arachnothera chrysogenys '' (Temminck) 1826.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''':Yellow-eared Spiderhunter &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''':Lesser Yellow-eared Spiderhunter&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Arachnothera chrysogenys '' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษากรีกคือ chrys, -o, =us หรือ khrusos แปลว่าสีทอง และ geny, -o, =us หรือ genus แปลว่าแก้ม ความหมายคือ “นกที่มีแก้มสีเหลืองทอง” พบครั้งแรกที่เกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย ทั่วโลกมี 2 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 1 ชนิดย่อยคือ Arachnothera chrysogenys chrysogenys (Temminck) ที่มาและความหมายของชื่อ ชนิดย่อยเช่นเดียวกับชนิด&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในพม่า ไทย มาเลเซีย และหมู่เกาะ ซุนดาใหญ่&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็ก (18 ซม.) ตัวเต็มวัยมีกระจุกขนบริเวณหูและวงรอบเบ้าตาสีเหลือง คอหอยและอกสีเขียวอ่อนแกมเทามีลายขีดเล็กน้อย ท้องและขนคลุมโคนขนหางด้านล่างสีเหลือง หาง ด้านล่างสีเขียวอ่อนแกมเทา ไม่มีสีขาว อกไม่มีพุ่มขน ปีกสั้นกว่า 98 มม. ตัวไม่เต็มวัยสีจางกว่า สีเหลือง บริเวณหูมีขนาดเล็กจนเกือบไม่เห็น&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : พบตามป่าดงดิบชื้น ป่าดง ดิบแล้ง และชายป่า ตั้งแต่พื้นราบจนกระทั่งความสูง 1,800 เมตรจากระดับน้ำทะเล อุปนิสัยไม่แตกต่าง จากนกปลีกล้วยหูเหลืองใหญ่&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' :ผสมพันธุ์ช่วงฤดูร้อนระหว่าง เดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน และช่วงฤดูหนาว ระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม ทำรังใต้ ใบไม้ในลักษณะเดียวกันกับนกปลีกล้วยชนิดอื่น รัง อยู่สูงจากพื้นดิน 1.5-12 เมตร รังมีไข่ 2 ฟอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' :ไข่ สีเทาแกมขาว มีลายจุดสีน้ำตาลเหลืองและสีน้ำตาลเทา ยังไม่ทราบชีววิทยาคารสืบพันธุ์ด้านอื่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : เป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณปานกลาง พบทางภาคตะวันตกตอนใต้และภาคใต้ตั้งแต่คอคอดกระลงไป&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : ยังไม่จัดเป็นสัตว์ป่าสงวนและสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Yellow-eared1.jpg]] [[ไฟล์:Yellow-eared2.jpg]] [[ไฟล์:Yellow-eared3.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://i.pinimg.com/originals/3f/1c/ed/3f1ced547f68417ae43bca8d28856674.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://dktnfe.com/web59/wp-content/uploads/2014/09/yellowearedspiderhunter124may16.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.birdsofthailand.org/sites/default/files/photo/spiderhunter%20yellow-eared%2020131009%20khao%20sok.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.hbw.com/sites/default/files/styles/ibc_1k/public/ibc/p/arachnothera_chrysogenys2.jpg?itok=zW6yj8fq&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของเนื้อหา''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
จากหนังสือนกในเมืองไทย ผู้เขียน รศ.โอภาส ขอบเขต &amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kangkrungbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81</id>
		<title>นกปลีกล้วยเล็ก</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81"/>
				<updated>2020-01-30T16:06:48Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Kangkrungbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Little spiderhunter1.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''':Nectariniidae &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''':''Arachnothera longirostra'' (Latham) 1790.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''':Little spiderhunter&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''':-&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Arachnothera Longirostra'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ long, -I หรือ longus แปลว่ายาว และ rostr, =um แปลว่าปาก ความหมายคือ “นกที่มีปากยาว”  พบครั้งแรกที่ประเทศปากีสถาน  ทั่วโลกมี 12 ชนิดย่อย  ประเทศไทยพบ 4 ชนิดย่อยคือ&lt;br /&gt;
#Arachnothera Longirostra longirostra (Latham)  ที่มาและความหมายของชื่อชนิดย่อยเช่นเดียวกับชนิด &lt;br /&gt;
#Arachnothera Longirostra sordida La Touche  ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ sord, -id หรือ sordidus แปลว่าเปรอะเปื้อนหรือสกปรก ความหมายคือ “นกที่มีสีทึม”  พบครั้งแรกที่ประเทศจีน&lt;br /&gt;
#Arachnothera Longirostra pallidus Delacour  ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ pall, -ens, -esc, -id, -or หรือ pallidus แปลว่าจาง  ความหมายคือ “นกที่มีสีจาง”  พบครั้งแรกที่ประเทศลาว และ &lt;br /&gt;
#Arachnothera Longirostra cinireicollis (Vieillot)  ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ cini, =s หรือ ciner, -ar, -e, -I หรือ cinereus แปลว่าสีเทา และ coll, -I หรือ collis แปลว่าคอ  ความหมายคือ “นกที่มีคอสีเทา”  พบครั้งแรกที่ประเทศมาเลเซีย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในปากีสถาน อินเดีย จีนด้านตะวันตกเฉียงใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หมู่เกาะซุนดาใหญ่ และฟิลิปปินส์&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็ก (16 ซม.)  ตัวเต็มวัยมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับนกปลีกล้วยอื่น ๆ  หัวสีเทา  คิ้วและรอบตาสีขาว  คอหอยสีขาวแกมเทา อกสีเขียวอ่อนแกมเหลือง  ท้องและขนคลุมโคนขนหางด้านล่างสีเหลือง  ปลายหางด้านล่างสีขาวแกมเทา ลำตัวด้านบนสีเขียวอ่อนถึงสีเขียว&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : พบตามป่าดงดิบชื้น ป่าดงดิบแล้ง ชายป่า และป่ารุ่น ปกติในระดับต่ำว่า 1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล  อาจพบอยู่โดดเดี่ยวหรือเป็นคู่  พบเป็นประจำตามป่ากล้วย โดยเกาะตามปลีกล้วยและใช้ปากดูดกินน้ำหวานจากกลีบหนึ่งไปยังอีกกลีบหนึ่ง  ซึ่งบางครั้งมุดเข้าไปอยู่ระหว่างกาบของปลีกล้วยทั้งตัวจนมองไม่เห็นตัว  นอกจากนี้ยังกินน้ำหวานดอกไม้อื่น ๆ โดยเฉพาะดอกทองหลางป่าและดอกงิ้วและยังกินแมลงตามกิ่งไม้หรือที่มาตอมดอกไม้  แมงมุมที่ชักใยตามต้นไม้และตามกอกล้วยก็เป็นอาหารที่กินบ่อยมาก&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูหนาวและฤดูร้อนระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม  ส่วนใหญ่ทำรังใต้ใบกล้วย  รังเป็นรูปกึ่งทรงกระบอกยาวไปตามลักษณะของใบกล้วย มีความยาวประมาณ 20 ซม.  และกว้างประมาณ 5-10 ซม.  ทางเข้าออกอยู่บริเวณปลายด้านบน  รังประกอบด้วยใบหญ้าและใบไม้แห้ง  แล้วเย็บติดกับใบกล้วยหรือเชื่อมกันด้วยใยแมงมุม  รังมีไข่ 2 ฟอง  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' : สีขาวแกมชมพู มีลายทางสีแดงเข้มถึงน้ำตาลเป็นวงรอบไข่ด้านป้าน และลายขีดเล็ก ๆ สี เดียวกันกระจายทั่วฟอง  ขนาดของไข่โดยเฉลี่ย 13.1x18.4 มม.  ทั้งสองเพศช่วยกันทำรัง ฟักไข่ และเลี้ยงดูลูกอ่อน  ยังไม่ทราบระยะเวลาการฟักไข่และเลี้ยงดูลูกอ่อน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : เป็นนกประจำถิ่น  พบบ่อยและปริมาณปานกลาง  ชนิดย่อย longirostra พบทางภาคเหนือด้านตะวันตกและภาคตะวันตก ตั้งแต่จังหวัดเชียงใหม่ลงมาจนถึงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์  ชนิดย่อย sordida พบทางภาคเหนือด้านตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน  ชนิดย่อย pallida พบทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างและภาคตะวันออกเฉียงใต้  และชนิดย่อย cinereicollis พบทางภาคใต้ตั้งแต่คอคอดกระลงไป&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : ยังไม่จัดเป็นสัตว์ป่าสงวนหรือสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&lt;br /&gt;
[[File:youtube01.png|left|https://https://www.youtube.com/watch?v=1QM9ehYgEto//https://www.youtube.com/watch?v=1QM9ehYgEto]] &amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=1QM9ehYgEto นกปลีกล้วยเล็ก] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Little spiderhunter2.jpg]]  [[ไฟล์:Little spiderhunter3.jpg]] [[ไฟล์:Little spiderhunter4.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://oknation.nationtv.tv/blog/home/user_data/album_data/201605/27/54025/images/484943.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.birdsofthailand.org/sites/default/files/photo/image_1130.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.birdsofthailand.org/sites/default/files/photo/image_1129.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://live.staticflickr.com/3218/3931212539_5e0a4c0b0c_z.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของเนื้อหา''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
จากหนังสือนกในเมืองไทย ผู้เขียน รศ.โอภาส ขอบเขต &amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kangkrungbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AB%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%99</id>
		<title>นกปรอดโอ่งไร้หงอน</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AB%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%99"/>
				<updated>2020-01-30T16:05:01Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Kangkrungbird: สร้างหน้าด้วย &amp;quot;right '''วงศ์''':Pycnonotidae &amp;lt;br&amp;gt; '''ชื่อวิทยาศาสตร์''':''Alophoixus phaeoceph...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Yellow-bellied.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''':Pycnonotidae &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''':''Alophoixus phaeocephalus ''(Hartlaub) 1844.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''':Yellow-bellied Bulbul &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''':Crestless White-throated Bulbul, Grey-headed Bearded Bulbul&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Alophoixus phaeocephalus''ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษากรีกคือ phae, -o หรือ phaios แปลว่าสีเทาและ cephal, =a, -o หรือ kephalos แปลว่าหัว ความหมายคือ “หัวมีสีเทา” พบครั้งแรกที่ประเทศมาเลเซีย ทั่วโลกมี 4 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 1 ชนิดย่อยคือ Alophoixus phaeocephalus phaeocephalus (Hartlaub) ที่มาและความหมายของชื่อชนิดย่อยเช่นเดียวกับชนิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในพม่า ไทย มาเลเซีย เกาะสุมาตรา และเกาะบอร์เนียว&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' :เป็นนกขนาดเล็ก (20 ซม.) หัวและท้ายทอยไม่มีพุ่มหงอนขน หัวสีเทา คอหอยสีขาว ลำตัวด้านบนสีน้ำตาลแกมเขียว ลำตัวด้านล่างสีเหลือง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : พบตามป่าดงดิบชื้นและป่าดงดิบแล้ง ตั้งแต่พื้นราบจนกระทั้งความสูง 900 เมตร จากระดับน้ำทะเล มักพบอยู่โดดเดี่ยว และอาจพบอยู่รวมกับพวกนกจาบดินและนกกินแมลงต่าง ๆ ซึ่ง แตกต่างจากนกปรอดอื่น ส่วนใหญ่หากินตามพื้นดิน โดยกินผลไม้สุกที่หล่นจากต้น บ่อยครั้งก็เด็ดกินจาก กิ่งไม้เหมือนนกปรอดทั่วไป นอกจากนี้ยังจิกกินตัว หนอนและแมลงตามกิ่งก้าน ลำต้น ยอดไม้ และพื้นดิน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' :ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝนระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนสิงหาคม รังเป็นรูปถ้วย อยู่ในระดับต่ำ รังมีไข่ 2 ฟอง ยังไม่ทราบชีววิทยา การสืบพันธุ์ด้านอื่น&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''':เป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณปานกลาง พบเฉพาะทางภาคใต้ตั้งแต่คอคอดกระ ลงไป&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Yellow-bellied1.jpg]] [[ไฟล์:Yellow-bellied2.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
---- &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://science.sut.ac.th/gradbio/stupresent/2550/2_2550/gr2/images/plodong.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.savebird.com/Bird_Image/SYLVIOIDEA/Bulbul_Yellow_belly.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://dktnfe.com/web59/wp-content/uploads/2014/09/yellowbellied_bulbul3ckledangsayong_forest_reserve_ipoh_perak_malaysia5th_august_2017.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของเนื้อหา''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
จากหนังสือนกในเมืองไทย ผู้เขียน รศ.โอภาส ขอบเขต &amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kangkrungbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B8%AD</id>
		<title>นกปรอดโอ่งเมืองเหนือ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B8%AD"/>
				<updated>2020-01-30T16:03:51Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Kangkrungbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Puff-throated Bulbul.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''':Pycnonotidae &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''':''Alophoixus pallidus ''(Swinhoe) 1870.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''':Puff-throated Bulbul &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''':Swinhoes White-throated Bulbul, Olivaceous Bearded Bulbul&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Alophoixus pallidus ''ชนิดเป็นคำในภาษาละตินคือ pallidus (รากศัพท์ภาษา ละตินคือ pall, -ens, -esc, -id, -or) แปลว่าสีจาง&lt;br /&gt;
ความหมายคือ “นกที่มีสีจาง (น้ำตาลอ่อน)&amp;quot; พบครั้งแรกที่ประเทศจีน ทั่วโลกมี 7 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 2 ชนิดย่อยคือ Alophoixus pallidus Henrici Oustalet ชื่อชนิดย่อยมาจากชื่อบุคคล พบครั้งแรกที่มณฑลยูนนาน ทางตอนใต้ของประเทศจีน และ Alophoixus pallidus isani Deignano ชื่อชนิดย่อยมาจากชื่อสถานที่คือ ภาคอีสาน พบครั้งแรกที่จังหวัดเลย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในจีนตอนใต้ ไหหลำ พม่า ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' :เป็นนกขนาดเล็ก (24 ซม) แตกต่างจากนกปรอดโอ่งท้องสีน้ำตาลโดยลำตัวด้านบนสีออกเป็นสีไพลหรือเขียวแกมเหลืองมากกว่า อกมี ลายแต้มสีเหลือง ท้องสีเหลืองอ่อน แตกต่างจากนก ปรอดโอ่งแก้มเทาโดยพุ่มหงอนขนบริเวณหัวยาวกว่า&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : พบตามป่าดงดิบแล้งและ ป่าดงดิบเขา ตั้งแต่ระดับเชิงเขาจนกระทั่งความสูง 1,200 เมตรจากระดับน้ำทะเล มักพบอยู่เป็นฝูง อาศัยและหากินตามพุ่มของไม้ต้นและไม้พุ่ม อุปนิสัย รวมทั้งอาหารไม่แตกต่างจากนกปรอดโอ่งหน้าผากเทา&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' :ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดู ฝนระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนกันยายน รังเป็น ถ้วยหยาบ ๆ อยู่บนต้นไม้ขนาดเล็ก สูงจากพื้น ประมาณ 4-5 เมตร ยังไม่ทราบชีววิทยาการ ด้านอื่น คาดว่าไม่น่าจะแตกต่างจากนกปรอดโอ่งหน้าผากเทา&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''':เป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณปานกลาง ชนิดย่อย henrici พบทางภาคเหนือด้านตะวันตก ชนิดย่อย isani พบทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&lt;br /&gt;
[[File:youtube01.png|left|https://https://www.youtube.com/watch?v=K91gzyr0lHM//https://www.youtube.com/watch?v=K91gzyr0lHM]] &amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=K91gzyr0lHM นกปรอดโอ่งเมืองเหนือ] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Puff-throated Bulbul1.jpg]] [[ไฟล์:Puff-throated Bulbul2.jpg]] [[ไฟล์:Puff-throated Bulbul3.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://dktnfe.com/web59/wp-content/uploads/2014/09/puffthroated_bulbul218nov17.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://live.staticflickr.com/4008/4520542760_b7fb0dcbce_z.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.lowernorthernbird.com/bird_picture/large/2015_03_08_19_53_57.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://live.staticflickr.com/7001/6665033711_f01f19ca7c_b.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของเนื้อหา''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
จากหนังสือนกในเมืองไทย ผู้เขียน รศ.โอภาส ขอบเขต &amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kangkrungbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A5</id>
		<title>นกปรอดโอ่งท้องสีน้ำตาล</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A5"/>
				<updated>2020-01-30T16:02:03Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Kangkrungbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Ochraceous.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' :Pycnonot idae &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Alophoixus ochraceus ''(Moore) 1854.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' :Ochraceous Bulbul &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' :Brown White -throated Bulbul Ochraceous Bearded Bulbul&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Alophoixus ochraceus  ''ชื่อชนิดเป็นคำในภาษาละดินสมัยใหม่คือ ochrace แปลว่าสีจาง ความหมายคือ “นกที่มีสีจางหรือสีเหลือ อ่อน” พบครั้งแรกที่เมืองตะนาวศรี ทางตอนใต้ขอ ประเทศพม่า ทั่วโลกมี 8 ชนิดย่อย ประเทศไทยพ 3 ชนิดย่อย&lt;br /&gt;
1. Alophoixus ochraceus ochraceus Moc ที่มาและความหมายของชื่อชนิดย่อยเช่นเดียวกับชน&lt;br /&gt;
2. Alophoixus ochraceus cambodian Delacour and Jabouille ชื่อชนิดย่อยมาจาก สถานที่ที่พบครั้งแรกคือ ประเทศกัมพูชา และ&lt;br /&gt;
3. Alophoixus ochraceus sordidus Rie mond ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษาละติน Sord, id แปลว่าสกปรก ความหมายคือ “นกที่มีหลากสี หรือนกที่มีสีไม่สดใส” พบครั้งแรกที่จังหวัดภูเก็&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในพม่า ไทย มาเลเซีย กัมพูชา เวียดนาม เกาะสุมาตรา และเกาะบอร์เนียว&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' :เป็นนกขนาดเล็ก (23 ซม.) ลักษณะคล้ายนกปรอดโอ่งเมืองเหนือ แต่ตัวเต็มวัย พุ่มหงอนขนสั้นกว่า ลำตัวด้านบนสีน้ำตาล หัวด้าน ข้างสีน้ำตาลแกมเทา คอหอยสีขาว อกและสีข้างสี น้ำตาลแกมเหลือง ท้องสีน้ำตาล ขนคลุมโคนขน หางด้านล่างสีครีมแกมเหลืองหรือสีน้ำตาลเหลือง ตัว ไม่เต็มวัยบริเวณปีกและหางสีออกแดงมากกว่า&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : พบตามป่าดงดิบชื้นและ ป่าดงดิบแล้ง ตั้งแต่พื้นราบจนกระทั่งความสูง 900 เมตรจากระดับน้ำทะเล อุปนิสัย อาหาร และพฤติกรรม การกินอาหารไม่แตกต่างจากนกปรอดโอ่งอื่น&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' :ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝนระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม ทำรั้ง เป็นรูปถ้วย ประกอบด้วยใบไม้ กิ่งไม้ ใบหญ้า ต้นหญ้า รองพื้นรังด้วยวัสดุที่อ่อนนุ่ม เช่น ดอกหญ้า ใบหญ้า ฉีกฝอย เป็นต้น รังอยู่ตามง่ามของกิ่งไม้สูงและไม้พุ่ม เตี้ย รังมีไข่ 2-4 ฟอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' : ไข่สีขาว มีลายจุดและลาย ขีดสีเทาแกมม่วงและสีออกแดง โดยเฉพาะบริเวณไข่ ด้านป้าน ขนาดของไข่โดยเฉลี่ย 17.5x25.0 มม. ทั้งสองเพศช่วยกันทำรัง ฟักไข่ และเลี้ยงดูลูกอ่อน จะ ฟักไข่ตั้งแต่ออกไข่ฟองแรก ใช้เวลาฟักไข่ 13-14 วัน ลูกนกอายุ 12-13 วันจะบินได้และทิ้งรังไป&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''':สถานภาพ เป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและ ปริมาณปานกลาง ชนิดย่อย cambodianus พบทาง ภาคตะวันออกเฉียงใต้ ชนิดย่อย ochraceus พบทาง ภาคตะวันตก และชนิดย่อย sordidus พบทางภาคใต้ ตั้งแต่คอคอดกระลงไป&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&lt;br /&gt;
[[File:youtube01.png|left|https://https://www.youtube.com/watch?v=jvE8kcoIdko//https://www.youtube.com/watch?v=jvE8kcoIdko]] &amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=jvE8kcoIdko นกปรอดโอ่งท้องสีน้ำตาล] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Ochraceous1.jpg]] [[ไฟล์:Ochraceous2.jpg]] [[ไฟล์:Ochraceous3.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://oknation.nationtv.tv/blog/home/user_data/album_data/201409/12/53523/images/478735.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://oknation.nationtv.tv/blog/home/user_data/album_data/201409/12/53523/images/478733.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://oknation.nationtv.tv/blog/home/user_data/album_data/201409/12/53523/images/478731.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.birdsofthailand.org/sites/default/files/photo/image_173.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของเนื้อหา''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
จากหนังสือนกในเมืองไทย ผู้เขียน รศ.โอภาส ขอบเขต &amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kangkrungbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B8%81</id>
		<title>นกปรอดเหลืองหัวจุก</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B8%81"/>
				<updated>2020-01-30T16:00:19Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Kangkrungbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Black-crested.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''':Pycnonotidae &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''':''Pvcnonotus melanicterus ''(Gmelin) 1789.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''':Black-crested Bulbul &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''':-&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Pvcnonotus melanicterus''มี ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษากรีกคือ melan, -o หรือ melas แปลว่าสีดำ และ icter, -i, -o, =us แปลว่า นกขมิ้นหรือสีเหลือง ความหมายคือ “นกที่มีสีดำ และสีเหลือง” พบครั้งแรกที่ประเทศศรีลังกา ทั่วโลก มี 12 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 7 ชนิดย่อยคือ&lt;br /&gt;
1. Pycnonotus melanicterus vantynei Deignan ชื่อชนิดย่อยมาจากชื่อบุคคล พบครั้งแรก ทางตอนเหนือของประเทศลาว&lt;br /&gt;
2. Pycnonotus melanicterus xanthops Deignan ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษากรีกคือ xanth, -o หรือ xanthos แปลว่าสีเหลือง และ op, =s แปลว่าการปรากฏหรือใบหน้า ความหมายคือ “นกที่มีสีเหลือง” พบครั้งแรกที่จังหวัดเชียงใหม่&lt;br /&gt;
3. Pycnonotus melanicterus auratus Deignan ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ aur, -ar, -at, -e, -i หรือ aurum แปลว่าสีทอง และ -tus เป็นคําลงท้าย ความหมายคือ “นกที่มีสีทอง” “พบครั้งแรกที่จังหวัดเพชรบูรณ์&lt;br /&gt;
4. Pycnonotus melanicterus johnsoni(Gyllenstolne) ชื่อชนิดย่อยมาจากชื่อบุคคล พบครั้งแรกที่จังหวัดนครราชสีมา&lt;br /&gt;
5. Pycnonotus melanicterus elbeli DeignIn ชื่อชนิดย่อยมาจากชื่อบุคคล พบครั้งแรกที่จังหวัดตราด&lt;br /&gt;
6. Pycnonotus melanicterus negatus Designan ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ nega แปลว่าคำปฏิเสธหรือไม่ยอมรับ และ -tus เป็น คำลงท้าย อาจหมายถึง “นกที่ยังไม่ได้รับการยอมรับ การเป็นชนิดย่อย” พบครั้งแรกที่จังหวัดกาญจนบุรี&lt;br /&gt;
7. Pycnonotus melanicterus caecilii Deignan ชื่อชนิดย่อยมาจากชื่อบุคคล พบครั้งแรกที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในอินเดีย ศรีลังกา จีนตอนได้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และหมู่เกาะซุนดาใหญ่&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็ก (19 ซม.) หัว มีหงอนขนยาวสีดำ หัวและคอสีดำ ลำตัวด้านบนสี น้ำตาลแกมเขียว ลำตัวด้านล่างสีเหลือง ตาสีขาวหรือ สีครีม ตัวไม่เต็มวัยจะเป็นสีเทา ชนิดย่อย johnsorni คอหอยเป็นสีแดง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : พบตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบชื้น ป่าดงดิบแล้ง ป่าดงดิบเขา และ ป่ารุ่น ตั้งแต่พื้นราบจนกระทั่งความสูง ๒,๕๐๕ เมตร จากระดับน้ำทะเล พบเป็นคู่หรือเป็นฝูงเล็ก ๆ หากิน ตามพุ่มไม้และยอดไม้ ทั้งในระดับสูงและระดับปาน กลาง เป็นนกที่มักส่งเสียงร้องตลอดเวลา “วิด-วีด-ติ-วีด” อาหารได้แก่ ผลไม้ โดยเฉพาะ ไทร หว้า ตะขบ ตาเสือเล็ก อบเชย และไม้เถาบางชนิด โดยใช้ปากเด็ด ผลไม้ออกจากขั้วแล้วกลืนกินทั้งผล นอกจากนี้ยังกิน กลีบดอกไม้ น้ำหวานตอกไม้ โดยเฉพาะดอกทองหลาง ป่า และจิกกินตัวหนอนและแมลงตามกิ่งและยอดไม้ บางครั้งโฉบจับแมลงกลางอากาศ แต่ในระยะที่ไม่ไกล จากที่เกาะมากนัก&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' :ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดู ฝนระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม ทำรัง เป็นรูปถ้วย ประกอบด้วยกิ่งไม้เล็ก ๆ ต้นหญ้า ใบไม้ และใบหญ้า กลางแอ่งมักรองด้วยใบไม้และใบหญ้าอีก ชั้นหนึ่งเพื่อรองรับไข่ รังอยู่ตามง่ามของไม้ต้นและไม้พุ่ม สูงจากพื้นดินประมาณ 1-3 เมตรหรือมากกว่า แต่บาง ตัวทำรังในระดับต่ำมาก ราว 30 ซม. จากพื้นดิน รัง มีไข่ 2-4 ฟอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' :ไข่สีชมพู บริเวณด้านป้านมีลายดอก ดวงสีน้ำตาลแดง ขนาดของไข่โดยเฉลี่ย 15.7 x 20.9 มม. ทั้งสองเพศช่วยกันทำรัง ฟักไข่ และเลี้ยงดูลูกอ่อน ใช้เวลาฟักไข่ 12-13 วัน ลูกนกเมื่อออกจากไข่มา ใหม่ ๆ ยังไม่มีขนคลุมลำตัวและยังช่วยเหลือตนเอง ไม่ได้ อายุ 14-15 วันจะสามารถบินได้และทิ้งรังไป&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''':เป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและ ปริมาณมาก ชนิดย่อย vantynei พบทางภาคเหนือ ตอนบน (จังหวัดเชียงรายและพะเยา) นอกจากนี้ยังมี รายงานว่าเป็นนกอพยพช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์ โดยพบ ที่จังหวัดเชียงใหม่และบางแห่งของภาคตะวันออกเฉียง เหนือ จังหวัดสกลนครและอุบลราชธานี) ชนิดย่อย Xanthops พบทางภาคเหนือ ยกเว้นบริเวณที่ชนิดย่อย vantynei มีกระจายพันธุ์อยู่ ลงมาจนถึงจังหวัดกำแพงเพชร ชนิดย่อย auratus พบทางภาคตะวันออกเฉียง เหนือตอนบน ชนิดย่อย johnsoni พบทางภาคตะวัน ออกเฉียงเหนือตอนล่างและภาคกลาง จังหวัดลพบุรี) ชนิดย่อย elbeli พบทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ ชนิด ย่อย negatus พบทางภาคตะวันตก และชนิดย่อย caecilii พบทางภาคใต้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&lt;br /&gt;
[[File:youtube01.png|left|https://https://www.youtube.com/watch?v=XLBem74Qhto//https://www.youtube.com/watch?v=XLBem74Qhto]] &amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=XLBem74Qhto นกปรอดเหลืองหัวจุก] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Black-crested1.jpg]] [[ไฟล์:Black-crested2.jpg]] [[ไฟล์:Black-crested3.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.birdsofthailand.org/sites/default/files/photo/image_669.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://live.staticflickr.com/5181/5629556798_08dd83c6ca_b.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://oknation.nationtv.tv/blog/home/album_data/948/38948/album/45991/images/421373.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.lowernorthernbird.com/bird_picture/large/2015_01_04_06_05_17.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของเนื้อหา''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
จากหนังสือนกในเมืองไทย ผู้เขียน รศ.โอภาส ขอบเขต &amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kangkrungbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%9F%E0%B8%B9</id>
		<title>นกปรอดหลังฟู</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%9F%E0%B8%B9"/>
				<updated>2020-01-30T15:58:47Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Kangkrungbird: ล็อก &amp;quot;นกปรอดหลังฟู&amp;quot; ([แก้ไข=อนุญาตเฉพาะผู้ดูแลระบบ] (ไม่มีกำหนด) [เปลี่ยนชื่อ=อนุญาตเฉพาะผู้...&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Hairy-backed.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''':Pycnonotidae &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''':''Tricholestes criniger ''(Blyth) 1845.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''':Hairy-backed Bulbul &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''':-&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Tricholestes criniger ''ชื่อ ชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ criniger แปลว่า ขนยาว ความหมายคือ “นกที่มีขนยาวคล้ายขนสัตว์ เลี้ยงลูกด้วยนม” พบครั้งแรกที่ประเทศมาเลเซีย ทั่ว โลกมี ๓ ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ ๑ ชนิดย่อยคือ Tricholestes criniger criniger (Blyth) ที่มาและ ความหมายของชื่อชนิดย่อยเช่นเดียวกับชนิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในพม่า ไทย มาเลเซีย เกาะสุมาตรา และเกาะบอร์เนียว&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็ก (17 ซม.) บริเวณท้ายทอยมักมีขนเป็นก้านยาวมากกว่า 50 มม. แต่ในธรรมชาติมักมองไม่เห็น ด้านข้างของหัวสีเหลือง อ่อน วงรอบเบ้าตาสีขาวแกมเหลือง คอหอยสีขาว ลำตัวด้านบนสีน้ำตาลถึงสีไพลหรือเขียวแกมเหลือง หางสีน้ำตาลเข้ม อกสีเหลืองแกมสีไพลและสีเทา ท้อง และขนคลุมโคนขนหางด้านล่างสีเหลือง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : พบตามป่าดงดิบชื้น ตั้งแต่ ระดับพื้นราบจนกระทั้งความสูง 900 เมตรจากระดับ เบ้าทะเล มักพบอยู่โดดเดียวหรือเป็นคู่ อาศัยและหา กินตามพุ่มไม้ในระดับที่ไม่สูงจากพื้นดินมากนักหรือ ภายในเรือนยอด ทำให้มองไม่ค่อยเห็นตัวนอกจากได้ยิน เสียงร้อง อาหารส่วนใหญ่ได้แก่ ผลไม้ นอกจากนี้ ยังกินตัวหนอนและแมลง พฤติกรรมการกินอาหารไม่ แตกต่างจากนกปรอดทั่วไป&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' :ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝนระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมิถุนายน ทำรังเป็น รูปถ้วยด้วยใบไม้ แล้วใช้วัสดุที่อ่อนนุ่ม เช่น มอส รอง ภายในรัง และตกแต่งภายนอกรังให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม รังอยู่ตามง่ามไม้ โดยเฉพาะตามปลายกิ่งที่ มีขนาดเล็ก หรือกิ่งที่ยื่นออกไปเหนือลำธาร วางไข่ ครั้งละ 3-4 ฟอง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' : ไข่สีขาวขุ่น มีจุดประสีชมพูแกม น้ำตาลกระจายทั่วฟอง ยังไม่ทราบระยะเวลาฟักไข่ และเลี้ยงดูลูกอ่อน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''':เป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณปานกลาง พบเฉพาะทางภาคใต้ตั้งแต่คอคอดกระลงไป&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Hairy-backed1.jpg]] [[ไฟล์:Hairy-backed2.jpg]] [[ไฟล์:Hairy-backed3.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://oknation.nationtv.tv/blog/home/user_data/album_data/201404/27/53393/images/477987.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://oknation.nationtv.tv/blog/home/user_data/album_data/201404/27/53393/images/477984.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://oknation.nationtv.tv/blog/home/user_data/album_data/201404/27/53393/images/477993.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://oknation.nationtv.tv/blog/home/user_data/album_data/201404/27/53393/images/477988.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของเนื้อหา''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
จากหนังสือนกในเมืองไทย ผู้เขียน รศ.โอภาส ขอบเขต &amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kangkrungbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2</id>
		<title>นกปรอดหลังเขียวอกลาย</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2"/>
				<updated>2020-01-30T15:56:27Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Kangkrungbird: ล็อก &amp;quot;นกปรอดหลังเขียวอกลาย&amp;quot; ([แก้ไข=อนุญาตเฉพาะผู้ดูแลระบบ] (ไม่มีกำหนด) [เปลี่ยนชื่อ=อนุญาต...&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Streaked.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''':Pycnonotidae &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''':''Ixos malaccensis''(Blyth) 1845.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''':Streaked Bulbul &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''':Malacca Streaked Bulbul, Green backed Bulbul&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Ixos malaccensis ''  ชื่อชนิด มาจากชื่อสถานที่ที่พบครั้งแรก คือ Malacca ประเทศ มาเลเซีย ไม่มีการแบ่งเป็นชนิดย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในพม่า ไทย มาเลเซีย เกาะสุมาตรา และเกาะบอร์เนียว&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็ก (23 ซม.) หัวไม่มีพุ่มหงอนขน ลำตัวด้านบนสีเหลืองแกมเขียว เข้ม คอหอยและอกสีออกเทามีลายขีดสีขาว ท้อง และขนคลุมโคนขนหางด้านล่างสีขาว ตัวไม่เต็มวัยมี ลายขีดที่อกน้อยกว่า&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : พบตามป่าดงดิบชื้น ตั้งแต่ พื้นราบจนกระทั่งความสูง 900 เมตรจากระดับน้ำทะเล อุปนิสัยไม่แตกต่างจากนกปรอดในสกุลเดียวกัน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' :ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝนระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนกรกฎาคม ลักษณะ และโครงสร้างของรังไม่แตกต่างไปจากนกปรอดอื่น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' : ไข่ สีขาวแกมชมพู มีลายจุดและลายต่าง ๆ สีแดงและสี น้ำตาลแดงกระจายทั่วฟอง รังมีไข่ ๒-๓ ฟอง ขนาด ของไข่โดยเฉลี่ย 15.5x20.3 มม. ทั้งสองเพศช่วย กันทำรัง ฟักไข่ และเลี้ยงดูลูกอ่อน ยังไม่ทราบระยะ เวลาการฟักไข่และเลี้ยงดูลูกอ่อน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''':เป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริ มาณปานกลาง พบเฉพาะทางภาคใต้ตั้งแต่คอคอดกระ ลงไป&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Streaked1.jpg]] [[ไฟล์:Streaked2.jpg]] [[ไฟล์:Streaked3.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://dktnfe.com/web59/wp-content/uploads/2014/09/dsc_0055b_copy1.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://oknation.nationtv.tv/blog/home/user_data/album_data/201904/07/54433/images/488504.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://oknation.nationtv.tv/blog/home/user_data/album_data/201904/07/54433/images/488503.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://oknation.nationtv.tv/blog/home/user_data/album_data/201904/07/54433/images/488502.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของเนื้อหา''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
จากหนังสือนกในเมืองไทย ผู้เขียน รศ.โอภาส ขอบเขต &amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kangkrungbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A7</id>
		<title>นกปรอดหงอนตาขาว</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A7"/>
				<updated>2020-01-30T15:53:42Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Kangkrungbird: ล็อก &amp;quot;นกปรอดหงอนตาขาว&amp;quot; ([แก้ไข=อนุญาตเฉพาะผู้ดูแลระบบ] (ไม่มีกำหนด) [เปลี่ยนชื่อ=อนุญาตเฉพาะ...&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Buff-vented.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''':Pycnonotidae &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''':''Iole olivacea '' (Blyth), 1844.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''':Buff-vented Bulbul&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''':Crested Olive Bulbul&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Iole olivacea '' ชื่อชนิด มาจากคำในภาษาละตินสมัยใหม่คือ olivaceus แปล ว่าสีเขียว ความหมายคือ “นกที่มีสีเขียว” นักปักษีวิทยาบางท่านใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Hypsipetes charlottae ชื่อชนิดมาจากชื่อบุคคล แต่ไม่ทราบชีวประวัติ ที่แน่ชัด พบครั้งแรกที่เกาะบอร์เนียว ประเทศอินโดนีเซีย ทั่วโลกมี ๓ ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 1 ชนิดย่อย คือ Iole olivacea cryptus (Oberholser) ชื่อ ชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษากรีกคือ crypt, -o แปล ว่าซ่อนเร้น ความหมายคือ “นกที่อาศัยอยู่ในที่ค่อนข้างรกทึบ” พบครั้งแรกที่เกาะ Anamba ในทะเลจีนใต้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในพม่า ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ เกาะสุมาตรา เกาะบอร์เนียว และเกาะปาลาวัน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็ก (20 ซม.) แตกต่างจากนกปรอดเล็กตาขาวโดยลำตัวด้านบนสีเข้ม กว่า คอหอยและอกมีลายแต้มสีเทา อกไม่มีสีเหลือง ท้องสีน้ำตาลเหลืองและมีลายแต้มสีเหลือง ขนคลุม โคนขนหางด้านล่างสีน้ำตาลแกมเหลือง ในห้องปฏิบัติ การ ปากใหญ่กว่าและยาวกว่า&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : พบตามป่าดงดิบชื้นและป่า รุ่น ตั้งแต่พื้นราบจนกระทั่งความสูง 750 เมตรจาก ระดับน้ำทะเล อุปนิสัยไม่แตกต่างจากนกปรอดเล็ก ตาขาว&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : ผสมพันธุ์ช่วงฤดูหนาวถึงฤดูฝนระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน วางไข่ครั้งละ 2 ฟอง ยังไม่ทราบชีววิทยาการสืบพันธุ์ด้านอื่น&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : เป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและ ปริมาณปานกลาง พบทางบางแห่งของภาคตะวันตก และภาคใต้ตั้งแต่คอคอดกระลงไป&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
---- &lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Buff-vented1.jpg]] [[ไฟล์:Buff-vented2.jpg]] [[ไฟล์:Buff-vented3.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://topicstock.pantip.com/blueplanet/topicstock/2011/08/E10893654/E10893654-6.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://topicstock.pantip.com/blueplanet/topicstock/2011/08/E10893654/E10893654-7.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://dktnfe.com/web59/wp-content/uploads/2014/09/dsc_0104b.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://download.ams.birds.cornell.edu/api/v1/asset/25529861/1800&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของเนื้อหา''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
จากหนังสือนกในเมืองไทย ผู้เขียน รศ.โอภาส ขอบเขต &amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kangkrungbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87</id>
		<title>นกปรอดสีน้ำตาลตาแดง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87"/>
				<updated>2020-01-30T15:51:47Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Kangkrungbird: ล็อก &amp;quot;นกปรอดสีน้ำตาลตาแดง&amp;quot; ([แก้ไข=อนุญาตเฉพาะผู้ดูแลระบบ] (ไม่มีกำหนด) [เปลี่ยนชื่อ=อนุญาตเ...&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Red-eyed.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''':Pycnonotidae &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''':''Pycnonotus brunneus'' (Blyth) 1845.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''':Red-eyed Bulbul &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''':Red-eyed Brown Bulbul&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Pycnonotus brunneus''  ชื่อชนิดเป็นคำในภาษาละตินสมัยใหม่คือ brunneus แปลว่าสีน้ำตาล (รากศัพท์ภาษาละตินสมัยเก่าคือ brunne, -i ก็แปลว่าสีน้ำตาล) ความหมายคือ “นกที่ มีสีน้ำตาล” พบครั้งแรกที่ประเทศมาเลเซีย ทั่วโลกมี 2 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 1 ชนิดย่อยคือ Pycnonotus brunneus brunneus Blyth ที่มาและ ความหมายของชื่อชนิดย่อยเช่นเดียวกับชนิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในพม่า ไทย มาเลเซีย เกาะสุมาตรา และเกาะบอร์เนียว&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็ก (19 ซม.) ลักษณะคล้ายนกปรอดสีไพลใหญ่ แต่มีขนาดเล็กกว่า ขนบริเวณหูสีน้ำตาลไม่มีลายขีด ขนปีกสีน้ำตาลมีแต้ม สีไพล แตกต่างจากนกปรอดสีน้ำตาลตาขาวโดยตามีสี แดง คอหอย อก และขนคลุมโคนขนหางด้านล่างเป็น สีน้ำตาลแกมเหลือง ซึ่งจะไม่ตัดกับสีของอกและสีข้างที่มีสีน้ำตาลมากนัก ตัวไม่เต็มวัยตาสีน้ำตาล&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : พบตามป่าดงดิบชื้น ชายป่า และป่ารุ่น ตั้งแต่พื้นราบจนกระทั่งความสูง 800 เมตรจากระดับน้ำทะเล อุปนิสัยไม่แตกต่างจากนก ปรอดอื่น&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' :ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน รังเป็นรูปถ้วยอยู่ ตามพุ่มไม้ วางไข่ครั้งละ 2 ฟอง ยังไม่ทราบชีววิทยา การสืบพันธุ์ด้านอื่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' :เป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณปานกลาง พบเฉพาะทางภาคใต้ตั้งแต่คอคอดกระลงไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Red-eyed1.jpg]] [[ไฟล์:Red-eyed2.jpg]] [[ไฟล์:Red-eyed3.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://oknation.nationtv.tv/blog/home/user_data/album_data/201407/05/53452/images/478296.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://oknation.nationtv.tv/blog/home/user_data/album_data/201407/05/53452/images/478295.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://dktnfe.com/web59/wp-content/uploads/2014/09/dsc_0043b.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://oknation.nationtv.tv/blog/home/user_data/album_data/201407/05/53452/images/478288.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของเนื้อหา''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
จากหนังสือนกในเมืองไทย ผู้เขียน รศ.โอภาส ขอบเขต &amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kangkrungbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A7</id>
		<title>นกปรอดสีน้ำตาลตาขาว</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A7"/>
				<updated>2020-01-30T15:49:34Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Kangkrungbird: ล็อก &amp;quot;นกปรอดสีน้ำตาลตาขาว&amp;quot; ([แก้ไข=อนุญาตเฉพาะผู้ดูแลระบบ] (ไม่มีกำหนด) [เปลี่ยนชื่อ=อนุญาตเ...&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Cream-vented.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''':Pycnonotidae &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''':''Pycnonotus simplex '' (Lesson) 1839.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''':Cream-vented Bulbul     &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''':White-eyed Brown Bulbul &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Pycnonotus simplex''  ชื่อ ชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ simpl, =ex, -ic, -ici แปลว่าธรรมดา ความหมายคือ “นกที่มีสีเรียบ พบครั้งแรกที่เกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ทั่ว โลกมี ๕ ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 1 ชนิดย่อยคือ Pycnonotus simplex simplex Lesson ที่มาและความหมายของชื่อชนิดย่อยเช่นเดียวกับชนิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ และ หมู่เกาะซุนดาใหญ่&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็ก (18 ซม.) แตกต่างจากนกปรอดสีน้ำตาลตาแดงตรงที่ตามีสีขาว คอหอย กลางท้อง และขนคลุมโคนขนหางด้านล่างสี ครีมหรือสีน้ำตาลเหลือง ซึ่งจะตัดกับสีของอกและสีข้าง ที่มีสีน้ำตาลมากกว่า ตัวไม่เต็มวัยตาสีเหลืองแกมส้ม&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : พบตามป่าดงดิบชื้น ชายป่า และป่ารุ่น ตั้งแต่พื้นราบจนกระทั่งความสูง 400 เมตร จากระดับน้ำทะเล มักพบอยู่เป็นคู่หรือเป็นฝูงเล็ก ๆ อาหารได้แก่ ผลไม้ ตัวหนอน และแมลง พฤติกรรมการกินอาหารไม่แตกต่างจากนกปรอดอื่น&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' :ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนระหว่าง เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน โดยมีลักษณะและ โครงสร้างของรังคล้ายกับนกปรอดอื่น รังมีไข่ 2-3 ฟอง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' : ไข่สีขาว มีลายขีดสีแดงและเทาทั่วฟอง ขนาด ของไข่โดยเฉลี่ย 14.0x18.0 มม. ทั้งสองเพศช่วย กันทำรัง ฟักไข่ และเลี้ยงดูลูกอ่อน ไม่ทราบระยะเวลา การฟักไข่และเลี้ยงดูลูกอ่อน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' :เป็นนกประจำถิ่น พบไม่บ่อยและ ปริมาณไม่มากนักจนกระทั่งพบบ่อยและปริมาณ ปานกลางในบางท้องที่ พบเฉพาะทางภาคใต้ตั้งแต่ คอคอดกระลงไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Cream-vented1.jpg]] [[ไฟล์:Cream-vented2.jpg]] [[ไฟล์:Cream-vented3.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://oknation.nationtv.tv/blog/home/user_data/file_data/201506/28/14419e98e.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://oknation.nationtv.tv/blog/home/user_data/album_data/201901/06/54408/images/488407.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://dktnfe.com/web59/wp-content/uploads/2014/09/dsc_0105b_copy1.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.savebird.com/Bird_Image/SYLVIOIDEA/Bulbul_Cream_vent.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของเนื้อหา''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
จากหนังสือนกในเมืองไทย ผู้เขียน รศ.โอภาส ขอบเขต &amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kangkrungbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99</id>
		<title>นกปรอดสวน</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99"/>
				<updated>2020-01-30T15:47:04Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Kangkrungbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Streak-eared1.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''':Pycnonotidae &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''':''Pycnonotus blanfordi'' (Jerdon), 1862.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''':Streak-eared bulbul&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''':Blanford’s bulbul , Blanford’s olive bulbul&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Pycnonotus blanfordi'' ชื่อชนิดมาจากชื่อของ W.T. Blanford (ค.ศ.1832-1905) นักธรณีวิทยา นักสัตววิทยา และนักสะสมตัวอย่างสัตว์ชาวอังกฤษ  พบครั้งแรกที่ประเทศพม่า  ทั่วโลกมี 3 ชนิดย่อย  ประเทศไทยพบ 1 ชนิดย่อยคือ Pycnonotus blanfordi conradi (Finsch)  ชื่อชนิดย่อยมาจากชื่อบุคคล  พบครั้งแรกที่กรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : เป็นนกเฉพาะถิ่นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยกเว้นมาเลเซียตอนใต้ พม่าด้านตะวันออกเฉียงเหนือ และเวียดนามตอนเหนือ&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็ก (20 ซม.)  ลักษณะไม่แตกต่างจากนกปรอดสีไพลใหญ่ แต่สีโดยทั่วไปจางและออกเป็นสีเขียวอมเหลืองมากกว่า  บริเวณหูมีลายขีดสีขาวและมักเด่นชัดกว่า  ตาสีเทา ปีกสีเขียว  ขนคลุมโคนขนหางด้านล่างสีเหลืองอ่อน  ตัวไม่เต็มวัยตาสีน้ำตาล&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : พบตามป่าเบญจพรรณ ป่ารุ่น ป่าละเมาะ สวนผลไม้ แหล่งกสิกรรม รวมถึงในหมู่บ้านและเมือง  พบในระดับต่ำจนกระทั่งเชิงเขาระดับความสูงประมาณ 915 เมตรจากระดับน้ำทะเล  มักพบอยู่เป็นคู่หรือเป็นฝูงเล็ก ๆ  หากินตามต้นผลไม้ ไม้พุ่ม และลงมายังพื้นดินเป็นครั้งคราว  มักเกาะในบริเวณที่โล่ง  ในช่วงกลางวันที่อากาศร้อนอาจหลบตามพุ่มไม้  อาหารได้แก่ ผลไม้ เช่น ไทร หว้า ชมพู่ มะละกอ มะม่วง ผลตำลึงสุก เป็นต้น  สำหรับผลไม้ที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนักจะเกาะตามกิ่งไม้ที่มีผลสุก ใช้ปากเด็ดผลไม้ออกจากขั้วแล้วกลืนกินทั้งผล  สำหรับผลไม้ที่มีขนาดใหญ่จะใช้ปากจิกกินทีละชิ้น  นอกจากนี้ยังจิกกินแมลงและตัวหนอนตามลำต้น กิ่งก้าน และยอดไม้ บางครั้งไล่จิกกินตามพื้นดิน และบ่อยครั้งที่โฉบจับแมลงกลางอากาศ แต่ไม่ไกลจากที่เกาะมากนัก&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน  รังเป็นรูปถ้วยประกอบด้วยใบไม้แห้ง ใบหญ้าแห้ง เส้นใบมะพร้าว และวัสดุเยื่อใยอื่น  รังอยู่ตามต้นไม้หลายชนิด โดยเฉพาะไม้ผล เช่น ขนุน กระท้อน ชมพู่ มะม่วง ข่อย เป็นต้น  รังอยู่สูงจากพื้นดิน 2.5-4.5 เมตร กว้าง 5.5 ซม. และลึก 2.3 ซม.  รังมีไข่ 2-3 ฟอง  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' : สีเนื้ออ่อน มีลายจุดสีน้ำตาลแดงทั่วฟอง  ขนาดของไข่โดยเฉลี่ย 16.2x22.9 มม.  ทั้งสองเพศช่วยกันสร้างรัง ฟักไข่ และเลี้ยงดูลูกอ่อน  จะเริ่มฟักไข่ตั้งแต่ออกไข่ฟองแรก  ใช้เวลาฟักไข่ 12-14 วัน  ลูกนกเมื่อออกจากไข่ใหม่ ๆ ยังไม่มีขนคลุมลำตัว  พ่อแม่จะช่วยกันหาอาหารมาป้อน ซึ่งในระยะแรกเป็นตัวหนอน และแมลง  เมื่อลูกนกโตพอประมาณจึงหาผลไม้มาป้อน  ประมาณ 14-16 วันลูกนกจะโต แข็งแรง บินได้ และทิ้งรังไปในที่สุด&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : เป็นนกประจำถิ่น  พบบ่อยและปริมาณมากทั่วทุกภาค&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&lt;br /&gt;
[[File:youtube01.png|left|https://https://www.youtube.com/watch?v=qOFG_IdY0Tw//https://www.youtube.com/watch?v=qOFG_IdY0Tw]] &amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=qOFG_IdY0Tw นกปรอดสวน] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Streak-eared2.jpg]] [[ไฟล์:Streak-eared3.jpg]] [[ไฟล์:Streak-eared4.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://live.staticflickr.com/828/27056354377_ac0d969b31_b.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://live.staticflickr.com/921/42345007854_878675ba2a_b.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://zoothailand.org/zoo_office/fileupload/encyclopedia_file/487.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://live.staticflickr.com/1825/41456254750_beb9c8d547_b.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของเนื้อหา''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
จากหนังสือนกในเมืองไทย ผู้เขียน รศ.โอภาส ขอบเขต &amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kangkrungbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B2</id>
		<title>นกปรอดเล็กท้องเทา</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B2"/>
				<updated>2020-01-30T15:45:03Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Kangkrungbird: ล็อก &amp;quot;นกปรอดเล็กท้องเทา&amp;quot; ([แก้ไข=อนุญาตเฉพาะผู้ดูแลระบบ] (ไม่มีกำหนด) [เปลี่ยนชื่อ=อนุญาตเฉพ...&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Spectacled.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''':Pycnonotidae &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''':''Pycnonotus erythropthalmos  '' (Hume) 1878.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''':Spectacled Bulbul    &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''':Lesser Brown Bulbul&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Pycnonotus erythropthalmos ''  (หรือ erythrophthalmus) ชื่อชนิดมาจาก รากศัพท์ภาษากรีกคือ erythr, -๐ หรือ eruthros แปล ว่าสีแดง และ ophthalmos แปลว่าตา ความหมายคือ “ตามีสีแดงเด่นชัด” พบครั้งแรกที่เมืองตะนาวศรี ทาง ตอนใต้ของพม่า ทั่วโลกมี 2 ชนิดย่อย ประเทศไทย พบ 1 ชนิดย่อย คือ Pycnonotus erythropthalmos erythropthalmos (Hume) ที่มาและความหมายของ ชื่อชนิดย่อยเช่นเดียวกับชนิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในพม่า ไทย มาเลเซีย เกาะสุมาตรา และเกาะบอร์เนียว&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็ก (16 ซม.) ลักษณะคล้ายนกปรอดเล็กตาแดงมาก แตกต่างกันที่มี หนังสีเหลืองหรือสีส้มเป็นวงแคบ ๆ รอบเบ้าตา ทำให้ เห็นตาเด่นชัดคล้ายโปนออกมา ปากสีดำค่อนข้างเล็ก กว่านกปรอดอื่น อกและคอหอยสีเทา ท้องและขนคลุมโคนขนหางด้านล่างสีครีมหรือเหลืองแกมน้ำตาล ตัวไม่เต็มวัยตามีสีน้ำตาล หนังรอบตาสีคล้ำ ปากสีน้ำตาล&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : พบตามป่าดงดิบชื้น ชายป่า และป่ารุ่น ตั้งแต่พื้นราบจนกระทั่งความสูง 800 เมตร จากระดับน้ำทะเล อุปนิสัยไม่แตกต่างจากนกปรอดอื่น&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' :ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนระหว่าง เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน รังเป็นรูปถ้วย วาง ไข่ครั้งละ ๒ ฟอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' : ไข่สีขาว มีลายจุดสีม่วงแกมน้ำตาล และลายจุดสีเทา โดยเฉพาะไข่ด้านป้าน ยังไม่ทราบ ชีววิทยาการสืบพันธุ์ด้านอื่น&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' :เป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณปานกลาง พบเฉพาะทางภาคใต้ตั้งแต่คอคอดกระ ลงไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Spectacled1.jpg]] [[ไฟล์:Spectacled2.jpg]] [[ไฟล์:Spectacled3.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://dktnfe.com/web59/wp-content/uploads/2014/09/dsc_0073b.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://oknation.nationtv.tv/blog/home/user_data/album_data/201612/09/54183/images/486122.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://oknation.nationtv.tv/blog/home/user_data/album_data/201612/09/54183/images/486118.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://oknation.nationtv.tv/blog/home/user_data/album_data/201612/09/54183/images/486123.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของเนื้อหา''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
จากหนังสือนกในเมืองไทย ผู้เขียน รศ.โอภาส ขอบเขต &amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kangkrungbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B2</id>
		<title>นกปรอดท้องสีเทา</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B2"/>
				<updated>2020-01-30T15:43:08Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Kangkrungbird: ล็อก &amp;quot;นกปรอดท้องสีเทา&amp;quot; ([แก้ไข=อนุญาตเฉพาะผู้ดูแลระบบ] (ไม่มีกำหนด) [เปลี่ยนชื่อ=อนุญาตเฉพาะ...&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Grey-bellied.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''':Family Pycnonotidae &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''':''Pycnonotus cyaniventris '' (Blyth) 1842.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''':Grey-bellied Bulbul   &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''':-&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Pycnonotus cyaniventris'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ cyan, -e, -i, -o หรือ cyaneus แปลว่าสีน้ำเงินเข้ม และ vent, =er, -r, -ro หรือ ventris แปลว่าท้องหรือลำตัวด้านล่าง ความหมายคือ “ท้องหรือลำตัวด้านล่างเป็นสีน้ำเงินเข้ม” พบครั้งแรกที่ประเทศสิงคโปร์ ทั่วโลกมี 2 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 1 ชนิดย่อย คือ Pycnonotus cyaniventris cyaniventris Blyth ที่มาและความหมาย ของชื่อชนิดย่อยเช่นเดียวกับชนิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในพม่า ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ เกาะสุมาตรา และเกาะบอร์เนียว&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็ก (16 ซม.) หัว ท้ายทอย และลำตัวด้านล่างเป็นสีเทาหรือเทาแกมฟ้า ขนคลุมโคนขนหางด้านล่างสีเหลืองสด ลำตัวด้านบน สีเหลืองแกมเขียว&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' :  พบตามป่าดงดิบชื้นและ บริเวณชายป่าตั้งแต่พื้นราบจนกระทั่งความสูง 1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล มักพบอาศัยและหากินเป็น ฝูงเล็ก ๆ และอาจพบอยู่รวมกับนกปรอดอกลายเกล็ด และนกปรอดอื่น ๆ แต่ค่อนข้างว่องไวและปราดเปรียว กว่า อาหารได้แก่ ผลไม้ ตัวหนอน และแมลง พฤติกรรมการกินอาหารเหมือนกับนกปรอดอื่น&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' :ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดู ฝนระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม รังเป็น รูปถ้วยอยู่ตามกิ่งไม้ที่ไม่สูงมากนัก วางไข่ครั้งละ 2-3 ฟอง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' : ไข่มีลักษณะคล้ายไข่ของนกปรอดหัวโขน แต่มี ขนาดเล็กกว่า ขนาดโดยเฉลี่ย 20.3-15.5 มม. ไม่ ทราบชีววิทยาการสืบพันธุ์ด้านอื่น คาดว่าไม่แตกต่างจาก นกปรอดชนิดอื่นในสกุลเดียวกัน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' :เป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณปานกลาง พบเฉพาะทางภาคใต้ ลงไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Grey-bellied1.jpg]] [[ไฟล์:Grey-bellied2.jpg]] [[ไฟล์:Grey-bellied3.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://orientalbirdimages.org/images/data/dsc_0145b.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://dktnfe.com/web59/wp-content/uploads/2014/09/dsc_0082b.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://download.ams.birds.cornell.edu/api/v1/asset/64702411/1800&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.savebird.com/Bird_Image/SYLVIOIDEA/Bulbul_Grey_belly.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของเนื้อหา''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
จากหนังสือนกในเมืองไทย ผู้เขียน รศ.โอภาส ขอบเขต &amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kangkrungbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87</id>
		<title>นกปรอดทอง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87"/>
				<updated>2020-01-30T15:41:08Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Kangkrungbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Black-headed.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''':Pycnonotidae &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''':''Pycnonotus atriceps '' (Temminck) 1822.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''':Black-headed Bulbul  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''':-&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Pycnonotus atriceps'' ชื่อ ชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ atr, -i หรือ ater แปลว่าสีดํา และ =ceps แปลว่าหัว ความหมายคือ “นกที่มีหัวสีดำ” พบครั้งแรกที่เกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย ทั่วโลกมี 5 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 1 ชนิด ย่อย คือ Pycnonotus atriceps atriceps (Temminck) ที่มาและความหมายของชื่อชนิดย่อยเช่นเดียวกับชนิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในอินเดีย บังกลาเทศ เอเชียตะวัน ออกเฉียงใต้ หมู่เกาะอันดามัน หมู่เกาะซุนดาใหญ่ และ เกาะปาลาวัน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็ก (18 ซม.) หัวและคอหอยสีดำ หัวไม่มีหงอนขน ตาสีฟ้า ลำตัว ด้านบนสีเขียวแกมทอง ปลายหางสีเหลือง ก่อนถึง ปลายหางมีแถบสีดำ ลำตัวด้านล่างสีเหลือง แต่บาง ตัวซึ่งค่อนข้างหายากมีลำตัวด้านล่างสีเทา&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' :  พบตามป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบชื้น ป่าดงดิบแล้ง ชายป่า และป่ารุ่น ตั้งแต่พื้นราบจนกระทั่งความสูง ๑,๖๐๐ เมตรจากระดับน้ำทะเล พบอยู่เป็นคู่และเป็นฝูง อาศัยและหากินบนต้นไม้ใหญ่ ไม้พุ่ม และไม้พื้นล่าง พบเป็นประจำที่บินไปตามต้นไม้ หรือกระโดดไปตามกิ่งไม้ อาหารได้แก่ ผลไม้เปลือกอ่อน เช่น ไทร หว้า ตะขบ ผลไม้เถาบางชนิด เป็นต้น มันจะใช้ปากเด็ดผลไม้ออกจากขั้วแล้วกลืนกินทั้งผล นอกจากนี้ยังจิกกินแมลงและตัวหนอนตามกิ่งและยอดไม้ บ่อยครั้งที่โฉบจับแมลงกลางอากาศ แต่ในระยะที่ไม่ไกลจากที่เกาะมากนัก&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' :ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝนระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม รังเป็นรูป ถ้วย ประกอบด้วยกิ่งไม้ ใบไม้ ต้นหญ้า และใบหญ้า รองรังด้วยใบไม้และใบหญ้าอีกชั้นหนึ่ง รังอยู่ตามง่าม ไม้ในระดับไม่สูงนัก ประมาณ 1.2-3.0 เมตร รังมีไข่ 2 หรือ 3 ฟอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' : ไข่สีชมพูอ่อน มีลายแต้มสีม่วงและลายขีดสีน้ำตาลแกมแดงรอบไข่ด้านป้าน ขนาดของไข่ โดยเฉลี่ย 15.4x21.1 มม. ทั้งสองเพศช่วยกันทํารัง ฟักไข่ และเลี้ยงดูลูกอ่อน ใช้เวลาฟักไข่ประมาณ 14 วัน ลูกนกเมื่อออกจากไข่ใหม่ ๆ ยังไม่มีขนคลุม ร่างกาย ยังช่วยเหลือตนเองไม่ได้ อายุ 14-15 วัน จะเริ่มบินได้และทิ้งรั้งไป&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' :เป็นนกประจําถิ่น พบบ่อยและ ปริมาณปานกลางทั่วทุกภาค&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&lt;br /&gt;
[[File:youtube01.png|left|https://https://www.youtube.com/watch?v=5CaULCUP568//https://www.youtube.com/watch?v=5CaULCUP568]] &amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=5CaULCUP568 นกปรอดทอง] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Black-headed1.jpg]] [[ไฟล์:Black-headed2.jpg]] [[ไฟล์:Black-headed3.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://lh3.googleusercontent.com/-TxOotLAxWtc/TYtXcVS2FxI/AAAAAAAAAAU/ee4F7ugkU-4/s1600/IMG_0999.JPG&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.lowernorthernbird.com/bird_picture/large/2016_02_03_04_41_13.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://zoothailand.org/zoo_office/fileupload/encyclopedia_file/485.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://tourwatthai.com/wp-content/uploads/2018/07/นกปรอดทอง.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของเนื้อหา''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
จากหนังสือนกในเมืองไทย ผู้เขียน รศ.โอภาส ขอบเขต &amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kangkrungbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2</id>
		<title>นกปรอดคอลาย</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2"/>
				<updated>2020-01-30T15:39:00Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Kangkrungbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Stripe-throated1.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''':Pycnonotidae &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''':''Pycnonotus finlaysoni'' (Strickland), 1844.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''':Stripe-throated bulbul&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''':-&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Pycnonotus finlaysoni''  ชื่อชนิดมาจากชื่อบุคคลคือ George Finlayson (ค.ศ.1790-1823) นักธรรมชาติวิทยาและศัลยแพทย์ชาวสกอตแลนด์  พบครั้งแรกที่ประเทศมาเลเซีย  ทั่วโลกมี 3 ชนิดย่อย  ประเทศได้พบ 2 ชนิดย่อย  คือ Pycnonotus finlaysoni finlaysoni Strickland  ที่มาของชื่อชนิดย่อยเช่นเดียวกับชนิด  และ Pycnonotus finlaysoni eous Riley  ชื่อชนิดย่อยอาจมาจากรากศัพท์ภาษากรีกคือ eos แปลว่าเช้าตรู่หรือทิศตะวันออก  ความหมายคือ &amp;quot;นกที่พบทางด้านทิศตะวันออก&amp;quot;  พบครั้งแรกที่ประเทศเวียดนาม ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของสถานที่พบนกต้นแบบ&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในจีนด้านตะวันตกเฉียงใต้และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็ก (19 ซม.) แตกต่างจากนกปรอดอื่นตรงที่มีลายขีดสีเหลืองกระจายบริเวณหน้าผาก ใบหน้า และคอหอย  ลำตัวด้านบนสีเขียวแกมน้ำตาล  ท้องตอนหน้าสีขาวแกมสีเทา  ท้องทางด้านท้ายและขนคลุมโคนขนหางด้านล่างสีเหลือง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : พบตามป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบชื้น ป่าดงดิบแล้ง ป่ารุ่น ป่าโล่ง ตั้งแต่พื้นราบจรกระทั่งความสูง 900 เมตรจากระดับน้ำทะเล  มักพบอยู่เป็นคู่หรือเป็นฝูงเล็ก ๆ  พบเป็นประจำบริเวณไม้พุ่ม ไม้พื้นล่าง หรือลูกไม้  บางครั้งพบตามยอดไม้ที่ค่อนข้างสูง  อาหารได้แก่ ผลไม้ เมล็ดของไม้ต้น ตัวหนอน และแมลง  พฤติกรรมกินอาหารไม่แตกต่างจากนกปรอดอื่น&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝน  ส่วนใหญ่ทำรังตามพุ่มไม้ กิ่งของต้นไม้ใหญ่ หรือเถาวัลย์ ซึ่งสูงจากพื้นดินไม่มากนัก ราว 0.6-4.5 เมตร  ไกรรัตน์ (2539) ศึกษารังของนกปรอดคอลายในป่าดงดิบแล้ง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี พบว่า รังเป็นรูปถ้วย มีเส้นผ่านศูนย์กลางภายใน 8.00 ภายนอก 9.15 ซม.  รังประกอบด้วยกิ่งไม้เล็ก ๆ เส้นกลางของใบไม้และใบหญ้า นำมาสานหรือขัดกันหยาบ ๆ สามารถมองทะลุพื้นรังได้ แล้วเชื่อมวัสดุให้ติดกันด้วยใยแมงมุมโดยเฉพาะบริเวณขอบรัง ทำแอ่งตรงกลาง จากนั้นรองรังด้วยรากไม้หรือเถาวัลย์ที่ละเอียด  รังมีไข่ 2 ฟอง  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' : สีครีม มีลายสีออกแดงและสีเทา  ขนาดของไข่โดยเฉลี่ย 20.8x15.7 มม.  ทั้งสองเพศช่วยกันทำรัง ฟักไข่ และเลี้ยงดูลูกอ่อน  เริ่มฟักตั้งแต่วางไข่ฟองแรก  ใช้ระยะเวลาฟักไข่ 13-14 วัน  ลูกนกอายุ 12-13 วันจะบินได้และทิ้งรังไป&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : เป็นนกประจำถิ่น  พบบ่อยและปริมาณปานลาง  ชนิดย่อย eous พบทางภาคเหนือด้านตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคตะวันตก  ชนิดย่อย finlaysoni พบทางภาคใต้ตั้งแต่คอคอดกระลงไป&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&lt;br /&gt;
[[File:youtube01.png|left|https://https://www.youtube.com/watch?v=8Q0Y03FuMpM//https://https://www.youtube.com/watch?v=8Q0Y03FuMpM]] &amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=8Q0Y03FuMpM นกปรอดลาย] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Stripe-throated2.jpg]] [[ไฟล์:Stripe-throated3.jpg]] [[ไฟล์:Stripe-throated4.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://oknation.nationtv.tv/blog/home/user_data/album_data/201307/27/52858/images/473876.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.lowernorthernbird.com/bird_picture/large/2018_01_22_19_15_18.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://oknation.nationtv.tv/blog/home/user_data/album_data/201307/27/52858/images/473877.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
hhttp://oknation.nationtv.tv/blog/home/user_data/album_data/201307/27/52858/images/473880.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของเนื้อหา''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
จากหนังสือนกในเมืองไทย ผู้เขียน รศ.โอภาส ขอบเขต &amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kangkrungbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88</id>
		<title>นกบั้งรอกใหญ่</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88"/>
				<updated>2020-01-30T15:37:04Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Kangkrungbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Green-billed1.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''':Cuculidae &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''':''Phaenicophaeus tristis'' (Lesson) 1830.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''':Green-billed malkoha&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''':Greater green-billed malkoha , Large green-billed malkoha&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นกบั้งรอกใหญ่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Phaenicophaeus tristis'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ trist, -I แปลว่าเศร้า ความหมายคือ “นกที่มีสีไม่ฉูดฉาด (สีแห่งความเศร้า)” พบครั้งแรกที่รัฐเบงกอลประเทศอินเดีย Howard and Moore (1980) จัดนกบั้งรอกใหญ่ไว้ในสกุล Rhopodytes ขณะที่ Smythies (1986) ถือว่า Rhopodytes เป็นชื่อพ้องของสกุล ทั่วโลกมีนกบั้งรอกใหญ่ 6 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 2 ชนิดย่อยคือ Phaenicophaeus tristis saliens (Mayr) ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ salien, -t แปลว่ากระโดด ความหมายคือ “นกที่มักกระโดดไปมา” พบครั้งแรกที่ประเทศลาวและ Phaenicophaeus tristis longicaudatus Blyth ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ long, -i หรือ longus แปลว่ายาว และ caudatus (caud, =a) แปลว่าหาง ความหมายคือ “นกที่มีหางยาว” พบครั้งแรกที่ Maulmain (Moulmein) ประเทศพม่า&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในเทือกเขาหิมาลัยจีนตอนใต้ เกาะไหหลำ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเกาะสุมาตรา&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดกลาง (51-56 ซม.) เฉพาะหางยาวประมาณ 37-38 ซม. ซึ่งจัดว่ายาวมากปีกแต่ละข้างขาวมากกว่า 14 ซม. ปากสีเขียวอ่อนหนังรอบตาสีแดง ลำตัวด้านบนสีเทาแกมเขียวเข้มลำตัวด้านล่างสีเทาอ่อน คอยหอยและอกสีจะจางกว่า ท้องเล็กน้อย ปลายขนหางสีขาว ขนหางด้านล่างมีลายแถบสีขาว 5 แถบ&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : อาศัยอยู่ตามป่าทั่วไป เช่น ป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบแล้ง ป่าดงดิบเขา ป่าดงดิบชื้นและป่าชายเลน ตั้งแต่ระดับพื้นราบจนกระทั่งความสูง 1,685 เมตรจากระดับน้ำทะเล ส่วนใหญ่พบอยู่เป็นคู่ตลอดทั้งปี นกบั้งรอกใหญ่เป็นนกที่ชอบอยู่นิ่ง ๆ ไม่ค่อยเคลื่อนไหว ปกติมันเกาะตามกิ่งไม้ที่มีใบแน่นทึบจึงสังเกตเห็นตัวได้ยาก นอกจากเห็นมันบินในระยะใกล้ ๆ แต่ส่วนใหญ่มันจะกระโดดไปตามกิ่งไม้ด้วยลักษณะคล้ายกระรอก บางครั้งลงมายังพุ่มไม้หรือไม้พื้นล่างที่มีใบแน่นทึบ&lt;br /&gt;
	อาหาร ได้แก่ ตัวหนอนและแมลง เช่น ตั๊กแตนกิ่งไม้ ตั๊กแตนใบไม้ จักจั่น เป็นต้น นอกจากนี้ยังกินสัตว์เลื้อยคลานจำพวกกิ้งก่าและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก มันหาอาหารโดยกระโดดตามกิ่งไม้และยอดไม้ เมื่อพบเหยื่อก็ใช้ปากจิกกิน หากเหยื่อมีขนาดใหญ่มันอาจใช้ปากงับเหยื่อจนกระทั่งเหยื่อตาย จากนั้นจึงจิกฉีกเหยื่อกินทีละชิ้น&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : นกบั้งรอกใหญ่ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝนระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนสิงหาคมซึ่งมักแตกต่างกันไปตามแต่ละท้องที่ ทำรังตามยอดไม้หรือยอดไผ่ ซึ่งสูงจากพื้นดินประมาณ 3-7 เมตร รังมีขนาดค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับขนาดตัว รังเป็นรูปถ้วยคล้ายกับรังพวกนกเขา ประกอบด้วยกิ่งไม้ กิ่งไผ่และเถาวัลย์ มีการสานกันเล็กน้อย แล้วนำใบไม้สดมาวางในแอ่งกลางรังเพื่อรองรับไข่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' : มีรูปร่างค่อนข้างยาวสีขาว มีผงคล้ายผลชอล์กคลุมบางส่วน มีขนาดเฉลี่ย 25.8x33.8 มม. รังมีไข่ 2-4 ฟอง ส่วนใหญ่มี 3 ฟอง ทั้งสองเพศช่วยกันสร้างรัง ฟักไข่ และเลี้ยงดูลูกอ่อน ลูกนกแรกเกิดยังไม่ลืมตาและไม่มีขนปกคลุมลำตัว พ่อแม่ต้องกกและเลี้ยงดูจนลูกนกแข็งแรงและบินได้ดีแล้ว พวกมันจึงจะทิ้งรัง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : นกบั้งรอกใหญ่เป็นนกประจำถิ่นพบบ่อยและปริมาณปานกลาง ชนิดย่อย saliens พบทางภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือส่วนชนิดย่อย longicaudatus พบทั่วประเทศ แต่ไม่พบสองชนิดย่อยในบริเวณเดียวกัน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดนกบั้งรอกใหญ่ทุกชนิดย่อยเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&lt;br /&gt;
[[File:youtube01.png|left|https://https://www.youtube.com/watch?v=iHuoDK94b6s//https://www.youtube.com/watch?v=iHuoDK94b6s]] &amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=iHuoDK94b6s นกบั้งรอกใหญ่] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Green-billed2.jpg]] [[ไฟล์:Green-billed3.jpg]] [[ไฟล์:Green-billed4.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.lowernorthernbird.com/bird_picture/large/2016_05_09_19_17_37.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://4.bp.blogspot.com/-F603MpjFokg/Uk_byEUOTaI/AAAAAAAAAfQ/T3SzQGLzu18/s1600/IMG_3074.JPG&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.bloggang.com/data/m/mcayenne94/picture/1398349186.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://simg.kapook.com/o/photo/503/kapook_world-500698.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของเนื้อหา''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
จากหนังสือนกในเมืองไทย ผู้เขียน รศ.โอภาส ขอบเขต &amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kangkrungbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87</id>
		<title>นกบั้งรอกแดง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87"/>
				<updated>2020-01-30T15:35:43Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Kangkrungbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Raffles' Malkoha.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''':Cuculidae &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''':''Phaenicophaeus chlorophaeus '' (Raffles) 1822.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''':Raffles' Malkoha &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''':-&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นกตะขาบทุ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Phaenicophaeus chlorophaeus'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษา กรีกคือ chlor, -o หรือ khloros แปลว่าสีเขียว และ phaea แปลว่าตา อาจหมายถึง “มีแผ่นหนังรอบตาสีเขียว” พบครั้งแรกที่เกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ทั่วโลกมีนกบั้งรอกแดง 3 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 1 ชนิดย่อยคือ Phaenicophaeus chlorophaeus chlorophaeus (Raffles) ชื่อชนิดย่อยมีที่มาและความหมายเช่นเดียวกับชื่อชนิดHoward and Moore (1980) จัดนกบั้งรอกแดงไว้ในสกุล Rhinortha ซึ่งแตกต่างจากนกบั้งรอกอื่น ชื่อสกุลมาจากรากศัพท์ภาษากรีกคือ rhin, -o หรือ rhis แปลว่าจมูก และ orth, -o หรือ orthos แปลว่า ตรง ความหมายคือ “นกที่มีปากตรง”&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในพม่า ไทย มาเลเซีย เกาะสุมาตรา และเกาะบอร์เนียว&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็ก (32-33 ซม.) เฉพาะหางยาว 18-19 ซม. จัดเป็นนกบั้งรอกที่เล็กที่สุดในประเทศไทย ปากสีเขียวอ่อน หนังรอบตาสีเขียวจาง ตัวผู้ลำตัวด้านบนสีน้ำตาลแดง หางสีออกดำ ปลายขนหางสีขาว ขนหางด้านล่างมีแถบสีขาวเล็ก ๆ 4 แถบ คอหอย อก และท้องสีน้ำตาลเหลืองแกมสีเนื้อ ตัวเมียลำตัวด้านบนสีน้ำตาลแดง หัว คอ คอหอย และ อกสีเทา ลำตัวด้านล่างสีน้ำตาลเหลืองแกมสีเนื้อ หางสีน้ำตาลแดง ปลายขนหางสีขาว ขนหางด้านล่างมีแถบสีขาวเล็ก ๆ 4 แถบ&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''':อาศัยอยู่ตามป่าดงดิบชื้น และป่าระดับต่ำที่มีระดับความสูงไม่เกิน 900 เมตร จากระดับน้ำทะเล พบอยู่โดดเดี่ยว หรือเป็นฝูงเล็ก ๆ 4-5 ตัว นกบั้งรอกแดงมีอุปนิสัยคล้ายกับนกบั้งรอก อื่นคือมักกระโดดไปตามกิ่งไม้ โดยเฉพาะไม้พุ่มหรือไม้ พื้นล่างที่มีใบแน่นทึบ แต่จะแตกต่างตรงที่มันชอบบิน จากต้นไม้ต้นหนึ่งไปยังอีกต้นหนึ่งมากกว่านกบั้งรอกอื่น อาหาร ได้แก่ ตัวหนอนและแมลง เช่น จักจั่น ด้วงปีกแข็ง ตักแตนกิ่งไม้ เป็นต้น มันหาอาหารโดย จิกกินตามกิ่งและยอดไม้&lt;br /&gt;
	''&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : นกบั้งรอกแดงผสมพันธุ์ในช่วง ฤดูร้อนต่อฤดูฝนระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม ลักษณะรังและชีววิทยาการสืบพันธุ์อื่นเหมือนกับนก บั้งรอกเล็กท้องเทา นกบั้งรอกเล็กท้องแดง และนก บังรอกใหญ่ จะต่างกันตรงที่นกบังรอกแดงมีไข่เล็กกว่า เพราะนกบั้งรอกแดงมีขนาดเล็กกว่านกบั้งรอกอื่น&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' :นกบั้งรอกแดงเป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณปานกลาง พบเฉพาะทางภาคใต้ เท่านั้น&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' :จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&lt;br /&gt;
[[File:youtube01.png|left|https://https://www.youtube.com/watch?v=ykh6NYtGIvo//https://www.youtube.com/watch?v=ykh6NYtGIvo]] &amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=ykh6NYtGIvo นกบั้งรอกแดง] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Raffles' Malkoha1.jpg]] [[ไฟล์:Raffles' Malkoha2.jpg]] [[ไฟล์:Raffles' Malkoha3.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://oknation.nationtv.tv/blog/home/user_data/album_data/201504/30/53715/images/481818.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://oknation.nationtv.tv/blog/home/user_data/album_data/201504/30/53715/images/481824.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://oknation.nationtv.tv/blog/home/user_data/file_data/201507/01/14419a905.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.birdsofthailand.org/sites/default/files/photo/image_826.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของเนื้อหา''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
จากหนังสือนกในเมืองไทย ผู้เขียน รศ.โอภาส ขอบเขต &amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kangkrungbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87</id>
		<title>นกบั้งรอกเขียวอกแดง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87"/>
				<updated>2020-01-30T15:33:52Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Kangkrungbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Chestnut-breasted.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''':Cuculidae &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''':''Phaenicophaeus curvirostris '' (Shaw) 1810.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''':Chestnut-breasted Malkoha &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''':Black-billed roller, Northern roller, Blue jay&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นกตะขาบทุ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Phaenicophaeus curvirostris '' ชื่อชนิดมาจากราก ศัพท์ภาษาละตินคือ cury, -i หรือ curvus แปลว่าโค้ง และ rostr, =um หรือ -rostris แปลว่าปาก ความหมายคือ “นกที่มีปากโค้ง” พบครั้งแรกที่เกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย Howard and Moore (1980) จัดนกบั้งรอกเขียวอกแดงไว้ต่างสกุลจากนกบั้งรอกอื่น คือ Rhamphococcyx ชื่อสกุลมาจากรากศัพท์ภาษา กรีกคือ rhamph, id, =is, -o แปลว่าปากโค้ง และ coccy, -g, =x, -z หรือ kokkux แปลว่านกคัดคู ความหมายคือ “นกคัดคูที่มีปากโค้ง” ซึ่งคล้ายกับนก Toucan สกุล Ramphastos ทั่วโลกมีนกบั้งรอกเขียวอกแดง 6 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 1 ชนิดย่อยคือ Phaenicophaeus curvirostris singularis (Parrot) ชื่อชนิดย่อยเป็นคำในภาษาละตินคือ singularis (singul, -ar) แปลว่า โดดเดียว แบบฉบับ หรือเครื่องหมาย ความหมายคือ “เป็นนกที่มักพบโดดเดี่ยว หรือมีสีสันเป็นแบบฉบับของตนเอง” พบครั้งแรกที่เกาะสุมาตรา ประเทศ อินโดนีเซีย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในพม่า ไทย มาเลเซีย หมู่เกาะซุนดา และเกาะปาลาวัน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดกลาง (45-46 ซม.) เฉพาะหางยาวประมาณ 25 ซม. ปากสีเขียว หนัง รอบตาสีแดง ลำตัวด้านบนสีเขียวเข้มเป็นมัน ลำตัวด้านล่างสีน้ำตาลแดงเข้ม ปลายขนหางด้านบนสีน้ำตาลแดง ไม่เป็นสีขาวอย่างนกบั้งรอกอื่น&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' :อาศัยอยู่ตามป่าดงดิบชื้น และป่ารุ่นในระดับต่ำ หรือระดับความสูงไม่เกิน 900 เมตรจากระดับน้ำทะเล อุปนิสัยโดยทั่วไปไม่แตกต่างจากนกบั้งรอกอื่น เช่น มักเกาะตามกิ่งไม้ที่มีใบแน่นทึบ กระโดดไปตามกิ่งไม้ บินในระยะสั้น ๆ เป็นต้น อาหาร ได้แก่ ตัวหนอนและแมลง มันหาอาหาร โดยจิกกินตามกิ่งไม้และยอดไม้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : ชีววิทยาการสืบพันธุ์ไม่แตกต่างจากนกบั้งรอกอื่น&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' :นกบังรอกเขียวอกแดงเป็นนก ประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณปานกลางทางภาคตะวันตกบางแห่งและภาคใต้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' :จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&lt;br /&gt;
[[File:youtube01.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=zVpwgQSgPAg//https:|link=//https://www.youtube.com/watch?v=zVpwgQSgPAg]] &amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=zVpwgQSgPAg นกบั้งรอกเขียวอกแดง] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Chestnut-breasted1.jpg]] [[ไฟล์:Chestnut-breasted2.jpg]] [[ไฟล์:Chestnut-breasted3.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.savebird.com/Bird_Image/CUCULIFORMES/Malkoha_chestnut_breast.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://farm8.static.flickr.com/7066/14027029875_335bea054e.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://download.ams.birds.cornell.edu/api/v1/asset/100572231/1800&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.birdsofthailand.org/sites/default/files/photo/image_989.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของเนื้อหา''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
จากหนังสือนกในเมืองไทย ผู้เขียน รศ.โอภาส ขอบเขต &amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kangkrungbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%89%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9C%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%B5%E0%B9%88</id>
		<title>นกไต่ไม้หน้าผากกำมะหยี่</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%89%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9C%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B3%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%B5%E0%B9%88"/>
				<updated>2020-01-30T15:32:05Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Kangkrungbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Velvet-fronted1.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''':Sittidae &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''':''Sitta frontalis '' (Swainson) 1820.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''':Velvet-fronted Nuthatch &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''':-&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Sitta frontalis '' ชื่อชนิด เป็นคำในภาษาละตินสมัยใหม่คือ frontalis แปลว่า หน้าผากหรือคิ้ว (รากศัพท์ภาษาลาติคือ front, -o หรือ frontis แปลว่าหน้าผาก และ -alis เป็นคำลงท้าย) ความหมายคือ “นกที่มีหน้าผากเด่น&amp;quot; พบครั้งแรกที่ ประเทศศรีลังกา ทั่วโลกมี 10 ชนิดย่อย ประเทศไทย พบ 2 ชนิดย่อย คือ Sitta frontalis frontalis Swainson ที่มาและความหมายของชื่อชนิดย่อยเช่น เดียวกับชื่อชนิด และ Sittia frontalis saturatior Hartert ชื่อชนิดย่อยเป็นคำในภาษาละตินคือ saturata แปลว่าหลากสี ความหมายคือ “มีหลายสี” พบครั้งแรกที่รัฐปาหัง ประเทศมาเลเซีย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในอินเดีย ศรีลังกา จีนตอนใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เกาะไหหลำ หมู่เกาะซุนดาใหญ่ และฟิลิปปินส์&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' :เป็นนกขนาดเล็กมาก (12 ซม.) ตัวผู้ปากสีแดงสด หน้าผากสีม่วงถึงดำ ลำตัวด้านบน สีน้ำเงินแกมม่วง คอหอยสีขาว ลำตัวด้านล่างสีเทา มี คิ้วเป็นแถบเล็ก ๆ สีดำ ตัวเมียคล้ายกับตัวผู้แต่ไม่มีคิ้ว ตัวไม่เต็มวัยคล้ายตัวโตเต็มวัยแต่ปากสีดำ ลำตัวด้าน ล่างออกสีน้ำตาลอ่อน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : อาศัยอยู่ตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบแล้ง ป่าดงดิบเขา และป่าสนเขาตั้งแต่พื้นราบจนกะทั่งความสูง 1,800 เมตรจากระดับ น้ำทะเล อุปนิสัยโดยทั่วไปไม่แตกต่างจากนกไต่ไม้ ท้องสีเม็ดมะขาม และบ่อยครั้งที่พบหากินร่วมกัน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดู ฝนระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน ทำรังตาม โพรงของกิ่งและลำต้นของต้นไม้ สูงจากพื้นดิน 1-12 เมตร มักเป็นโพรงตามธรรมชาติหรือโพรงเก่าของนก และสัตว์อื่น รองพื้นด้วยมอส ขนนก และขนของสัตว์ เลี้ยงลูกด้วยนม ปากทางเข้าออกมักปิดด้วยโคลนหาก มีขนาดใหญ่เกินไป แต่มักเลือกโพรงที่มีปากโพรงพอดี รังมีไข่ 4-5 ฟอง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' : สีของไข่คล้ายกับสีของนกไต่ไม้ท้อง สีเม็ดมะขาม แต่มีขนาดเล็กกว่าโดยมีขนาดโดยเฉลี่ย 13.2X17.2 มม. ชีววิทยาการสืบพันธุ์อื่นไม่แตกต่าง จากนกไต่ไม้ท้องสีเม็ดมะขาม&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' :เป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณมาก จัดเป็นนกไต่ไม้ที่พบบ่อยมากที่สุด ชนิดย่อย frontalis พบทั่วทุกภาคยกเว้นภาคใต้เหนือคอคอดกระ และชนิดย่อย saturatior พบทางภาคใต้ตั้งแต่คอคอด กระลงไป&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&lt;br /&gt;
[[File:youtube01.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=Eab7ipHir94//https:|link=//https://www.youtube.com/watch?v=Eab7ipHir94]] &amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=Eab7ipHir94 นกไต่ไม้หน้าผากกำมะหยี่] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Velvet-fronted2.jpg]] [[ไฟล์:Velvet-fronted3.jpg]] [[ไฟล์:Velvet-fronted4.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://topicstock.pantip.com/blueplanet/topicstock/2011/01/E10109872/E10109872-2.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://download.ams.birds.cornell.edu/api/v1/asset/149981991/1800&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://oknation.nationtv.tv/blog/home/album_data/948/38948/album/47787/images/431109.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://oknation.nationtv.tv/blog/home/album_data/948/38948/album/47787/images/431114.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของเนื้อหา''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
จากหนังสือนกในเมืองไทย ผู้เขียน รศ.โอภาส ขอบเขต &amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kangkrungbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%87</id>
		<title>นกตะขาบทุ่ง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%87"/>
				<updated>2020-01-30T15:28:48Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Kangkrungbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Indian1.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''':Coraciidae &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''':''Coracias benghalensis'' (Linnaeus) 1758.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''':Indian roller&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''':Black-billed roller, Northern roller, Blue jay&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นกตะขาบทุ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Coracias benghalensis'' ชื่อชนิดดัดแปลงจากชื่อสถานที่ที่พบครั้งแรก คือรัฐเบงกอล ประเทศอินเดีย ทั่วโลกมีนกตะขาบทุ่ง 3 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 1 ชนิดย่อย คือ Coracias benghalensis affinis McClelland ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ affinis หรือ affini แปลว่าสัมพันธุ์หรือเกี่ยวข้องกัน ความหมายคือ “มีลักษณะไม่แตกต่างจากชนิดย่อยอื่น” พบครั้งแรกที่รัฐอัสสัม ประเทศอินเดีย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ตั้งแต่ตะวันออกกลางจีนด้านตะวันตกเฉียงใต้ จนถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็ก-กลาง (32-33 ซม.) ทั้งสองเพศมีลักษณะและสีสันเหมือนกันขณะเกาะจะเห็นลำตัวส่วนใหญ่เป็นสีน้ำตาล แต่เมื่อกางปีกหรือบินจะเห็นปีกมีแถบสีน้ำเงินสด บริเวณหัวและหางเป็นสีฟ้าอมเขียว ปีกสีน้ำเงิน ลำตัวสีน้ำตาลบริเวณอกมีลายขีดเล็ก ๆ สีเขียวอมฟ้ากระจายห่าง ๆ &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : อาศัยอยู่ตามทุ่งนา ไร่ ป่าละเมาะ และป่าโปร่ง เช่น ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณเป็นต้น ตั้งแต่ระดับพื้นราบจนกระทั่งความสูง 1,500 เมตรจากระดับน้ำทะเล มีกิจกรรมและหากินในเวลากลางวัน พบอยู่โดดเดี่ยวหรือเป็นคู่ ไม่ค่อยพบเป็นฝูงนอกจากเป็นครอบครัว มักพบเกาะสายไฟฟ้าข้างถนนและตามกิ่งไม้แห้งหรือยอดไม้ บางครั้งพบกระโดดตามพื้นดิน บินได้ดี นกตะขาบทุ่งร้องเสียงดังกังวาน “ต้า-ต้า” ซ้ำกันหลายครั้ง แต่ละครั้งทิ้งช่วงห่างกันเล็กน้อย ส่วนใหญ่เป็นการร้องเพื่อประกาศอาณาเขตและเกี้ยวพาราสี นกตะขาบทุ่งกินแมลงและสัตว์ขนาดเล็ก โดยเกาะตามสายไฟฟ้าหรือกิ่งไม้ ตาคอยจ้องหาเหยื่อตามพื้นดิน เมื่อพบเหยื่อมันจะบินลงมาโฉบจับด้วยปากแล้วคาบขึ้นไปกินบริเวณที่เกาะเดิม ถ้าเหยื่อมีขนาดใหญ่เกินกว่าจะกลืนได้ทั้งตัว เช่น ปู กบ หนู มันจะใช้กรงเล็บช่วยจับ แล้วคาบไปฟาดกับที่เกาะ หรือฟาดกับพื้นจนเหยื่อตายก่อนฉีกกินเป็นชิ้น ๆ จากนั้นมันจะบินไปเกาะที่เดิมเพื่อคอยจ้องหาเหยื่อต่อไป เกรียงไกร (2527) วิเคราะห์อาหารในกระเพาะพักของนกตะขาบทุ่ง พบว่าส่วนใหญ่ได้แก่ตัวอ่อนของเหลือบประมาณร้อยละ 29.58 ของปริมาณอาหารทั้งหมดรองลงมาได้แก่ ตั๊กแตนหนวดสั้น ประมาณร้อยละ 25.35 นอกจากนี้เป็นแมลงอีกหลายชนิด เช่น จิ้งหรีด แมลงกระชอน มวนแดง แมลงเหนี่ยง ด้วงดิน ด้วงดีด ด้วงงวง ผีเสื้อเจาะลำต้น และสัตว์อื่น ๆ เช่น คางคกบ้าน ตะขาบ ปู แมงมุม เป็นต้น&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : นกตะขาบทุ่งผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนมิถุนายน ตัวผู้เกี้ยวพาราสีตัวเมียโดยบินไปเกาะข้าง ๆ แล้วส่งเสียงร้องจากนั้นจะบินขึ้นไปในอากาศเหนือที่เกาะข้างตัวเมียอีก หากตัวเมียไม่สนใจตัวเมียจะบินหนีไป แต่หากตัวเมียสนใจตัวเมียจะเกาะอยู่กับที่ ตัวผู้อาจทำเช่นเดิมซ้ำอีก 1-2 ครั้ง จากนั้นจะผสมพันธุ์กัน ทั้งสองเพศช่วยกันหาสถานที่ทำรัง ซึ่งมักเป็นโพรงไม้ที่เกิดตามธรรมชาติหรือที่สัตว์อื่นทำไว้ บางครั้งทำรังบนตอไม้หรือต้นไม้ยอดด้วน เช่น ตอมะพร้าวที่ถูกด้วงเจาะ เป็นต้นปกตินกตะขาบทุ่งจะเลือกโพรงที่อยู่สูงจากพื้นดินประมาณ 4-5 เมตร โพรงมีขนาดไม่แน่นอน จากนั้นพวกมันจะช่วยกันหาวัสดุ เช่น ใบไม้ ใบหญ้า มารองรับไข่&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ไข่''' : ของนกตะขาบทุ่งมีรูปร่างเกือบกลม สีขาว มีขนาดเฉลี่ย 27.6x33.5 มม. รังมีไข่ 4 ฟอง หายากที่มี 5 ฟอง ทั้งสองเพศช่วยกันฟักไข่ โดยเริ่มฟักหลังจากที่ออกไข่ฟองสุดท้ายแล้ว ใช้เวลาฟักไข่ทั้งสิ้น 17-19 วัน แต่ส่วนใหญ่ใช้เวลา 18 วัน ลูกนกแรกเกิดมีความยาวประมาณ 8 ซม. ยังไม่ลืมตา มีรูปร่างเทอะทะ ตาโต ท้องป่อง และไม่มีขนปกคลุมลำตัว เมื่ออายุ 3-4 วันจะมีตุ่มขนขึ้นตามผิวหนังทำให้ผิวดูเป็นสีดำมากขึ้น ในช่วงแรกนี้ลูกนกยังช่วยเหลือตนเองไม่ได้ พ่อแม่ต้องช่วยกันกกและอาหารมาป้อน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นตัวหนอนและแมลง ลูกนกอายุ 3-4 สัปดาห์จะแข็งแรงและบินได้ จากนั้นทั้งหมดจะทิ้งรังไปหากินตามลำพัง ลูกนกอายุ 1 ปีจะเป็นตัวเต็มวัยและสามารถผสมพันธุ์ได้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : นกตะขาบทุ่งเป็นนกประจำถิ่นพบบ่อยและปริมาณปานกลางทั่วทุกภาค&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' :จัดนกตะขาบทุ่งเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&lt;br /&gt;
[[File:youtube01.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=UYijtXQDRJo//https:|link=//https://www.youtube.com/watch?v=UYijtXQDRJo]] &amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=UYijtXQDRJo นกตะขาบทุ่ง] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Indian roller5.jpg]] [[ไฟล์:Indian roller6.jpg]] [[ไฟล์:Indian roller7.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/2/29/Indian_Roller_Bandhavgarh.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://dktnfe.com/web59/wp-content/uploads/2014/09/roller1ob_copy1.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://adeq.or.th/wp-content/uploads/2016/09/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%87-495x400.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.google.com/search?biw=1536&amp;amp;bih=754&amp;amp;tbm=isch&amp;amp;sxsrf=ACYBGNQ_mqNNsVPStd95up1DraSlHtTNsA%3A1574257285740&amp;amp;sa=1&amp;amp;ei=hULVXdn3LJyO4-EPmp278As&amp;amp;q=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%87&amp;amp;oq=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%B8&amp;amp;gs_l=img.1.0.35i39l2j0l3j0i24l5.459727.465870..467572...2.0..0.95.862.10......0....1..gws-wiz-img.......0i131.o1BIdkJ8Zsg#imgrc=4m42tHsL-35VrM:&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของเนื้อหา''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
จากหนังสือนกในเมืองไทย ผู้เขียน รศ.โอภาส ขอบเขต &amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kangkrungbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%94%E0%B8%87</id>
		<title>นกตะขาบดง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%94%E0%B8%87"/>
				<updated>2020-01-30T15:25:06Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Kangkrungbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Dollarbird1.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''':Family Coraciidae&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''':''Eurystomus orientalis '' (Linnaeus),1766.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''':Dollarbird&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''':Broad-billed Roller, Red-billed Roller&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Eurystomus orientalis '' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ orient, -al หรือ orientis หรือ oriens แปลว่าฉาย แสงหรือทิศตะวันออก ความหมายคือ “นกที่พบในซีกโลกตะวันออก” พบครั้งแรกที่เกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย ทั่วโลกมีนกตะขาบดง 12 ชนิดย่อย ประเทศ ไทยพบ 2 ชนิดย่อยคือ Eurystomus orientalis deignani Ripley ชื่อชนิดย่อยดัดแปลงจากชื่อของ บุคคล คือ H.G, Deignan นักปักษีวิทยาชาวอเมริกัน ซึ่งเข้ามาศึกษานกในประเทศไทยและเขียนตําราเกี่ยวกับนกในประเทศไทยไว้หลายเล่ม พบชนิดย่อยนี้ครั้ง แรกที่จังหวัดน่าน ทางภาคเหนือของประเทศไทย และ Eurystomus orientalis cyanicollis Vieillot ชื่อชนิดย่อยมาจาก cyan, -e, -i, -o หรือ kuanos เป็น รากศัพท์ภาษากรีก แปลว่าสีน้ำเงินเข้ม (รากศัพท์ ภาษาละตินคือ cyanous ก็มีความหมายเหมือนกัน) และ coll, -i หรือ collis เป็นรากศัพท์ภาษาละติน แปลว่าคอ ความหมายคือ “นกที่มีคอสีน้ำเงินเข้ม” พบชนิดย่อยนี้ครั้งแรกที่รัฐเบงกอล ประเทศอินเดีย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' :ตั้งแต่เนปาล อินเดียตะวันออกจีน ญี่ปุ่น เกาะไหหลำ ไต้หวัน เอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ หมู่เกาะอันดามัน หมู่เกาะซุนดา ฟิลิปปินส์ จนถึงออสเตรเลีย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็ก (29-30 ซม.) ทั้งสองเพศมีลักษณะและสีสันเหมือนกัน ปากกว้าง ปากและขาเป็นสีแดงแกมสีส้ม ลำตัวเป็นสีน้ำตาล แกมเขียวเข้มผสมกับสีม่วงแกมดำ บริเวณหัวมีสีเข้ม กว่าบริเวณอื่น ขณะบินจะเห็นบริเวณโคนขนปลาย ปีกมีวงสีน้ำเงินจาง ๆ บางตัวออกเป็นสีเงิน ลักษณะ คล้ายเงินเหรียญ จึงเป็นที่มาของชื่อสามัญว่า Dolarbird ตัวไม่เต็มวัยปากเป็นสีดำ&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : อาศัยอยู่ในป่าและตามชายป่า ทั้งป่าผลัดใบ เช่น ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ และป่าไม่ ผลัดใบ เช่น ป่าดงดิบแล้ง ป่าดงดิบเขา ป่าดงดิบชื้น และป่าชายเลน ตั้งแต่ระดับพื้นราบจนกระทั่งความสูง 1,200 เมตรจากระดับน้ำทะเล พบอยู่โดดเดี่ยวหรือเป็นคู่ บางครั้งพบเป็นฝูงเล็ก ๆ นกตะขาบดงมักเกาะนิ่งเป็นเวลานานตามยอดไม้โดยเฉพาะต้นไม้ที่ยืนต้นตาย มันมีกิจกรรมส่วนใหญ่ในช่วงเช้าและบ่าย บินได้ดี และบินได้สูงพอสมควร บางครั้งใช้วิธีกระพือปีกสลับร่อนกลางอากาศช่วงสั้น ๆ อาหารส่วนใหญ่ ได้แก่ แมลง เช่น ด้วง ตั๊กแตน จักจั่น จิ้งหรีด ปลวกที่บินได้ เป็นต้น และสัตว์เลื้อยคลาน เช่น กิ้งก่า มันหาอาหารโดยเกาะตามกิ่งไม้แห้ง คอยจ้องหาเหยื่อ เมื่อพบแมลงบินผ่านมาก็บินออกไปโฉบจับด้วยปาก แล้วกลับมาเกาะที่เดิมหรือบริเวณใกล้เคียง บางครั้งมันก็โฉบจับเหยื่อตามพื้นดินหรือกิ่งไม้เช่นเดียวกับนกตะขาบทุ่ง แล้วอาจกลืนกินเหยื่อบนพื้นดิน หรือคาบไปกินบนกิ่งไม้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' :นกตะขาบดงผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม ทำรังตามโพรงต้นไม้ที่เกิดตามธรรมชาติ โพรงที่สัตว์ทำทิ้งไว้ หรือโพรงเก่าของนกอื่น เช่น นกหัวขวาน นกโพระดก เป็นต้น มันมักใช้โพรงเดิมทำรังเป็นประจำทุกปี หากโพรงดังกล่าวไม่ถูกทำลาย หรือไม่สามารถไล่สัตว์อื่นที่มาแย่งใช้ก่อนได้ ปกติไม่มีวัสดุรองรัง ตังผู้เกี้ยวพาราสีตัวเมียด้วยวิธีที่คล้ายคลึงกับนกตะขาบทุ่ง รังมีไข่ 3-4 ฟอง ทั้งสองเพศช่วยกันฟักไข่ ใช้เวลาฟักไข่ทั้งสิ้น 17-18 วัน ลูกนกแรกเกิดยังไม่ลืมตาและไม่มีขนปกคลุมลำตัวพ่อแม่ต้องช่วยกันกกและหาอาหารมาป้อน ประมาณ 3-4 สัปดาห์ลูกนกก็แข็งแรงและบินได้ จากนั้นพวกมันจะทิ้งรังไปหากินตามลำพัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' :ไข่ของนกตะขาบดงมีรูปร่างค่อนข้างกลม สีขาว มีขนาดเฉลี่ย 28.1x36.0 มม. &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : นกตะขาบดงเป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณปานกลาง ชนิดย่อย deignani พบทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ชนิด ย่อย cyanicollis พบทางภาคตะวันตก ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคใต้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดนกตะขาบดงทุกชนิดย่อยเป็นสัตว์ ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&lt;br /&gt;
[[File:youtube01.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=ute40HAM_WQ//https:|link=//https://https://www.youtube.com/watch?v=ute40HAM_WQ]] &amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=ute40HAM_WQ นกตะขาบดง] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Dollarbird2.jpg]] [[ไฟล์:Dollarbird3.jpg]] [[ไฟล์:Dollarbird4.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://oknation.nationtv.tv/blog/home/user_data/album_data/201511/14/53900/images/483351.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.birdsofthailand.org/sites/default/files/photo/image_1240.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://live.staticflickr.com/7681/17232167752_aba98e52ab_b.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://dktnfe.com/web59/wp-content/uploads/2014/09/dollarbird1cipoh_perak_malaysia27th_august_2018.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของเนื้อหา''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
จากหนังสือนกในเมืองไทย ผู้เขียน รศ.โอภาส ขอบเขต &amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kangkrungbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%8B%E0%B8%A7%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%8C</id>
		<title>นกแซวสวรรค์</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%8B%E0%B8%A7%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%8C"/>
				<updated>2020-01-30T15:23:01Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Kangkrungbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Asian paradise-flycatcher1.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''':Dicrurinae &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''':''Terpsiphone paradise'' (Linnaeus) 1758.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''':Asian paradise-flycatcher&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''':Paradise flycatcher&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Terpsiphone paradise'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษากรีกคือ paradis แปลว่าสวน หรือที่พักผ่อนหย่อนใจ หรือสวรรค์ อาจหมายถึง “นกที่มีความสวยงาม” พบครั้งแรกที่ประเทศศรีลังกาทั่วโลกมี 18 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 3 ชนิดย่อย คือ&lt;br /&gt;
#Terpsiphone paradise incei (Gould) ชื่อชนิดย่อยดัดแปลงจากชื่อของบุคคล พบครั้งแรกที่ประเทศจีน&lt;br /&gt;
#Terpsiphone paradise saturatior (Salomonsen) ชื่อชนิดย่อยมาจากคำในภาษาละตินคือ saturates แปลว่ามีหลายสี ความหมายคือ “นกที่มีหลายสี” พบครั้งแรกที่ประเทศอินเดีย และ&lt;br /&gt;
#Terpsiphone paradise indochinensis (Salomonsen) ชื่อชนิดย่อยดัดแปลงจากชื่อสถานที่คืออินโดจีน พบครั้งแรกที่ประเทศกัมพูชา&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในตุรกี อัฟกานิสถาน แมนจูเรีย จีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หมู่เกาะอันดามัน หมู่เกาะนิโคบาร์ และหมู่เกาะซุนดาใหญ่&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็ก (21 ซม) ตัวผู้ขนหางคู่กลางยื่นยาวออกไปมากว่า 25 ซม. ตัวเต็มวัยปากและวงรอบเบ้าตาสีน้ำเงินสด ตัวผู้มีภาวะรูปร่างสองแบบ คือสีขาวและสีน้ำตาลแดง ตัวผู้ที่มีสีขาว สีส่วนใหญ่เป็นสีขาว บริเวณหัว พุ่มหงอนขน และคอหอยมีสีดำเป็นมัน ขนปลายปีกและก้านขนปีกสีดำตัวผู้ที่เป็นสีน้ำตาลแดงมีกระหม่อมสีดำ หัวและอกด้านบนสีเทาเข้ม ลำตัวด้านบน ปีก และหางสีน้ำตาลแดงตัวเมียมีลักษณะคล้ายนกตัวผู้ชนิดขนสีน้ำตาลแดงแต่ขนหางคู่กลางไม่ยื่นยาวออก ตัวผู้ที่เป็นสีน้ำตาลแดงขณะผลัดขนหางคู่กลางออกจะคล้ายนกตัวเมีย นกแซวสวรรค์แต่ละชนิดย่อยอาจมีลักษณะที่แตกต่างกันโดยบริเวณหัว คอหอย หรือกระหม่อมจะมีสีน้ำเงินหรือดำเป็นมัน คอหอยและด้านข้างของหัวสีเทา ตัวผู้ลำตัวด้านบนสีน้ำตาลแดง มักมีลายแซมสีแดงเข้ม&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : อาศัยอยู่ตามป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบชื้น ป่าดงดิบแล้ง ป่าดงดิบเขา และป่ารุ่น ดั้งแต่พื้นราบจนกระทั่งความสูง 1,500 เมตรจากระดับน้ำทะเล ช่วงฤดูอพยพอาจพบในสวนผลไม้และป่าชายเลน มักพบอยู่เป็นคู่ โดยอาจจับคู่ผสมพันธุ์กันหรือแค่หากินร่วมกัน และมักพบเกาะหรือบินไปตามกิ่งไม้หรือต้นไม้ในระดับค่อนข้างสูงและภายในเรือนยอดหรือร่มเงาของต้นไม้ ขณะเกาะลำตัวมักตั้งตรงหางห้อยลงข้างล่าง ตัวผู้จะโบกหางไปมา โดยใช้ขนหางคู่กลางเคลื่อนไหวเข้าหากันและออกจากกันคล้ายกับกรรไกร อาหาร ได้แก่ แมลง โดยการโฉบด้วยปากกลางอากาศใกล้ที่เกาะบางครั้งลงมายืนบนพื้นดินหรือเกาะตามพุ่มไม้ระดับต่ำ เป็นนกที่ร้องเสียงดัง ได้ยินแม้ในระยะทางไกล ๆ เสียงร้องคล้ายกับ “อ๊อก-อ๊อก” และร้องทั้งตัวผู้และตัวเมีย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : ผสมพันธุ์ในช่วงต้นฤดูฝนระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนมิถุนายน รังเป็นรูปกรวยหงายประกอบด้วยใบหญ้า ใบไม้ รากฝอย และวัสดุเยื่อใยบางอย่าง อัดและเชื่อมเข้าด้วยกันด้วยใยแมงมุมจนทำให้ขอบรังมีขนาดอ่อนข้างหนา รังอยู่ตามกิ่งไม้ ทั้งกิ่งที่ขนาดกับพื้นดิน กิ่งตั้ง ตามง่ามไม้ หรือกิ่งที่ยื่นออกไปเหนือลำธาร รังอยู่สูงจากพื้นดิน 1-15 เมตร ความกว้างปากรังด้านนอก 77.62 มม. ความกว้างปากรังด้านใน 58.32 มม. และความลึกในรัง 39.24 มม. รังมีไข่ 3-4 ฟอง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' : ไข่สีสมพูจนเกือบเป็นสีขาวมีลายขีดและลายจุดสีน้ำตาลแกมแดง โดยเฉพาะไข่ด้านป้าน ขนาดของไข่โดยเฉลี่ย 15.2x20.5 มม. (ศศิธร,2539) ทั้งสองเพศช่วยกันสร้างรังฟักไข่และเลี้ยงดูลูกอ่อน ใช้เวลาฟักไข่ 12-13 วัน ลูกอายุประมาณ 8-10 วันก็จะออกจากรัง แต่จะอยู่รวมกันเป็นครอบครัวระยะหนึ่ง ก่อนจะแยกออกไปหากินและอยู่เป็นคู่ต่อไป&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : เป็นนกประจำถิ่นและนกอพยพมาช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์ พบย่อยและปริมาณปานกลางชนิดย่อย incei เป็นนกอพยพ พบทางภาคเหนือ (จังหวัดแพร่และน่าน)  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (จังหวัดเลยและนครราชสีมา) ภาคตะวันออกเฉียงใต้ (จังหวัดชลบุรี) ภาคกลาง (จังหวัดกำแพงเพชรและกรุงเทพมหานคร) ชนิดข่อย saturatior  เป็นนกอพยพพบเฉพาะทางภาคใต้ และชนิดย่อย indochinensis เป็นนกประจำถิ่น พบทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคใต้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&lt;br /&gt;
[[File:youtube01.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=MTygpMMiRsg//https:|link=//https://www.youtube.com/watch?v=MTygpMMiRsg]] &amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=MTygpMMiRsg นกแซวสวรรค์] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Asian paradise-flycatcher2.jpg]] [[ไฟล์:Asian paradise-flycatcher3.jpg]] [[ไฟล์:Asian paradise-flycatcher4.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/f/ff/Terpsiphone_paradisi_-near_Amaya_Lake%2C_Dambulla%2C_Sri_Lanka-8.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://dktnfe.com/web59/wp-content/uploads/2014/09/asian_paradise_flycatcher_dsc_1374.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://1.bp.blogspot.com/-zSONKruUa34/Uu5OoYqIHGI/AAAAAAAADOU/ncy9MB2a6d4/s1600/IMG_4717.JPG&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://1.bp.blogspot.com/-QF4kj2PdqTU/Uvuu31b7FnI/AAAAAAAADiE/033w3noRv6g/s1600/IMG_5188.JPG&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของเนื้อหา''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
จากหนังสือนกในเมืองไทย ผู้เขียน รศ.โอภาส ขอบเขต &amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kangkrungbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%8B%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%8B%E0%B8%A7%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B2</id>
		<title>นกแซงแซวหางปลา</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%8B%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%8B%E0%B8%A7%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B2"/>
				<updated>2020-01-30T15:19:57Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Kangkrungbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Black drongo1.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''':Dicrurinae&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''':''Dicrurus macrocercus'' (Vieillot) 1817.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''':Black drongo&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''':-&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Dicrurus macrocercus'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษากรีกคือ macr,-o หรือ makros แปลว่าใหญ่หรือยาว และ cerc,-o,=us แปลว่าหาง ความหมายคือ “นกที่มีหางขนาดใหญ่หรือมีหางยาว” พบครั้งแรกทางตอนใต้ของประเทศอินเดียทั่วโลกมี 7 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 3 ชนิดย่อย คือ&lt;br /&gt;
#Dicrurus macrocercus albirictus (Hodgson) ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษละตินคือ alb,-I,-id หรือ albus แปลว่าสีขาว และ rict หรือ rictus แปลว่ามุมปาก ความหมายคือ “บริเวณมุมปากเป็นสีขาว” พบครั้งแรกที่ประเทศเนปาล&lt;br /&gt;
#Dicrurus macrocercus cathoecus Swinhoe ยังไม่ทราบที่มาและความหมายของชื่อชนิดย่อยอาจมาจากคำว่า Catholic ซึ่งแปลว่าผู้นับถือศาสนาคริสต์ พบครั้งแรกทางตอนใต้ของประเทศจีน&lt;br /&gt;
#Dicrurus macrocercus thai Kloss ซึ่งชนิดย่อยดัดแปลงจากชื่อสถานที่ คือ ประเทศไทย พบครั้งแรกที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในอิหร่าน ปากีสถาน อินเดีย จีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เกาะไหหลำ ไต้หวัน และเกาะชวา&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็ก (28 ซม.) หางยาว 125-184 มม. ตัวเต็มวัยสีเป็นสีดำแต่อาจไม่เป็นมันเท่ากับนกแซงแซวอื่น ๆ หางเว้าลึก ปลายขนหางคู่นอกสุดโค้งขั้นเล็กน้อย ตัวไม่เต็มวัยมักมีลายเกล็ดสีขาวบริเวณขนปีกด้านล่าง อกตอนล่าง ท้อง และขนคลุมโคนขนหางด้านล่าง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : อาศัยอยู่ตามทุ่งโล่ง ทุ่งนาและบริเวณที่ใกล้แหล่งน้ำ ปกติในระดับพื้นราบ แต่อาจพบได้ในความสูง 1,200 เมตรจากระดับน้ำทะเลพบอยู่โดดเดี่ยว เป็นคู่หรือเป็นฝูง มักเกาะตามกิ่งไม้แห้ง หลัก ตอไม้ สายไฟฟ้า เสารั้ว และบางครั้งลงมายืนบนพื้นดิน อาหาร ได้แก่ แมลง มีพฤติกรรมการหาอาหารหลายแบบ เช่น เกาะตามสิ่งต่าง ๆ ตาคอยจ้องหาเหยื่อรอบตัว เมื่อพบจะบินโฉบจับด้วยปาก แล้วกลับมาเกาะที่เดิมเพื่อกลืนกินอาหาร แล้วจ้องหาเหยื่อต่อไปอีก หรืออาจบินลงมาบนพื้นดินแล้วใช้ปากจิกมดปลวก หรือแมลงตามโพรงดิน หรืออาจเกาะหรือกระโดดบนหลังวัวควาย หรือเกาะกับสิ่งต่างๆ ใกล้ๆ บริเวณที่วัวควายเดินผ่าน เพื่อจับแมลงที่กระโดดหนีเมื่อวัวควายเหยียบย่ำพื้นหญ้า หรือบินฉวัดเฉวียนกลางอากาศไล่โฉบจับแมลงเหนือบริเวณที่กำลังเกิดไฟไหม้ เป็นนกที่ก้าวร้าว และมีพฤติกรรมการป้องกันอาณาเขตอย่างแข็งขัน โดยเฉพาะบริเวณรัง มันจะบินโฉบเข้าโจมตีนกและสัตว์อื่นที่เข้าไปใกล้รังของมัน ทั้งนกขนาดใหญ่ เช่น อีกา เหยี่ยว หรือแม้แต่สุนัขก็จะถูกนกทั้งตัวผู้และตัวเมียช่วยกันโจมตีเพื่อป้องกันไข่และลูกอ่อน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝนระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม รังเป็นรูปถ้วยตื้น ๆ ประกอบด้วยกิ่งไม้เล็ก ๆ ต้นหญ้า ใบไม้ และเยื่อใยต่าง ๆ เชื่อมเข้าด้วยกันด้วยใยแมงมุม ทำรังตามต้นไม้ โดยวางรังตามง่ามซึ่งอาจจะอยู่เกือบปลายสุดของกิ่ง บางครั้งในต้นไม้ต้นเดียวกันอาจมีรังของนกชนิดอื่นอยู่ด้วย เช่น นกขมิ้น นกเขา นกปรอด เป็นต้น ซึ่งนกเหล่านี้ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อมัน และมันก็ไม่ก้าวร้าวกับนกเหล่านี้ รังมีไข่ 3-4 ฟอง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' : ไข่แต่ละฟองอาจแตกต่างกัน ส่วนใหญ่มีสีขาวหรือสีครีมแกมชมพู มีลายจุด ลายดอกดวงสีดำ และน้ำตาลแกมแดง ขนาดของไข่โดยเฉลี่ย 19.8x27.1 มม. ทั้งสองเพศช่วยกันทำรังฟักไข่ และเลี้ยงลูก 7-10 วัน บ่อยครั้งที่นกคัดคู รวมทั้งนกดุเหว่า จะใช้รังของนกแซงแซวหางปลาเป็นที่วางไข่ และปล่อยให้นกเจ้าขางรังฟักไข่ และเลี้ยงดูลูกอ่อนให้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : เป็นนกประจำถิ่น นกอพยพผ่านและนกอพยพมาช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์ พบบ่อยและปริมาณมาก ชนิดย่อย albirictus เป็นนกอพยพ พบทางภาคเหนือ ชนิดย่อย cathoecus เป็นทั้งนกประจำถิ่นและนกอพยพ พบทั่วไปยกเว้นภาคใต้ ชนิดย่อย thai เป็นนกประจำถิ่น พบทางภาคตะวันตก ภาคกลางภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคใต้ตอนบน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&lt;br /&gt;
[[File:youtube01.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=CqZ-s2CUJg4//https:|link=//https://www.youtube.com/watch?v=CqZ-s2CUJg4]] &amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=CqZ-s2CUJg4 นกแซงแซวหางปลา] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Black drongo2.jpg]] [[ไฟล์:Black drongo3.jpg]] [[ไฟล์:Black drongo4.jpg]] &amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/a/a0/Black_Drongo_%28Dicrurus_macrocercus%29_IMG_7702_%281%29..JPG&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.lowernorthernbird.com/bird_picture/large/2016_04_06_16_36_51.jpg &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://i.ytimg.com/vi/CqZ-s2CUJg4/maxresdefault.jpg &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.thongthailand.com/private_folder/bird/birdd/bird2-4/sangsaew33.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของเนื้อหา''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
จากหนังสือนกในเมืองไทย ผู้เขียน รศ.โอภาส ขอบเขต &amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kangkrungbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%8B%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%8B%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%9A</id>
		<title>นกแซงแซวเล็กเหลือบ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%8B%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%8B%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%9A"/>
				<updated>2020-01-30T15:17:49Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Kangkrungbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Bronzed.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''':Dicruridae&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''':''Dicrurus aeneus '' (Vieillot) 1817.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''':Bronzed Drongo &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''':-&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Dicrurus aeneus '' ชื่อชนิด มาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ aene หรือ anea แปล ว่าสีบรอนซ์หรือสีทองแดง ความหมายคือ “นกที่มีสีเหลือบ” พบครั้งแรกที่รัฐเบงกอล ประเทศอินเดีย ทั่ว โลกมี 3 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 1 ชนิดย่อย คือ Dicrurus aeneus aeneus Vieillot ที่มาและความหมายของชื่อชนิดย่อยเช่นเดียวกับชื่อชนิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในอินเดีย จีนตอนใต้ เอเชียตะวัน ออกเฉียงใต้ เกาะไหหลำ ไต้หวัน เกาะสุมาตรา และเกาะบอร์เนียว&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็ก (23 ซม.) แตกต่างจากนกแซงแซวหางปลาตรงที่มีขนาดเล็กกว่า รูปร่างเพรียวกว่า ลำตัวมีสีดำเป็นมันจนเห็นเป็นเงา แวววาวสีเขียวหรือน้ำเงิน ขนปลายหางคู่นอกจะโค้ง ขึ้นเล็กน้อย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : อาศัยอยู่ตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบชื้น ป่าดงดิบแล้ง ป่าดงดิบเขา ป่าสนเขา และป่ารุ่น ตั้งแต่พื้นราบจนกระทั่งความสูง 2,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล พบอยู่โดดเดี่ยว เป็น คู่ หรือเป็นฝูงเล็ก ๆ แต่อาจพบอยู่รวมกับพวกนกกิน แมลง อาศัยและหากินตามกิ่งไม้ในระดับสูง อาหาร ได้แก่ แมลง โดยโฉบจับกลางอากาศใกล้ที่เกาะ บาง ครั้งบินขึ้นตรง ๆ เหนือยอดไม้เพื่อโฉบแมลงโดยเฉพาะ ปลวกหรือแมลงเม่าที่บินออกจากรูช่วงที่ฝนตกหรือ หลังฝนตก บางครั้งก็โฉบจับใกล้พื้นดิน เป็นนกที่ก้าว ร้าวเช่นเดียวกับนกแซงแซวอื่น ๆ&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' :ผสมพันธ์ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝนระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม ทำรังเป็นรูป ถ้วย เส้นผ่านศูนย์กลางภายนอกประมาณ 10 ซม. เส้นผ่านศูนย์กลางภายใน 7 ซม. และลึก 4 ซม. วัสดุที่ใช้ทำรังประกอบด้วยเปลือกไม้ ต้นหญ้า ใบไม้ ส่วนของพืชที่เป็นเยื่อใย เชื่อมติดกันและติดกับกิ่งไม้ ด้วยใยแมงมุม รังอยู่ตามง่ามด้านบนหรือด้านข้างของ กิ่งไม้ในระดับที่สูงพอสมควร รังมีไข่ 3-4 ฟอง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' :สีสัน ของไข่ผันแปรมาก ส่วนใหญ่เป็นสีน้ำตาลแกมชมพู อ่อนมีลายจุดสีแดงและสีม่วงโดยรอบฟองโดยเฉพาะ ไข่ด้านป้าน ขนาดของไข่โดยเฉลี่ย 16.0x21.1 มม. ทั้งสองเพศช่วยกันทำรัง ฟักไข่ และเลี้ยงดูลูกอ่อน ใช้เวลาฟักไข่ 13-14 วัน ใช้เวลาเลี้ยงลูก 7-10 วัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : เป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณปานกลาง พบทั่วทุกภาค&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&lt;br /&gt;
[[File:youtube01.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=hLnpD0fE3D0//https:|link=//https://www.youtube.com/watch?v=hLnpD0fE3D0]] &amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=hLnpD0fE3D0 นกแซงแซวเล็กเหลือบ] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Bronzed1.jpg]] [[ไฟล์:Bronzed2.jpg]] [[ไฟล์:Bronzed3.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/7/7f/Bronzed_Drongo_I_IMG_1681.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://f.ptcdn.info/151/014/000/1388991804-IMG5437-o.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://oknation.nationtv.tv/blog/home/album_data/948/38948/album/43818/images/399218.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://oknation.nationtv.tv/blog/home/album_data/948/38948/album/43818/images/399219.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของเนื้อหา''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
จากหนังสือนกในเมืองไทย ผู้เขียน รศ.โอภาส ขอบเขต &amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kangkrungbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2</id>
		<title>นกจาบดินอกลาย</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2"/>
				<updated>2020-01-30T15:14:46Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Kangkrungbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Puff-throated.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''':Pellorneidae &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''':''Pellorneum ruficeps''(Swainson) 1832.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''':Puff-throated Babbler &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''':-&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' :อินเดีย จีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ยกเว้นทางใต้ของประเทศมาเลเซีย และสิงค์โปร์)&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' :เป็นนกขนาดเล็ก ลำตัวยาว 17 ซม.ลักษณะที่เด่นชัดคือกระหม่อมมีสีแดงน้ำตาล มีคิ้วขาว ขนคอสีขาวเป็นปุย ด้านท้องมีลายขีดสีน้ำตาลเข้ม ด้านหลังไม่มีลาย นกที่ยังโตไม่เต็มที่ จะมีสีค่อนข้างทึบ ด้านท้องไม่มีลายขีด  &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''':หากินตามพื้นดิน มักซ่อนตัวอยู่ตามพุ้มไม้ ทำให้สังเกตเห็นได้ยาก เคลื่อนที่โดยวิธีเดินหรือกระโดด มีขาค่อนข้างยาวและเเข็งแรง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' :ระหว่างเดือนมกราคม ถึงสิงหาคม รังเป็นรูปโดมวางบนพื้นดินใกล้พุ่มไม้ รังทำจากต้นหญ้า ใบไม้ วางไข่ครั้งล่ะ 3 ฟอง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' :นกประจำถิ่น พบชุกชุมในป่าสะแกราช&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' :จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&lt;br /&gt;
[[File:youtube01.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=KZy4JDoRwB0//https:|link=//https://www.youtube.com/watch?v=KZy4JDoRwB0]] &amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=KZy4JDoRwB0 นกจาบดินอกลาย] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
---- &lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Puff-throated1.jpg]] [[ไฟล์:Puff-throated2.jpg]] [[ไฟล์:Puff-throated3.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://adeq.or.th/wp-content/uploads/2018/10/นกจาบดินอกลาย.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.birdsofthailand.org/sites/default/files/photo/image_1629.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.birdsofthailand.org/sites/default/files/photo/image_1141.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://dktnfe.com/web59/wp-content/uploads/2014/09/puff_throated_babblerobi4.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของเนื้อหา''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.tistr.or.th/sakaerat/Flora_Fauna/nok%20PDF/113.pdf&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kangkrungbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2</id>
		<title>นกจาบคาคอสีฟ้า</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2"/>
				<updated>2020-01-30T15:11:55Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Kangkrungbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Blue-throated.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''':Family Meropidae&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''':''Merops viridis'' (Linnaeus),1758.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''':Blue-throated Bee-eater&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''':-&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Merops viridis '' ชื่อชนิดเป็นคำในภาษาละตินคือ viridis (virid, csc) แปลว่าสีเขียว ความหมายคือ “นกที่มีสีเขียว” พบครั้งแรกที่เกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย ทั่วโลกมีนกจาบคาคอสีฟ้า 2 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 1 ชนิดย่อยคือ Merops viridis viridis Linnaeus ชื่อชนิดย่อยมีที่มาและความหมายเช่นเดียวกับชื่อชนิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในจีนตอนใต้ เกาะไหหลำ ไทย มาเลเซีย อินโดจีนยกเว้นประเทศลาว หมู่เกาะซุนดาใหญ่ และฟิลิปปินส์&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็ก (27-28 ซม.) ตัวผู้และตัวเมียมีลักษณะและสีสันเหมือนกัน คือมี คอหอยสีฟ้า กระหม่อม ท้ายทอย และหลังตอนหน้า เป็นสีน้ำตาลถึงน้ำตาลเข้ม อกและลำตัวด้านล่างสีเขียวอมฟ้า ขนหางคู่กลางยาวกว่าขนหางคู่อื่น ขณะบินเห็น ตะโพกเป็นสีฟ้าตัดกับสีลำตัวด้านบนซึ่งเป็นสีเขียวเข้ม ตัวไม่เต็มวัยกระหม่อม ท้ายทอย และหลังตอนท้ายสี เขียวเข้ม ขนหางคู่กลางไม่ยาวเหมือนของตัวเต็มวัย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : อาศัยอยู่ตามป่าโปร่ง ป่ารุ่น ป่าชายเลน และป่าละเมาะ ตั้งแต่ระดับพื้นราบจนกระ ทั้งความสูง 800 เมตรจากระดับน้ำทะเล มักพบอยู่ โดดเดี่ยว หรือเป็นฝูงเล็ก ๆ มันมีอุปนิสัยทั่วไปไม่แตก ต่างจากนกจาบคาชนิดอื่นในสกุลเดียวกัน เช่น มักเกาะ ตามกิ่งไม้แห้งหรือยอดไม้ โฉบจับแมลงกลางอากาศ ด้วยปากแล้วกลับมาเกาะที่เดิม เป็นต้น&lt;br /&gt;
อาหาร ได้แก่ แมลงที่บินได้ต่าง ๆ เช่น ผึ้ง ต่อ แตน ด้วง ตักแตน เป็นต้น&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' :นกจาบคาคอสีฟ้าผสมพันธุ์ใน ช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝนระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือน มิถุนายน ทั้งสองเพศช่วยกันทำรังตามฝั่งแม่น้ำ เชิง เขา และเนินดิน โดยใช้ปากและกรงเล็บขุดดินให้เป็นโพรงลึก 2.3-4.5 เมตร ปากโพรงแคบ ก้นโพรงกว้าง ไม่มีวัสดุรองโพรง มันมักทำรังรวมกันเป็นกลุ่ม รังมีไข่ 3-5 ฟอง มันออกไข่แต่ละฟองห่างกัน ทุก 2-3 วัน ทั้งสองเพศช่วยกันฟักไข่ตั้งแต่ออกไข่ ฟองแรก ลูกนกออกจากไข่ไม่พร้อมกัน ลูกนกแรก เกิดยังไม่ลืมตาและไม่มีขนปกคลุมลำตัว พ่อแม่ต้อง ช่วยกันกกและหาอาหารมาป้อนจนกว่าลูกนกจะแข็ง แรงและบินได้ รวมระยะเวลาเลี้ยงลูก 12-14 วัน เมื่อลูกนกแยกจากพ่อแม่ไปแล้ว พ่อแม่จะยังคงใช้รัง ต่อไปอีกชั่วระยะหนึ่ง และจะทิ้งรังเมื่อสิ้นสุดฤดูผสม พันธุ์แล้ว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' :ไข่มีรูปร่างค่อนข้างกลม สีขาว มีขนาดเฉลี่ย 21.0x2๓.๕ มม. &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : นกจาบคาคอสีฟ้ามีทั้งที่เป็นนก ประจำถิ่น นกอพยพผ่าน และนกอพยพมายังประเทศ ไทยช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์ พบทางภาคกลาง ภาคตะวัน ออกเฉียงใต้ และภาคใต้ พวกที่เป็นนกประจำถิ่นพบ ไม่บ่อยและปริมาณไม่มากนัก แต่ในช่วงฤดูกาลอพยพ จะพบบ่อยและปริมาณมาก&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&lt;br /&gt;
[[File:youtube01.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=VZaJSB8Zd_w//https:|link=//https://www.youtube.com/watch?v=VZaJSB8Zd_w]] &amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=VZaJSB8Zd_w นกจาบคาคอสีฟ้า] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Blue-throated1.jpg]] [[ไฟล์:Blue-throated2.jpg]] [[ไฟล์:Blue-throated3.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.bloggang.com/data/birdschumphon/picture/1212670331.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.bloggang.com/data/birdschumphon/picture/1212670041.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://topicstock.pantip.com/camera/topicstock/2011/05/O10521669/O10521669-9.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://topicstock.pantip.com/camera/topicstock/2011/05/O10521669/O10521669-1.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของเนื้อหา''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
จากหนังสือนกในเมืองไทย ผู้เขียน รศ.โอภาส ขอบเขต &amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kangkrungbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A7</id>
		<title>นกจับแมลงอกส้มท้องขาว</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A7"/>
				<updated>2020-01-30T15:10:08Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Kangkrungbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Tickell's.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''':Muscicapidae &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''':''Cyornis tickelliae '' (Blyth), 1843.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''':Tickell's Blue Flycatcher &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''':Red-breasted Blue Flycatcher, Tickell's Niltava&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Cyornis tickelliae '' ชื่อ ชนิดดัดแปลงมาจากชื่อของ Mrs. Tickell ภรรยาของ พันเอก Samuel Richard Tickell (ค.ศ. 1811-1875) นักการทหารชาวอังกฤษประจำอินเดียและพม่า นักปักษีวิทยา และนักเขียน พบครั้งแรกที่ประเทศอินเดีย ทั่วโลกมี 4 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 2 ชนิดย่อย คือ Cvormis tickeliae indochina Chasen and Boden Kloss ชื่อชนิดย่อยมาจากชื่อสถานที่ คือ อินโดจีน พบครั้งแรกที่ประเทศเวียดนาม และ Cyornis tickelliae sumatrensis (Bowdler Sharpe)ชื่อชนิดย่อยดัดแปลงมาจากชื่อสถานที่ที่พบครั้งแรก คือเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในอินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเกาะสุมาตรา&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็กมาก (15 ซม.) ตัวผู้แทบไม่แตกต่างจากนกจับแมลงคอน้ำตาลแดงตัวผู้ แต่บางครั้งลำตัวด้านบนสีจางแต่สดใสกว่า มีรอยตัด ชัดเจนระหว่างอกสีส้มถึงน้ำตาลแดงกับท้องที่เป็นสีขาว สีข้างและขนคลุมขนปีกด้านล่างสีออกขาว มีลายแต้ม สีส้มถึงน้ำตาลแดงเล็กน้อย ตัวเมียชนิดย่อย surmatrensis ลักษณะคล้ายกับตัวผู้ แต่ลำตัวด้านบนสีจางกว่าและเป็นสีน้ำเงินน้อยกว่า ชนิดย่อยอื่นลักษณะคล้าย กับตัวเมียของนกจับแมลงคอน้ำตาลแดง แต่ลำตัวต้านบนมีลายแต้มสีเทาแกมน้ำเงิน อกและคอหอยสีน้ำตาล แดงแกมสีเนื้อตัดกับสีของท้องที่มีสีขาวชัดเจน บางครั้งมีสีน้ำเงินที่หาง หรือลายพาดสีน้ำเงินที่ลำตัวด้านบน ปีกยาว 63-77 มม.&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : อาศัยอยู่ตามป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบชื้น ป่าดงดิบแล้ง ป่าไผ่ และป่ารุ่น ตั้งแต่พื้น ราบจนกระทั่งความสูง 600 เมตรจากระดับน้ำทะเล มักพบอยู่โดดเดี่ยวหรือเป็นคู่ และอาจพบอยู่รวมกับ นกชนิดเดียวกันหรือนกขนาดเล็กอื่น ๆ ในแหล่งหา กินเดียวกัน หากินในระดับที่ไม่สูงจากพื้นดินมากนัก อาหาร ได้แก่ แมลง โดยการโฉบจับด้วยปากกลางอากาศ ใกล้ที่เกาะ อาจลงมาไล่จิกแมลงบนพื้นดินด้วย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนและต้น ฤดูฝนระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน รังเป็น รูปถ้วย ส่วนใหญ่ทำด้วยมอส บางครั้งผสมด้วยหญ้า แห้งและใบไม้แห้ง รองพื้นรังด้วยรากฝอยละเอียด รังอยู่ในสถานที่เช่นเดียวกับนกจับแมลงอื่น ๆ เช่น ตลิ่ง ซอกหิน โพรงไม้ ตอไม้ เป็นต้น รังมีไข่ 3-5 ฟอง โดยพบ 3-4 ฟองบ่อยที่สุด ขนาดของไข่โดยเฉลี่ย 14.2x18.4 มม.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' :สีของไข่ไม่แตกต่างจากไข่ของนก จับแมลงคอน้ำตาลแดง ทั้งสองเพศช่วยกันทำรัง พักไข่ และเลี้ยงดูลูกอ่อน ยังไม่ทราบรายละเอียดอื่น &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : เป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณปานกลาง ชนิดย่อย indochina พบทั่วทุกภาค ยกเว้นภาคใต้ ชนิดย่อย sumatrensis พบเฉพาะทางภาคใต้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&lt;br /&gt;
[[File:youtube01.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=Ft2s6qfPW3g//https:|link=//https://www.youtube.com/watch?v=Ft2s6qfPW3g]] &amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=Ft2s6qfPW3g นกจับแมลงอกส้มท้องขาว] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Tickell's1.jpg]] [[ไฟล์:Tickell's2.jpg]] [[ไฟล์:Tickell's3.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.thaidphoto.com/forums/attachment.php?attachmentid=1697942491&amp;amp;stc=1&amp;amp;d=1302652169&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.birdsofthailand.org/sites/default/files/photo/flycatcher%20tickell%27s%2020140114%20samui.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.lowernorthernbird.com/bird_picture/large/2018_05_29_20_36_53.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://oknation.nationtv.tv/blog/home/album_data/948/38948/album/42305/images/381432.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของเนื้อหา''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
จากหนังสือนกในเมืองไทย ผู้เขียน รศ.โอภาส ขอบเขต &amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kangkrungbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A5</id>
		<title>นกจับแมลงสีน้ำตาล</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A5"/>
				<updated>2020-01-30T15:08:10Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Kangkrungbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Asian brown.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''':Muscicapidae &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''':''Muscicapa dauurica'' (Pallas), 1811.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''':Asian brown flycatcher&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''':Brown flycatcher&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Muscicapa dauurica'' ชื่อชนิดอาจเป็น daurica ซึ่งดัดแปลงมาจากชื่อสถานที่ที่พบครั้งแรกคือ Daurica ซึ่งเป็นเมืองหนึ่งทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ของไซบีเรีย ประเทศรัสเซีย และอยู่ทางทิศตะวันออกของทะเลสาบไบคาล ซึ่งเป็นเขตติดต่อระหว่างมองโกเลียและแมนจูเรีย อย่างไรก็ตามตำราส่วนใหญ่ใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Muscicapa latirostris Raffles, 1822. ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ lati หรือ latus แปลว่ากว้าง และ rostr,=um หรือ rostris แปลว่าปาก ความหมายคือ “นกที่มีปากกว้าง” พบครั้งแรกที่เกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย และถือว่า dauurica เป็นเพียงชนิดย่อยหนึ่งเท่านั้น การใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Muscicapa dauurica อาจเนื่องมาจากเป็นชื่อที่ตั้งมาก่อน ทั่วโลกมี 4 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 3 ชนิดย่อย คือ&lt;br /&gt;
#Muscicapa dauurica dauurica Pallas ที่มาและความหมายของชื่อชนิดย่อยเช่นเดียวกับชื่อชนิด&lt;br /&gt;
#Muscicapa dauurica cinereoalba Temminck and Schlegel ขื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ ciner,-ar,-e,-I หรือ cinereus แปลว่าสีเทา และ alb,-i,-id หรือ albus แปลว่าสีขาวความหมายคือ “นกที่มีสีเทาและขาว” พบครั้งแรกที่ประเทศญี่ปุ่น และ&lt;br /&gt;
#Muscicapa dauurica siamensis (Gyldenstope) ชื่อชนิดย่อยดัดแปลงจากชื่อสถานที่ที่พบครั้งแรก คือประเทศไทย ที่จังหวัดลำปาง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ เทือกเขาหิมาลัย อินเดีย จีนตอนใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไต้หวัน หมู่เกาะอันดามัน และหมู่เกาะซุนดาใหญ่&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็กมาก (13 ซม.) ตัวเต็มวัยลำตัวด้านบนสีเทาจนถึงน้ำตาลแกมเทา ปากสีดำ ขากรรไกรล่างเป็นลักษณะคล้ายแท่งเนื้อ ตอนโคนเป็นสีเหลือง วงรอบเบ้าตาสีขาว ปีกไม่มีลายพาดและลายขีดใด ๆ ลำตัวด้านล่างสีออกขาว อกและสีข้างสีเทาแกมน้ำตาล ตรงกลางอกมักมีสีออกขาว นิ้วสีออกดำ ในห้องปฏิบัติการลำตัวด้านล่างบางครั้งเป็นลายขีดเล็กละเอียด ปีกยาว 67-76 มม. ขนปลายปีกนับจากด้านในเส้นที่ 9 สั้นกว่าเส้นที่ 6 ตัวไม่เต็มวัยปีกมีลายพาดสีเนื้อ ในช่วงแรกลำตัวด้านบนมีลายจุดสีเนื้อเข้ม&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : พวกที่เป็นนกอพยพพบในป่าโปร่ง ชายป่า ทุ่งโล่ง สวนผลไม้ และป่าชายเลนตั้งแต่พื้นราบจนกระทั่งความสูง 1,500 เมตรจากระดับน้ำทะเล พวกที่เป็นนกประจำถิ่นพบในป่าโปร่งและป่าดงดิบเขา ในความสูงระหว่าง 600-1,400 เมตรจากระดับน้ำทะเล มักพบอยู่โดดเดี่ยวหรือเป็นคู่มักเกาะตามกิ่งล่างของต้นไม้หรือกิ่งแห้ง ตาคอยจ้องหาเหยื่อ ซึ่งไม้แก่ แมลง จากนั้นจะโฉบด้วยปากกลางอากาศ แล้วกลับมาเกาะที่เดิม ขณะเกาะตามปกติมักสั่นปีก ห้อยหางลง เป็นนกที่มีกิจกรรมมากในช่วงเช้าตรู่และเย็นค่ำ&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : ชนิดย่อย siamensis ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนและต้นฤดูฝนระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน รังเป็นรูปถ้วย โดยสร้างจากมอสและกิ่งไม้เล็กๆ รองพื้นรังด้วยรากฝอย ขนนก และวัสดุเยื่อใย รังอยู่ตามกิ่งไม้ ซึ่งอาจเป็นกิ่งแห้งหรือกิ่งที่อยู่ในที่โล่ง สูงจากพื้นดิน 2-6 เมตร รังมีไข่ 4 ฟอง ไข่สีเทาแกมเขียว มีลายขีดสีน้ำตาล ขนาดของไข่โดยเฉลี่ย 13.1x17.4 มม. ตัวเมียตัวเดียวที่ฟักไข่ โดยตัวผู้จะคอยหาอาหารมาป้อนขณะตัวเมียฟักไข่ ใช้เวลาฟักไข่ 11-12 วัน ทั้งสองเพศช่วยกันทำรังและเลี้ยงดูลูกอ่อนใช้เวลาเลี้ยงลูก 9-10 วัน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' : เป็นนกประจำถิ่นและนกอพยพมาช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์ ชนิดย่อย cinereoalba เป็นนกอพยพ พบบ่อยและปริมาณมาก พบทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคกลาง ชนิดย่อย dauurica เป็นนกอพยพ พบบ่อยและปริมาณมาก พบทางภาคเหนือภาคตะวันออกเฉียงใต้ ภาคกลาง และภาคใต้ ชนิดย่อย siamensis เป็นนกประจำถิ่น พบไม่บ่อยและปริมาณไม่มากนักในบางท้องที่ พบเฉพาะทางภาคเหนือด้านตะวันตก&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&lt;br /&gt;
[[File:youtube01.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=1MREDNy2COc//https:|link=//https://www.youtube.com/watch?v=1MREDNy2COc]] &amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=1MREDNy2COc นกจับแมลงสีน้ำตาล] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Asian brown1.jpg]] [[ไฟล์:Asian brown2.jpg]] [[ไฟล์:Asian brown3.jpg]] &amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
---- &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://oknation.nationtv.tv/blog/home/user_data/album_data/201303/07/52345/images/469684.jpg &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.lowernorthernbird.com/bird_picture/large/2016_04_02_12_35_45.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.google.com/search?biw=1522&amp;amp;bih=738&amp;amp;tbm=isch&amp;amp;sxsrf=ACYBGNRWhbLE0igCaLSBHxZkqr7Y-zXJIw%3A1574180462721&amp;amp;sa=1&amp;amp;ei=bhbUXfzaK-iC4-EPiPWzmAI&amp;amp;q=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B9%8D%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A5&amp;amp;oq=%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B8%B1&amp;amp;gs_l=img.1.1.35i39l2j0l8.494150.496967..499229...0.0..0.90.263.3......0....1..gws-wiz-img.......0i67.r8Jcc1q4dX8#imgrc=ScLDcuARn_z0XM:&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://oknation.nationtv.tv/blog/home/user_data/album_data/201303/07/52345/images/469682.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของเนื้อหา''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
จากหนังสือนกในเมืองไทย ผู้เขียน รศ.โอภาส ขอบเขต &amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kangkrungbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B3</id>
		<title>นกจับแมลงสีคล้ำ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B3"/>
				<updated>2020-01-30T15:05:57Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Kangkrungbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Dark-sided.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''':Muscicapidae&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''':''Muscicapa sibirica '' (Gmelin) 1789.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''':Dark-sided Flycatcher &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''':Siberian Flycatcher&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Muscicapa sibirica '' ชื่อ ชนิดดัดแปลงจากชื่อสถานที่ที่พบครั้งแรก คือไซบีเรีย ประเทศรัสเซีย ทั่วโลกมี 4 ชนิดย่อย ประเทศไทย พบ 3 ชนิดย่อย คือ&lt;br /&gt;
1. Muscicapa sibirica sibirica Gmelin ที่มาของชื่อชนิดย่อยเช่นเดียวกับชื่อชนิด&lt;br /&gt;
2. Muscicapa sibirica cacabata Penard ชื่อชนิดย่อยอาจมาจากรากศัพท์ภาษากรีกคือ cac, -a, -h, -o แปลว่าเลว และ bat, -o, =us แปลว่าพุ่มไม้ ซึ่งมีความหมายว่า “ไม่ค่อยกระโดดหรือเกาะตามพุ่มไม้” พบครั้งแรกที่ประเทศเนปาล และ&lt;br /&gt;
3. Muscicapa sibirica rothschildi (Stuart Baker) ชื่อชนิดย่อยดัดแปลงมาจากชื่อของบุคคล พบครั้งแรกที่ประเทศจีน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ เทือกเขาหิมาลัย จีนตอนใต้ พม่า ไทย ลาว เวียดนาม เกาะ ไหหลำ ไต้หวัน หมู่เกาะซุนดาใหญ่ และเกาะปาลาวัน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็กมาก (13 ซม.) ปากสั้น เมื่อดูในธรรมชาติลำตัวด้านล่างสีน้ำตาลเข้ม คอมีลายทางสีขาว ลายขีดขนาดกว้างสีขาวจากกลาง คอหอยไปยังอกและท้อง ขณะเกาะตามปกติปลายปีกเกือบจรดปลายหาง หน้าผากและลำตัวด้านบนสีน้ำตาล ถึงเทาเข้ม มีลายสีเนื้อที่ปีกแต่ไม่เด่นชัด วงรอบเบ้าตาสีขาว ด้านข้างของคอหอย อก และท้องมีลายขีด ขนาดกว้างสีเทาแกมน้ำตาลแต่ไม่เด่นชัด ขนคลุมโคนขนหางด้านล่างสีขาว ปีกยาว 70-83 มม. ในห้องปฏิบัติการ แตกต่างจากนกจับแมลงสีน้ำตาลโดยขนปลายปีกนับจากด้านในเส้นที่ 9 ยาวเท่ากับหรือยาวกว่า เส้นที่ 6 ตัวไม่เต็มวัยขอบขนปีกมีสีขาวแกมสีเนื้อ ลำตัวด้านล่างมีลายขีดเด่นชัดกว่า&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' :  อาศัยอยู่ตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบแล้ง ป่าดงดิบเขา และป่ารุ่นตั้งแต่พื้นราบจนกระทั่งความสูง 2,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล ในช่วงฤดูกาลอพยพอาจพบได้ในสวนผลไม้ และป่าชายเลน มักพบอยู่โดดเดี่ยว แต่ในบริเวณเดียว กันอาจพบนกที่หากินร่วมกัน 3-4 ตัว มักเกาะตาม ยอดไม้ กิ่งไม้แห้ง หรือที่โล่ง ตาคอยจ้องหาเหยื่อ ซึ่ง ได้แก่ แมลง โดยเฉพาะแมลงในอันดับแมลงวัน (Order Diptera) จากนั้นจะบินโฉบด้วยปากและมักกลับมา เกาะที่เดิม แล้วคอยจ้องหาเหยื่อต่อไป บางครั้งโฉม จับแมลงเหนือพื้นดินเล็กน้อย โดยเฉพาะหลังฝนตก ที่มีแมลงบางชนิด เช่น แมลงเม่า บินออกจากรูดิน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : ไม่มีรายงานการทำรังวางใจ ประเทศไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' :เป็นนกอพยพผ่านและนกอพยพมา ช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์ พบบ่อยและปริมาณปานกลาง ชนิดย่อย sibirica พบทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ บางแห่งของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ ชนิดย่อย cacabata พบทางภาคใต้ บางแห่ง (จังหวัดระนอง) และชนิดย่อย rothschildi พบทางภาคเหนือด้านตะวันตกและภาคตะวันตก&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&lt;br /&gt;
[[File:youtube01.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=laCbZ6Wyttg//https:|link=//https://www.youtube.com/watch?v=laCbZ6Wyttg]] &amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=laCbZ6Wyttg นกจับแมลงสีคล้ำ] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Dark-sided1.jpg]] [[ไฟล์:Dark-sided2.jpg]] [[ไฟล์:Dark-sided3.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://dktnfe.com/web59/wp-content/uploads/2014/09/darksidedflycatcher121nov16-660x445.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://oknation.nationtv.tv/blog/home/album_data/948/38948/album/43818/images/394472.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://oknation.nationtv.tv/blog/home/album_data/948/38948/album/43818/images/394476.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.lowernorthernbird.com/bird_picture/large/2019_04_22_09_10_09.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของเนื้อหา''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
จากหนังสือนกในเมืองไทย ผู้เขียน รศ.โอภาส ขอบเขต &amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kangkrungbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%9E%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87</id>
		<title>นกจับแมลงตะโพกเหลือง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%9E%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87"/>
				<updated>2020-01-30T15:03:16Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Kangkrungbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Yellow-rumped.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''':Muscicapidae&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''':''Ficedula zanthopygia '' (Hay) 1845.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''':Yellow-rumped Flycatcher &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''':Tricolor Flycatcher&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Ficedula zanthopygia ''ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษากรีกคือ zantho หรือ xanth, -o หรือ Xanthos แปลว่าสีเหลือง และ pyg, =a, -o แปลว่าตะโพก (คำในภาษาละตินสมัยใหม่คือ &amp;quot;pygius ที่แปลว่าตะโพก) ความหมายคือ “นกที่มีตะโพกเป็นสีเหลือง” พบครั้งแรกที่ประเทศมาเลเซีย ไม่มีการแบ่งเป็นชนิดย่อย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จีน ตอนใต้ ไทย ลาว เวียดนาม เกาะไหหลำ มาเลเซีย เกาะ สุมาตรา และเกาะชวา&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' : เป็นนกขนาดเล็กมาก (13 ซม.) ตัวผู้ลำตัวด้านบนสีดำ คิ้วและลายพาดที่ปีกสีขาว ตะโพกสีเหลืองแกมเขียวเช่นเดียวลำตัวด้านล่างโดยขน คลุมโคนขนหางด้านล่างสีขาว คอหอยและอกอาจมีสี ส้มแซมในบางฤดู ตัวที่เกือบเป็นตัวเต็มวัยลักษณะ คล้ายตัวเมีย แต่มีลายขีดสีขาวบริเวณขนกลางปีก ขน คลุมโคนขนหางด้านล่างสีดำ ตัวเมียตะโพกสีเหลือง ตัดกับสีลำตัวด้านบนที่เป็นสีน้ำตาลแกมเขียว&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : อาศัยอยู่ตามป่าดงดิบ ป่าเบญจพรรณ สวนผลไม้ และป่าชายเลน ตั้งแต่พื้นราบ จนกระทั่งความสูง 800 เมตรจากระดับน้ำทะเล มัก พบอยู่โดดเดี่ยว แต่อาจพบอยู่รวมกับนกจับแมลงและ นกขนาดเล็กอื่น ๆ กินแมลงเป็นอาหาร ด้วยการโฉบ จับกลางอากาศระหว่างกิ่งไม้ บางครั้งลงมาโฉบจับใกล้ กับพื้นดินหรือบนพื้นดิน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : ไม่มีรายงานการทำรังวางใจ ประเทศไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' :เป็นนกอพยพผ่าน พบบ่อยและปริมาณปานกลางในช่วงต้นและปลายฤดูกาลอพยพ หายากที่เป็นนกอพยพมาช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์ พบเกือบ ทุกภาค ยกเว้นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&lt;br /&gt;
[[File:youtube01.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=1hGsY4Z6s-M//https:|link=//https://www.youtube.com/watch?v=1hGsY4Z6s-M]] &amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=1hGsY4Z6s-M นกจับแมลงตะโพกเหลือง] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Yellow-rumped1.jpg]] [[ไฟล์:Yellow-rumped2.jpg]] [[ไฟล์:Yellow-rumped3.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.birdsofthailand.org/sites/default/files/photo/image_1303.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://farm6.static.flickr.com/5773/21912288732_b053594ba0.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.birdsofthailand.org/sites/default/files/photo/image_1256.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.lowernorthernbird.com/bird_picture/large/2016_05_02_22_27_09.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของเนื้อหา''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
จากหนังสือนกในเมืองไทย ผู้เขียน รศ.โอภาส ขอบเขต &amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kangkrungbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B3</id>
		<title>นกจับแมลงจุกดำ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/kangkrungbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B3"/>
				<updated>2020-01-30T15:01:44Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Kangkrungbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Black-naped.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''':Monarchidae&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''':''Hypothymis azurea '' (Boddaert) 1783.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''':Black-naped Monarch  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''':Black-naped Monarch-Flycatcher, Black-naped Blue Monarch&amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Hypothymis azurea '' ชื่อ ชนิดเป็นคำในภาษาละตินสมัยกลางคือ azureus แปลว่าสีฟ้าสด ความหมายคือ “นกที่มีสีฟ้าสด” พบครั้ง แรกที่ประเทศฟิลิปปินส์ ทั่วโลกมี 19 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 3 ชนิดย่อย คือ&lt;br /&gt;
1.Hypoythymis azurea montana Riley ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ montanus (mont, -an, -i) แปลว่าภูเขา ความหมายคือ “นกที่ พบบริเวณที่สูง” พบครั้งแรกที่จังหวัดเชียงใหม่&lt;br /&gt;
2. Hypothymis azurea galerita (Deignan) ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ galer แปล ว่ากระหม่อม และ -ta เป็นคำลงท้าย ความหมายคือ “บริเวณกระหม่อมมีลักษณะเด่น” พบครั้งแรกที่ จังหวัดตราด และ&lt;br /&gt;
3. Hypothymis azurea prophata Oberholser ไม่ทราบที่มาและความหมายของชื่อชนิดย่อย พบครั้งแรกที่เกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' : ในอินเดีย จีนตอนใต้ เอเชียตะวัน ออกเฉียงใต้ เกาะไหหลำ ไต้หวัน หมู่เกาะอันดามัน หมู่เกาะนิโคบาร์ หมู่เกาะซุนดา และฟิลิปปินส์&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' :เป็นนกขนาดเล็ก (17 ซม.) หางยาวเรียว รูปร่างโดยทั่วไปคล้ายคลึงกับพวกนก อีแพรด ตัวผู้ลำตัวส่วนใหญ่เป็นสีน้ำเงิน มีจุดกลมสี ดำบริเวณใกล้ท้ายทอย อกมีลายพาดแคบ ๆ สีดำ ท้อง และขนคลุมโคนขนหางด้านล่างสีขาว ตัวเมียลักษณะ คล้ายตัวผู้ แต่ไม่มีจุดสีดำบริเวณใกล้ท้อยทอยและสีดำ ที่เป็นลายพาดที่คอ อกสีออกเทา ลำตัวด้านบนสีน้ำตาล แกมเทา&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' : อาศัยอยู่ตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบ และป่ารุ่น ตั้งแต่พื้นราบจน กระทั่งความสูง 1,200 เมตรจากระดับน้ำทะเล ช่วง ฤดูอพยพอาจพบได้ในสวนผลไม้และป่าชายเลน มัก พบอยู่โดดเดี่ยวหรือเป็นคู่ และอาจพบอยู่รวมกับนก ขนาดเล็กอีกหลายชนิด อาศัยและหากินตามกิ่งไม้ใน ระดับสูงเมื่อเทียบกับนกจับแมลงอื่น ๆ แต่อาจพบได้ ตามพุ่มไม้และไม้พื้นล่าง เป็นนกที่ไม่ค่อยหยุดนิ่งกับที่มักเคลื่อนไหวไปตามกิ่งไม้ด้วยการกระโดดหรือบิน ขณะเกาะตามปกติจะยกหางขึ้นเล็กน้อย และแผ่ขนหางออกบางส่วนคล้ายพวกนกอีแพรด อาหาร ได้แก่ แมลง โดยการโฉบจับกลางอากาศใกล้ที่เกาะ หรือจิกกินตามกิ่งและลำต้นของต้นไม้ บางครั้งลงมาจิกกินบนพื้นดิน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' : ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนและต้นฤดูฝนระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนกรกฎาคม รังเป็น รูปถ้วยหรือรูปกรวยหงาย บางรังบริเวณก้นรังแหลมคล้ายหางยื่นยาว ประกอบด้วยหญ้า เปลือกไม้ วัสดุ  เส้นใย มอส อัดและเชื่อมกันด้วยใยแมงมุม และอาจมีพวกมอสมาเสริมขอบนอกของรังทำให้รังหนาขึ้น รองพื้นด้วยใบหญ้าละเอียด รังอยู่ตามกิ่งของไม้ต้นหรือไม้พุ่ม โดยเชื่อมรังติดกับกิ่งไม้ด้วยวิธีเดียวกับการสร้างรังความกว้างปากรังด้านนอก 77.62 มม. ปากรังด้านใน 58.32 มม. และความลึกของรังภายใน 39.24 มม. ปกติรังอยู่สูงจากพื้นดินประมาณ 3-4 เมตร แต่อาจพบ&lt;br /&gt;
ได้ในความสูงเพียง 60 ซม. หรือสูงเกินกว่า 9 เมตร ซม. รังมีไข่ 3-4 ฟอง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' : ไข่มีรูปร่างกลมรีสีขาวแกมสีครีม  มีลายดอกดวง และลายจุดสีน้ำตาล โดยเฉพาะไข่ป้าน ขนาดของไข่โดยเฉลี่ย 13.3x17.6 มม.  ทั้งสองเพศช่วยกันทำรัง ฟักไข่ โดยใช้เวลาฟักไข่ประมาณ 12 วัน และช่วยกันเลี้ยงดูลูกอ่อน ลูกนกจับแมลงจุกดำเป็นลูกอ่อนเดินไม่ได้ จะอยู่ในรังประมาณ 7-10 วัน (ศศิธร, 2539) จากนั้นจะทิ้งรังไป มีลายดอกควง และลายจุดน้ำตาล โดยเฉพาะไข่ป่าน ขนาดของไข่โดยเฉลี่ย 13.3X17.5 มม สองเพศช่วยกันทํารัง ฟักไข่ โดยใช้เวลาฟักไข่ประมาณ 12 วัน และช่วยกันเลี้ยงดูลูกอ่อน ลูกนกจับแมลงจุกดําเป็นลูกอ่อนเดินไม่ได้ จะอยู่ในรังประมาณ 2-10 วัน (ศศิธร, 2539) จากนั้นจะทิ้งรังไป&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' :เป็นทั้งนกประจำถิ่นและนกอพยพ มาช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์ พบบ่อยและปริมาณมาก ชนิดย่อย montana พบทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางตอนเหนือ ชนิดย่อย galerita พบทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ ภาคกลางตอนล่าง และภาคใต้ตอนบน และชนิดย่อย prophata พบทางภาคใต้ตั้งแต่คอคอดกระลงไป&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' : จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม'''&lt;br /&gt;
[[File:youtube01.png|left|https://www.youtube.com/watch?v=tqkMScqwxqk//https:|link=//https://www.youtube.com/watch?v=tqkMScqwxqk]] &amp;gt;&amp;gt;&amp;gt; [https://www.youtube.com/watch?v=tqkMScqwxqk นกจับแมลงจุกดำ] &amp;lt;&amp;lt;&amp;lt; &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Black-naped1.jpg]] [[ไฟล์:Black-naped2.jpg]] [[ไฟล์:Black-naped3.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://dktnfe.com/web59/wp-content/uploads/2014/09/blacknapedmonarch_dollylaishram.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://oknation.nationtv.tv/blog/home/album_data/948/38948/album/40072/images/377687.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://oknation.nationtv.tv/blog/home/album_data/948/38948/album/40072/images/377690.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://live.staticflickr.com/856/42699291205_1a62b0e677_b.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของเนื้อหา''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
จากหนังสือนกในเมืองไทย ผู้เขียน รศ.โอภาส ขอบเขต &amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Kangkrungbird</name></author>	</entry>

	</feed>