<?xml version="1.0"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xml:lang="th">
		<id>http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php?feed=atom&amp;namespace=0&amp;title=%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A9%3A%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88</id>
		<title>ระบบฐานข้อมูลชนิดนกชนิดนกในอุทยานแห่งชาติเขาสก อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี - หน้าใหม่ [th]</title>
		<link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php?feed=atom&amp;namespace=0&amp;title=%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A9%3A%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88"/>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A9:%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88"/>
		<updated>2026-04-26T10:23:03Z</updated>
		<subtitle>จาก ระบบฐานข้อมูลชนิดนกชนิดนกในอุทยานแห่งชาติเขาสก อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี</subtitle>
		<generator>MediaWiki 1.25.3</generator>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%81_%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%AD%E0%B8%9E%E0%B8%99%E0%B8%A1_%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%8E%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B5</id>
		<title>อุทยานแห่งชาติเขาสก อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%AD%E0%B8%B8%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%81_%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%AD%E0%B8%9E%E0%B8%99%E0%B8%A1_%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A9%E0%B8%8E%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B5"/>
				<updated>2020-02-17T06:14:25Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Khaosokbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:panom.png|thumb|right|อุทยานแห่งชาติเขาสก]]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ตำแหน่งที่ตั้ง'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.google.com/maps/place/Khao+Sok+National+Park/@8.8510099,98.5195853,10z/data=!4m5!3m4!1s0x3051287e3275975f:0x8e7f172ecc1fad30!8m2!3d8.9155987!4d98.5284805?hl=en อุทยานแห่งชาติเขาสก อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การเดินทาง'''&amp;lt;br&amp;gt; &lt;br /&gt;
การเดินทางเข้าสู่อุทยานแห่งชาติเขาสก มีสองเส้นทาง คือ จากอำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี หรืออำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา ตามเส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 401 (สุราษฎร์ธานี-ตะกั่วป่า) แยกเข้าอุทยานแห่งชาติเขาสก ตรงหลักกิโลเมตรที่ 109 ไปอีกประมาณ 1.5 กิโลเมตร ถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''รถไฟ''' : การรถไฟแห่งประเทศไทยให้บริการเดินรถระหว่างกรุงเทพฯ-สุราษฎร์ธานี ทุกวัน มีทั้งรถด่วนและรถเร็ว และจากสถานีรถไฟพุนพิน และนั่งรถประจำทางสายสุราษฎร์ธานี - ตะกั่วป่า - ภูเก็ต ลงรถที่หลักกิโลเมตรที่ 109 จากปากทางเข้าไปอีก 1.5 กิโลเมตร ถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติเขาสก สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่สถานีรถไฟกรุงเทพฯ (หัวลำโพง) โทร.0-2223-0341 จากสถานีรถไฟสุราษฎร์ธานี (พุนพิน) โทร. 0-7731-1213 *หมายเหตุ ในการเดินทางสู่อุทยานแห่งชาติเขาสกทั้งโซนทางบกและโซนทางน้ำ ถ้ามีรถยนต์ส่วนตัวจะสะดวกในการเดินทาง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''รถโดยสารประจำทาง''' : รถบัสโดยสารปรับอากาศ สาย 444 กระบี่-พังงา-ทุ่งมะพร้าว-ปากทางทับละมุ-เขาหลัก-ปากทางน้ำเค็ม-ตะกั่วป่า-อุทยานแห่งชาติเขาสก รถออกจาก บ.ข.ส. กระบี่ (ตลาดเก่า) เวลา 11.30 น. รถออกจากปากทางอุทยานแห่งชาติเขาสก เวลา 09.00 น. ท่านผู้โดยสารสามารถซื้อตั๋วบนรถ หรือจุดขายตั๋ว ณ บ.ข.ส. นั้น ๆ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร.075-663444,080-2802105 หรือ 080-2802116&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''รถโดยสารประจำทาง''' : รถตู้ปรับอากาศสุราษฎร์ธานี - อุทยานแห่งชาติเขาสก &lt;br /&gt;
จุดจอดและจำหน่ายตั๋ว ตั้งแต่เวลา 7.30 น. - 17.00 น. &lt;br /&gt;
#เขาสก สามแยกเข้าอุทยาน โทร. 07-2735907 &lt;br /&gt;
#พนม ศาลาข้างป้อมตำรวจ โทร. 09-5936099 &lt;br /&gt;
#ปากทางคริต สามแยกปากทางคริต โทร. 06-2670149 &lt;br /&gt;
#ตาขุน หลังศาลาตาขุน โทร. 01-0824041 &lt;br /&gt;
#สามแยกหนองขรี โทร. 01-5367126 &lt;br /&gt;
#ตลาดเกษตร 2 ร้านข้าวแกงป้าเยาว์ โทร. 077-206217 &lt;br /&gt;
อัตราค่าโดยสาร &lt;br /&gt;
#เขาศก - สุราษฎร์ธานี 120 บาท/คน &lt;br /&gt;
#สุราษฎร์ธานี - เขาศก 120 บาท/คน &lt;br /&gt;
#พนม - สุราษฎร์ธานี 80 บาท/คน &lt;br /&gt;
#สุราษฎร์ธานี - พนม 80 บาท/คน &lt;br /&gt;
#ตาขุน - สุราษฎร์ธานี 80 บาท/คน &lt;br /&gt;
#สุราษฎร์ธานี - ตาขุน 80 บาท/คน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''รถโดยสารประจำทาง''' : มีหลายบริษัทให้บริการรถโดยสารจากสถานีขนส่งสายใต้สู่ จ.สุราษฎร์ธานีสอบถามรายละเอียด ได้ที่สถานีขนส่งสายใต้ โทร.0-2434-7192,0-2434-5557-8 หรือสถานีขนส่งสุราษฎร์ธานี โทร.0-7720-0032-3 จากนั้น โดยสารรถประจำทางหรือรถทัวร์ที่วิ่งผ่านเส้นทางหลวงหมายเลข 401 คือรถสายสุราษฎร์ธานี-ภูเก็ต *หมายเหตุ ในการเดินทางสู่อุทยานแห่งชาติเขาสกทั้งโซนทางบกและโซนทางน้ำ ถ้ามีรถยนต์ส่วนตัวจะสะดวกในการเดินทาง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มา''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://park.dnp.go.th/visitor/nationparkshow.php?PTA_CODE=1022&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://lh3.googleusercontent.com/proxy/8rOnW8desvekQrO72KzlKd8D-bXiAeArgsX3MVmip25Kw5hBR5peXlwRVXzG9yk-KMU2LRnTHEm_J5EV0CXrmZbhAvaDP8kTg9puWt0VBn9w&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Khaosokbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B2</id>
		<title>เหยี่ยวปลาเล็กหัวเทา</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B2"/>
				<updated>2020-02-01T16:02:36Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Khaosokbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:lichthyophaga humilis1.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' :  Accipitridae&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''lichthyophaga humilis''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Lesser Fish-eagle &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : -&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ขนาด 53-68 เซนติเมตร ความยาวปีก 1.2-1.65 เมตร น้ำหนักตัว ตัวผู้ตัวเมีย 0.78-0.79 กิโลกรัม เหยี่ยวปลาขนาดใหญ่ ปีกกว้างและไม่ยาวนัก เมื่อเทียบกับส่วนหัว และหาง ทําให้ดูเหมือนว่าปีกค่อนข้างสัน ปลายปีกแตกและกลมมน ขณะบิน กระพือปีกช้าและหนัก ร่อนด้วยระนาบปีกขนานกับลําตัว แต่แอ่นปลายปีกงอนเหนือลําตัวเล็กน้อย ขอบปีกหน้าเป็นเส้นโค้ง ข้อมือยื่นไปข้างหน้า ทําให้ส่วนหัวหลุบเข้าไปด้านหลัง ขอบปีกท้ายโค้งโป่งออกคล้ายตกท้องช้างเล็กน้อย และมีรอยเว้าที่โคนปีกด้านท้าย หางสั้น ปลายหางมน ขณะเกาะ ส่วนหัวเล็กเมื่อเทียบกับลําตัว แข้งมีขนคลุมเพียงหนึ่งในสามของส่วนบน ผิวหนัง ของแข้งมีเกล็ดนูนหนา จะงอยปากค่อนข้างเล็กเมื่อเทียบกับนกอินทรีกินปลา ปลายปีกยาวเกือบจรดปลายหาง จะงอยปากและหนังคลุมจมูกสีดํา ตัวเต็มวัย ชุดขนสีเทาปนน้ำตาล ส่วนหัวสีเทา ในระยะใกล้มีลายขีดที่คอ สีเทาของส่วนหัวยาวถึงอกแล้วกลายเป็นสีเทาแกมน้ำตาล บนท้องส่วนบน แล้วเปลี่ยนเป็นสีขาวปลอดที่สีข้าง ท้อง โคนขา และขนคลุมก้น ใต้หางสีน้ำตาล ปลายหางมีแถบสีดําเลือน ๆ มองจากระยะไกลจะไม่เห็นว่าหางมีแถบพาดใต้ปีก สีดำไม่มีลายและสีเข้มกว่าขนคลุมใต้ปีกมีสีน้ำตาลเข้มและไม่มีลายเช่นกัน มีพื้นขาวเล็ก ๆ ของขนปลายปีกด้านนอก ม่านตาสีเหลือง ตัวผู้และตัวเมียขนาดต่างกัน ตัวเมียขนาดใหญ๋กว่า แต่ชุดขนเหมือนกัน วัยเด็ก ชุดขนสีน้ำตาล มีลายขีดที่ส่วนหัวและอก แต่โดยรวมสีจางตัวเต็มวัย ท้อง สีข้าง โคนขา และขนคลุมก้นสีขาว ใต้ปีกมีลายขวางจาง ๆ แถบขาวขนาดใหญ่ที่ขนปลายปีกด้านใน ขนคลมใต้ปีกมีลายสีน้ำตาลสลับขาว ใต้หาง น้ำอ่อนมีลายประและแถบดําที่ปลายหาง ม่านตาสีน้ำตาล&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
จับปลากินเป็นอาหารหลัก ด้วยวิธีของนกอินทรีกินปลา มักพบเกาะเดียวบนยอดไม้ตายซากหรือก้อนหินกลางน้ำหรือริมน้ำเพื่อมองหา ปลาที่ว่ายขึ้นมาบนผิวน้ำ&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นเหยี่ยวปลาประจําถิ่น อาศัยตามลําธาร น้ำตก แม่น้ำ หรือทะเลสาบใกล้หรือภายในป่าดิบชื้น อาจพบตามทะเลสาบเหนือเขื่อน ในภาคตะวันตกและภาคใต้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=SLgkIN0v0YQ เหยี่ยวปลาเล็กหัวเทา] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:lichthyophaga humilis2.jpg]]  [[ไฟล์:lichthyophaga humilis3.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://encrypted-tbn0.gstatic.com/images?q=tbn%3AANd9GcQ63e1LLHlXxKl0WXd20OJ7zriFMElS1U-fW3TI9DDb-3WCw0xn&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://encrypted-tbn0.gstatic.com/images?q=tbn%3AANd9GcQQTuwrQsQWOJ9fz7axi1Gz7PKZKZHa2ZTRkJriGh8SazmwxkFR&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://encrypted-tbn0.gstatic.com/images?q=tbn%3AANd9GcQu1xTm9S0RJiM6vEVNFMc4F7trafia7EuFhGBpvKuaHFmQbmgo&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Khaosokbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%87</id>
		<title>เหยี่ยวรุ้ง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%87"/>
				<updated>2020-02-01T15:35:12Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Khaosokbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Spilornis cheelaii1.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' :  Accipitridae&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Spilornis cheela''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Crested Serpent-eagle  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : -&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ขนาด 56-74 เซนติเมตร ความยาวปีก 1.09 -1.69 เมตร น้ำหนักตัว ตัวผู้ ตัวเมีย 0.42-1.8 กิโลกรัม เหยี่ยวปีกแตกขนาดใหญ่ ปีกสั้นและกว้าง ปลายปีกมน หางสั้น ปลายมน ขณะบิน ส่วนหัวใหญ่มาก ร่อนด้วยระนาบปีกเหนือลำตัว ปลายปีกงอนขึ้นเล็กน้อย กระพือปีกช้าและนุ่มนวล แต่ลำตัวไหลเคลื่อนอย่างอ้อยอิง ขณะเกาะ หนังคลุมจมูกสีเหลือง ม่านสีเหลือง จะงอยปากสีดำแข้งค่อนข้างยาวเปลือยถึงเข่า ผิวสีเหลืองสด เล็บดำ จำแนกชนิดย่อย ชนิดย่อย Spilornis cheela burmanicus พบทั่วประเทศ ยกเว้น ภาคใต้ ซึ่งพบชนิดย่อย Spilornis cheela malayensis ที่มีขนาดเล็กกว่า และลายจุดของส่วนล่างลำตัวเด่นชัด มีชุดขน 3 แบบ ตัวเต็มวัย กระหม่อมดำ ท้ายทอย สีดำขลิบสีสนิมยื่นยาวเป็นหงอนพับลง คอสีน้ำตาลเข้ม จางลงที่ขนคลุมใต้ปีก อกและท้อง ประด้วยจุดสีขาว ใต้ปีกมีแถบดำหนาที่ขอบปีกท้ายและปลายปีก แถบใต้ปีกด้านในสีจางกว่า และเว้นระยะห่างมากจนเห็นพื้นสีขาวชัดเจน หางสั้น ปลายหางมน ใต้หางมีสามแถบ แถบดำที่ปลายหางหนากว่า แถบสีขาวกลางหาง คอและส่วนล่างของลำตัวสีน้ำตาลอ่อนกว่าบนปีกสีน้ำตาลเข้ม บนหางมีแถบสามแถบที่หนาใกล้เคียงกัน ในระยะใกล้สามารถเห็นใบหน้าสีสดชัดเจน ตัวผู้และตัวเมียขนาดต่างกัน ตัวเมียใหญ่กว่า แต่ชุดขนเหมือนกัน วัยเด็ก ใต้ปีกมีแถบดำบนพื้นขาว ขนคลุมใต้ปีกสีน้ำตาลประจุดขาว ใต้หางมีแถบดำสลับขาว 5 แถบ แถบดำที่ปลายหางหนาที่สุดแต่แคบลงเมื่อขนเก่า ถ้าชุดขนใหม่พึ่งออกจากรัง (เดือนมิถุนายน) จะมีแถบสีเนื้อที่ปลายหาง ขณะเกาะ ส่วนหัวสีเนื้อ แถบดำคาดตา ท้ายทอยมีลายจุดดำ ขนคลุมบนปีกสีน้ำตาลเข้ม มีจุดสีเนื้อรวมตัวกันเป็นแถบจางบนปีก ส่วนล่างของลำตัวมีสีขาวนวลมีลายขีดยาวบนอกและท้องประปราย หนังบนใบหน้าสีเหลืองซีด วัยรุ่น ใต้ปีกและใต้หางเหมือนวัยเด็ก แต่ส่วนล่างของลำตัวเมื่อผลัดขนต้นฤดูหนาวแล้วเหมือนตัวเต็มวัยและ จะมีขนหางและขนปีกบินบางเส้นของตัวเต็มวัย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
จับงูกินเป็นอาหารหลัก ส่วนใหญ่เป็นงูไม่มีพิษ แต่ล่าสัตว์อื่น เช่น นก สัตว์เลื้อยคลาน ปู หรือแมลง เช่นกัน เมื่อตื่นตกใจจะยกหงอนสั้นที่ท้ายทอยพองขึ้น ทำให้ใบหน้าขยายใหญ่ ดูน่าเกรงขาม มักพบร่อนในเวลากลางวันเหนือดงไม้ และส่งเสียงร้องแหลมดังไปได้ไกล&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นเหยี่ยวประจำถิ่น อาศัยในป่าดิบชื้น หรือชายขอบป่าทั่วประเทศ แต่ประชากรในภาคเหนืออาจอพยพเป็นรายตัวผ่านภาคใต้เหนือที่ราบ เช่น สวนปาล์มและสวนยาง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=4A2vVQBGLO8 เหยี่ยวรุ้ง] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Spilornis cheela2.jpg]]  [[ไฟล์:Spilornis cheela3.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://encrypted-tbn0.gstatic.com/images?q=tbn%3AANd9GcSwlFvZ0cd_FEV-NM5L3YOFfDJyzpLUC5wDfOmmgKYG0L-pbC0y&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://encrypted-tbn0.gstatic.com/images?q=tbn%3AANd9GcR671vZ7S3T_2XtmrtVrzAZNNHzY55oWNGdclggxQxk525ZqbdU&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://encrypted-tbn0.gstatic.com/images?q=tbn%3AANd9GcTbR6dico3BCLDE7KI6fWufOXviR2T4V6QpLCX4-a8NlfoBhQWr&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Khaosokbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%9C%E0%B8%B6%E0%B9%89%E0%B8%87</id>
		<title>เหยี่ยวผึ้ง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%9C%E0%B8%B6%E0%B9%89%E0%B8%87"/>
				<updated>2020-02-01T15:15:45Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Khaosokbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Pernis ptilorhyncus1.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' :  Accipitridae&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Pernis ptilorhyncus''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Oriental Honey-buzzard  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : -&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
ประกอบด้วย 3 ชนิดย่อย บาง 2 ตำรายกฐานะเป็นชนิด 2 ชนิด ดังนี้&lt;br /&gt;
#เหยี่ยวผึ้งพันธุ์เอเชียตะวันออก Eastern Honey-buzzard Pernis [ptilorhyncus] orientalis เป็นเหยี่ยวอพยพจากประเทศรัสเซีย จีน เกาหลีและญี่ปุ่น ทั้งอพยพเข้ามาอาศัยในประเทศไทย และอพยพผ่านไปประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย&lt;br /&gt;
#เหยี่ยวผึ้งหงอน Crested Honey-buzzard มี 2 ชนิดย่อย คือ&lt;br /&gt;
##เหยี่ยวผึ้งหงอนพันธุ์เหนือ Pernis ptilorhyncus ruficolis เป็นเหยี่ยวประจำถิ่น พบในภาคเหนือ ภาคตะวันตก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ&lt;br /&gt;
##เหยี่ยวผึ้งหงอนพันธุ์ใต้ Pernis ptilorhyncus torquatus เป็นเหยี่ยวประจำถิ่น พบในภาคกลางตอนล่าง ตั้งแต่จังหวัดเพชรบุรีลงไปและภาคใต้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ขนาด 55-65 เซนติเมตร ความยาวปีก 1.13 - 1.55 เมตร น้ำหนักตัว ตัวผู้ 0.75-1.28 กิโลกรัม ตัวเมีย 0.95 1.49 กิโลกรัม เป็นเหยี่ยวปีกแตกขนาดใหญ่ มีชุดขนผันแปรมากที่สุดในบรรดาเหยี่ยว ทุกชนิด จำนวน 6 แบบ ประกอบด้วยชุดขนสีเข้ม สีจาง สีน้ำตาลไหม้ สีส้ม ลายจุดและ ลายขวาง เนื่องจากเป็นเหยี่ยวที่มีนิสัยไม่ดุร้าย จึงเลียนแบบชุดขนของเหยี่ยวที่ดุร้ายกว่า เช่น เหยี่ยวดำท้องขาว (เรียกว่า tweedale morph) เหยี่ยวต่างสีหรือเหยี่ยวทะเลทราย ซึ่งลักษณะ ของส่วนล่างของลำตัวจะเหมือนกับขนคลุมใต้ปีกในชุดขนแต่ละแบบ จึงควรมุ่งสังเกตรูปลักษณ์และลักษณะของแถบใต้หางเป็นจุดแยกสำคัญ ขณะบิน ส่วนหัวยืนยาว แต่เล็กเมื่อเทียบกับลำตัว คล้ายหัวของนกพิราบหรือนกคัดคู ปีกยาวและกว้าง หางยาว ปลายหางมนและมีรอยปุ่มตรงกลาง เมื่อหุบหาง รูปแบบการบินตีปีกต่อเนื่องอย่างช้า ๆ ระนาบปีกเสมอลำตัว ขอบปีกท้ายมีแถบสีเข้ม ใต้หางมีแถบขวาง 3-5 แถบแล้วแต่เพศ และความหนาของแถบใต้ปีกและใต้หางผันแปรตามอายุ มักพบร่อนมวลอากาศร้อนในเวลากลางวันและร่อนอย่างเงียบ ๆ ขณะเกาะ ส่วนหัวเล็ก ใบหน้าไม่ดุดัน เนื่องจากไม่มีกระดูกคิ้ว ขับเน้นสีหน้าดุร้าย เหมือนเหยี่ยวหรือนกอินทรีส่วนใหญ่ ปลายปีกยาวเกินสองในสามของหาง บางตัวเกือบจรดปลายหาง หน้าแข้งหนาและเปลือยบางส่วน เล็บสีดำยาวไม่ได้สัดส่วนกับนิ้วตีน ส่วนใหญ่มีสร้อยคอสีน้ำตาลหรือสีดำ แล้วแต่ชุดขน ตัวเต็มวัย หนังคลุมจมูกสีเข้มเสมอโคนปาก มีดกรีดเป็นร่อง แถบใต้หางสองแบบตามเพศ และช่องว่างระหว่างแถบใต้ปีกที่ขอบปีกท้าย และแถบด้านใน ไม่เท่ากับช่องว่างระหว่างแถบด้านใน พบร่องรอยการผลัดขนระหว่างการอพยพลงใต้ในฤดูกาลอพยพต้นหนาว แล้วจะเริ่มผลัดขนอย่างสมบูรณ์อีกครั้งในฤดูหนาวทำให้ระหว่างอพยพผ่านในฤดูกาลอพยพปลายหนาว จะมีขนปีกใหม่เสมอกันและไม่มีร่องรอยการผลัดขนปีก จำแนกเพศได้ทั้งขณะบินและขณะเกาะ สังเกตลักษณะของแกนใน ใต้หาง ใบหน้าและสีของม่านตา ตัวผู้ ใต้ปีกมีแถบหนาสีดำ แถบที่ขอบปีกท้ายหนา และเว้นระยะห่างจากแถบด้านในที่แคบกว่า แถบใต้หางสีดำสลับขาวหนา 3 แถบ ใบหน้าสีเทา ม่านตาสีน้ำตาลเข้มในเหยี่ยวผึ้งพันธุ์เอเชียตะวันออก แต่เหยี่ยวผึ้งหงอนพันให้ มีม่านตาสีเหลือง และยังไม่มีข้อมูลสำหรับเหยี่ยวฝั่งหงอนพันธุ์เหนือว่าเหมือนพันธุ์ใดข้างต้น ตัวเมีย ใต้ปีกมีแถบคล้ายตัวผู้ แต่แถบที่ขอบปีกท้ายแคบกว่า ใต้หางมีแถบ 5 แถบ เป็น แถบดำ 3 แถบ และแคบกว่าแถบขาว ใบหน้าไม่มีสีเทา แต่ผันแปรตามสีของชุดขน ส่วนใหญ่ เป็นสีน้ำตาล ม่านตาสีเหลือง (ทุกพันธุ์) วัยเด็ก แถบใต้หางคล้ายตัวเมียตัวเต็มวัย แต่แถบดำแคบกว่า มีแถบเล็ก ๆ แซมระหว่างแถบใหญ่ และระยะห่างระหว่างแถบใต้ปีกเท่ากัน ไม่มีแถบ ที่ขอบปีกท้ายชัดเจน หนังคลุมจมูกสีเหลืองหรือเหลืองอมเขียว สีจางเมื่อสังเกตจากระยะไกล ตัดกับโคนปากสีเข้ม สีของม่านตาผันแปร อาจมีสีขาวน้ำนม สีเหลืองอ่อนหรือเหลืองส้มเข้มขึ้นตามอายุ มีแถบเข้มคาดตาจากหัวตาจรดข้างท้ายทอย ในฤดูกาลอพยพต้นหนาวจะมีชุดใหม่ ขอบปีกท้ายมีแถบสีเนื้อ เมื่ออพยพกลับถิ่นผสมพันธุ์ในฤดูกาลอพยพปลายหนาว จะพบร่องรอยการผลัดขนปีก พบทั้งขนปีกชุดใหม่และชุดเก่า เรียกว่าวัยรุ่นปีที่สอง หรือถ้าเรียกฤดูกาลว่าฤดูหนาวแรกหรือฤดูร้อนแรก แล้วแต่เดือนที่พบ จำแนกชนิดย่อย ชนิดย่อยอพยพ มีหงอนสั้นจนแทบมองไม่เห็น ชนิดย่อยประจำถิ่นมีหงอนยาวกว่า และยาวที่สุดในภาคใต้ ส่วนชุดขนจำแนกออกจากกันไม่ได้ โดยเฉพาะขณะบิน (Nijman, 2004)&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เหยี่ยวผึ้งเป็นเหยี่ยวไคท์ที่เชื่องช้า ล่าผึ้ง ต่อ และแตน รวมทั้งตัวอ่อนในรัง รวมทั้งน้ำผึ้งและไขของรังแมลงเหล่านี้เป็นอาหารหลัก อาจล่าสัตว์ขนาดเล็กอื่น ๆ&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
พบในป่าโปร่ง หรือป่าดิบชื้น แต่ในฤดูกาลอพยพ พบอพยพเป็นฝูงนับหมื่นตัวทั่วประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=UgAK5jLxqvI เหยี่ยวผึ้ง] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Pernis ptilorhyncus2.jpg]]  [[ไฟล์:Pernis ptilorhyncus3.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://encrypted-tbn0.gstatic.com/images?q=tbn%3AANd9GcTgV8SSTSF1Wp6DllnSP2aNXoHQUSMjYCQKq8BekrDM2QAY1e1K&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://encrypted-tbn0.gstatic.com/images?q=tbn%3AANd9GcT9-R7eWIkmXD114uYKFdu0Dqx4ALlbzIqaEBgDtS1eJiM1wQM4&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://encrypted-tbn0.gstatic.com/images?q=tbn%3AANd9GcTugLcq1wz0KsxzhYUGulieKaHNxwqp-XMOx7VKi7AbLpRfzOsK&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Khaosokbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87</id>
		<title>เหยี่ยวท้องแดง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87"/>
				<updated>2020-02-01T14:49:41Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Khaosokbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Hieraaetus kienerii1.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' :  Accipitridae&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Hieraaetus kienerii''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Rufous-bellied Eagle &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : -&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ในอนุทวีปอินเดียและอุษาคเนย์&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ขนาด 46-61 เซนติเมตร ความยาวปีก 1.05-1.40 เมตร น้ำหนักตัว ตัวผู้/ตัวเมีย 0.73 กิโลกรัม เป็นเหยี่ยวปีกแตกขนาดใหญ่ ที่มีหงอนสั้นกว่าเหยี่ยวดงแต่ยาวกว่าเหยี่ยวนกเขาหงอน และแข้งมีขนคลุม เงาร่างขณะบินคล้ายเหยี่ยวทะเลทราย แต่หางยาวกว่า และปลายมนกว่า ร่อนด้วยระนาบปีกขนานกับลำตัว มี 3 ชุดขนตามอายุ ตัวเต็มวัย ชุดขนสามสีดำ แดง และขาว ขณะบิน ส่วนหัวและแก้มดำ คอและอกขาวมีลายขีดสีดำ ท้อง สีข้าง โคนขาและขนคลุมใต้ปีกสีแดง บนปีกและบนหางสีดำ ใต้หางมีแถบดำเล็กๆ แถบที่ปลายหางหนาที่สุด ขณะเกาะ เห็นหงอนจากด้านข้าง ปลายปีกสั้นกว่าปลายหางเล็กน้อย วัยเด็ก ชุดขนสีน้ำตาลและขาว ขณะบิน บนปีกสีน้ำตาล ขนคลุมใต้ปีกสีขาวปลอด ใต้ปีกมีแถบถี่ ๆ ตลอดแนวปีก ขอบปีกท้ายที่ขนกลางปีกโป่งออกแบบตกท้องช้าง ใต้หางมีแถบดำจาง ๆ ใบหน้ามีแถบคาดตาจรดท้ายทอย ขณะเกาะ หน้าผากและคิ้วขาว กระหม่อม สีน้ำตาล โคนขาขาวปลอด วัยรุ่นปีที่สองและที่สาม สีแดงของส่วนล่างของลำตัวแทนที่ด้วยสีน้ำตาล และขนคลุมใต้ปีกยังเป็นสีขาว แต่เริ่มมีลายขีดสีดำ ตัวผู้ขนาดเล็กกว่าตัวเมีย แต่ชุดขนเหมือนกัน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ล่านกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก เช่น กระรอก กระแต และสัตว์เลื้อยคลาน เมื่อพบเหยื่อจะบินทิ้งตัวลงไปจับทั้งบนพื้นดินหรือไล่ตามเข้าไปในที่รกชัฏ&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นเหยี่ยวประจำถิ่น อาศัยในป่าดิบ พบเห็นได้ทั่วไป &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=mr-v2RtKjEo เหยี่ยวท้องแดง] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Hieraaetus kienerii2.jpg]]  [[ไฟล์:Hieraaetus kienerii3.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://encrypted-tbn0.gstatic.com/images?q=tbn%3AANd9GcQD3_Oq8MN3i15_mNuBq4De7CWsZ62zaIMMfl-pyp5wbz139XVE&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://encrypted-tbn0.gstatic.com/images?q=tbn%3AANd9GcS_6FH-x6fRVuZiU2FzyZLFtLUWV4y5x7i3WYESxV4KtVI3ynfy&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://encrypted-tbn0.gstatic.com/images?q=tbn%3AANd9GcTPOTqvtZsmYGBgpAaYamukQWzSQra_B_eGIcQcI1QCMojNLqv6&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Khaosokbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%B3%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A7</id>
		<title>เหยี่ยวดำท้องขาว</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%B3%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A7"/>
				<updated>2020-02-01T14:31:55Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Khaosokbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Spizaetus alboniger1.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' :  Accipitridae&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Spizaetus alboniger''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Blyth’s Hawk-eagle  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : -&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์'' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ในอุษาคเนย์ เฉพาะภาคใต้ของ ประเทศไทย ประเทศมาเลเซีย เกาะสุมาตราและบอร์เนียวเท่านั้น&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
50-58 เซนติเมตร ความยาวปีก 1.00 -1.15 เมตร น้ำหนักตัว ตัวผู้/ตัวเมีย 0.83 กิโลกรัม ตัวผู้ขนาดเล็กกว่าตัวเมีย แต่ชุดขนเหมือนกัน ตัวเต็มวัย ชุดขนสีขาวดำ ขณะบิน ขนคลุมใต้ปีกสีดำเป็นลายขวาง ใต้ปีก มีแถบดำเล็กสามแถบ เว้นระยะห่างจากแถบดำหนาที่ขอบปีกท้ายมากกว่าระหว่างแถบด้านใน ทั้งสาม คล้ายใต้ปีกของเหยี่ยวผึ้งตัวเต็มวัย แต่สังเกตความหนาของแถบด้านใน ใต้หางมีแถบ สามแถบ ดำสลับขาว แถบขาวตรงกลางหนาที่สุด ขณะเกาะ คอขาวมีขีดกลางสีดำเด่น อกขาวมีลายขีดรูปหยดน้ำขนาดใหญ่ ท้อง สีข้าง โคนขา และขนคลุมก้นมีลายขวางสีดำ บนปีกสีดำสนิท ม่านตาสีส้ม วัยเด็ก ขณะเกาะ หงอนสีดำยาว ปลายมีจุดขาว กระหม่อม แก้มสีส้มและจางลงเป็นสีปูนแห้งที่ส่วนล่างของลำตัวและโคนขาที่ไม่มีลาย แถบหางห้าแถบดำสลับเทา ความหนาใกล้เคียงกัน บนปีกสีน้ำตาลมีขลิบสีขาว ม่านตาสีครีม วัยรุ่น ใต้ปีก คล้ายวัยเด็ก แต่ขนหางผลัดขนแล้วคล้ายตัวเต็มวัย ขนคลุมใต้ปีกสีเนื้อมีลายขวางสีดำมากขึ้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ล่านกและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกินเป็นอาหารหลัก &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เหยี่ยวประจำถิ่น พบในป่าดิบหรือชายป่า เช่น สวนยางหรือ สวนปาล์มที่ภาคใต้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=czdMVZjAE4E เหยี่ยวดำท้องขาว] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Spizaetus alboniger2.jpg]]  [[ไฟล์:Spizaetus alboniger3.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://live.staticflickr.com/8031/8067764383_b767261109_b.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/0/0f/Wallace%27s_Hawk-eagle_%28Nisaetus_nanus%29_%288067762642%29.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://encrypted-tbn0.gstatic.com/images?q=tbn%3AANd9GcQKA5rB0CSIwnVRND6JCDaygyVkaezr2erh0ARuVq0DZLH8rmRc&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Khaosokbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99</id>
		<title>นกแอ่นบ้าน</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99"/>
				<updated>2020-02-01T13:15:30Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Khaosokbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Apus_affinis01.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Apodidae &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Apus affinis'' (Gray) 1830.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : House swift&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : Little swift&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นกแอ่นบ้านมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Apus affinis'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ affinis หรือ affini แปลว่าเกี่ยวพันกับหรือสัมพันธ์กับ ความหมายคือ “ลักษณะคล้ายกับนกชนิดอื่นในสกุลเดียวกัน” พบครั้งแรกที่ประเทศอินเดีย Sibley and Monroe (1990) จัด Apus affinis ซึ่งใช้ชื่อสามัญว่า Little Swift เป็นคนละชนิดกับ Apus nipalensis (Hodgson) 1836. ซึ่งใช้ชื่อสามัญว่า House Swift ส่วน Inskipp et al. (1996) จัดเป็นชนิดเดียวกันโดยใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ตั้งขึ้นก่อน ทั่วโลกมีนกแอ่นบ้าน 8 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 1 ชนิดย่อย คือ Apus affinis subfurcatus (Blyth) ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ Sub แปลว่าข้างใต้หรือด้านล่าง furcatus (furc, =a, -i) แปลว่าเว้า ความหมายคือ “เมื่อมองจากด้านล่างจะเห็นหางเว้า” พบครั้งแรกที่เกาะปีนัง ประเทศมาเลเซีย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ในแอฟริกา ตะวันออกกลาง อินเดีย จีนตอนใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เกาะไหหลำ ไต้หวัน หมู่เกาะซุนดาใหญ่ และฟิลิปปินส์&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกขนาดเล็กมาก (14-15 ซม.) ลำตัวสีออกดำ บริเวณตะโพกและคอหอยสีขาวหางเว้าเล็กน้อย จะเห็นต่อเมื่อนกแผ่หางออก นกแอ่นบ้านแตกต่างจากนกแอ่นตะโพกขาวหางแฉกตรงที่ปีกกว้างกว่า และหางสั้นกว่า&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
อาศัยอยู่ตามทุ่งโล่ง หมู่บ้านและในเมือง ตั้งแต่ระดับพื้นราบจนกระทั่งความสูง 1,800 เมตรจากระดับน้ำทะเล มักพบเป็นฝูง ในเวลากลางวันมันใช้เวลาส่วนใหญ่บินและร่อน ในเวลากลางคืนมันจะเกาะนอนหลับตามแหล่งอาศัย ซึ่งได้แก่ถ้ำและอาคารบ้านเรือน นกแอ่นบ้านบินได้เร็วมาก บางครั้งมันก็ร่อนหากินเป็นวงกลมไกลจากแหล่งทีอยู่อาศัยหรือรังพอประมาณ นกแอ่นบ้านกินแมลงขนาดเล็กโดยเฉพาะแมลงในอันดับแมลงวัน (Diptera) อันดับมวน (Hemiptera) อันดับด้วงปีกแข็ง (Coleoptera) อันดับมดและผึ้ง (Hymenoptera) และแมลงอื่น ๆ หาอาหารโดยใช้ปากโฉบจับกลางอากาศแล้วกลืนทันที&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
นกแอ่นบ้านผสมพันธุ์เกือบตลอดทั้งปี ยกเว้นในช่วงฤดูหนาว ส่วนใหญ่จะทำรังในช่วงเดือนกุมภาพันธุ์จนถึงเดือนตุลาคม มักทำรังในช่วงเดือนกุมภาพันธ์จนถึงเดือนตุลาคม มักทำรังรวมกันเป็นกลุ่ม มีทั้งกลุ่มเล็กและกลุ่มใหญ่มาก ตามเพดานหรือผนังถ้ำหินปูน ผาหิน หรือสิ่งก่อสร้าง รังมีรูปร่างแตกต่างกัน เช่น ทรงกลม ตะกร้า เป็นต้น โดยใช้วัสดุ เช่น หญ้า ใบไม้ ขนนก แล้วเชื่อมด้วยสิ่งที่สกัดออกมาจากต่อมน้ำลาย ในการทำรังใหม่ หากรังเดิมไม่ถูกทำลายไปเสียก่อน มันจะตกแต่งใหม่ด้วยการหาวัสดุมาเสริม&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ไข่''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
รังมีไข่ 2-3 ฟอง หายากที่มี 4 ฟอง เป็นรูปรียาว สีขาว มีขนาดเฉลี่ย 14.9x22.7 มม.  ไข่แต่ละฟองวางห่างกันประมาณ 2-3 วัน บางครั้งนานถึง 7 วัน ทั้งสองเพศช่วยกันสร้างรังและฟักไข่ จะเริ่มฟักตั้งแต่ออกไข่ฟองแรก ใช้เวลาฟักไข่ทั้งสิ้น 18-26 วัน ทั้งนี้เพราะช่วงระยะเวลาออกไข่ต่างกันมาก ลูกนกแรกเกิดไม่มีขนปกคลุมลำตัว ผิวหนังสีน้ำตาล ตาโปน ท้องป่อง และยังไม่ลืมตา พ่อแม่นกจะช่วยกันกกและหาอาหารมาป้อน จนกระทั่งลูกนกแข็งแรงและบินออกจากรังหากินเองได้ ใช้เวลาทั้งสิ้นประมาณ 37-43 วันหลังจากลูกนกฟักเป็นตัว&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
นกแอ่นบ้านเป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณปานกลางทั่วทุกภาค&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
กฎหมายจัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=PKh_rlght4g  นกแอ่นบ้าน] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Apus_affinis02.jpg]]  [[ไฟล์:Apus_affinis03.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://sites.google.com/site/iambvirds/_/rsrc/1348053834960/nk-nangxaen-ban-barn-swallow-hirundo-rustica/44.jpg?height=320&amp;amp;width=400&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://lomluang.com/birdboard/index.php?action=dlattach;topic=6541.0;attach=17799;image&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://dktnfe.com/web59/wp-content/uploads/2014/09/obcid_barn_swallow_hirundo_rustica_tmb21381.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Khaosokbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A5</id>
		<title>นกแอ่นตาล</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A5"/>
				<updated>2020-02-01T13:13:01Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Khaosokbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Cypsiurus_balasiensis01.JPG|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Apodidae &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Cypsiurus balasiensis'' (Gray) 1829.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Asian palm swift&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : Palm swift&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นกแอ่นตาลมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Cypsiurus balasiensis'' ชื่อชนิดดัดแปลงจากชื่อเมืองหนึ่งในรัฐเบงกอล ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นสถานที่ที่พบครั้งแรกแต่เดิมนกแอ่นตาลที่พบในประเทศไทยมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cypsiurus parvus (Lichtenstein) ซึ่งเป็นชนิดเดียวกับนกแอ่นตาลในแอฟริกา (African Palm Swift) แต่ King et al. (1975) ใช้ชื่อว่า Cypsiurus balasiensis โดยอ้างตาม Brooke (1970) ในหนังสือเล่มนี้ใช้ชื่อเช่นเดียวกับ King et al. (1975), Howard and Moore (1980), Sibley and Monroe (1990), Lekagul and Round (1991) และ Inskipp et al. (1996) ทั่วโลกมีนกแอ่นตาล 3 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 1 ชนิดย่อย คือ Cypsiurus balasiensis infumatus (Sclater) ชื่อชนิดย่อยมาจากคำภาษาละตินคือ infumat แปลว่าควัน ความหมายคือ “สีสันคล้ายสีควันหรือสีดำ” พบครั้งแรกที่เมือง Banjermassing หรือ Banjermasin ในเกาะบอร์เนียว ประเทศอินโดนีเซีย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ในอินเดีย จีนด้านตะวันตกเฉียงใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เกาะไหหลำ หมู่เกาะซุนดาใหญ่ และฟิลิปปินส์&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกขนาดเล็กมาก (12-13 ซม.) ลำตัว ปีก และหางเรียว ลำตัวทั้งหมดสีน้ำตาลเข้ม บางครั้งมองเป็นเป็นสีออกดำ มันมีลักษณะแตกต่างจากพวกนกแอ่นกินรัง (swiftlet) ตรงที่มันมีหางเรียวกว่าและเว้าลึกกว่า (มากกว่าร้อยละ 30 ของความยาวหาง) ตะโพกและหลังสีเข้ม&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
อาศัยอยู่ตามทุ่งหญ้า ทุ่งนา ป่าละเมาะ ป่าโปร่ง และบริเวณที่ใกล้กับบ้านเรือนตั้งแต่ระดับพื้นราบจนกระทั่งความสูง 1,800 เมตรจากระดับน้ำทะเล ปกติพบอยู่เป็นฝูง ในเวลากลางวันมันใช้เวลาส่วนใหญ่บินและร่อน ทั้งในระดับสูงและระดับที่ค่อนข้างสูงจากพื้นดิน แต่ไม่ค่อยฉวัดเฉวียนอย่างนกแอ่นอื่น ส่วนในเวลากลางคือมันจะเกาะนอนหลับตามแหล่งอาศัย นกแอ่นตาลจะไม่เกาะสายไฟฟ้า ลายโทรเลข หรือกิ่งก้านของต้นไม้ ยกเว้นใบตาลหรือใบปาล์ม บางครั้งมันอาจเกาะตามเพดานหรือผนังสิ่งก่อสร้าง ขณะลงเกาะหรือบินออกหากินมักร้องเป็นเสียงแหลมและดังกังวาน นกแอ่นตาลบินใช้ปากโฉบจับกินแมลงขนาดเล็กกลางอากาศ เช่น มดที่บินได้ในอันดับมดและผึ้ง (Hymenoptera) มวนในอันดับมวน (Hemiptera) แมลงปีกแข็งในอันดับด้วงปีกแข็ง (Coleopera) เป็นต้น&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
นกแอ่นตาลผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนมิถุนายน ทำรังรวมกันเป็นกลุ่มตามใบตาล ใบมะพร้าว และใบปาล์ม บางครั้งพบมันทำรังตามผนังและชายคาบ้านและตามสิ่งก่อสร้าง เป็นรูปตะกร้า ด้านข้างติดกับใบตาลหรือปาล์ม มันใช้วัสดุพวกดอกหญ้าซึ่งมีมากในช่วงผสมพันธุ์ และใช้สิ่งที่สกัดออกมาจากต่อมน้ำลายเชื่อมยึดให้ติดกันแน่นและแข็งแรงพอจะรับน้ำหนักไข่และตัวมันได้ ทั้งสองเพศช่วยกันเลือกสถานที่ทำรังหาวัสดุ และสร้างรัง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ไข่''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
รังมีไข่ 2-3 ฟอง เป็นรูปรียาว สีขาว มีขนาดเฉลี่ย 11.7x17.1 มม. ทั้งคู่ช่วยกันฟักไข่ ลูกนกแรกเกิดมีรูปร่างเทอะทะ หัวโต ตาโต ท้องป่อง ยังไม่ลืมตา ไม่มีขนปกคลุมลำตัว และขายังไม่แข็งแรงพอจะยืนได้ พ่อแม่ต้องคอยช่วยกันกกให้ความอบอุ่นโดยให้ลูกนกซุกใต้ปีกหรือใต้ท้อง และต้องคอยช่วยกันหาอาหารมาป้อนตลอดเวลา ลูกนกแอ่นตาลเจริญเติบโตและพัฒนาขนปกคลุมลำตัวค่อนข้างเร็ว อายุเพียง 3-4 สัปดาห์มันจะมีขนาดใหญ่เกือบเท่าตัวเต็มวัยและมีขนปกคลุมทั่วตัว หลังจากนั้นไม่นานมันจะหัดบินและทิ้งรัง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
นกแอ่นตาลเป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณมากทั่วทุกภาค เป็นนกแอ่นที่พบมากและบ่อยที่สุดเมื่อเทียบกับบรรดานกแอ่นในวงศ์นี้ &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
กฎหมายจัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=B9OAgHBYmMA  นกแอ่นตาล] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Cypsiurus_balasiensis02.JPG]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://sites.google.com/site/iambvirds/_/rsrc/1348053416874/nk-xaen-tal-asian-palm-swift-cypsiurus-balasiensis/2.jpg?height=266&amp;amp;width=400&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://sites.google.com/site/iambvirds/_/rsrc/1348053469217/nk-xaen-tal-asian-palm-swift-cypsiurus-balasiensis/22.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Khaosokbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B9%89%E0%B8%B3</id>
		<title>นกเอี้ยงถ้ำ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B9%89%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%96%E0%B9%89%E0%B8%B3"/>
				<updated>2020-02-01T13:10:03Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Khaosokbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Myiophonus caeruleus01.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Muscicapidae&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Myiophonus caeruleus'' (Scopoli) 1786.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Blue Whistling Thrush&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : -&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Myiophonus caeruleus'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ caerule หรือ caeruleus แปลว่าสีน้ำเงินหรือน้ำเงินเข้ม ความหมายคือ “นกที่มีสีเป็นสีน้ำเงินหรือน้ำเงินเข้ม” พบครั้งแรกที่มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน ทั่วโลกมี 6 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 5 ชนิดย่อย คือ&lt;br /&gt;
#Myiophonus caeruleus caeruleus (Scopoli) ที่มาและความหมายของชื่อชนิดย่อยเช่นเดียวกับชื่อชนิด&lt;br /&gt;
#Myiophonus caeruleus temminckii Vigors ชื่อชนิดย่อยดัดแปลงจากชื่อของบุคคล พบครั้งแรกบริเวณเทือกเขาหิมาลัย&lt;br /&gt;
#Myiophonus caeruleus eugenei (Hume) ชื่อชนิดย่อยดัดแปลงจากชื่อของบุคคล พบครั้งแรกที่ประเทศพม่า&lt;br /&gt;
#Myiophonus caeruleus crassirostris (Robinson) ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ crass หรือ crassus แปลว่าหนา และ rostr, =um หรือ rostris แปลว่าปาก ความหมายคือ “นกที่มีปากหนาหรือใหญ่” พบครั้งแรกที่จังหวัดตรัง&lt;br /&gt;
#Myiophonus caeruleus dicrorhynchus Salvadori ชื่อชนิดย่อยนี้น่าเขียนเป็น dichorhynchus ซึ่งมาจากรากศัพท์ภาษากรีกคือ dich, -o หรือ dikhrous แปลว่าสองสี (รากศัพท์ภาษาละตินคือ dier, -o แปลว่าแฉก) และ rhynch, -o, =us หรือ rhunkhos แปลว่าปาก ความหมายคือ “นกที่มีปากเป็นสองสี” พบครั้งแรกที่เกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ในตุรกี อินเดีย จีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เกาะชวา และเกาะสุมาตรา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกขนาดเล็ก-กลาง (33 ซม.) โดยทั่วไปเป็นสีน้ำเงินแกมม่วงเข้มมีลายขีดเล็ก ๆ สีจางทั่วตัว บางชนิดย่อยมีลายจุดเล็ก ๆ สีขาวแกมน้ำเงินบริเวณปลายของขนคลุมขนปีกแถวกลาง ปากสีเหลืองถึงดำขึ้นอยู่กับแต่ละชนิดย่อย ตัวไม่เต็มวัยสีจะทีมกว่าไม่มีลายเลื่อม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
อาศัยอยู่ตามป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบแล้ง ป่าดงดิบเขา ป่ารุ่น ตั้งแต่พื้นราบจนถึง 2,565 เมตรจากระดับน้ำทะเล มักพบอยู่โดดเดี่ยวหรือเป็นคู่ มักเกาะและกระโดดไปมาบนก้อนหินตามหน้าผาหรือบริเวณลำธารในป่า นอกจากนี้ยังยืนบนถนน พื้นป่า หลังคาสิ่งก่อสร้างในป่า และหรือเกาะกิ่งไม้ บางครั้งระหว่างเกาะจะแพนขนหางและกระดกขึ้นลงช้า ๆ อาหารส่วนใหญ่ ได้แก่ ไส้เดือน หอย ปู ตัวหนอน และแมลงในน้ำ บางครั้งกินลูกนกหรือสัตว์ขนาดเล็ก นอกจากนี้ยังกินพืชผักและผลไม้บางชนิดด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์'''&amp;lt;br&amp;gt; &lt;br /&gt;
ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนและฤดูฝนระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนกรกฎาคม อาจวางไข่ 2 ครั้งในแต่ละปี โดยวางไข่หลังจากที่ทิ้งรังเดิมไปแล้ว ประมาณ 2 สัปดาห์ รังเป็นรูปถ้วย ประกอบด้วยราก ฝอย และมอส บางรังมีโคลนเป็นตัวเชื่อม รังอยู่ตามซอกหินริมลำธาร ริมตลิ่ง โพรงถ้ำ แต่อาจทำรังตามง่ามไม้ด้วย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
รังมีไข่ 3-4 ฟอง ไข่เป็นรูปหยดน้ำ สีฟ้า มีลายสีน้ำตาลเข้มทั่วฟอง ขนาดของไข่โดยเฉลี่ย 19.0x27.8 มม. หนัก 6.85 กรัม ทั้งสองเพศช่วยกันทำรัง ฟักไข่ และเลี้ยงดูลูกอ่อน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกประจำถิ่นและนกอพยพมาช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์ พบบ่อยและปริมาณปานกลาง ชนิดย่อย caeruleus เป็นนกอพยพ พบทางภาคเหนือด้านตะวันตก (จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ และลำพูน) และภาคตะวันออกเฉียงเหนือด้านตะวันตกเฉียงเหนือ (จังหวัดเลย) ชนิดย่อย temmincki เป็นนกอพยพพบเฉพาะทางภาคเหนือด้านตะวันตก (จังหวัดเชียงใหม่) ชนิดย่อย eugenei เป็นนกประจำถิ่น พบทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันตก และอาจมีบางส่วนเป็นนกอพยพ พบบนเกาะนอกฝั่งทะเลทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ ชนิดย่อย crassirostris เป็นนกประจำถิ่น พบทางภาคตะวันออกเฉียงใต้และภาคใต้ตั้งแต่คอคอดกระจนถึงจังหวัดสตูล และชนิดย่อย dicrorhynchus เป็นนกประจำถิ่น พบทางภาคใต้ตอนใต้สุด (จังหวัดปัตตานี ยะลา และนราธิวาส)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
กฎหมายจัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=P7xc3CTT9aw นกเอี้ยงถ้ำ] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Myiophonus caeruleus02.jpg]]  [[ไฟล์:Myiophonus caeruleus03.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;  &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://lowernorthernbird.com/bird_picture/large/2018_04_15_10_06_27.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://live.staticflickr.com/4535/37877009454_4efd11dbc7_b.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://encrypted-tbn0.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcRBoJq8fadj_qxdwyV4BjPR9tqk3YVYYwDk8CWo6LsNp8Hl0PG6&amp;amp;s&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Khaosokbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A5</id>
		<title>นกอีเสือสีน้ำตาล</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A5"/>
				<updated>2020-02-01T12:35:54Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Khaosokbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Lanius_cristatus01.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Laniidae &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Lanius cristatus'' (Linnaeus),1758.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Brown shrike&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : -&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Lanius cristatus'' ชื่อชนิดเป็นคำในภาษาละตินคือ Cristatus แปลว่าหงอน (รากศัพท์ภาษาละตินคือ crist,=a แปลว่าหงอน และ –tus เป็นคำลงท้าย) ความหมายคือ “นกที่หัวมีลักษณะเด่น” พบครั้งแรกที่รัฐเบงกอล ประเทศอินเดีย ทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยมี 4 ชนิดย่อย คือ&lt;br /&gt;
#Lanius cristatus cristatus Linnaeus ที่มาและความหมายของชื่อชนิดย่อยเช่นเดียวกับชื่อชนิด&lt;br /&gt;
#Lanius cristatus confuses Stegmann ชื่อชนิดย่อยอาจมาจากคำในภาษาอังกฤษว่า confuse แปลว่ายุ่งยาก สับสน ซึ่งอาจหมายถึงการจัดจำแนกพบครั้งแรกที่ประเทศรัสเซีย&lt;br /&gt;
#Lanius cristatus superciliosus Latham ชื่อชนิดย่อยเป็นคำในภาษาละตินคือ superciliosus แปลว่าคิ้ว (super แปลว่าเหนือ cili,-a,-o,=um แปลว่าขน และ –osus แปลว่าเต็มไปด้วย) ความหมายคือ “คิ้วมีลักษณะเด่น” พบครั้งแรกที่กรุงจาการ์ตาประเทศอินโดนีเซีย&lt;br /&gt;
#Lanius cristatus lucionensis Linnaeus ชื่อชนิดย่อยดัดแปลงจากชื่อสถานที่ที่พบครั้งแรกคือเกาะลูซอน ประเทศฟิลิปปินส์&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ในเอเชียตะวันออก อินเดีย จีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เกาะไหหลำ ไต้หวัน หมู่เกาะอันดามัน หมู่เกาะนิโคบาร์ หมู่เกาะซุนดา ฟิลิปปินส์ และนิวกินี&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกที่มีขนาดเล็ก (20 ซม.) ตัวเต็มวัยด้านบนลำตัวสีน้ำตาลแกมเทาจนถึงน้ำตาลถึงน้ำตาลแดง โดยชนิดย่อย cristatus กระหม่อม ลำตัวด้านบน ตะโพก และขนคลุมโคนหางด้านบนเป็นสีน้ำตาลแกมแดง (Ali and Ripley,1972) ชนิดย่อย superciliosus ลำตัวด้านบนสีน้ำตาลถึงน้ำตาลแดงมากกว่า โดบลนิเวณกระหม่อมมีสีเข้มที่สุด ตะโพกสีน้ำตาลเหลืองถึงน้ำตาลแดง ชนิดย่อย lucionensis กระหม่อม ช่วงไหล่ และโคนปีกเป็นสีเทาจาง คิ้วไม่เด่นชัด และชนิดย่อย confusus กระหม่อมสีน้ำตาล&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
อาศัยอยู่ตามทุ่งโล่ง ทั้งบริเวณที่ใกล้แหล่งน้ำและบริเวณที่ค่อนข้างแห้งแล้งป่าละเมาะ และสวนผลไม้ ส่วนใหญ่ในระดับต่ำ แต่อาจพบได้ถึงในระดับความสูง 2,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล โดยเฉพาะช่วงอพยพ อุปนิสัยโดยทั่วไปไม่แตกต่างจากนกอีเสือหัวดำ แต่มักมีกิจกรรมในช่วงเช้าตรู่และเย็นค่ำมากกว่า&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ไม่มีรายงานการทำรังวางไข่ในประเทศไทย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกอพยพมาช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์ พบบ่อยและปริมาณมาก ชนิดย่อย cristatus พบทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงใต้ ชนิดย่อย confusus พบภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียวเหนือ ตอนใต้ของภาคกลาง และภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ลงไป ชนิดย่อย superciliosus พบทางภาคใต้ตอนใต้สุด ชนิดย่อย lucionelucionensis พบทางภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือบางส่วน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
กฎหมายจัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=IRhToes0q-4  นกอีเสือสีน้ำตาล] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Lanius_cristatus02.jpg]]  [[ไฟล์:Lanius_cristatus03.jpg]]  [[ไฟล์:Lanius_cristatus04.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/5/5d/Brown_Shrike_(Lanius_cristatus)-_Immature_feeding_in_Kolkata_I_IMG_1898.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/5/5c/Brown_Shrike_(Lanius_cristatus)-_Immature_in_Kolkata_I_IMG_6072.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/f/fd/Lanius_cristatus_P3210550.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/8/8f/Brown_Shrike_(Lanius_cristatus)-_Immature_in_Kolkata_I_IMG_2760.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Khaosokbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD</id>
		<title>นกอีเสือลายเสือ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%B7%E0%B8%AD"/>
				<updated>2020-02-01T12:33:15Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Khaosokbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Lanius_tigrinus01.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Laniidae &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Lanius tigrinus''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Tiger shrike&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : Thick-billed shrike&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Lanius tigrinus'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ tigri,-n หรือ tigris แปลว่าเสือโคร่ง และ –inus เป็นคำลงท้าย แปลว่าเหมือน ความหมายคือ “นกที่มีลายคล้ายลายเสือโคร่ง” พบครั้งแรกที่เกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย ไม่มีการแบ่งเป็นชนิดย่อย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ในเอเชียตะวันออก จีนตอนใต้และตะวันออก พม่า ไทย ลาว ไต้หวัน มาเลเซีย หมู่เกาะ ซุนดาใหญ่ และฟิลิปปินส์&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' &amp;lt;br&amp;gt; &lt;br /&gt;
เป็นนกขนาดเล็ก (19 ซม.) หัวค่อนข้างโต ดวงตาใหญ่ ตัวเต็มวัยแตกต่างจากนกอีเสือหลังแดงตรงที่ลำตัวด้านบนและลำตัวด้านข้างมีลายพาดสีดำ ปีกและหางสีน้ำตาลแดง ไม่มีลายแถบสีขาวที่ปีก และไม่มีสีขาวใด ๆ ที่ด้านข้างของหาง ตัวเมียลำตัวด้านข้างมีลายคล้ายเกล็ดสีดำถี่มาก หัวตาและคิ้วสีขาว ตัวไม่เต็มวัยแตกต่างจากตัวไม่เต็มวัยของนกอีเสือสีน้ำตาลและนกอีเสือหลังแดงตรงที่ลำตัวด้านบนและลำตัวด้านล่างมีลายคล้ายเกล็ด อาจมีคิ้วสีเหลืองหรือขาวหรือไม่มีเลย บางครั้งวงรอบเบ้าตามีสีขาว หรือมีสีขาวเป็นพื้นที่เล็ก ๆ หลังตา&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
อาศัยอยู่ตามป่าโปร่ง ป่าดงดิบ ชายป่า ป่ารุ่น ตั้งแต่พื้นราบจนกระทั่งความสูงอย่างน้อย 300 เมตรจากระดับน้ำทะเล และอาจพบได้ในป่าชายเลนและสวนผลไม้ มักพบเกาะตามกิ่งไม้หรือตอไม้เพื่อจ้องและโฉบจับแมลงซึ่งเป็นอาหารส่วนใหญ่ อุปนิสัยอื่น ๆ ไม่แตกต่างจากนกอีเสือหัวดำและนกอีเสือสีน้ำตาล&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ไม่มีรายงานการทำรังวางไข่ในประเทศไทย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกอพยพผ่านประเทศไทยไปยังประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซีย จะพบเฉพาะในช่วงต้นและปลายฤดูอพยพ พบบ่อยและปริมาณปานกลาง พบทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก ภาคกลาง และภาคใต้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
กฎหมายจัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=TIny8M31kpk นกอีเสือลายเสือ] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Lanius_tigrinus02.jpg]] [[ไฟล์:Lanius_tigrinus03.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://c1.staticflickr.com/9/8296/8018141900_7e44e9eaa8_b.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://dktnfe.com/web59/wp-content/uploads/2014/09/tiger_shrikejuvenile.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://encrypted-tbn0.gstatic.com/images?q=tbn%3AANd9GcQBDgrRaC86u5ZGY9rG-Ph7dC47hUGsSk987BmW0ots-c7Zq859&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Khaosokbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%9E%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87</id>
		<title>นกหัวขวานลายตะโพกเหลือง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%9E%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87"/>
				<updated>2020-02-01T12:30:23Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Khaosokbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Meiglyptes tristis1.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Picidae&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Meiglyptes tristis'' (Horsfield) 1821.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Buff-rumped Woodpecker &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : Fulvous-rumped Woodpecker, Fulvous-rumped Barred Woodpecker&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นกหัวขวานลายตะโพกเหลืองมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Meiglyptes tristis'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ trist, -i หรือ tristis แปลว่าเศร้า ความหมายคือ “นกที่มีสีไม่ฉูดฉาด (สีแห่งความเศร้า)” พบครั้งแรกที่เกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย ทั่วโลกมีนกหัวขวานลายตะโพกเหลือง 4 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 1 ชนิดย่อย คือ Meiglyptes tristis grammithorax (Malherbe) ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษากรีกคือ gramm, -a, -at แปลว่าจดหมายหรือเขียน และ thora, -co, =x แปลว่าอก ความหมายคือ “นกที่บริเวณอกมีลาย” พบชนิดย่อยนี้ครั้งแรกที่ประเทศมาเลเซีย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ในพม่า ไทย มาเลเซีย และหมู่เกาะซุนดาใหญ่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกขนาดเล็ก (18-19 ซม.) ลำตัวด้านบนและลำตัวด้านล่างเป็นลายเล็ก ๆ สีดำสลับสีขาว ตะโพกสีขาวนวล ลายบนหัวละเอียดกว่าลำตัว ท้ายทอยมีพุ่มหงอนขนเป็นกระจุกเล็ก ๆ ตัวผู้ต่างจากตัวเมียตรงที่แก้มมีแถบสีแดงาว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
อาศัยอยู่เฉพาะในป่าดงดิบชื้น ตั้งแต่ระดับพื้นราบจนกระทั่งความสูง 600 เมตรจากระดับน้ำทะเล บางครั้งพบหากินตามสวนผลไม้ และสวนยางพารา มักพบอยู่เป็นคู่ หากินตามลำต้น หรือกิ่งไม้ใหญ่ ไม่พบที่ลงมาหากินตามพื้นดิน อาหารส่วนใหญ่คือมด มันหาอาหารด้วยการบินไปเกาะตามลำต้นหรือกิ่งไม้ใหญ่ที่มีมดอาศัยอยู่ จากนั้นจะใช้ลิ้นที่ยาวและเหนียวตวัดมดเข้าปาก บางครั้งมันใช้ปากจิกและแคะเปลือกไม้ให้หลุดออกเพื่อหามด ไข่มด และตัวอ่อนของด้วง เมื่อพบเหยื่อจึงใช้ลิ้นตวัดเข้าปาก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์'''&amp;lt;br&amp;gt; &lt;br /&gt;
นกหัวขวานลายตะโพกเหลืองผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝนระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม ทั้งสองเพศช่วยกันขุดเจาะโพรง ทำรังตามต้นที่มีเนื้อไม้อ่อนหรือแข็งปานกลาง หรือตามไม้ยืนต้นตายที่ค่อนข้างผุ โพรงอยู่สูงจากพื้นดิน ประมาณ 1-5 เมตร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่'''&amp;lt;br&amp;gt; &lt;br /&gt;
รังมีไข่ 3 ฟอง ไข่สีขาว มีขนาดเฉลี่ย 16.3x22.4 มม.ทั้งคู่ช่วยกันฟักไข่และเลี้ยงดูลูกอ่อน ใช้เวลาฟักไข่ 11-12 วัน ลูกนกแรกเกิดยังไม่ลืมตาและไม่มีขนปกคลุมร่างกาย พ่อแม่ต้องช่วยกันกกและป้อนอาหาร ลูกนกอายุประมาณ 1 เดือน จะบินได้และแยกจากพ่อแม่ไปหากินตามลำพัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
นกหัวขวานลายตะโพกเหลืองเป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณปานกลาง พบทางภาคตะวันตก และภาคใต้ตั้งแต่คอคอดกระลงไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
กฎหมายจัดนกหัวขวานลายตะโพกเหลืองเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=fKouJ_ctPw4  นกหัวขวานลายตะโพกเหลือง] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Meiglyptes tristis02.jpg]]  [[ไฟล์:Meiglyptes tristis03.jpg]] [[ไฟล์:Meiglyptes tristis04.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;  &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://singaporebirders.files.wordpress.com/2016/01/buff-rumped-woodpecker_alanng.jpg?w=1200&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.birdsofthailand.org/sites/default/files/photo/image_148.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://dktnfe.com/web59/wp-content/uploads/2014/09/0075sep12_buffrumped_woodpecker_h_y_pollo_img_0253.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Khaosokbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%9C%E0%B9%88</id>
		<title>นกหัวขวานป่าไผ่</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%9C%E0%B9%88"/>
				<updated>2020-02-01T12:27:24Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Khaosokbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Gecinulus viridis01.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Picidae&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Gecinulus viridis'' Blyth, 1862.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Bamboo Woodpecker &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : Green Bamboo Woodpecker&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นกหัวขวานป่าไผ่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Gecinulus viridis'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ virid, -esc หรือ viridis แปลว่าสีเขียว ความหมายคือ “นกที่มีสีเขียว” พบครั้งแรกที่เมืองพะโค ประเทศพม่า ทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยมีนกหัวขวานป่าไผ่ 2 ชนิดย่อย คือ Gecimulus viridis viridis Blyth ชื่อชนิดย่อยมีที่มาและความหมายเช่นเดียวกับชื่อชนิด และ Gecinulus viridis robinsoni Boden Kloss go ชนิดย่อยดัดแปลงจากชื่อของบุคคล พบชนิดย่อยนี้ครั้งแรกที่ประเทศมาเลเซีย ในอดีตนักปักษีวิทยาจัดนกหัวขวานหัวเหลือง และนกหัวขวานป่าไผ่เป็นชนิดเดียวกัน แต่ต่างชนิดย่อย โดยใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gecinulus grantia ต่อมายกฐานะแต่ละชนิดย่อยเป็นชนิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ในพม่า ไทย ลาว และมาเลเซีย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกขนาดเล็ก (27-28 ซม.) ปากสีออกขาว หัวสีเหลืองแกมสีน้ำตาล ลำตัวด้านบนสีเขียวแกมเหลือง ตะโพกสีแดง ลำตัวด้านล่างสีน้ำ ตาลแกมเขียว ตัวผู้ต่างจากตัวเมียตรงที่กระหม่อมและท้ายทอยของตัวผู้เป็นสีแดง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
อาศัยอยู่ตามป่าไผ่ ป่าดงดิบ และป่าเบญจพรรณ ตั้งแต่ระดับพื้นราบจนกระทั่งความสูง 1,400 เมตรจากระดับน้ำทะเล มักพบอยู่โดดเดี่ยวหรือเป็นคู่ หากินตามลำต้นของต้นไม้หรือลำไผ่ขนาดใหญ่ บางครั้งหากินตามไม้ล้ม ไม่พบหากินตามพื้นดิน เป็นนกที่ส่งเสียงร้องเกือบตลอดเวลา เช่น เดียวกับนกหัวขวานหัวเหลือง อาหารส่วนใหญ่ ได้แก่ มด ตัวอ่อนของด้วงที่เจาะต้นไม้และลำไผ่ มันหาอาหารด้วยการใช้ลิ้นยาว ชอนไชไปตามโพรงหรือรูซึ่งเป็นที่อยู่ของเหยื่อ บาง ครั้งก็ใช้ปากจิกเปลือกไม้ให้หลุดออกเพื่อหาเหยื่อที่อยู่ใต้เปลือกไม้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์'''&amp;lt;br&amp;gt; &lt;br /&gt;
นกหัวขวานป่าไผ่ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝนระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม ทำรังตามโพรงบนต้นไม้ โดยเฉพาะไม้ยืนต้นตายที่ค่อนข้างผุ มักเป็นโพรงที่มันขุดเจาะเอง มันอาจใช้โพรงเดิมทำรังในปีต่อไป แต่มักเจาะปากโพรงซึ่งเป็นทางเข้าออกใหม่ ยังเป็นที่สงสัยว่านกที่ใช้โพรงเดิม ทำรังนี้จะเป็นคู่เดิมที่เคยใช้โพรงนี้มาก่อนหรือเป็นนกคู่ใหม่ โพรงมักอยู่สูงจากพื้นดินประมาณ 1-6 เมตร บางคู่ทำรังในปล้องไผ่ โดยเจาะปากโพรงเหนือข้อไผ่ประมาณ 10-15 ซม. แล้ววางไข่ข้างใน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่'''&amp;lt;br&amp;gt; &lt;br /&gt;
รังมีไข่ 3 ฟอง ไข่สีขาว มีขนาดเฉลี่ย 19.0x25.1 มม. ทั้งสองเพศช่วยกันขุดโพรง ฟักไข่ และเลี้ยงดูลูกอ่อน ใช้เวลาฟักไข่ 14-15 วัน ลูกนกแรกเกิดไม่มีขนปกคลุมร่างกาย และยังช่วยเหลือตนเองไม่ได้ พ่อแม่ต้องช่วยกันกก และป้อนอาหารจนลูกนกแข็งแรงและบินได้ดี ประมาณ 1 เดือนหลังออกจากไข่ ลูกนกจะทิ้งรังไปหากินตามลำพัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
นกหัวขวานป่าไผ่เป็นนกประจำถิ่น พบไม่บ่อยและปริมาณไม่มากนัก ชนิดย่อย viridis พบทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคใต้ตั้งแต่คอคอดกระขึ้นมา ชนิดย่อย robinsoni พบทางภาคใต้ตั้งแต่คอคอดกระลงไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
กฎหมายจัดนกหัวขวานป่าไผ่ทุกชนิดย่อยเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=4BclzoiFJuY  นกหัวขวานป่าไผ่] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Gecinulus viridis02.jpg]]  [[ไฟล์:Gecinulus viridis03.jpg]] &amp;lt;/center&amp;gt;  &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://live.staticflickr.com/4117/4874798611_4c071716d6_b.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://download.ams.birds.cornell.edu/api/v1/asset/83900741/1800&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://dktnfe.com/web59/wp-content/uploads/2014/09/bamboo_woodpecker_2.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Khaosokbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87</id>
		<title>นกหัวขวานแดง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87"/>
				<updated>2020-02-01T12:23:59Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Khaosokbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Blythipicus  rubiginosus01.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Picidae&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Blythipicus rubiginosus'' (Swainson) 1837.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Maroon Woodpecker &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : Lesser Bay Woodpecker&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นกหัวขวานแดงมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Blythipicus rubiginosus'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ rubigin แปลว่าสีน้ำตาลแดง และ -osu, =m, -s แปลว่าเต็มไปด้วย ความหมายคือ “นกที่มีสีน้ำตาลแดง” พบครั้งแรกที่ประเทศมาเลเซีย ทั่วโลกมีนกหัวขวานแดง 2 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 1 ชนิดย่อย คือ Blythipicus rubiginosus rubiginosus (Swainson) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ในพม่า ไทย มาเลเซีย เกาะสุมาตรา และเกาะบอร์เนียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกขนาดเล็ก (22-23 ซม.) หัวสีเขียวเข้มแกมเหลือง ปากสีออกเหลือง ลำตัวด้านบนสีน้ำตาลแดง ลำตัวด้านล่างสีน้ำตาล ตัวผู้ต่างจากตัวเมียตรงที่ตัวผู้มีแต้มสีแดงบริเวณคอด้านข้าง ส่วนตัวเมียไม่มีแต้มสีแดง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
อาศัยอยู่ตามป่าดงดิบชื้น ตั้งแต่ระดับพื้นราบจนกระทั่งความสูง 900 เมตรจากระดับน้ำทะเล มักพบอยู่เป็นคู่ มักกระโดดหากินตามพื้นดินหรือเกาะตามลำต้นของไม้พุ่มเตี้ยหรือไม้ล้ม อาหาร ได้แก่ มด ปลวก ตัวอ่อนและตัวหนอนของ แมลง โดยเฉพาะตัวอ่อนและหนอนของด้วงเจาะเนื้อไม้ พฤติกรรมการกินอาหารและอุปนิสัยอื่นไม่แตกต่าง จากนกหัวขวานทั่วไป โดยเฉพาะนกหัวขวานแดงหลังลาย ซึ่งเป็นนกในสกุลเดียวกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์'''&amp;lt;br&amp;gt; &lt;br /&gt;
นกหัวขวานแดงผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝนระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายน ทำรังตามโพรงต้นไม้ โดยเฉพาะไม้ยืนต้นตาย โพรงอยู่ไม่สูงจากพื้นดินมากนัก ชีววิทยาการสืบพันธุ์อื่นไม่แตกต่างจากนกหัวขวานแดงหลังลาย ทั้งนี้เพราะนกหัวขวานแดงมีขนาดเล็กกว่า &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
นกหัวขวานแดงเป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณปานกลาง พบเฉพาะทางภาคใต้ตั้งแต่คอคอดกระลงไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
กฎหมายจัดนกหัวขวานแดงเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=poFKOAjL4Uw  นกหัวขวานแดง] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Blythipicus  rubiginosus02.jpg]]  [[ไฟล์:Blythipicus  rubiginosus03.jpg]] [[ไฟล์:Blythipicus  rubiginosus04.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;  &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://dktnfe.com/web59/wp-content/uploads/2014/09/maroon_woodpecker_2.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.hbw.com/sites/default/files/styles/ibc_2k/public/ibc/p/img_6803-edit.jpg?itok=RrQs52tp&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://encrypted-tbn0.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcT10kVtwH9Pl8Y8KhhPo19-47ZfnMBH3EuL0cvGHSIsFWY6Sx-wog&amp;amp;s&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://encrypted-tbn0.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcToFTBUtsVN_6FTygtunBNJQizs0hk-IK8jKVmqVlXxM0yMoVrWKw&amp;amp;s&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Khaosokbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B0</id>
		<title>นกหัวขวานด่างแคระ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B0"/>
				<updated>2020-02-01T12:15:16Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Khaosokbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Dendrocopos canicapillus01.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Picidae&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Dendrocopos canicapillus'' (Blyth) 1836.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Grey-capped Woodpecker&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : Grey-headed Pygmy Woodpecker, Pygmy Pied Woodpecker, Grey-crowned Pygmy Woodpecker&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นกหัวขวานด่างแคระมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Dendrocopos canicapillus'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ can หรือ canus แปลว่าสีเทา และ capill, -a หรือ capillus แปลว่ากระหม่อม ความหมายคือ “นกที่มีกระหม่อมสีเทา” พบครั้งแรกทางตอนใต้ของประเทศพม่า ทั่วโลกมีนกหัวขวานด่างแคระ 15 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 4 ชนิดย่อย คือ&lt;br /&gt;
#Dendrocopos canicapillus canicapillus (Blyth) ชื่อชนิดย่อยมีที่มาและความหมายเช่นเดียวกับชื่อชนิด&lt;br /&gt;
#Dendrocopos canicapillus delacouri (Meyer de Schauensee) ชื่อชนิดย่อยดัดแปลงจากชื่อของบุคคล พบครั้งแรกที่จังหวัดอุบลราชธานี&lt;br /&gt;
#Dendrocopos canicapillus pumilus (Hargitt) ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ pumil, -io, -o แปลว่าแคระ ความหมายคือ “นกที่มีขนาดเล็กมาก” พบครั้งแรกที่ประเทศพม่า&lt;br /&gt;
#Dendrocopos canicapillus auritus (Eyton) ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ aur, -i, -icul, =is, -it แปลว่าหู และ -tus เป็นคำลงท้าย ความหมายคือ “ขนบริเวณหูมีสีเด่น” พบครั้งแรกที่ประเทศมาเลเซีย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ตั้งแต่ปากีสถาน จีน เกาะไหหลำ ไต้หวัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เกาะสุมาตรา และเกาะบอร์เนียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกขนาดเล็กมาก (15 ซม.) ตัวผู้บริเวณหน้าผากและกระหม่อมสีเทา หัวด้านข้างจากตาลงไปจรดคอเป็นแถบสีขาว เหนือแถบนี้มีเส้นเล็ก ๆ สีแดง หลังและตะโพกสีดำมีลายแถบสีขาว ปีกสีดำมีลายขีดประสีขาว คางและคอหอยสีขาวมีลายขีดสีเทา ลำตัวด้านล่างส่วนอื่นสีน้ำตาลจางจนเกือบเป็นสีขาว มีลายขีดสีดำ ขนคลุมโคนขนหางด้านบนและขนหางคู่กลางสองคู่เป็นสีดำ ขนหางคู่อื่นสีดำมีจุดประสีขาว ตัวเมียต่างจากตัวผู้ตรงที่หัวด้านข้างไม่มีเส้นสีแดง บริเวณเหนือแถบสีขาว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
อาศัยอยู่ตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบแล้ง ป่าดงดิบเขา ป่ารุ่น และ ป่าละเมาะ ตั้งแต่ระดับพื้นราบจนกระทั่งความสูง 1,800 เมตรจากระดับน้ำทะเล มักพบอยู่เป็นคู่ และอาจพบอยู่รวมกับนกที่กินแมลง โดยเฉพาะนกไต่ไม้ นกติต นกจับแมลง และนกกระจ้อย นกหัวขวานด่างแคระมีพฤติกรรมคล้ายคลึงกับนกไต่ไม้มาก บางครั้งจึงทำให้ เข้าใจผิดคิดว่าเป็นพวกนกไต่ไม้ มันมักเกาะตามลำต้นของไม้พุ่มซึ่งไม่สูงจากพื้นดินมากนัก นอกจากนี้ยังเกาะตามกิ่งไม้ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่รวมทั้งยอดไม้ ใน ช่วงเช้ามักจะเห็นมันเกาะฝั่งแดดตามยอดไม้ในลักษณะของนกจับคอน นกหัวขวานด่างแคระหาอาหารด้วยการกระโดด เกาะวนไปรอบลำต้นหรือกิ่งไม้พร้อมกับใช้ปากจิกแคะเปลือกไม้ให้หลุด และใช้ลิ้นที่ยาวและเหนียวชอนไชไปตามโพรงหรือรู หรือใต้เปลือกไม้แล้วตวัดอาหารเข้าปาก อาหาร ได้แก่ มด ปลวก ผึ้ง ตัวหนอนและตัวอ่อนของแมลง นอกจากนี้มันยังกินผลไม้เปลือกอ่อน เช่น ไทร และน้ำหวานดอกไม้ โดยเฉพาะดอกทองหลางป่า งิ้ว และทองกวาว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์'''&amp;lt;br&amp;gt; &lt;br /&gt;
นกหัวขวานด่างแคระผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝนระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม ทั้งสองเพศช่วยกันเจาะโพรงทำรังบนลำต้นหรือกิ่งไม้ ทั้งต้นตายที่ค่อนข้างผุหรือต้นไม้เนื้ออ่อนหรือแข็งปานกลางที่ยังมีชีวิตอยู่ รังอยู่สูงจากพื้นดินประมาณ 5-10 เมตร ปากโพรงกว้างประมาณ 3-4 ซม. ลึกเข้าไปตามแนวนอน 10-20 ซม. แล้วหักลงตามแนวลำต้นหรือกิ่งไม้ 20-40 ซม. ส่วนในสุดเป็นโพรงกว้างเพื่อวางไข่ สำหรับโพรงตามกิ่งไม้ ปากโพรงมักอยู่ทางใต้กิ่ง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''&amp;lt;br&amp;gt; &lt;br /&gt;
รังมีไข่ 4-5 ฟอง ไข่สีขาว มีขนาดเฉลี่ย 14.4x18.6 มม. ทั้งคู่ช่วยกันฟักไข่ อาจเข้าฟักพร้อมกันหรือผลัดกัน ใช้เวลาฟักไข่ 12-13 วัน ลูกนกแรกเกิดยังไม่ลืมตา ไม่มีขนปกคลุมร่างกาย และยังช่วยเหลือตนเองไม่ได้ พ่อแม่จะช่วยกันกกและป้อนอาหารจนลูกนกแข็งแรงและบินได้ดี ประมาณ 1 เดือน หลังออกจากไข่ ลูกนกก็จะทิ้งรังไปหากินตามลำพัง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
นกหัวขวานด่างแคระเป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณปานกลาง ชนิดย่อย cani capillus พบทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ชนิดย่อย delacouri พบทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างและภาคตะวันออกเฉียงใต้ ชนิดย่อย pumilus พบทางภาคตะวันตกและภาคใต้ ตั้งแต่จังหวัดกาญจนบุรีจนถึงจังหวัดสตูล ชนิดย่อย auritus พบทางภาคใต้ตอนใต้สุด บริเวณจังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา และจังหวัดนราธิวาส&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
กฎหมายจัดนกด่างแคระทุกชนิดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=apq0Xba1610 นกหัวขวานด่างแคระ] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Dendrocopos canicapillus02.jpg]]  [[ไฟล์:Dendrocopos canicapillus03.jpg]] [[ไฟล์:Dendrocopos canicapillus04.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;  &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.oknation.net/blog/home/user_data/album_data/201208/03/51290/images/459269.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.oknation.net/blog/home/user_data/album_data/201208/03/51290/images/459265.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://encrypted-tbn0.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcSkJCMSHCXDmev0kHIqLXuViEksLnpjJuCryZNSKb2i7ggIdgin&amp;amp;s&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://encrypted-tbn0.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcRiI86pmfyAc0bu9ooUY5CRj5RVjoHvkx2FIHI_9JFsTDOn-7Dk&amp;amp;s&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Khaosokbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B9%8B%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87</id>
		<title>นกหัวขวานจิ๋วอกแดง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B9%8B%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87"/>
				<updated>2020-02-01T12:08:43Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Khaosokbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Sasia  abnormis01.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Picidae&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Sasia  abnormis'' (Temminck) 1825.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Rufous  Piculet&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : -&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นกหัวขวานจิ๋วอกแดงมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Sasia  abnormis'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ ab, -s แปลว่าจากหรือจากไป และ norm, =a แปลว่ากฎ ความหมายคือ “นกที่มีลักษณะผิดไปจากปกติ” พบครั้งแรกที่เกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย ทั่วโลกมีนกหัวขวานจิ๋วอกแดง 2 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 1 ชนิดย่อย คือ Sasia abnormis abnormis (Temminck)&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ในพม่า ไทย มาเลเซีย และหมู่เกาะซุนดาใหญ่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกขนาดเล็กมาก (9 ซม.) ตัวผู้หน้าผากสีเหลือง กระหม่อมและท้ายทอยสีเขียว บริเวณใบหน้าสีน้ำตาล วงรอบเบ้าตาสีแดง หลังสีเขียวแกมเหลือง บริเวณปีกสีเขียว ลำตัวด้านล่างสีน้ำตาลแดง หางสีดำ ตัวเมียแตกต่างจากตัวผู้ตรงที่หน้าผากเป็นสีน้ำตาลแดง ตัวไม่เต็มวัยลำตัวด้านบนสีออกเขียวมากกว่าตัวเต็มวัย ลำตัวด้านล่างสีเทา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
อาศัยอยู่ตามป่าดงดิบชื้น ป่าไผ่ และป่ารุ่น ตั้งแต่ระดับพื้นราบจนกระทั่งความสูง 1,300  เมตรจากระดับน้ำทะเล พบอยู่โดดเดี่ยวหรือเป็นคู่ แต่อาจพบอยู่รวมกับนกขนาดเล็กชนิดอื่น มันเคลื่อนที่ไปตามกิ่งไม้และลำต้นด้วยการกระโดด อาหาร ได้แก่ ตัวหนอน แมลง และไข่ของแมลง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์'''&amp;lt;br&amp;gt; &lt;br /&gt;
นกหัวขวานจิวอกแดงผสมพันธุ์ในช่วงต้นฤดูฝนระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน มันขุดโพรงทำรังตามต้นไม้ โดยเฉพาะตอไผ่ โพรงมีขนาดเล็ก ทางเข้าออกกว้างประมาณ 2.5 ซม. ภายในโพรงมีขนาดเท่ากับโพรงในลำไผ่ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่'''&amp;lt;br&amp;gt; &lt;br /&gt;
รังมีไข่ 3-4 ฟอง ไข่มีรูปร่างค่อนข้างกลม สีขาวเป็นมัน มีขนาดเฉลี่ย 12.7x15.9 มม.  ทั้งสองเพศช่วยกันฟักไข่และเลี้ยงดูลูกอ่อน ใช้เวลาฟักไข่ 10-11 วัน ลูกนกแรกเกิดไม่มีขนปกคลุมร่างกายและยังช่วยเหลือตนเองไม่ได้ พ่อแม่จะป้อนอาหารจนแข็งแรงและบินได้ดี ประมาณ 30-40 วันหลังออกจากไข่ ลูกนกจะทิ้งรังไปหากินตามลำพัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
นกหัวขวานจิ๋วอกแดงเป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณปานกลาง พบเฉพาะทางภาคใต้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
กฎหมายจัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=S2pL7hBh19w  นกหัวขวานจิ๋วอกแดง] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Sasia  abnormis02.jpg]]  [[ไฟล์:Sasia  abnormis03.jpg]] [[ไฟล์:Sasia  abnormis04.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;  &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://i.ytimg.com/vi/S2pL7hBh19w/maxresdefault.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://encrypted-tbn0.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcR_hvxDpj3cQk8DtjbN9GCa2LVh7HeIt7-aAvfnLJPxq74BwXGw&amp;amp;s&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://encrypted-tbn0.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcR1RuTG5GnNykXqkzDE1BDlKdVAp_GQxQK1yWWOLeqB5_ELYlG0rQ&amp;amp;s&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://download.ams.birds.cornell.edu/api/v1/asset/87934721/1800&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Khaosokbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B9%8B%E0%B8%A7%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A7</id>
		<title>นกหัวขวานจิ๋วคิ้วขาว</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B4%E0%B9%8B%E0%B8%A7%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A7"/>
				<updated>2020-02-01T12:05:27Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Khaosokbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Sasia ochracea01.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Picidae&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Sasia ochracea'' Hodgson, 1836.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : White-browed Piculet&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : White-browed Rufous Piculet&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นกหัวขวานซิ่วคิ้วขาวมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Sasia ochracea'' ชื่อชนิดเป็นคำในภาษาละตินสมัยใหม่คือ ochraceus (รากศัพท์คือ ochr, -0 หรือ ochra) แปลว่าสีจางหรือเหลืองซีด ความหมายคือ “นกที่มีสีเหลืองซีด” พบครั้งแรกที่ประเทศเนปาล ทั่วโลกมีนกหัวขวานซิ่วคิ้วขาว 5 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 3 ชนิดย่อย คือ&lt;br /&gt;
#Sasia ochracea querulivox Baker ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ querulos หรือ quer, -e, -i แปลว่าบ่น และ =VOX แปลว่าเสียง ความหมายคือ “นกที่มีเสียงร้องลักษณะคล้ายเสียงบ่น” พบชนิดย่อยนี้ครั้งแรกที่รัฐเบงกอลด้านตะวันออก ประเทศอินเดีย&lt;br /&gt;
#Sasia ochracea reichenowi Hesse ชื่อชนิดย่อยดัดแปลงจากชื่อของบุคคล พบชนิดย่อยนี้ครั้งแรกบริเวณเทือกเขาตะนาวศรีตอนเหนือ ในประเทศพม่า&lt;br /&gt;
#Sasia ochracea hasbroucki Deignan ชื่อชนิดย่อยดัดแปลงจากชื่อของบุคคล พบชนิดย่อยนี้ครั้งแรกบริเวณเทือกเขาตะนาวศรีตอนใต้ ในประเทศพม่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ตั้งแต่เทือกเขาหิมาลัย จีนตอนใต้ พม่า ไทย มาเลเซีย และกัมพูชา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกขนาดเล็กมาก ( 9 ซม.) ลักษณะทั่วไปคล้ายคลึงกับนกหัวขวานจิ๋วอกแดง จะแตกต่างกันตรงที่นกหัวขวานซิ่วคิ้วขาวมีคิ้วสีขาวและบริเวณหลังสีออกเป็นสีน้ำตาลแดง นกหัวขวานซิ่วคิ้วขาวชนิดย่อย querulivox มีวงรอบเบ้าตาสีแดง ชนิดย่อย reichenowi และ hasbroucki มีวงรอบเบ้าตาสีดำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
อาศัยอยู่ตามป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบแล้ง ป่าดงดิบเขา และป่าไผ่ ตั้งแต่ระดับพื้นราบจนกระทั่งความสูง 1,800 เมตรจากระดับน้ำทะเล พบอยู่โดดเดี่ยวหรือเป็นคู่ อาจพบอยู่รวมกับนกกินแมลงต่าง ๆ นกหัวขวานซิ่วคิ้วขาวเป็นนกที่ไม่ค่อยพบ เกาะอยู่นิ่ง ๆ มักเคลื่อนที่เกือบตลอดเวลา มันมักกระโดดไปตามกิ่งไม้หรือลำต้นคล้ายกับพวกนกไต่ไม้ นอกจากนี้ยังสามารถเกาะกิ่งไม้ขนาดเล็กได้เช่นเดียวกับพวกนกจับคอนทั่วไป อาหาร ได้แก่ แมลง มด ไข่มด และตัวหนอน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์'''&amp;lt;br&amp;gt; &lt;br /&gt;
นกหัวขวานซิ่วคิ้วขาวมีชีววิทยาการสืบพันธุ์ไม่แตกต่างจากนกหัวขวานจิ๋วอกแดง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
นกหัวขวานซิ่วคิ้วขาวเป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณปานกลาง ชนิดย่อย queru livox พบทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ชนิดย่อย reichenowi พบทางภาคตะวันตกและภาคใต้ และชนิดย่อย hasbroucki พบทางภาคใต้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
กฎหมายจัดนกหัวขวานซิ่วคิ้วขาวทุกชนิดย่อยเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=JkbMUtUOIm0  นกหัวขวานจิ๋วคิ้วขาว] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Sasia ochracea02.jpg]]  [[ไฟล์:Sasia ochracea03.jpg]] [[ไฟล์:Sasia ochracea04.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;  &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.birdsofthailand.org/sites/default/files/photo/image_947.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://encrypted-tbn0.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcRazvDEttlKkN8TTp55m2GOriUFnftS-ip2sB6mrYuiCHxPwHxO5g&amp;amp;s&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.lowernorthernbird.com/bird_picture/large/2019_05_19_12_01_43.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://live.staticflickr.com/1441/26152622376_168f712148_n.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Khaosokbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87</id>
		<title>นกหกเล็กปากแดง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87"/>
				<updated>2020-02-01T11:19:15Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Khaosokbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Loriculus vernalis01.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Psittacidae&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Loriculus vernalis'' (Sparrman) 1787.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Vernal Hanging Parrot&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : Indian Lorikeet, Indian Hanging Lorikeet&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นกหกเล็กปากแดงมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Loriculus vernalis'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ vern, -a แปลว่าฤดูใบไม้ผลิหรือสดใส และ -alis หรือ -ale เป็นคำลงท้าย แปลว่าเป็นของ ความหมายคือ “นกที่มีสีเขียว (สีใบไม้ในฤดูใบไม้ผลิ)” พบครั้งแรกที่รัฐอัสสัม ประเทศอินเดีย ทั่วโลกมีนกหกเล็กปากแดง 2 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบทั้ง 2 ชนิดย่อย คือ Loriculus vernalis vernalis (Sparrman) ชื่อชนิดย่อยมีที่มาและความหมายเช่นเดียวกับชื่อชนิด และ Loriculus vernalis phileticus Deignan ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ phil, -a, -i, -o เป็นรากศัพท์ภาษากรีก แปลว่าชอบ และ -ticus เป็นคำลงท้ายในภาษาละติน แปลว่าเป็นของหรือแหล่งที่อยู่อาศัย ซึ่งก็คือป่า ความหมายคือ “นกที่พบตามป่า” พบครั้งแรกที่จังหวัดตรัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ในอินเดีย จีนตอนใต้ พม่า ไทย เวียดนาม มาเลเซีย หมู่เกาะอันดามัน และเกาะชวา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกขนาดเล็กมาก (12-14 ซม.) หางเล็กและสั้น ตัวผู้ปากสีแดง ลำตัวสีเขียว ตะโพกและขนคลุมโคนขนหางด้านบนสีแดง คอหอยมีแต้มสีน้ำเงิน ขนปีกบินด้านล่างสีน้ำเงินแกมฟ้า ขนคลุมขนปีกด้านล่างส่วนอื่นสีเขียว ขาและนิ้วสีเหลือง ตัวเมียปากสีซีดกว่าตัวผู้และคอหอยไม่มีแต้มสีน้ำเงิน ตัวไม่เต็มวัยมีลักษณะคล้ายกับตัวเมีย แต่ตะโพกและขนคลุมโคนขนหางด้านบนสีเขียว มีลายสีแดง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
อาศัยอยู่ตามป่าทั่วไป ตั้งแต่ระดับพื้นราบจนกระทั่งความสูง 1,500 เมตรจากระดับน้ำทะเล พบอยู่เป็นคู่ เป็นครอบครัว หรือเป็นฝูงเล็ก ๆ แต่บริเวณที่มีอาหารอุดมสมบูรณ์บางครั้งพบเป็นฝูงใหญ่กว่า 50 ตัว เนื่องจากนกหกเล็กปากแดงมีขนาดเล็กมากและสีสันกลมกลืนกับธรรมชาติ จึงสังเกตเห็นตัวได้ยาก นอกจากมันจะบิน นกหกเล็กปากแดงสามารถเกาะยอดไม้และกิ่งไม้ได้ทุกแนว ทั้งเกาะแบบนกจับคอนและห้อยหัวลง เวลาเกาะมันใช้ทั้งกรงเล็บและปาก ในเวลากลางคืนมันนอนหลับโดยเกาะกิ่งไม้ห้อยหัวลงแบบเดียวกับค้างคาว นกหกเล็กปากแดงบินได้ดีและเร็ว ขณะบินมักร้องเป็นเสียง “ชิชิ-ชิ” ซ้ำ ๆ กันทุก 2 วินาที นกหกเล็กปากแดงกินผลไม้เปลือกอ่อน เช่น ลูกไทร แต่ที่พบบ่อยมากคือกินน้ำหวานและกลีบดอกไม้ โดยเฉพาะดอกทองหลางป่า ดอกกาฝาก และดอกยูคาลิปตัส นอกจากนี้บางครั้งมันกินเมล็ดพืชและเมล็ดของไม้ต้น เช่น ขุยไผ่ เมล็ดสัก ธัญพืช เป็นต้น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์'''&amp;lt;br&amp;gt; &lt;br /&gt;
นกหกเล็กปากแดงผสมพันธุ์ในช่วงฤดูหนาวต่อฤดูร้อนระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน ทำรังในโพรงต้นไม้ตามกิ่งหรือลำต้น ซึ่งอาจเป็นโพรงทั้งด้านล่างและด้านข้างของกิ่งไม้ โพรงมักเกิดตามธรรมชาติ มันจะตกแต่งโพรงให้เหมาะกับตัวมัน และมักไม่มีวัสดุรองรัง ปกติรังอยู่สูงจากพื้นดินประมาณ 2-10 เมตร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
รังมีไข่ 3-4 ฟอง ไข่มีรูปร่างค่อนข้างกลม สีขาวเป็นมัน ไม่มีลวดลาย มีขนาดเฉลี่ย 15.8x19.1 มม.  ทั้งสองเพศช่วยกันฟักไข่และเลี้ยงดูลูกอ่อน แต่ส่วนใหญ่ตัวเมียจะทำหน้าที่ดังกล่าว ใช้เวลาฟักไข่ 13-14 วัน ลูกนกแรกเกิดยังไม่ลืมตา ไม่มีขนปกคลุมลำตัว และยังช่วยเหลือตนเองไม่ได้ พ่อแม่ต้องช่วยกันกกและสำรอกอาหารออกมาป้อน ประมาณ 2-3 สัปดาห์ ลูกนกจะแข็งแรงและบินได้ดี แล้วพวกมันจะทิ้งรังไปรวมฝูงกับนกครอบครัวอื่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
นกหกเล็กปากแดงเป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณปานกลาง ชนิดย่อย vernalis พบทางภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคตะวันตกใต้สุดที่จังหวัดกาญจนบุรี ส่วนชนิดย่อย phileticus พบทางภาคใต้ ตั้งแต่คอคอดกระจนถึงจังหวัดตรัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
กฎหมายจัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=HvSjbkObq0M  นกหกเล็กปากแดง] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Loriculus vernalis02.jpg]]  [[ไฟล์:Loriculus vernalis03.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;  &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://encrypted-tbn0.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcRmws4NNjZjqrIGh_Q2ee-qx-PPBShOhORR8peNT-c-XCYA5f8Oow&amp;amp;s&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://download.ams.birds.cornell.edu/api/v1/asset/133940621/1800&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://encrypted-tbn0.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcSef1nJbj70h2re_AVN44thitINj5xLTGI-L-1fHGSGhkhC4U9JGQ&amp;amp;s&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Khaosokbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%8A%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B9%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99</id>
		<title>นกสีชมพูสวน</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%8A%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B9%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99"/>
				<updated>2020-02-01T11:15:34Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Khaosokbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Dicaeum cruentatum01.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Pellorneidae&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Dicaeum cruentatum'' (Linnaeus) 1758.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Scarlet-backed flowerpecker&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : -&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Dicaeum cruentatum''  ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ cruentatus (cruent และ –tus) แปลว่าสีแดงหรือสีเลือด  ความหมายคือ  “นกที่มีหลังสีแดง” พบครั้งแรกที่รัฐเบงกอลประเทศอินเดีย  ทั่วโลกมี 8 ชนิดย่อย  ประเทศไทยพบ 2 ชนิดย่อย คือ Dicaeum cruentatum siamense Boden kloss  ชื่อชนิดย่อยมาจากชื่อสถานที่ที่พบครั้งแรกคือ จังหวัดนครราชสีมา  และ Dicaeum cruentatum ignitum (Begbie)  ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ ignites (ign, -e, -i) แปลว่าสีแดงเพลิง  ความหมายคือ “นกที่มีหลังสีแดงเพลิง”  พบครั้งแรกที่ประเทศมาเลเซีย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ตั้งแต่อินเดียตอนเหนือ จีนตอนใต้ เกาะไหหลำ จนถึงเกาะบอร์เนียวและเกาะสุมาตรา&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกขนาดเล็กมาก (9 ซม.)  ตัวเต็มวัยทั้งสองเพศกลางลำตัวด้านล่างมีแถบสีขาวแกมสีเนื้อ  ตัวผู้ลำตัวด้านบนสีแดง ปีก หาง หัวด้านข้าง และลำตัวเป็นสีดำ  ตัวเมียแตกต่างจากนกกาฝากอื่น ๆ โดยตะโพกและขนคลุมโคนขนหางด้านบนสีแดง  ตัวไม่เต็มวัยแทบไม่แตกต่างจากนกกาฝากสีเรียบยกเว้นมีแต้มสีส้มอ่อนบริเวณตะโพกและขนคลุมโคนขนหางด้านบนที่มีสีเขียวอ่อนถึงเขียว แต่มักมองไม่เห็นเมื่อดูในธรรมชาติ&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
พบตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ชายป่าดงดิบ ป่ารุ่น ทุ่งโล่ง และสวนผลไม้ ตั้งแต่พื้นราบจนกระทั่งความสูง 1,200 เมตรจากระดับน้ำทะเล  มักพบอยู่เป็นคู่ และอาจพบอยู่รวมกับนกชนิดอื่น ๆ เป็นนกที่ไม่ค่อยหยุดนิ่ง มักกระโดดจากกิ่งไม้หรือยอดไม้สลับบินไปยังต้นไม้อื่นเสมอ  ขณะเกาะและกระโดดไปตามกิ่งไม้และยอดไม้มักร้องไปด้วย  กินน้ำหวานดอกไม้เป็นอาหาร โดยเฉพาะดอกกาฝากซึ่งติดอยู่ตามต้นไม้และพุ่มไม้ และผลไม้ โดยเฉพาะผลตะขบบ้าน โดยใช้ปากจิกกินเนื้อในผลแก่ แต่ยังไม่สุกงอมโดยไม่ทำให้ผลหลุดจากขั้ว  นอกจากนี้ยังจิกกินแมลงและตัวหนอนตามกิ่งไม้และยอดไม้ โดยเฉพาะแมลงที่มาตอมดอกไม้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนถึงฤดูฝนระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนสิงหาคม  ทำรังเป็นรูปกระเปาะห้อยตามกิ่งไม้ มีทางเข้าออกทางด้านข้างด้วยการนำดอกหญ้า ใบไม้ ใบหญ้า เส้นใยมะพร้าว และใยแมงมุมมาสานกันหรือเชื่อมให้ติดกันด้วยใยแมงมุมทั้งสองเพศช่วยกันหาวัสดุและสร้างรัง  โดยทั่วไปรังกว้างประมาณ 6-7 ซม. ยาว 8-10 ซม.  ปากทางเข้าออกกว้าง 3.0-3.5 ซม. หรือกว้างพอที่ตัวนกเข้าออกได้เท่านั้น  รังอยู่สูงจากพื้นดินประมาณ 3-6 เมตร ปกติจะสร้างรังตามกิ่งไม้ที่มีใบแน่นทึบ ซึ่งบางครั้งทำให้มองเห็นได้ยาก  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
รังมีไข่ 3 ฟอง  สีขาวนวล ไม่มีจุดหรือลาย  ขนาดของไข่โดยเฉลี่ย 12.0x16.1 มม.  ทั้งสองเพศช่วยกันฟักไข่  ใช้เวลาฟักไข่ 12-13 วัน  ลูกนกที่ออกจากไข่ใหม่ ๆ มีรูปร่างเทอะทะ ยังไม่ลืมตา ไม่มีขนคลุมลำตัว ขาและนิ้วยังไม่แข็งแรงพอจะยืนหรือเดินได้  ทั้งสองเพศจะช่วยกันกกลูกให้ความอบอุ่น และหาอาหารมาป้อน  ในระยะแรกการป้อนอาหารจะบ่อยมาก ประมาณ 5-10 นาทีต่อครั้ง  ขณะที่ตัวหนึ่งไปหาอาหารมาป้อนลูก อีกตัวหนึ่งจะอยู่ภายในรังหรือเกาะอยู่ภายนอกรังคอยระวังไม่ให้ศัตรูมาทำร้ายได้  แต่บางครั้งก็ออกไปหาอาหารพร้อมกัน  อาหารที่นำมาป้อนลูกนกส่วนใหญ่ได้แก่ ตัวหนอนและแมลง  บางครั้งเป็นผลไม้ขนาดเล็ก  เมื่อป้อนเสร็จแล้วจะรอรับของเสียลักษณะเป็นก้อนกลมที่ลูกนกถ่ายออกมา โดยลูกนกจะหันก้นไปทางปากรังแล้วถ่ายออกมา แล้วพ่อแม่นกจะคาบออกไปทิ้งนอกรัง  ลูกนกอายุประมาณ 20 วัน  จะมีขนคลุมเต็มตัวและบินออกจากรังได้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกประจำถิ่น  พบบ่อยและปริมาณมาก  ชนิดย่อย siamense พบทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ ภาคกลาง และภาคตะวันตก  ชนิดย่อย ignitum พบทางภาคใต้ตั้งแต่คอคอดกระลงไป&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ยังไม่จัดเป็นสัตว์ป่าสงวนหรือสัตว์ป่าคุ้มครอง เนื่องจากกฎหมายระบุการเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองว่า “นกกาฝากทุกชนิดในวงศ์ (Family) Dicaeidae”  โดยไม่กล่าวถึงนกสีชมพูสวนแต่อย่างใดทั้งที่เป็นนกในสกุลเดียวกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=u2NETMy_0uc  นกสีชมพูสวน] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Dicaeum cruentatum02.jpg]] [[ไฟล์:Dicaeum cruentatum03.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt; &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.biogang.net/upload_img/biodiversity/biodiversity-202214-1.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://oknation.nationtv.tv/blog/home/user_data/album_data/201312/07/53173/images/476182.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://oknation.nationtv.tv/blog/home/blog_data/238/8238/images/Birds_Watching/DSC_10086.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Khaosokbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7</id>
		<title>นกยางเขียว</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7"/>
				<updated>2020-02-01T11:11:31Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Khaosokbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Butorides_striatus01.JPG|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Ardeidae &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Butorides striatus'' (Linnaeus) 1758.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Little heron&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : Little green heron , Green-backed heron , Striated heron , Mangrove heron&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Butorides striatus'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ = stria, -t แปลว่าลายหรือเป็นลาย และ –tus เป็นคำลงท้ายในภาษาละตินความหมายคือ “นกยางไฟที่ลำตัวเป็นลาย” พบครั้งแรกที่สาธารณรัฐซูรินาเม ในทวีปอเมริกาใต้ ทั่วโลกมี 36 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 3 ชนิดย่อย คือ&lt;br /&gt;
#Butorides striatus amurensis Von Schrenck ชื่อชนิดย่อยดัดแปลงจากชื่อสถานที่ที่พบครั้งแรก คือดินแดน Amur ทางตะวันออกของประเทศรัสเซีย&lt;br /&gt;
#Butorides striatus actophilus Oberholser ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษากรีกคือ act, =a, -e, -I แปลว่าชายหาด และ phil, -a, -I, -o แปลว่าชอบความหมายคือ “นกยางเขียวที่ชอบอยู่ตามชายหาดหรือชายทะเล” พบครั้งแรกที่เกาะ Barussan&lt;br /&gt;
#Butorides striatus abbotti Oberholser ชื่อชนิดย่อยดัดแปลงจากชื่อของบุคคลคือ Abbott พบครั้งแรกที่เกาะลังกาวี ประเทศมาเลเซีย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ทั่วไปในทวีปอเมริกาใต้ ทวีปแอฟริกา ซีกโลกตะวันออก ยกเว้นยูเรเซียตะวันตก อินเดีย หมู่เกาะอันดามัน หมู่เกาะนิโคบาร์ พม่า ไทย อินโดจีน จีนด้านตะวันออกและใต้ ไต้หวัน เกาะไหหลำ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และออสเตรเลีย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกขนาดเล็ก-กลาง (43–45 ซม.) ปากขาวเรียวและตรง หัวเล็ก คอยาวปานกลาง ปีกยาว ปลายปีกมน ขายาวปานกลาง ทั้งสองเพศมีลักษณะและสีเหมือนกัน ตัวเต็มวัยบริเวณหัวสีดำ มีขนสีดำ 2 เส้นยื่นออกจากบริเวณท้ายทอย ลำตัวด้านบนสีเทาเข้ม ลำตัวด้านล่างสีจางกว่าลำตัวด้านบน บริเวณคอด้านล่างจนถึงอกมีลายสีขาว ตัวไม่เต็มวัยสีออกเป็นสีน้ำตาล ลำตัวด้านล่างมีลายขีดสีเข้มกระจายทั่วไป&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
มีกิจกรรมและหากินในช่วงเช้าตรู่และเย็นค่ำ บางครั้งอาจพบมันหากินในเวลากลางวันด้วย พบอยู่โดดเดี่ยวตามบริเวณป่าชายเลน ชายฝั่งทะเล และชายแหล่งน้ำจืดทั่วไป มันชอบเดินลุยตามเลน ชายน้ำ หรือในน้ำซึ่งระดับน้ำไม่ลึกมากนักบางครั้งเกาะยอดพืชจำพวกกกและอ้อที่ขึ้นอยู่ในน้ำหรือชายน้ำ หรือตามกิ่งไม้หรือตอไม้ในบริเวณแหล่งหากิน บินได้ดี แต่มักบินเรี่ยยอดหญ้าหรือชายน้ำ ขณะเกาะนิ่งเพื่อพักผ่อนหรือนอนหลับและขณะบินมักหดคอสั้น แต่ขณะหาอาหารจะยืดคอยาวออกไปพอสมควร อาหารได้แก่แมลงและสัตว์น้ำ เช่น ปลา ปู กุ้ง หอย กบ เขียด เป็นต้น ส่วนใหญ่หาอาหารโดยเดินลุยหรือเดินย่องไปตามชายเลนหรือชายน้ำต้องหาเหยื่อ เมื่อพบเหยื่อจะยืดคอใช้ปากงับเหยื่อแล้วกลืนกิน ปกติมันจะหาเหยื่อขนาดไม่ใหญ่มากนัก สามารถกลืนกินได้ทั้งตัว&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
นกยางเขียวผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝนระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนมิถุนายนในช่วงนี้มักพบมันอยู่เป็นคู่ ขณะที่ช่วงอื่นมักพบมันอยู่โดดเดี่ยว เมื่อจับคู่กันแล้ว มันจะช่วยกันเลือกสถานที่หาวัสดุ และสร้างรัง ปกติมันทำรังรวมกันเป็นกลุ่ม 6–10 รัง หรือมากกว่า แต่บางครั้งจะสร้างรังอยู่โดดเดี่ยวรังเป็นแบบง่าย ๆ เพียงนำกิ่งไม้มาวางซ้อนกันตามกิ่งหรือง่ามไม้ที่อยู่ใกล้กับแหล่งน้ำ แล้วทำแอ่งตรงกลางเพื่อรองรับไข่ โดยทั่วไปรังมีเส้นผ่านศูนย์กลางขอบนอก 25–30 ซม. เส้นผ่านศูนย์กลางขอบใน 10–15 ซม. และแอ่งตรงกลางลึก 5–7 ซม.&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ไข่'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
รังมีไข่ 3–5 ฟอง สีออกเขียว ไม่มีจุดหรือลาย มีขนาดเฉลี่ย 29.0x35.0 มม. โดยวางไข่ตั้งแต่ออกไข่ฟองแรก ใช้เวลาฟักไข่ประมาณ 15–17 วัน ลูกนกจะออกจากไข่เองโดยใช้ฟันเจาะเปลือกไข่ ลูกนกแรกเกิดมีขนอุยสีเทาปกคลุมลำตัวด้านบนเล็กน้อย ลืมตา แต่ยังช่วยเหลือตนเองไม่ได้ พ่อแม่ต้องช่วยกันกกให้ความอบอุ่นและหาอาหารมาป้อนด้วยการสำรอกใส่ปากลูกนก เมื่อลูกนกแข็งแรงและบินได้ดีแล้ว ซึ่งใช่เวลา 5–6 สัปดาห์หลังออกจากไข่ ก็จะแยกจากพ่อแม่ออกไปหากินเองตามลำพัง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นทั้งนกประจำถิ่นและนกอพยพมายังประเทศไทยช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์ พบบ่อยและปริมาณมาก ชนิดย่อย amurensis เป็นนกอพยพพบทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงใต้ ชนิดย่อย actophilus เป็นนกอพยพ พบทางภาคเหนือและภาคกลาง ส่วนชนิดย่อย abbotti เป็นนกประจำถิ่น พบทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ ภาคกลาง และภาคใต้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
กฎหมายจัดนกยางเขียวทุกชนิดย่อยเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=Ip5w-w21JOc  นกยางเขียว] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Butorides_striatus02.jpg]]  [[ไฟล์:Butorides_striatus03.jpg]]  [[ไฟล์:Butorides_striatus04.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/0/0e/Butorides_striata_-_Laem_Pak_Bia.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/b/bb/Butorides_striatus_amurensis_at_kanonji.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/5/56/Butorides_striatus_-_Daintree_River.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://c1.staticflickr.com/1/50/125696976_d78ad2d797_b.jpg &amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Khaosokbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B9%8C%E0%B8%8A%E0%B8%A7%E0%B8%B2</id>
		<title>นกยางกรอกพันธุ์ชวา</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B9%8C%E0%B8%8A%E0%B8%A7%E0%B8%B2"/>
				<updated>2020-02-01T11:02:20Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Khaosokbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Ardeola_speciosa01.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Ardeidae &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Ardeola speciosa'' (Horsfield) 1821. &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Javan pond heron&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : -&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Ardeola speciosa'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละคือ specios หรือ speciosus แปลว่าสะดุดตาหรือสวยงาม ความหมายคือ “นกยางขนาดเล็กที่มีสีสันสวยงาม” พบครั้งแรกที่เกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย ไม่มีการแบ่งเป็นชนิดย่อย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ในเทือกเขาตะนาวศรี ไทย กัมพูชา เกาะบอร์เนียว เกาะชวา เกาะสุลาเวซี และหมู่เกาะซุนดาน้อย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกขนาดกลาง (46 ซม.) ปากยาวตรง หัวค่อนข้างใหญ่ คอยาวพอประมาณแต่เวลายืนพักผ่อนมักจะหดคอสั้น ปีกยาว ปลายปีกมน ขายาวปานกลาง นิ้วยาว ทั้งสองเพศมีลักษณะและสีเหมือนกัน ช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์และตัวไม่เต็มวัยลำตัวด้านบนสีน้ำตาล หัวและอกสีน้ำตาลออกเหลืองมีลายขีดสีน้ำตาลเข้ม  ท้องและปีกด้านล่างสีขาว เวลาบินจะเห็นสีขาวเป็นส่วนใหญ่ ช่วงฤดูผสมพันธุ์หัวและคอสีน้ำตาลออกเหลืองไม่มีลาย หลังสีน้ำตาลเข้ม อกสีส้ม แต่เวลาบินยังเห็นสีขาวเป็นส่วนใหญ่ บริเวณท้ายทอยมีขนเปียสีน้ำตาลออกเหลือง 2 เส้น&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
อาศัยอยู่ตามหนองน้ำ นาข้าว ป่าชายเลน และบริเวณที่มีน้ำท่วมขัง มีกิจกรรมตลอดทั้งวัน แต่ส่วนใหญ่จะเป็นช่วงเช้าตรู่ ปกติหากินตามชายน้ำ แต่ก็พบเป็นประจำว่ามันเกาะตามพืชลอยน้ำในบึง หนอง หรือทะเลสาบซึ่งมีระดับน้ำลึกสามารถเกาะกิ่งไม้ได้ดี และชอบเกาะกิ่งไม้แห้งเพื่อพักผ่อนหลังจากหากินอิ่มแล้ว เวลาบินมักร้อง “กรอก–กรอก” อาหารได้แก่สัตว์น้ำ เช่น ปลา กุ้ง กบ เขียด แมลง เป็นต้น มักใช้วิธีเดินลุยไปในน้ำ บนบก หรือยืนจ้องหาเหยื่อบนพืชลอยน้ำ เมื่อเห็นเหยื่อจะใช้ปากจิกอย่างรวดเร็ว บ่อยครั้งก็พบมันเดินตามสัตว์เลี้ยง เช่น วัว ควาย เพื่อคอยจิกแมลงที่บินขึ้นหลังจากที่สัตว์เหล่านั้นเดินย่ำไปตามพื้นหญ้า หรืออาจเดินตามคนไถนาหรือรถไถนาเพื่อกินสัตว์ในดินที่ถูกไถพลิกขึ้นมา&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
นกยางกรอกพันธุ์ชวาผสมพันธุ์ในช่วงฤดูหนาวถึงฤดูร้อนระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน ทำรังรวมกันเป็นกลุ่มตามต้นไม้และกอไผ่ซึ่งสูงจากพื้นดิน 2–5 เมตร และอาจทำรังบนต้นไม้ต้นเดียวกันกับนกอีกหลายชนิด เช่น นกยางเปีย นกแขวก เป็นต้น รังเป็นแบบง่าย ๆ ทั้งสองเพศจะช่วยกันหากิ่งไผ่หรือเรียวไผ่และต้นหญ้ามาวางซ้อนกัน แล้วทำแอ่งตรงกลางเพื่อรองรับไข่ โดยทั้งไปรังมีเส้นผ่านศูนย์กลางขอบนอก 28–32 ซม. เส้นผ่านศูนย์กลางขอบใน 22–24 ซม. และแอ่งตรงกลางลึก 4–7 ซม. รังอาจมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เพาะมันจะคอยเสริมรังให้แข็งแรงเสมอเมื่อวัสดุเก่าผุพังหรือมีจำนวนไข่เพิ่มขึ้น&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ไข่'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
รังมีไข่ 3 – 5 ฟอง ไข่เป็นรูปรี สีเขียวไม่มีลายหรือผงปกคลุม มีขนาดเฉลี่ย 28.2X38.1 มม. ทั้งสองเพศผลัดกันฟักไข่ตั้งแต่ออกไข่ฟองแรก โดยขณะตัวหนึ่งฟักไข่ อีกตัวหนึ่งจะไปหาอาหารและหาวัสดุมาเสริมรัง หรือเกาะอยู่ข้างรังเพื่อระวังภัยจากนกตัวอื่นทั้งที่เป็นชนิดเดียวกันและต่างชนิดกันที่มักมาแย่งวัสดุไปเสริมหรือสร้างรังของตัวเอง ใช้เวลาฟักไข่ประมาร 20–22 วัน ลูกนกจะใช้ฟันเจาะเปลือกไข่ออกมาเอง ลูกนกแรกเกิดมีรูปร่างเทอะทะ หัวโต ท้องป่อง มีขนอุยปกคลุมลำตัวด้านบนเล็กน้อย ผิวหนังส่วนที่ไม่มีขนเป็นสีน้ำตาลออกแดง อายุได้ 2–3 สัปดาห์ จะเริ่มมีขนสีขาวตามลำตัว และมีขนสีเทาเข้มที่หัวและคอ อายุ 5–6 สัปดาห์ขนบริเวณหัวและคอจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลปนเทา อายุ 8–10 สัปดาห์จะมีสีเหมือนตัวเต็มวัยและบินได้แข็งแรง ในช่วงที่ออกจากไข่จนกระทั่งก่อนบิน พ่อแม่ต้องช่วยกันหาอาหารมาป้อนโดยสำรอกอาหารเข้าสู่ปากลูกนกซึ่งอ้าปากรอรับเหมือนจะงับปากพ่อแม่ไว้ พ่อแม่จะเลี้ยงดูลูกนกจนกระทั่งบินได้เก่งและหาอาหารเองได้จึงนะทิ้งรังไป&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณค่อนข้างมาก โดยเฉพาะทางภาคกลาง เป็นนกที่พบในปริมาณปานกลางในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย จังหวัดพัทลุง และที่ทะเลสาบสงขลา จังหวัดสงขลา โดยที่นกเหล่านี้อาจเป็นนกประจำถิ่นหรือนกที่อพยพมาช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
กฎหมายจัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=Gr5oN-85CR4  นกยางกรอกพันธุ์ชวา] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Ardeola_speciosa02.jpg]]  [[ไฟล์:Ardeola_speciosa03.jpg]]  [[ไฟล์:Ardeola_speciosa04.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;  &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/6/62/Ardeola_speciosa_speciosa(2).JPG/1280px-Ardeola_speciosa_speciosa(2).JPG&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/f/f0/Ardeola_speciosa_speciosa(1).JPG&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://c1.staticflickr.com/9/8120/8713246437_6150908581_b.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/7/73/Ardeola_speciosa_speciosa(3).JPG&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Khaosokbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B9%8C%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%99</id>
		<title>นกยางกรอกพันธุ์จีน</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%98%E0%B8%B8%E0%B9%8C%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%99"/>
				<updated>2020-02-01T10:54:01Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Khaosokbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Ardeola_bacchus01.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Ardeidae &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Ardeola bacchus'' (Bonaparte) 1855.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Chinese pond heron&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : -&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Ardeola bacchus'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ Bacchus เป็นชื่อของเทพเจ้าแห่งเหล้าองุ่น ความหมายคือ “นกที่บริเวณคอและอกมีสีแดงคล้ายกับเหล้าองุ่นแดง” พบครั้งแรกที่ประเทศมาเลเซีย ไม่มีการแบ่งเป็นชนิดย่อย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ตั้งแต่บังกลาเทศ หมู่เกาะอันดามัน จีน ไทย อินโดจีน ไต้หวัน เกาะไหหลำ ฮ่องกง มาเลเซีย และเกาะบอร์เนียว&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกขนาดกลาง (46 ซม.) ช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์มีลักษณะเหมือนกับนกยางกรอกพันธุ์ชวาและนกยางกรอกพันธุ์อินเดียจนไม่สามารถแยกออก แต่ในฤดูผสมพันธุ์นกยางกรอกพันธุ์จีนบริเวณหัวและคอเป็นสีน้ำตาลแก่ หลังสีดำแกมเทาอกสีแดงเลือดนกปนน้ำตาล&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
อาศัยอยู่ตามทุ่งนา หนองน้ำ ชายน้ำ และป่าชายเลน ส่วนใหญ่พบอยู่เป็นฝูง มันชอบเกาะกิ่งไม้แห้งหรือกอไผ่ที่อยู่ใกล้แหล่งน้ำเพื่อพักผ่อน ตากแดด ไซ้ขน และนอกหลับในเวลากลางคืนเวลายืนพักผ่อนจะหดคอทำให้ดูคล้ายกับมันมีคอสั้นซึ่งที่จริงแล้วมันมีคอยาวปานกลาง เวลาบินขึ้นมักร้อง “กรอก-กรอก” อาหารได้แก่สัตว์น้ำและแมลง มันมักเดินลุยน้ำหาเหยื่อ บางครั้งก็เดินตามวัวควายเพื่อกินแมลงที่บินขึ้นหลังจากที่พวกมันเหยียบย่ำทุ่งหญ้า บ่อยครั้งพบมันเกาะตามพืชลอยน้ำในบึง ทะเลสาบ และแหล่งน้ำขนาดใหญ่เพื่อจ้องหาเหยื่อที่หลบอยู่ใต้พืชลอยน้ำหรือที่ว่ายเข้ามาใกล้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ไม่เคยมีรายงานการทำรังวางไข่ในประเทศไทย มีแต่การปรากฏขนในช่วงฤดูผสมพันธุ์ Homes and Well (1975) รายงานว่า พบนกยางกรอกพันธุ์จีนจำนวน 3 ตัวในทะเลสาบสงขลา จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2517 มีสีสันในช่วงฤดูผสมพันธุ์ จึงเป็นไปได้ที่นกชนิดนี้บางตัวทำรังวางไข่ในประเทศไทย แต่จากการที่ Deignan (1945) ได้ผ่าตรวจอวัยวะสืบพันธุ์ของนกที่จัดได้เมื่อวันที่ 19 เมษายน พ.ศ.2472 พบว่า อัณฑะของเพศผู้ ทั้งหมดยังไม่เจริญ รังไข่ของเพศเมียเริ่มขยายใหญ่ซึ่งเท่ากับเริ่มเข้าสู่ฤดูการผสมพันธุ์ แต่เขากลับไม่พบนกเหล่านี้ในฤดูน้ำมากหรือฤดูผสมพันธุ์ซึ่งเริ่มต้นในเดือนสิงหาคมเลย จึงเข้าใจว่ามันน่าจะอพยพไปยังตอนเหนือเพื่อผสมพันธุ์และวางไข่ อย่างไรก็ตามหากมีนกบางตัวทำรังวางไข่ในประเทศ ลักษณะรังขนาดของไข่ จำนวนไข่ต่อรังระยะเวลาฟักไข่ สภาพลูกนก การเลี้ยงดูลูกอ่อน และชีววิทยาการสืบพันธุ์อื่น ๆ คงไม่แตกต่างไปจากนกยางกรอกพันธุ์ชวา&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกอพยพมายังประเทศไทยช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์ พบบ่อยและปริมาณมากทั่วทุกภาค&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
กฎหมายจัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=WoWv1SGAwMk   นกยางกรอกพันธุ์จีน] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Ardeola_bacchus02.jpg]]  [[ไฟล์:Ardeola_bacchus03.jpg]]  [[ไฟล์:Ardeola_bacchus04.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;  &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/2/2e/Ardeola_bacchus_winter_plumage_-_Laem_Phak_Bia.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/d/d1/Ardeola_bacchus_2_-_Laem_Pak_Bia.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://c1.staticflickr.com/7/6144/5969979122_3ac23719ed_b.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://c2.staticflickr.com/4/3386/3266445061_95e88c428f_b.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Khaosokbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A5</id>
		<title>นกมุ่นรกสีน้ำตาล</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A5"/>
				<updated>2020-02-01T10:51:38Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Khaosokbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Alcippe brunneicauda01.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Pellorneidae&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Alcippe brunneicauda'' (Salvadori) 1879.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Brown Fulvetta&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : Brown Nun Babbler, Brown Quaker Babbler&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Alcippe brunneicauda'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ brunne, -i หรือ brunneus แปลว่าสีน้ำตาล และ caud, =a แปลว่าหาง ความหมายคือ “หางสีน้ำตาล” พบครั้งแรกที่เกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย ทั่วโลกมี 2 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 1 ชนิดย่อย คือ Alcippe brunneicauda brunneicauda (Salvadori) ที่มาและความหมายของชื่อชนิดย่อยเช่นเดียวกับชนิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ในไทย มาเลเซีย เกาะสุมาตรา และเกาะบอร์เนียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกขนาดเล็กมาก (15 ซม.) หัวสีเทา คอสีออกขาว ลำตัวด้านบนสีน้ำตาล แตกต่างจากนกมุ่นรกตาขาวตรงที่ลำตัวด้านล่างมีแต้มสีเทา ไม่มีสีเหลือง แตกต่างจากนกมุ่นรกภูเขาตรงที่ไม่มีลายเส้นสีดำทางกระหม่อมด้านข้าง ตาสีเทาหรือสีน้ำตาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
พบตามป่าดงดิบชื้น ป่าดงดิบแล้ง และป่าดงดิบเขา ตั้งแต่พื้นราบจนกระทั่งความสูง 900 เมตรจากระดับน้ำทะเล อุปนิสัยไม่แตกต่างจากนกมุ่นรกอื่น ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์'''&amp;lt;br&amp;gt; &lt;br /&gt;
ยังไม่มีรายงานชีววิทยาการสืบพันธุ์ของนกมุ่นรกสีน้ำตาล คาดว่าไม่แตกต่างจากนกมุ่นรกชนิดอื่น โดยเฉพาะนกมุ่นรกตาขาว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณปานกลาง พบเฉพาะทางภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชลงไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ไม่จัดเป็นสัตว์ป่าสงวนหรือสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=J59zs8eqs_M  นกมุ่นรกสีน้ำตาล ] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Alcippe brunneicauda02.jpg]]  [[ไฟล์:Alcippe brunneicauda03.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;  &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://encrypted-tbn0.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcR3YL90JIotQGcrIOB2Dr587iiiBVeN-cSNbS31uxMWYPVneHqc_Q&amp;amp;s&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.oknation.net/blog/home/user_data/album_data/201411/30/53593/images/480134.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://encrypted-tbn0.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcRCSHYjxjQKjJfHBBtlvDbZTdLdb93s25bp4s9u9K065vTYype9sQ&amp;amp;s&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Khaosokbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9C%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B3</id>
		<title>นกโพระดกหน้าผากดำ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9C%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B3"/>
				<updated>2020-02-01T10:46:14Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Khaosokbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Megalaima australis1.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Megalaimidae&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Megalaima australis'' (Horsfield) 1821.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Blue-eared Barbet&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : -&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า''Megalaima australis'' ชื่อชนิดดัดแปลงจากชื่อสถานที่ที่พบครั้งแรกคือประเทศออสเตรเลีย (คําในภาษาละตินคือ australis แปลว่าตอนใต้ ซึ่งอาจหมายถึงประเทศหรือทวีปออสเตรเลีย ซึ่งตั้งอยู่ทางซีกโลกใต้) ทั่วโลกมีนกโพระดกหน้าผากดํา 2 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 2 ชนิดย่อย คือ&lt;br /&gt;
#Megalaima australis cyanotis (Blyth) ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษากรีกคือ cyan, -e, -i, -o หรือ kuanos แปลว่าสีน้ำเงินเข้ม และ ot, -i, -o หรือ -otis แปลว่าหู ความหมายคือ “นกที่มีขนบริเวณ หูเป็นสีน้ำเงินเข้ม” พบครั้งแรกที่ประเทศพม่า&lt;br /&gt;
#Megalaima australis stuarti (Robinson and Boden Kloss) ชื่อชนิดย่อยดัดแปลงจากชื่อของบุคคล พบครั้งแรกที่จังหวัดภูเก็ต&lt;br /&gt;
#Megalaima australis orientalis (Robinson) ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ orient, -al หรือ orientis หรือ oriens แปลว่าทิศตะวันออก และ -alis แปลว่าเป็นของ ความหมายคือ “นกที่พบทางซีกโลกตะวันออก” พบครั้งแรกที่ประเทศกัมพูชา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ในอินเดียด้านตะวันออก จีนด้านตะวันตกเฉียงใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และหมู่เกาะซุนดาใหญ่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกขนาดเล็ก (17-18 ซม.) ลักษณะทั่วไปคล้ายคลึงกับนกโพระดกคอสีฟ้า แต่นกโพระดกหน้าผากดำมีขนาดเล็กกว่า หน้าผากสีดำ กระหม่อมสีฟ้า ขนบริเวณหูสีฟ้า เหนือขนบริเวณหูมีแถบสีแดง แก้มสีเหลืองมีเส้นสีดำล้อมรอบ คอด้านข้างมีแถบสีแดง คอหอยสีฟ้า คอหอยตอนล่างมีแถบสีดำ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
อาศัยอยู่ตามป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบแล้ง ป่าดงดิบชื้น และป่ารุ่น ตั้งแต่ระดับพื้นราบจนกระทั่งความสูง 1,500 เมตรจากระดับน้ำทะเล มักพบอยู่โดดเดี่ยวหรือเป็นคู่ อาจพบอยู่เป็นฝูงบนต้นไม้ที่ผลกำลังสุก และอาจพบอยู่รวมกับนกโพระดกชนิดอื่น โดยเฉพาะนกตีทอง ในช่วงเย็นหรือหลังจากกินอาหารจนอิ่ม มันมักบินไปเกาะตามกิ่งไม้แห้ง นกโพระดกหน้าผากดำส่งเสียงร้องเกือบตลอดวัน แต่ร้องบ่อยมากในช่วงเช้าและบ่าย มันมักร้องขณะเกาะตามยอดไม้และกิ่งไม้แห้ง โดยร้อง “โกเตก-โกเตก” ประมาณ 2 ครั้งต่อวินาที บางครั้งก็ร้องเป็นเสียง “เปลี่ยว-เปลี่ยว” แต่ละพยางค์ห่างกัน 1 วินาที อาหารส่วนใหญ่ ได้แก่ ผลไม้ขนาดเล็ก เช่น ไทร หว้า ตะขบ ผลของไม้เถา เป็นต้น นอกจากนี้ยังกินแมลงและตัวหนอนด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์'''&amp;lt;br&amp;gt; &lt;br /&gt;
นกโพระดกหน้าผากดำผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝนระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม ทำรังตามโพรงบนต้นไม้ที่ยืนต้นตายและค่อนข้างผุหรือต้นไม้เนื้ออ่อนที่ยังมีชีวิต อาจเป็นโพรงที่เกิดตามธรรมชาติ โพรงที่นกหรือสัตว์อื่นทำไว้ หรือโพรงที่มันขุดเจาะเอง ไม่มีวัสดุรองโพรง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่'''&amp;lt;br&amp;gt; &lt;br /&gt;
รังมีไข่ 2-4 ฟอง ไข่สีขาว มีขนาดเฉลี่ย 18.3x24.5 มม.  มันวางไข่แต่ละฟองทิ้งช่วงห่างกันนานกว่า 24 ชั่วโมง ทั้งสองเพศช่วยกันฟักไข่และเลี้ยงดูลูกอ่อน ใช้เวลาพัก ไข่ 13-14 วัน ลูกนกแรกเกิดยังไม่ลืมตา ไม่มีขนปกคลุมร่างกาย และยังช่วยเหลือตนเองไม่ได้ พ่อแม่ต้องกกและป้อนอาหารจนลูกนกมีขนปกคลุมเต็มร่างกายแข็งแรง และบินได้ ประมาณ 1 เดือน หลังออกจากไข่ ลูกนกจะทิ้งรังไปหากินตามลำพัง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
นกโพระดกหน้าผากดำเป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณปานกลาง ชนิดย่อย cyanotis พบทางภาคเหนือ ชนิดย่อย stuarti พบทางภาคตะวันตกและภาคใต้ ชนิดย่อย orientalis พบทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคตะวันออกเฉียงใต้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
กฎหมายจัดนกโพระดกหน้าผากดำทุกชนิดย่อยเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=vNlGOHRXAL0 นกโพระดกหน้าผากดำ] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Megalaima australis02.jpg]]  [[ไฟล์:Megalaima australis03.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;  &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://live.staticflickr.com/8053/8372374401_a05fb07db5_b.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://live.staticflickr.com/4257/35261704532_040f8cce9f_b.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://live.staticflickr.com/4250/34096437664_77e73a9aca_b.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Khaosokbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87</id>
		<title>นกโพระดกเคราเหลือง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87"/>
				<updated>2020-02-01T10:40:19Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Khaosokbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Megalaima chrysopogon01.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Megalaimidae&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Megalaima chrysopogon'' (Temminck) 1824.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Gold-whiskered Barbet&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : -&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นกโพระดกเคราเหลืองมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Megalaima chrysopogon'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษากรีกคือ chrys, -o, =us หรือ khrusos แปลว่าสีทอง และ pogo, -n, -ni, -no แปลว่าเครา ความหมายคือ “นกที่มีเคราสีทองหรือสีเหลือง” พบครั้งแรกที่ประเทศมาเลเซีย ทั่วโลกมีนกโพระดกเคราเหลือง 3 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 1 ชนิดย่อย คือ Megalaima chrysopogon laeta (Robinson and Boden Kloss) ชื่อชนิดย่อยเป็นคำในภาษาละตินคือ laetus (laet) แปลว่าสีสด ความหมายคือ “นกที่มีสีสด” พบครั้งแรกที่ประเทศมาเลเซีย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ในไทย มาเลเซีย เกาะสุมาตรา และเกาะบอร์เนียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกขนาดเล็ก (29-30 ซม.) บริเวณแก้มมีแถบขนาดใหญ่สีเหลือง หน้าผากสีแดง กระหม่อมสีน้ำตาล ท้ายทอยสีน้ำเงินมีลายจุดสีแดง คอหอยสีเนื้อแกมเทา ม่านตาสีเทาหรือสีน้ำตาล ขากรรไกรบนสีดำ ขากรรไกรล่างสีเทาหรือดำ นิ้วสีเหลือง หรือเหลืองอมเขียว ลำตัวส่วนอื่นสีเขียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
อาศัยอยู่ตามป่าดงดิบชื้น ตั้งแต่ระดับพื้นราบจนกระทั่งความสูง 1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล พบอยู่โดดเดี่ยวหรือเป็นคู่ มันร้องเป็นเสียง “กูตุก-อูตก-อูตูก” ติดต่อกัน 3-4 ครั้งต่อวินาที ในช่วงฤดูผสมพันธุ์มักส่งเสียงร้องตลอดทั้งวัน และร้องบ่อยมากในช่วงเช้าและช่วงเย็น อาหารส่วนใหญ่ ได้แก่ ผลไม้ นอกจากนี้ยังกินแมลง ตัวหนอน และสัตว์ขนาดเล็กบ้างตามโอกาส&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์'''&amp;lt;br&amp;gt; &lt;br /&gt;
นกโพระดกเคราเหลืองผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝนระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม ทำรังตามโพรงบนต้นไม้ ปกติเป็นไม้ยืนต้นตายหรือไม้เนื้ออ่อนที่ยังมีชีวิต อาจเป็นโพรงที่เกิดตามธรรมชาติ โพรงที่นกหรือสัตว์อื่นทำไว้ หรือโพรงที่มันขุดเจาะเอง ชีววิทยาการสืบพันธุ์อื่นไม่แตกต่างจากนกในสกุลเดียวกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
นกโพระดกเคราเหลืองเป็นนกประจำถิ่น พบไม่บ่อยและปริมาณไม่มากนัก พบทางภาคตะวันตกและภาคใต้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
กฎหมายจัดนกโพระดกเคราเหลืองเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=E1-M8f7fqLE  นกโพระดกเคราเหลือง] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Megalaima chrysopogon02.jpg]]  [[ไฟล์:Megalaima chrysopogon03.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;  &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://encrypted-tbn0.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcTnmXp9L4tHhG2HozQBymcMfddNQT33fQMIeFjtbKn9r-XVALAy7w&amp;amp;s&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://dktnfe.com/web59/wp-content/uploads/2014/09/dsc_0169b2.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://encrypted-tbn0.gstatic.com/images?q=tbn%3AANd9GcQGJGuUzoryam3QwIuCImeF8JU29KL7FsGOhJhLUjRBFC9YEE3Q&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Khaosokbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87</id>
		<title>นกโพระดกคางแดง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87"/>
				<updated>2020-02-01T10:37:29Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Khaosokbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Megalaima mystacophanos01.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Megalaimidae&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Megalaima mystacophanos'' (Temminck) 1824.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Red-throated Barbet&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : Gaudy Barbet&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
นกโพระดกคางแดงมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Megalaima mystacophanos'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ ภาษากรีกคือ myst, -ac, =ax, -ic หรือ mustax แปลว่าเคราหรือคาง และ phanos หรือ phaino แปลว่าสดใส ความหมายคือ “นกที่มีเคราหรือคางเด่นหรือมีสีสดใส” พบครั้งแรกที่เกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ทั่วโลกมีนกโพระดกคางแดง 3 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 1 ชนิดย่อย คือ Megalaima mystacophonos mystacophonos (Temminck) ชื่อชนิดย่อยมีที่มาและความหมายเช่นเดียวกับชื่อชนิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ในพม่า ไทยมาเลเซีย เกาะสุมาตรา และเกาะบอร์เนียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกขนาดเล็ก (22-23 ซม.) ตัวผู้และตัวเมียสีสันแตกต่างกันเล็กน้อย ตัวผู้หน้าผากสีเหลือง กระหม่อมสีแดง มีคิ้วสีดำ บริเวณหัวตาสีแดง คอหอยสีแดง คอหอยตอนล่างสีฟ้าและมีสีแดง แต้มตรงมุมขอบของบริเวณสีฟ้า ตัวเมียหน้าผากสีเขียว กระหม่อมตอนท้ายเป็นลายสีแดง ไม่มีคิ้วสีดำ บริเวณกลางกระหม่อม แก้ม และคอหอยตอนล่างมีสีฟ้าจาง ทั้งสองเพศบริเวณแก้มไม่มีสีเหลืองอย่างนกโพระดกเคราเหลืองและนกโพระดกหลากสี&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
อาศัยอยู่ตามป่าดงดิบชื้น ตั้งแต่ระดับต่ำจนกระทั่งความสูง 750 เมตรจากระดับน้ำทะเล อุปนิสัยไม่แตกต่างจากนกโพระดกชนิดอื่น นกโพระดกคางแดงร้อง “ตุ๊ก” แล้วตามด้วย “ตู-ตู-ตู” หรืออาจร้อง “ตุ๊ก-ตู-ตู-ตุ๊ก” แล้วตามด้วย “ตู-ตู-ตู”&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์'''&amp;lt;br&amp;gt; &lt;br /&gt;
นกโพระดกคางแดงผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝนระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม ทำรังตามโพรงต้นไม้ ชีววิทยาการสืบพันธุ์ไม่แตกต่างจากนกในสกุลเดียวกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
นกโพระดกคางแดงเป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณปานกลาง ทางภาคใต้และภาคตะวันตกบางแห่ง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
กฎหมายจัดนกโพระดกคางแดงเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=LRjayHr8jv8 นกโพระดกคางแดง] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Megalaima mystacophanos02.jpg]]  [[ไฟล์:Megalaima mystacophanos03.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;  &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.oknation.net/blog/home/user_data/album_data/201404/27/53393/images/478162.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.oknation.net/blog/home/user_data/album_data/201404/27/53393/images/478154.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://dktnfe.com/web59/wp-content/uploads/2014/09/redthroated_barbet_megalaima_mystacophanos.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Khaosokbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B2</id>
		<title>นกพญาไฟสีเทา</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B2"/>
				<updated>2020-02-01T10:33:52Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Khaosokbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Pericrocotus divaricatus1.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Campephagidae&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Pericrocotus divaricatus'' (Raffles) 1822.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Ashy Minivet&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : -&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Pericrocotus divaricatus'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ หรือ divaricare แปลว่าส่วนที่แอ เป็นคำลงท้าย ความหมายคือ “ส่วนที่ยื่นออกมีความยาวเท่ากับลำตัว” หรืออาจหมายถึง “ลักษณะไม่เหมือนกับนกพญาไฟอื่น ๆ” พบครั้งแรกที่ประเทศสิงคโปร์ ทั่วโลกมี 2 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 1 ชนิดย่อย คือ Pericrocotus divaricatus divaricatus (Raffles) ที่มาและความหมายของชื่อชนิดย่อยเช่นเดียวกับชื่อชนิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ จีนด้านตะวันออก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไต้หวัน เกาะสุมาตรา เกาะบอร์เนียว และฟิลิปปินส์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกขนาดเล็ก (20 ซม.) ตัวผู้บริเวณหน้าผากและลำตัวด้านล่างสีขาว ลำตัวด้านบนสีเทา กลางกระหม่อมและท้ายทอยสีดำ หัวตา มีสีดำ โคนขนปีกมีลายแถบสีขาว เห็นได้ชัดขณะบิน ขนหางสีดำ ขนหางคู่นอกส่วนใหญ่เป็นสีขาว ตัวเมียกระหม่อมและท้ายทอยสีเทา ตัวไม่เต็มวัยไม่มีสีขาวที่บริเวณหัว ลำตัวด้านบนมีลายแต้มสีน้ำตาล ลายแถบ สีขาวที่ปีกมักมีลายแต้มสีเหลืองด้วย ลำตัวด้านล่างมักมีลายแถบสีเทา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
อาศัยอยู่ตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบชื้น ป่าดงดิบแล้ง ป่าดงดิบเขา ป่าสนเขา ป่ารุ่น ป่าละเมาะ บางครั้งอาจพบตามสวนสาธารณะ ตั้งแต่พื้นราบจนกระทั่งความสูง 1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล มักพบอยู่เป็นฝูง และอาจพบอยู่รวมกับนกอื่น โดยเฉพาะนกกระจิด นกจับแมลงและนกพญาไฟใหญ่ มักเกาะตามยอดไม้และกิ่งไม้ใน ระดับสูงปานกลางจนถึงระดับสูงมาก อาหาร ได้แก่ แมลง โดยการจิกกินตามยอดไม้และกิ่งไม้ ไม่บ่อยนักที่โฉบจับแมลงกลางอากาศใกล้ที่เกาะ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์'''&amp;lt;br&amp;gt; &lt;br /&gt;
ไม่มีรายงานการทำรังวางไข่ในประเทศไทย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกอพยพผ่านและนกอพยพมาช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์ พบบ่อยและปริมาณปานกลาง พบทั่วทุกภาคของประเทศ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
กฎหมายจัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=-XbrEeW1uao นกพญาไฟสีเทา] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Pericrocotus divaricatus02.jpg]]  [[ไฟล์:Pericrocotus divaricatus03.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;  &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://encrypted-tbn0.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcRB42i6bWpKcLB_NH-QXHnZGYOisOfJYOlOwIdA0bTWHjMiri0TnA&amp;amp;s&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.oknation.net/blog/home/user_data/album_data/201310/05/53063/images/475984.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.oknation.net/blog/home/user_data/album_data/201310/05/53063/images/475988.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Khaosokbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%94%E0%B8%B3</id>
		<title>นกพญาปากกว้างสีดำ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%94%E0%B8%B3"/>
				<updated>2020-02-01T10:28:01Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Khaosokbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Corydon sumatranus1.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Eurylaindae&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Corydon sumatranus'' (Raffles) 1822.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Dusky Broadbill&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : -&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Corydon sumatranus''  ชื่อชนิดดัดแปลงมาจากชื่อสถานที่ที่พบครั้งแรกคือเกาะสุมาตรา และเนื่องจากสกุลนี้ประกอบด้วยนกเพียงชนิดเดียว บางตำราจึงจัดชื่อชนิดให้เหมือนกับชื่อสกุล โดยเขียนเป็นชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Corydon corvdon Lesson'' ทั่วโลกมี 7 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 2 ชนิดย่อย คือ Corydon sumatranus sumatranus (Raffles) ที่มาของชื่อชนิดย่อยเช่นเดียวกับชื่อชนิด และ Corydon Sumatranus laoensis Meyer de Schauensee ชื่อชนิดย่อยดัดแปลงมาจากชื่อสถานที่คือประเทศลาว แต่พบครั้งแรกที่ดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เกาะสุมาตรา และเกาะบอร์เนียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกขนาดเล็ก (28 ซม.) ตัวเต็มวัยมีปากขนาดใหญ่สีออกชมพู สีสันของลำตัวส่วนใหญ่เป็นสีดำ บริเวณคอหอยสีเหลืองมีลายขีดสีดำมีลายพาดสีขาวเล็ก ๆ ที่เกือบปลายหาง บริเวณหลังมีลายขีดสีเหลืองถึงเหลือง-ส้ม แต่มักมองไม่ค่อยเห็น ขณะบินจะเห็นลายแถบสีขาวขนาดกว้างบริเวณโคนของขนปีก ตัวไม่เต็มวัยสีสันส่วนใหญ่เป็นสีน้ำตาลออกดำ ไม่มีสีเหลืองบริเวณคอหอย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
อาศัยอยู่ตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ และป่าดงดิบแล้ง ตั้งแต่พื้นราบจนกระทั้งความสูง 1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล พบอยู่เป็นคู่หรือเป็นฝูงเล็ก ๆ ส่วนใหญ่พบเกาะตามกิ่งต้นไม้บริเวณใต้หรือกลางเรือนยอด แต่บางครั้งก็พบเกาะบริเวณปลายยอดไม้ หากินในช่วงเช้าตรู่และเย็นค่ำเป็นส่วนใหญ่ ในเวลากลางวันซึ่งอากาศร้อน มักหลบซ่อนตามกิ่งที่มีใบแน่นทึบ ทำให้สังเกตเห็นตัวไป อาหาร ได้แก่ กิ้งก่า จักจั่น ตั๊กแตน มด และหาอาหารโดยกระโดดตามกิ่งไม้ นอกจากนี้ยังกินที่กำลังบินอยู่เหนือยอดไม้ด้วยการบินโฉบด้วยปากกลางอากาศ แต่ไม่สูงหรือไกลจากที่เกาะมากนัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์'''&amp;lt;br&amp;gt; &lt;br /&gt;
ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝนระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม ทำรังเป็นรูปกระเปาะแขวนอยู่ตามกิ่งไม้ ซึ่งปกติเป็นกิ่งที่ยื่นออกไปอยู่เหนือลำธาร วัสดุที่ใช้ทำรังประกอบด้วยใบหญ้า ใบไม้ ดอกหญ้า และใยแมงมุม โดยสานวัสดุเข้าด้วยกันแล้วใช้ใยแมงมุมเป็นตัวเชื่อม มีทางเข้าออกอยู่ทางด้านข้าง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
รังมีไข่ 2-4 ฟอง ไข่สีครีมหรือสีออกแดง มีลายคล้ายรอยแตกสีน้ำตาลแดง ขนาดของไข่โดยเฉลี่ย 19.1x26.9 มม. ทั้งสองเพศช่วยกันทำรัง ฟักไข่ และเลี้ยงดูลูกอ่อน ใช้เวลาฟักไข่ประมาณ 13-14 วัน ลูกอ่อนเมื่อออกจากไข่ใหม่ ๆ ยังไม่ลืมตา ไม่มีขนคลุมร่างกาย พ่อแม่ต้องคอยช่วยกันกกและหาอาหารมาป้อน เมื่อลูกนกแข็งแรงและบินได้ดีแล้ว ก็จะทิ้งรังไป ยังไม่ทราบระยะเวลาที่ใช้เลี้ยงลูกนก ในช่วงของการสร้างรังและเลี้ยงดูลูกอ่อนอาจพบ มีนกชนิดเดียวกันอีก 3-4 ตัว มาช่วยพ่อแม่นกทำรัง และเลี้ยงดูลูกอ่อนด้วย ยังไม่ทราบชีววิทยาการสืบพันธุ์นี้มากนัก เป็นไปได้ว่าเป็นนกที่เกิดในครอบครัวเดียวกันที่ยังไม่โตเต็มวัยหรือยังไม่ผสมพันธุ์วางไข่ มาช่วยพ่อแม่นกเพื่อเป็นการฝึกหัด แต่บางรังก็อาจพบเฉพาะพ่อและแม่นกเพียงคู่เดียวเท่านั้นที่เลี้ยงดูลูกอ่อน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณปานกลาง ชนิดย่อย loaensis พบทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดตรังขึ้นไป ชนิดย่อย Sumatranus พบทางภาคใต้ตอนใต้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
กฎหมายจัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=cgomKx2xnDw นกพญาปากกว้างสีดำ] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Corydon sumatranus2.jpg]]  [[ไฟล์:Corydon sumatranus3.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;  &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/e/ea/Dusky_Broadbills.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://live.staticflickr.com/2273/2530189779_d6817880c4_z.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://encrypted-tbn0.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcROuS_KFNnLYcggokwE5-uW9wAzi5dgxr4-V7XKpE_mmKBnqNQm3w&amp;amp;s&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Khaosokbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81</id>
		<title>นกพญาปากกว้างเล็ก</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81"/>
				<updated>2020-02-01T10:24:06Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Khaosokbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Eurylaimus ochromalus1.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Eurylaindae&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Eurylaimus ochromalus'' (Raffles) 1822.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Black-and-yellow Broadbill&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : -&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Eurylaimus ochromalus'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษากรีกคือ ochr, -o หรือ okhros แปลว่าสีจางหรือเหลืองอ่อน และ mal, -o แปลว่าขน หรืออาจมาจากคำว่า melas แปลว่าสีดำ ความหมายคือ “นกที่มีขนเป็นสีจางหรือสีเหลืองอ่อนและสีดำ” พบครั้งแรกที่ประเทศสิงคโปร์ ทั่วโลกมี 3 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 1 ชนิดย่อย คือ Eurylaimus ochromalus ochromalus Raffles ที่มาและความหมายของชื่อชนิดย่อยเช่นเดียวกับชื่อชนิด   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ในพม่า ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ เกาะบอร์เนียว และเกาะสุมาตรา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกขนาดเล็ก (16-17 ซม.) มันเป็นนกพญาปากกว้างที่มีขนาดเล็กที่สุด ตัวเต็มวัย ห้วมีสีดำ มีลายแถบสีขาวรอบคอ ลำตัวด้านบนสีดำ มีลายแต้มสีเหลืองเช่นเดียวกับนกพญาปากกว้างลายเหลือง อกสีออกชมพู ตัวผู้มีแถบสีดำพาดระหว่างอก ส่วนตัวเมียแถบนี้ตอนกลางจะขาดออกไม่ติดต่อกันเหมือนนกตัวผู้ ท้องตอนท้ายและขนคลุมโคนขนหางปากกว้างลายเหลือง ตัวไม่เต็มวัยมีลายแถบสีเหลืองอ่อนเหนือตาลักษณะคล้ายคิ้ว คอหอยสีขาว อกสีเทา มีลายแต้มสีเหลือง ท้องและขนคลุมโคนขนหางด้านล่างสีเหลืองอ่อน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
อาศัยอยู่ตามป่าดงดิบชื้น ชายป่า และป่ารุ่น ตั้งแต่พื้นราบจนกระทั่งความสูงไม่เกิน 700 เมตรจากระดับน้ำทะเล มักพบอยู่เป็นฝูงเล็ก ๆ โดยเฉพาะช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์ มักพบกระโดดตามกิ่งไม้และยอดไม้ บางครั้งเกาะตามลำต้นของ ต้นไม้คล้ายพวกนกหัวขวาน โดยเฉพาะในเวลาหาอาหาร อาหาร ได้แก่ แมลงและตัวหนอน บางครั้งก็พบบิน โฉบแมลงกลางอากาศเหนือยอดไม้ใกล้กับบริเวณที่เกาะนอกจากนี้ยังกินผลไม้บางชนิดด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์'''&amp;lt;br&amp;gt; &lt;br /&gt;
ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝนระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม ทำรังเป็นรูปกระเปาะแขวนอยู่ตามกิ่งไม้ในตำแหน่งค่อนข้างสูง บางครั้งพบอยู่ใกล้รังผึ้ง รังมีทางเข้าออกทางด้านข้าง วัสดุที่ใช้ทำรังประกอบด้วยใบไม้ ใบหญ้า ดอกหญ้า ใยแมงมุม ฯลฯ มันจะสอดวัสดุเข้าด้วยกันแล้วเชื่อมด้วยใยแมงมุม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
รังมีไข่ 2 ฟอง ทั้งสองเพศช่วยกันทำรัง ฟักไข่ และเลี้ยงดูลูกอ่อน ซึ่งเมื่อออกจากไข่มาใหม่ ๆ ยังช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ยังไม่ทราบระยะเวลาฟักไข่และเลี้ยงลูกอ่อน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณปานกลาง พบทางภาคใต้และบางแห่งของภาคตะวันตก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
กฎหมายจัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=T-FAT63STJ0 นกพญาปากกว้างเล็ก] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Eurylaimus ochromalus2.jpg]]  [[ไฟล์:Eurylaimus ochromalus3.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;  &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.oknation.net/blog/home/user_data/album_data/201409/12/53523/images/479489.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://encrypted-tbn0.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcQtwpWwblEFTZhT_LAPXPpUgBIWMhk_tTrK0orf6nrC2mGynXzW7g&amp;amp;s&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.bloggang.com/data/batgirlforever/picture/1124727570.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Khaosokbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87</id>
		<title>นกพญาปากกว้างลายเหลือง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87"/>
				<updated>2020-02-01T10:20:01Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Khaosokbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Eurylaimus javanicus1.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Eurylaindae&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Eurylaimus javanicus'' Horsfield, 1821.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : 	Banded Broadbilll&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : -&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Eurylaimus javanicus'' ชื่อชนิดดัดแปลงมาจากชื่อสถานที่ที่พบครั้งแรกคือเกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย ทั่วโลกมี 5 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 2 ชนิดย่อย (Deignan, 1963) คือ Eurylaimus javanicus friedmanni Deignan ชื่อชนิดย่อยดัดแปลงจากชื่อของบุคคล พบครั้งแรกที่จังหวัดสระบุรี และ Eurylaimus javanicus pallidus Chasen ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษาละติน คือ pall, -ens, -esc, -id,-or แปลว่าจาง ความหมายคือ “นกที่มีสีจาง” พบครั้งแรกที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี อย่างไรก็ตาม Howard and Moore (1980) ไม่จัด friedmanni เป็นชนิดย่อย แต่อาจเป็นเพียงชื่อพ้องของ pallidus&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และหมู่เกาะซุนดาใหญ่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกขนาดเล็ก (23 ซม.) ปากสีน้ำเงิน บริเวณหัว คอ และลำตัวด้านล่างสีแดงเข้ม ลำตัวด้านบนสีดำ มีลายแต้มสีเหลืองเป็นทาง บริเวณหลังและปีกมีลายจุดสีขาวบริเวณด้านล่างของขนหางใกล้ปลายหาง ตัวผู้มีลายแถบสีดำเล็ก ๆ บริเวณอกตอนบน ตัวเมียไม่มีแถบดำพาดที่อก ขณะบินจะเห็นลายพาดสีขาวแกมเหลืองบริเวณโคนของขนปลายปีกและตรงกลางของขนกลางปีก ขนคลุมขนปีกสีเหลือง โคนของขนปีกสีจางตัดกับสีดำของขนปีกส่วนใหญ่ ตัวไม่เต็มวัยหัวมีสีน้ำตาลแกมเขียว ท้ายทอยสีเทาโดยมีลายขีดเล็ก ๆ สีเหลืองโดยตลอด ลำตัวด้านล่างส่วนใหญ่สีเหลืองแกมขาว อกมีลายขีด ขนคลุมโคนขนหางด้านล่างสีเหลือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
อาศัยอยู่ตามป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบแล้ง และป่าดงดิบชื้น ตั้งแต่พื้นราบจนกระทั่งความสูงไม่เกิน 900 เมตรจากระดับน้ำทะเล มักพบกระโดดตามกิ่งและยอดไม้ แต่ก็สามารถบินได้ดี บางครั้งพบโฉบแมลงเหนือยอดไม้ อาหารได้แก่ แมลง และแมงมุม บางครั้งก็กินผลไม้บางชนิดด้วย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์'''&amp;lt;br&amp;gt; &lt;br /&gt;
ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝนระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม ทำรังเป็นรูปกระเปาะแขวนอยู่ตามกิ่งไม้ วัสดุที่ใช้ทำรังไม่แตกต่างไปจากนกพญาปากกว้างอื่น ๆ แต่ตำแหน่งของรังมักอยู่ค่อนข้างสูง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ไข่สีครีมแกมขาว มีลายสีม่วงหรือน้ำตาลแกมแดง โดยเฉพาะบริเวณไข่ด้านป้าน ทั้งสองเพศช่วยกันทำรัง ฟักไข่ และเลี้ยงดูลูกอ่อน ยังไม่ทราบระยะเวลาที่พ่อแม่นกใช้ฟักไข่และเลี้ยงลูก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกประจำถิ่น พบไม่บ่อยและปริมาณไม่มากนัก จนกระทั่งพบบ่อยและปริมาณปานกลาง ชนิดย่อย friedmanni พบทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ ภาคตะวันตก และภาคใต้เหนือคอคอดกระ ชนิดย่อย pallidus พบทางภาคใต้ตั้งแต่คอคอดกระลงไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
กฎหมายจัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=e8RZ9He576U  นกพญาปากกว้างลายเหลือง] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Eurylaimus javanicus2.jpg]]  [[ไฟล์:Eurylaimus javanicus3.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;  &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://encrypted-tbn0.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcQHcGqnqfRm1aMxlIS6eqXhKsEbs_FXXy36Kerv9J4aJ4Xy7lEYYw&amp;amp;s&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://encrypted-tbn0.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcQd1WTmwrRiWs1FkPmXGU7w51_HyEi7d2AWpc9lbg3oOS2syDXQIQ&amp;amp;s&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.oknation.net/blog/home/user_data/album_data/201409/12/53523/images/479489.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Khaosokbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87</id>
		<title>นกพญาปากกว้างท้องแดง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87"/>
				<updated>2020-02-01T10:15:56Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Khaosokbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Cymbirhynchus macrorhynchos01.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Eurylaindae&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Cymbirhynchus macrorhynchos'' (Gmelin) 1788.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Black-and-red Broadbill &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : -&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Cymbirhynchus macrorhynchos'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษากรีกคือ macr, -o หรือ makros แปลว่าใหญ่หรือยาว และ rhynch, -o, =us หรือ rhunkhos แปลว่าปาก ความหมายคือ “นกที่มีปากใหญ่หรือยาว” พบครั้งแรกที่เกาะบอร์เนียว ประเทศอินโดนีเซีย ทั่วโลกมี 6 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 1 ชนิดย่อย คือ Cymbirhynchus macrorhynchos malaccensis Salvadori ชื่อชนิดย่อย ดัดแปลงมาจากชื่อสถานที่ที่พบครั้งแรกคือ Malacca ในประเทศมาเลเซีย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ในพม่า ไทย กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย เกาะบอร์เนียว และเกาะสุมาตรา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกขนาดเล็ก (24-25 ซม.) ตัวเต็มวัยมีปากใหญ่ขากรรไกรล่างสีเหลืองสด ขากรรไกรบนสีน้ำเงินสด ลำตัวด้านบนสีดำ มีลายแถบสีขาวบริเวณช่วงไหล่ ตะโพกสีแดง ลำตัวด้านล่างสีแดงเข้ม มีลายพาดสีดำบริเวณอก ขณะบินจะเห็นขนคลุม ขนปีกด้านล่างสีเหลืองอ่อน มีลายแถบสีขาวบริเวณโคนของขนปีก ตัวโตไม่เต็มวัยบริเวณคอหอยและอกสีน้ำตาลแกมเทา ท้องสีหลืองโดยมีลายแต้มสีแดง ขนคลุมโคนหางด้านล่างสีแดง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
อาศัยอยู่ตามป่าดงดิบแล้ง ป่าดิบชื้น ป่าพรุ และป่าชายเลน บางคร้งพบในป่ารุน ตั้งแต่พื้นราบจนกระทั้งความสูงไม่เกิน 300 เมตรจากระดับน้ำทะเล มักพบอาศัยและหากินใกล้ลำธาร มักมีกิจกรรมในช่วงเช้าตรู่และเย็นค่ำ ในเวลากลางวันซึ่งอากาศร้อน มักหลบซ่อนตามกพุ่มไม้หรือเกาะกับกิ่งไม้ที่มีใบแน่นทึบ ทำให้ไม่ค่อยเห็นตัวรวมทั้งกิจกรรมต่าง ๆ นกนางพญาปากกว้างท้องสีแดง มีเสียงร้องคล้ายกบ  “แอ๊บ-แอ๊บ-แอบ” มักร้องในช่วงบ่ายและใกล้ค่ำ โดยเฉพาะในช่วงฤดูผสมพันธุ์ นกพญาปากกว้างท้องแดงกินสัตว์น้ำ เช่น ปลา กุ้ง ปู แมลง เป็นอาหาร นอกจากนี้ยังพบกินผลไม้บางชนิด โดยเฉพาะผลไม้เนื้ออ่อน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์'''&amp;lt;br&amp;gt; &lt;br /&gt;
ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝนระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม ทํารังเป็นรูปกระเปาะแขวนตามกิ่งไม้ โดยเฉพาะกิ่งที่ยื่นออกไปเหนือลําธารในป่า รังมีทางเข้าออกอยู่ทางด้านข้าง วัสดุที่ใช้ทํารังประกอบด้วยหญ้า ดอกหญ้า ใบไม้ ใยแมงมุม &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ไข่สีเนื้อแกมชมพู มีลายคล้ายลายแตกสีน้ำตาล โดยเฉพาะไข่ด้านป้านจะมีลายมากกว่าด้านแหลม ทั้งสองเพศช่วยกันสร้างรัง ฟักไข่ และเลี้ยงลูกอ่อน ยังไม่ทราบระยะเวลาที่พ่อแม่นกใช้ฟักไข่และเลี้ยงลูก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกประจําถิ่น หายากและปริมาณน้อย จัดเป็นนกพญาปากกว้างที่หายากที่สุดในบรรดานกพญาปากกว้างด้วยกัน พบทางภาคตะวันตก ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคใต้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
กฎหมายจัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=dSVzkyhImK0 นกพญาปากกว้างท้องแดง] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Cymbirhynchus macrorhynchos02.jpg]]  [[ไฟล์:Cymbirhynchus macrorhynchos03.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;  &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://oknation.nationtv.tv/blog/home/user_data/album_data/201802/13/54348/images/487610.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://oknation.nationtv.tv/blog/home/user_data/album_data/201802/13/54348/images/487616.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://encrypted-tbn0.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcSMX7AunEM_61K_eIFFSRyXBUXg8dNvL5hiykB4j84sKg2Afal1&amp;amp;s&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Khaosokbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%AB%E0%B8%B9%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88</id>
		<title>นกปลีกล้วยหูเหลืองใหญ่</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%AB%E0%B8%B9%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88"/>
				<updated>2020-02-01T09:50:40Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Khaosokbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Arachnothera_flavigaste0r1.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' :  Nectarinidae&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Arachnothera flavigaster'' (Eyton) 1843.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Spectacled Spiderhunter&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : Greater Yellow-eared Spiderhunter&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Arachnothera flavigaster'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ flav หรือ flavus แปลว่าสีเหลืองแกมทอง และ gaster แปลว่าท้อง ความหมายคือ “นกที่มีท้องสีเหลืองแกมทอง” พบครั้งแรกที่ประเทศมาเลเซีย ไม่มีการแบ่งเป็นชนิดย่อย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
กระจายพันธุ์ในไทย มาเลเซีย เกาะสุมาตรา และเกาะบอร์เนียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกขนาดเล็ก (22 ซม.) แต่จัดเป็นนกปลีกล้วยที่มีขนาดใหญ่ ลักษณะคล้ายนกปลีกล้วยหูเหลืองเล็ก แต่มีขนาดใหญ่กว่า (ปีกยาวกว่า 98 มม.) ปากสั้นและหนากว่า มีกระจุกขนสีเหลือง บริเวณหู วงรอบเบ้าตาสีเหลืองและกว้างกว่านกปลีกล้วย หูเหลืองเล็ก คอหอยและอกสีเขียวเรียบ ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
พบตามป่าดงดิบชื้น ป่าดงดิบแล้ง ชายป่า และป่ารุ่น ปกติในระดับต่ำกว่า 500 เมตรจากระดับน้ำทะเล พบอยู่โดดเดี่ยวหรือเป็นคู่ค่อนข้างเป็นนกที่ก้าวร้าว มักโจมตีและขับไล่นกทั้งชนิดเดียวกันและชนิดอื่นที่เข้ามาใกล้รังหรือแหล่งหากินเสมอ อาหารส่วนใหญ่ ได้แก่ น้ำหวานจากปลีกล้วยและดอกไม้ นอกจากนี้ยังกินแมลงและแมงมุมด้วย โดยมีพฤติกรรมการหาอาหารไม่แตกต่างจากนกปลีกล้วยอื่น ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ผสมพันธุ์ช่วงฤดูหนาวต่อฤดูร้อนระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคม รังมีลักษณะเดียวกันกับนกปลีกล้วยท้องเทา อยู่สูงจากพื้นดิน 3.6 เมตร ยังไม่ทราบชีววิทยาการสืบพันธุ์ด้านอื่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณปานกลาง พบเฉพาะทางภาคใต้ตั้งแต่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ลงไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ไม่จัดเป็นสัตว์ป่าสงวนหรือเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=7E1KlFE0QRw นกปลีกล้วยหูเหลืองใหญ่] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Arachnothera_flavigaster02.jpg]]  [[ไฟล์:Arachnothera_flavigaster03.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://dktnfe.com/web59/wp-content/uploads/2014/09/spectacled_spiderhunter2bkledangsayong_forest_reserve_ipoh_perak_malaysia11th_february_2014.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/4/47/Spectacled-spiderhunter.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.hbw.com/sites/default/files/styles/ibc_1k/public/ibc/p/birding2asia_spectacledspiderhunter1_stijn_de_win.jpg?itok=PgAHrIk3&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Khaosokbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%AB%E0%B8%B9%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81</id>
		<title>นกปลีกล้วยหูเหลืองเล็ก</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%AB%E0%B8%B9%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81"/>
				<updated>2020-02-01T09:44:35Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Khaosokbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Arachnothera_chrysogenys01.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' :  Nectarinidae&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Arachnothera chrysogenys'' (Temminck) 1826.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Yellow-eared Spiderhunter&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : Lesser Yellow-eared Spiderhunter&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Arachnothera chrysogenys'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษากรีกคือ chrys,-o, =us หรือ khrusos แปลว่าสีทอง และ geny, -o, =us หรือ genus แปลว่าแก้ม ความหมายคือ “นกที่มีแก้มสีเหลืองทอง” พบครั้งแรกที่เกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย ทั่วโลกมี 2 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 1 ชนิดย่อย คือ Arachnothera chrysogenys chrysogenys (Temminck) ที่มาและความหมายของชื่อชนิดย่อยเช่นเดียวกับชนิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
กระจายพันธุ์ในพม่า ไทย มาเลเซีย และหมู่เกาะซุนดาใหญ่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกขนาดเล็ก (18 ซม.) ตัวเต็มวัยมีกระจุกขนบริเวณหูและวงรอบเบ้าตาสีเหลือง คอหอยและอกสีเขียวอ่อนแกมเทามีลายขีดเล็กน้อย ท้องและขนคลุมโคนขนหางด้านล่างสีเหลือง หางด้านล่างสีเขียวอ่อนแกมเทา ไม่มีสีขาว อกไม่มีพุ่มขน ปีกสั้นกว่า 98 มม. ตัวไม่เต็มวัยสีจางกว่า สีเหลือง บริเวณหูมีขนาดเล็กจนเกือบไม่เห็น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
พบตามป่าดงดิบชื้น ป่าดง ดิบแล้ง และชายป่า ตั้งแต่พื้นราบจนกระทั่งความสูง 1,800 เมตรจากระดับน้ำทะเล อุปนิสัยไม่แตกต่างจากนกปลีกล้วยหูเหลืองใหญ่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ผสมพันธุ์ช่วงฤดูร้อนระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนมิถุนายนและช่วงฤดูหนาวระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม ทำรังใต้ ใบไม้ในลักษณะเดียวกันกับนกปลีกล้วยชนิดอื่น รังอยู่สูงจากพื้นดิน 1.5-12 เมตร ยังไม่ทราบชีววิทยาการสืบพันธุ์ด้านอื่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
รังมีไข่ 2 ฟอง ไข่สีเทาแกมขาว มีลายจุดสีน้ำตาลเหลืองและสีน้ำตาลเทา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณปานกลาง พบทางภาคตะวันตกตอนใต้และภาคใต้ตั้งแต่คอคอดกระลงไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ไม่จัดเป็นสัตว์ป่าสงวนหรือเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=hJufIZ9nIyY นกปลีกล้วยหูเหลืองเล็ก] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Arachnothera_chrysogenys02.jpg]] [[ไฟล์:Arachnothera_chrysogenys03.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://dktnfe.com/web59/wp-content/uploads/2014/09/yellowearedspiderhunter124may16.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.birdsofthailand.org/sites/default/files/photo/spiderhunter%20yellow-eared%2020131009%20khao%20sok.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://encrypted-tbn0.gstatic.com/images?q=tbn%3AANd9GcTbjs-F2MMizdV8GZ7CBu8MXjy6rm389ktb1jwJ3-m8xcegBfSg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Khaosokbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81</id>
		<title>นกปลีกล้วยเล็ก</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81"/>
				<updated>2020-02-01T09:40:23Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Khaosokbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Arachnothera Longirostra01.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Nectariniidae &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Arachnothera longirostra'' (Latham) 1790.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Little spiderhunter&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : -&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Arachnothera Longirostra'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ long, -I หรือ longus แปลว่ายาว และ rostr, =um แปลว่าปาก ความหมายคือ “นกที่มีปากยาว”  พบครั้งแรกที่ประเทศปากีสถาน  ทั่วโลกมี 12 ชนิดย่อย  ประเทศไทยพบ 4 ชนิดย่อย คือ&lt;br /&gt;
#Arachnothera Longirostra longirostra (Latham)  ที่มาและความหมายของชื่อชนิดย่อยเช่นเดียวกับชนิด &lt;br /&gt;
#Arachnothera Longirostra sordida La Touche  ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ sord, -id หรือ sordidus แปลว่าเปรอะเปื้อนหรือสกปรก ความหมายคือ “นกที่มีสีทึม”  พบครั้งแรกที่ประเทศจีน&lt;br /&gt;
#Arachnothera Longirostra pallidus Delacour  ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ pall, -ens, -esc, -id, -or หรือ pallidus แปลว่าจาง  ความหมายคือ “นกที่มีสีจาง”  พบครั้งแรกที่ประเทศลาว &lt;br /&gt;
#Arachnothera Longirostra cinireicollis (Vieillot)  ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ cini, =s หรือ ciner, -ar, -e, -I หรือ cinereus แปลว่าสีเทา และ coll, -I หรือ collis แปลว่าคอ  ความหมายคือ “นกที่มีคอสีเทา”  พบครั้งแรกที่ประเทศมาเลเซีย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ในปากีสถาน อินเดีย จีนด้านตะวันตกเฉียงใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หมู่เกาะซุนดาใหญ่ และฟิลิปปินส์&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกขนาดเล็ก (16 ซม.)  ตัวเต็มวัยมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับนกปลีกล้วยอื่น ๆ  หัวสีเทา  คิ้วและรอบตาสีขาว  คอหอยสีขาวแกมเทา อกสีเขียวอ่อนแกมเหลือง  ท้องและขนคลุมโคนขนหางด้านล่างสีเหลือง  ปลายหางด้านล่างสีขาวแกมเทา ลำตัวด้านบนสีเขียวอ่อนถึงสีเขียว&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
พบตามป่าดงดิบชื้น ป่าดงดิบแล้ง ชายป่า และป่ารุ่น ปกติในระดับต่ำว่า 1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล  อาจพบอยู่โดดเดี่ยวหรือเป็นคู่  พบเป็นประจำตามป่ากล้วย โดยเกาะตามปลีกล้วยและใช้ปากดูดกินน้ำหวานจากกลีบหนึ่งไปยังอีกกลีบหนึ่ง  ซึ่งบางครั้งมุดเข้าไปอยู่ระหว่างกาบของปลีกล้วยทั้งตัวจนมองไม่เห็นตัว  นอกจากนี้ยังกินน้ำหวานดอกไม้อื่น ๆ โดยเฉพาะดอกทองหลางป่าและดอกงิ้วและยังกินแมลงตามกิ่งไม้หรือที่มาตอมดอกไม้  แมงมุมที่ชักใยตามต้นไม้และตามกอกล้วยก็เป็นอาหารที่กินบ่อยมาก&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูหนาวและฤดูร้อนระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนมีนาคม  ส่วนใหญ่ทำรังใต้ใบกล้วย  รังเป็นรูปกึ่งทรงกระบอกยาวไปตามลักษณะของใบกล้วย มีความยาวประมาณ 20 ซม.  และกว้างประมาณ 5-10 ซม.  ทางเข้าออกอยู่บริเวณปลายด้านบน  รังประกอบด้วยใบหญ้าและใบไม้แห้ง  แล้วเย็บติดกับใบกล้วยหรือเชื่อมกันด้วยใยแมงมุม  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
รังมีไข่ 2 ฟอง  สีขาวแกมชมพู มีลายทางสีแดงเข้มถึงน้ำตาลเป็นวงรอบไข่ด้านป้าน และลายขีดเล็ก ๆ สีเดียวกันกระจายทั่วฟอง  ขนาดของไข่โดยเฉลี่ย 13.1x18.4 มม.  ทั้งสองเพศช่วยกันทำรัง ฟักไข่ และเลี้ยงดูลูกอ่อน  ยังไม่ทราบระยะเวลาการฟักไข่และเลี้ยงดูลูกอ่อน&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกประจำถิ่น  พบบ่อยและปริมาณปานกลาง  ชนิดย่อย longirostra พบทางภาคเหนือด้านตะวันตกและภาคตะวันตก ตั้งแต่จังหวัดเชียงใหม่ลงมาจนถึงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์  ชนิดย่อย sordida พบทางภาคเหนือด้านตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน  ชนิดย่อย pallida พบทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างและภาคตะวันออกเฉียงใต้  และชนิดย่อย cinereicollis พบทางภาคใต้ตั้งแต่คอคอดกระลงไป&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ไม่จัดเป็นสัตว์ป่าสงวนหรือสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=IBSEr1PWFSQ นกปลีกล้วยเล็ก] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Arachnothera Longirostra02.jpg]]  [[ไฟล์:Arachnothera Longirostra03.jpg]]  [[ไฟล์:Arachnothera Longirostra04.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;  &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.birdsofthailand.org/sites/default/files/photo/image_1130.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.birdsofthailand.org/sites/default/files/photo/image_1129.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://live.staticflickr.com/3218/3931212539_5e0a4c0b0c_z.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://live.staticflickr.com/3039/3931994346_27f38aefd4_z.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Khaosokbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B2</id>
		<title>นกปลีกล้วยปากหนา</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B2"/>
				<updated>2020-02-01T09:33:17Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Khaosokbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Arachnothera_crassirostris01.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' :  Nectarinidae&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Arachnothera crassirostris'' (Reichenbach) 1854.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Thick-billed Spiderhunter&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : -&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Arachnothera crassirostris'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ crass หรือ crassus แปลว่าหนา และ rostr, cum หรือ rostris แปลว่าปาก ความหมายคือ “นกที่มีปากหนา” พบครั้งแรกที่ประเทศมาเลเซีย ไม่มีการแบ่งเป็นชนิดย่อย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
กระจายพันธุ์ในไทย มาเลเซีย เกาะสุมาตรา และเกาะบอร์เนียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกขนาดเล็ก (13 ซม.) ตัวเต็มวัยมีปากหนากว่าและมักสั้นกว่านกปลีกล้วยเล็ก คิ้วสีเหลืองซีด ยาว และเด่นชัดกว่า แถบคาดตาสีเข้ม และเด่นชัดกว่า คอหอยและอกตอนบนสีเขียวอ่อน แกมเทา ลำตัวด้านล่างสีเหลือง ขอบของขนปีกเป็น สีเหลืองมากกว่าลำตัวด้านบนส่วนที่เหลือ ปลายหางด้านล่างมีสีเหลืองโดยเฉพาะขนหางคู่นอกสุด ตัวผู้อกมีพุ่มขนสีส้ม แต่มักถูกคลุมด้วยขนปีก ตัวไม่เต็มวัยสีจางกว่า ลำตัวด้านล่างมีแต้มสีเทามากกว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
พบตามป่าดงดิบชื้นในระดับต่ำ อุปนิสัยไม่แตกต่างจากนกปลีกล้วยเล็ก แต่มักชอบหากินตามยอดไม้ในระดับสูงกว่า และมักกินแมลง และแมงมุมมากกว่าที่จะกินน้ำหวานของปลีกล้วยและดอกไม้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ยังไม่ทราบรายละเอียดการสืบพันธุ์ แต่คาดว่าคล้ายนกปลีกล้วยเล็ก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกประจำถิ่น พบไม่บ่อยและ ปริมาณไม่มากนัก พบเฉพาะบางแห่งทางภาคใต้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ไม่จัดเป็นสัตว์ป่าสงวนหรือเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=3KAnueXbefU นกปลีกล้วยปากหนา] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Arachnothera_crassirostris02.jpg]]  [[ไฟล์:Arachnothera_crassirostris03.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://singaporebirders.files.wordpress.com/2016/01/thick-billed-spiderhunter_adriansilastay2.jpg?w=1200&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://oknation.nationtv.tv/blog/home/user_data/album_data/201504/30/53715/images/481279.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://encrypted-tbn0.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcSlVcBIRuzlj0xwws08eatUAfKtdppy-ty0LUQvxK7czxWeVPfbbQ&amp;amp;s&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Khaosokbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B2</id>
		<title>นกปลีกล้วยท้องเทา</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B2"/>
				<updated>2020-02-01T09:30:14Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Khaosokbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Arachnothera_affinis01.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' :  Nectarinidae&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Arachnothera affinis'' (Horsfield) 1822.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Grey-breasted Spiderhunter&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : -&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Arachnothera affinis'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ affini หรือ affinis แปลว่าสัมพันธ์กัน ความหมายคือ “ลักษณะคล้ายนกปลีกล้วยอื่น” พบครั้งแรกที่เกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย ทั่วโลกมี 5 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 2 ชนิดย่อย คือ Arachnothera affinis caena Deignan ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษากรีกคือ caen, -o หรือ kainos แปลว่าใหม่ แปลก ความหมายคือ “นกที่พบใหม่มีลักษณะแตกต่างจากนกอื่น” พบครั้งแรกที่จังหวัดกาญจนบุรี และ Arachnothera affinis modesta (Eyton) ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ modestus แปลว่าสงบเงียบ อาจ หมายถึง “นกที่มีสีค่อนข้างเรียบ” พบครั้งแรกที่ประเทศมาเลเซีย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
กระจายพันธุ์ในพม่า ไทย มาเลเซีย และหมู่เกาะซุนดาใหญ่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกขนาดเล็ก (18 ซม.) ตัวเต็มวัยลำตัวด้านล่างสีเขียวอ่อนแกมเทา คอหอย และอกมีลายขีดเล็ก ๆ สีเข้ม อกไม่มีพุ่มขน ลำตัว ด้านบนสีเขียวอ่อนถึงเขียว ตัวไม่เต็มวัยลำตัวด้าน ล่างไม่มีลายขีด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
พบตามป่าดงดิบชื้น ป่าดง ดิบแล้ง ป่าดงดิบเขา และป่ารุ่น ตั้งแต่พื้นราบจนกระทั่งความสูง 1,900 เมตรจากระดับน้ำทะเล อุปนิสัยคล้ายนกปลีกล้วยเล็ก กินน้ำหวานจากปลีกล้วยและดอกไม้ แมลงและแมงมุมเป็นอาหาร เป็นนกที่บินได้ดีและเร็ว แต่ในระดับค่อนข้างต่ำ เป็นนกที่เห็นตัวยาก เพราะมีสีกลมกลืนกับสีใบไม้ นอกจากจะได้ยินเสียงร้องหรือในช่วงที่เกาะปลีกล้วยหรือดอกไม้ที่มีสีค่อนข้างตัดกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝนระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนกรกฎาคม ทำรังอยู่ใต้ใบไม้ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะใบกล้วยป่า รังเป็นรูปกึ่งทรงกระบอก ยาวประมาณ 20 ซม. กว้างประมาณ 10 ซม. ทางเข้าออกมักอยู่ทางด้านข้างค่อนไปทางด้านบน วัสดุที่ใช้ทำรังประกอบด้วยใบหญ้าแห้ง ใบไม้ และใบเฟิน นำมาสานกันเล็กน้อย แล้วอาจเย็บติดกับใบไม้หรือเชื่อมกันด้วยใยแมงมุม ทั้งสองเพศช่วยกันทำรัง ฟักไข่ และเลี้ยงดูลูกอ่อน ยังไม่ทราบระยะเวลาฟักไข่และเลี้ยงดูลูกอ่อน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
รังมีไข่ 2 ฟอง ไข่สีเขียวอ่อนถึงน้ำตาล มีลายดอกสีเทา บางฟองมีลาย จุดและลายดอกสีดำ ขนาดของไข่โดยเฉลี่ย 15.0x21.0 มม.&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณปานกลาง ชนิดย่อย caena พบทางภาคตะวันตก ชนิดย่อย modesta พบทางภาคใต้ตั้งแต่คอคอดกระลงไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ไม่จัดเป็นสัตว์ป่าสงวนหรือเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=gMhqzTePmYc นกปลีกล้วยท้องเทา] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Arachnothera_affinis02.jpg]]  [[ไฟล์:Arachnothera_affinis03.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://dktnfe.com/web59/wp-content/uploads/2014/09/greybreasted_spiderhunter2akledangsayong_forest_reserve_ipoh_perak_malaysia8th_july_2015.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.hbw.com/sites/default/files/styles/ibc_1k/public/ibc/p/bf6e2816_grey-breasted_spiderhunter.jpg?itok=xPwDQ7AH&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.hbw.com/sites/default/files/styles/ibc_2k/public/ibc/p/Birding2Asia_Grey-breastedSpiderhunter_Stijn_De_Win.jpg?itok=ajmKvHfc&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Khaosokbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AB%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%99</id>
		<title>นกปรอดโอ่งไร้หงอน</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AB%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%99"/>
				<updated>2020-02-01T09:23:55Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Khaosokbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Alophoixus phaeocephalus01.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Pycnonotidae&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Alophoixus phaeocephalus'' (Harlaub) 1844.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Yellow-bellied Bulbul&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : : Crestless White-throated Bulbul, Grey-headed Bearded Bulbul&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Alophoixus phaeocephalus'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษากรีกคือ phae, -o หรือ phaios แปลว่าสีเทา และ cephal, =a, -o หรือ kephalos แปลว่าหัว ความหมายคือ “หัวมีสีเทา” พบครั้งแรกที่ประเทศมาเลเซีย ทั่วโลกมี 4 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 1 ชนิดย่อย คือ Alophoixus phacocephalus phaeocephalus (Hartlaub) &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ในพม่า ไทย มาเลเซีย เกาะสุมาตรา และเกาะบอร์เนียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกขนาดเล็ก (20 ซม.) หัวและท้ายทอยไม่มีพุ่มหงอนขน หัวสีเทา คอหอย สีขาว ลำตัวด้านบนสีน้ำตาลแกมเขียว ลำตัวด้านล่างสีเหลือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
พบตามป่าดงดิบชื้นและป่าดงดิบแล้ง ตั้งแต่พื้นราบจนกระทั่งความสูง 900 เมตรจากระดับน้ำทะเล มักพบอยู่โดดเดี่ยว และอาจพบอยู่รวมกับพวกนกจาบดินและนกกินแมลงต่าง ๆ ซึ่งแตกต่างจากนกปรอดอื่น ส่วนใหญ่หากินตามพื้นดิน โดยกินผลไม้สุกที่หล่นจากต้น บ่อยครั้งก็เด็ดกินจากกิ่งไม้เหมือนนกปรอดทั่วไป นอกจากนี้ยังจิกกินตัว หนอนและแมลงตามกิ่งก้าน ลำต้น ยอดไม้ และพื้นดิน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์'''&amp;lt;br&amp;gt; &lt;br /&gt;
ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝนระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนสิงหาคม รังเป็นรูปถ้วย อยู่ในระดับต่ำ ยังไม่ทราบชีววิทยาการสืบพันธุ์ด้านอื่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
รังมีไข่ 2 ฟอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกประจําถิ่น พบบ่อยและปริมาณปานกลาง พบเฉพาะทางภาคใต้ตั้งแต่คอคอดกระลงไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
กฎหมายจัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=2iSYCNchTSA นกปรอดโอ่งไร้หงอน] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Alophoixus phaeocephalus02.jpg]]  [[ไฟล์:Alophoixus phaeocephalus03.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;  &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.hbw.com/sites/default/files/styles/ibc_1k/public/ibc/p/a218a2478.jpg?itok=WK5zAJg7&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://i.ytimg.com/vi/CIyMoz43x1U/maxresdefault.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://encrypted-tbn0.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcS59tDFnBm70g76A-mAOnpI2QLobsqaMnHDkVAgJJyVQhj9VxJeug&amp;amp;s&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Khaosokbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B8%AD</id>
		<title>นกปรอดโอ่งเมืองเหนือ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B8%AD"/>
				<updated>2020-02-01T09:17:14Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Khaosokbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Alophoixus palidus01.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Pycnonotidae&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Alophoixus palidus'' (Swinhoe) 1870.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Puff-throated Bulbul&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : Swinhoes White-throated Bulbul, Olivaceous Bearded Bulbul&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Alophoixus palidus'' ชื่อชนิดเป็นคำในภาษาละตินคือ pallidus (รากศัพท์ภาษาละตินคือ pal, -ens, -esc, id, or) แปลว่าสีจางความหมายคือ “นกที่มีสีจาง (น้ำตาลอ่อน)” พบครั้งแรกที่ประเทศจีน ทั่วโลกมี 2 ชนิดย่อย ประเทศไทย พบ 2 ชนิดย่อย คือ Alophoixus pallidus henrici Oustalet ชื่อชนิดย่อยมาจากชื่อบุคคล พบครั้งแรกที่มณฑลยูนนาน ทางตอนใต้ของประเทศจีน และ Alophoixus pallidus isani Deignan ชื่อชนิดย่อยมาจากชื่อสถานที่คือภาคอีสาน พบครั้งแรกที่จังหวัดเลย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ในจีนตอนใต้ ไหหลำ พม่า  ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกขนาดเล็ก (24 ซม.) แตกต่างจากนกปรอดโอ่งท้องสีน้ำตาลโดยลำตัวด้านบนสีออกเป็นสีไพลหรือเขียวแกมเหลืองมากกว่า อกมีลายแต้มสีเหลือง ท้องสีเหลืองอ่อน แตกต่างจากนกปรอดโอ่งแก้มเทาโดยพุ่มหงอนขนบริเวณหัวยาวกว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
พบตามป่าดงดิบแล้งและป่าดงดิบเขา ตั้งแต่ระดับเชิงเขาจนกระทั่งความสูง 1,200 เมตรจากระดับน้ำทะเล มักพบอยู่เป็นฝูง อาศัยและหากินตามพุ่มของไม้ต้นและไม้พุ่ม อุปนิสัย รวมทั้งอาหารไม่แตกต่างจากนกปรอดโอ่งหน้าผากเทา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์'''&amp;lt;br&amp;gt; &lt;br /&gt;
ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝนระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนกันยายน ซึ่งเป็นรูปถ้วยหยาบ ๆ อยู่บนต้นไม้ขนาดเล็ก สูงจากพื้นดินประมาณ 4-5 เมตร ยังไม่ทราบชีววิทยาการสืบพันธุ์ด้านอื่น คาดว่าไม่น่าจะแตกต่างจากนกปรอดโอ่งหน้าผากเทา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณปานกลาง ชนิดย่อย henrici พบทางภาคเหนือด้านตะวันตก ชนิดย่อย isani พบทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
กฎหมายจัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=s3kzaGuyqhk นกปรอดโอ่งเมืองเหนือ] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Alophoixus palidus02.jpg]]  [[ไฟล์:Alophoixus palidus03.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;  &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/2/2e/Lole_propinqua_-_grey-eyed_bulbul.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://download.ams.birds.cornell.edu/api/v1/asset/61140711/1800&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.hbw.com/sites/default/files/styles/ibc_2k/public/ibc/p/alophoixus_pallidus_henrici_10.00_25_59_08.imagen_fija002.jpg?itok=3FS2kinc&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Khaosokbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A5</id>
		<title>นกปรอดโอ่งท้องสีน้ำตาล</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A5"/>
				<updated>2020-01-31T06:20:17Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Khaosokbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Alophoixus ochraceus01.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Pycnonotidae&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Alophoixus ochraceus'' (Moore) 1854.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Ochraceous Bulbul&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : Brown White-throated Bulbul, Ochraceous Bearded Bulbul&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Alophoixus ochraceus'' ชื่อชนิดเป็นคำในภาษาละตินสมัยใหม่คือ ochraceus แปลว่าสีจาง ความหมายคือ “นกที่มีสีจางหรือสีเหลืองอ่อน” พบครั้งแรกที่เมืองตะนาวศรี ทางตอนใต้ของประเทศพม่า ทั่วโลกมี 1 ชนิดย่อย ทั่วโลกมี 8 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 3 ชนิดย่อย คือ&lt;br /&gt;
#Alophoixus ochraceus ochraceus Moore ที่มาและความหมายของชื่อชนิดย่อยเช่นเดียวกับชนิด&lt;br /&gt;
#Alophoixus ochraceus cambodianus Delacour and Jabouille ชื่อชนิดย่อยมาจากชื่อ สถานที่ที่พบครั้งแรกคือประเทศกัมพูชา &lt;br /&gt;
#Alophoixus ochraceus sordidus Richmond ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ sord, -id แปลว่าสกปรก ความหมายคือ “นกที่มีหลากสีหรือนกที่มีสีไม่สดใส” พบครั้งแรกที่จังหวัดภูเก็ต&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ในพม่า ไทย มาเลเซีย กัมพูชา เวียดนาม เกาะสุมาตรา และเกาะบอร์เนียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกขนาดเล็ก (23 ซม.) ลักษณะคล้ายนกปรอดโอ่งเมืองเหนือ แต่ตัวเต็มวัยพุ่มหงอนขนสั้นกว่า ลำตัวด้านบนสีน้ำตาล หัวด้าน ข้างสีน้ำตาลแกมเทา คอหอยสีขาว อกและสีข้างสีน้ำตาลแกมเหลือง ท้องสีน้ำตาล ขนคลุมโคนขน หางด้านล่างสีครีมแกมเหลืองหรือสีน้ำตาลเหลือง ตัวไม่เต็มวัยบริเวณปีกและหางสีออกแดงมากกว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
พบตามป่าดงดิบชื้นและป่าดงดิบแล้ง ตั้งแต่พื้นราบจนกระทั่งความสูง 800 เมตรจากระดับน้ำทะเล อุปนิสัย อาหาร และการกินอาหารไม่แตกต่างจากนกปรอดโอ่งอื่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์'''&amp;lt;br&amp;gt; &lt;br /&gt;
ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝนระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม ทำรังเป็นรูปถ้วย ประกอบด้วยใบไม้ กิ่งไม้ ใบหญ้า ต้นหญ้า รองพื้นรังด้วยวัสดุที่อ่อนนุ่ม เช่น ดอกหญ้า ใบหญ้า ฉีกฝอย เป็นต้น รังอยู่ตามง่ามของกิ่งไม้สูงและไม้พุ่มเตี้ย &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
รังมีไข่ 2-4 ฟอง ไข่สีขาว มีลายจุดและลายขีดสีเทาแกมม่วงและสีออกแดง โดยเฉพาะบริเวณไข่ด้านป้าน ขนาดของไข่โดยเฉลี่ย 17.5x25.0 มม.ทั้งสองเพศช่วยกันทำรัง ฟักไข่ และเลี้ยงดูลูกอ่อน  จะฟักไข่ตั้งแต่ออกไข่ฟองแรก ใช้เวลาฟักไข่ 123-14 วัน ลูกนกอายุ 12-13 วันจะบินได้และทิ้งรังไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกประจําถิ่น พบบ่อยและปริมาณปานกลาง ชนิดย่อย cambodianus พบทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ ชนิดย่อย ochraceus พบทางภาคตะวันตก และชนิดย่อย sordidus พบทางภาคใต้ ตั้งแต่คอคอดกระลงไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
กฎหมายจัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=jvE8kcoIdko นกปรอดโอ่งท้องสีน้ำตาล] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Alophoixus ochraceu0s2.jpg]]  [[ไฟล์:Alophoixus ochraceus03.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;  &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.oknation.net/blog/home/user_data/album_data/201409/12/53523/images/478739.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://encrypted-tbn0.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcTwelbs7FFDV_JSYmr4TDz8OljTgknLhptKV29tWC4PZEVd-1Sn&amp;amp;s&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.hbw.com/sites/default/files/styles/large/public/ibc/p/Alophoixus_o._ochraceus_9.Imagen_fija004.jpg?itok=_l9DKILv&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Khaosokbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%94</id>
		<title>นกปรอดอกลายเกล็ด</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%94"/>
				<updated>2020-01-31T06:14:53Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Khaosokbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Pycnonotus squamatus01.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Pycnonotidae&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Pycnonotus squamatus'' (Temminck) 1828.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Scaly-breasted Bulbul&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' :-&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Pycnonotus squamatus'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ squam, =a, -at, -i, -o แปลว่าเกล็ด และ -tus เป็นคำลงท้าย ความหมายคือ “นกที่มีลายเกล็ด” พบครั้งแรกที่เกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย ทั่วโลกมี 3 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 1 ชนิดย่อย คือ Pycnonotus Squamatus weberi (Hume) ชื่อชนิดย่อยมาจากชื่อบุคคล พบครั้งแรกที่จังหวัดภูเก็ต &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ในพม่า ไทย มาเลเซีย และหมู่เกาะซุนดาใหญ่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกขนาดเล็ก (16 ซม.) หัวสีดำ คอหอยสีขาว ลำตัวด้านบนสีเขียวอ่อน บริเวณอกและสีข้างสีดำ มีลายคล้ายเกล็ดสีขาว ขนคลุมโคน ขนหางด้านล่างสีเหลือง ท้องและปลายขนหางคู่นอกสีขาว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
พบตามป่าดงดิบชื้น ตั้งแต่เชิงเขาจนกระทั่งความสูง 1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล ปกติพบอยู่ตามเรือนยอดของไม้ต้นเท่านั้น ไม่ค่อยพบตามพุ่มไม้หรือไม้พื้นล่าง พบอยู่เป็นคู่หรือเป็น ฝูงเล็ก ๆ อาหารได้แก่ ผลไม้ แมลง และตัวหนอน พฤติกรรมการกินอาหารไม่แตกต่างจากนกปรอดอื่น ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์'''&amp;lt;br&amp;gt; &lt;br /&gt;
ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝนระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม ยังไม่ทราบชีววิทยาการสืบพันธุ์ด้านอื่น คาดว่าไม่แตกต่างจากนกปรอดในสกุลเดียวกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
วางไข่ครั้งละ 2 ฟอง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกประจำถิ่นพบบ่อยและปริมาณปานกลาง พบเฉพาะทางภาคใต้ตั้งแต่คอคอดกระลงไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
กฎหมายจัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=HbjTDcYp2mI นกปรอดอกลายเกล็ด] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Pycnonotus squamatus02.jpg]]  [[ไฟล์:Pycnonotus squamatus03.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;  &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.birdsofthailand.org/sites/default/files/photo/image_836.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.endemicguides.com/wp-content/uploads/2017/08/Scaly-Breasted-Bulbul-2-Bird-Tour-Malaysia-Borneo.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://encrypted-tbn0.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcR9F0QqiReBBEa5Xi8gN8uNNOv_LdDmTTRRuvmCU7TXWmN8FZKilA&amp;amp;s&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Khaosokbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B8%81</id>
		<title>นกปรอดเหลืองหัวจุก</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B8%81"/>
				<updated>2020-01-31T06:07:07Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Khaosokbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Pycnonotus melanicterus01.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Pycnonotidae&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Pycnonotus melanicterus'' (Gmelin) 1789.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Black-crested Bulbul&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' :-&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Pycnonotus melanicterus'' เชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษากรีกคือ melan, -o หรือ nmelas แปลว่าสีดำ และ icter, -i, -o, =us แปลว่า นกขมิ้นหรือสีเหลือง ความหมายคือ “นกที่มีสีดำ และสีเหลือง” พบครั้งแรกที่ประเทศศรีลังกา ทั่วโลกมี 12 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 7 ชนิดย่อย คือ&lt;br /&gt;
#Pycnonotus melanicterus vantynei Deignan ชื่อชนิดย่อยมาจากชื่อบุคคล พบครั้งแรกทางตอนเหนือของประเทศลาว&lt;br /&gt;
#Pycnonotus melanicterus xanthops Deignan ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษากรีกคือ Kanth, -o หรือ xanthos แปลว่าสีเหลือง และ op, =s แปลว่าการปรากฏหรือใบหน้า ความหมายคือ “นกที่มีสีเหลือง” พบครั้งแรกที่จังหวัดเชียงใหม่&lt;br /&gt;
#Pycnonotus melanicterus auratus Deignan ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ aur, -ar, -at, -e, -i หรือ aurum แปลว่าสีทอง และ -tus เป็นคำลงท้าย ความหมายคือ “นกที่มีสีทอง” พบครั้งแรกที่จังหวัดเพชรบูรณ์&lt;br /&gt;
#Pycnonotus melanicterus johnsoni (Gyldenstolpe) ชื่อชนิดย่อยมาจากชื่อบุคคล พบครั้งแรกที่จังหวัดนครราชสีมา&lt;br /&gt;
#Pycnonotus melanicterus elbeli Deignan ชื่อชนิดย่อยมาจากชื่อบุคคล พบครั้งแรกที่จังหวัดตราด&lt;br /&gt;
#Pycnonotus melanicterus negatus Deignan ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ nega แปลว่าคำปฏิเสธหรือไม่ยอมรับ และ -tus เป็นคำลงท้าย อาจหมายถึง “นกที่ยังไม่ได้รับการยอมรับการเป็นชนิดย่อย” พบครั้งแรกที่จังหวัดกาญจนบุรี&lt;br /&gt;
#Pycnonotus melanicterus caecilii Deignan ชื่อชนิดย่อยมาจากชื่อบุคคล พบครั้งแรกที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ในอินเดีย ศรีลังกา จีนตอนใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และหมู่เกาะซุนดาใหญ่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกขนาดเล็ก (19 ซม.) หัวมีหงอนขนยาวสีดำ หัวและคอสีดำ ลำตัวด้านบนสีน้ำตาลแกมเขียว ลำตัวด้านล่างสีเหลือง ตาสีขาวหรือ สีครีม ตัวไม่เต็มวัยจะเป็นสีเทา ชนิดย่อย johnsoni คอหอยเป็นสีแดง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
พบตามป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบชื้น ป่าดงดิบแล้ง ป่าดงดิบเขา และ ป่ารุ่น ตั้งแต่พื้นราบจนกระทั่งความสูง 2,565 เมตรจากระดับน้ำทะเล พบเป็นคู่หรือเป็นฝูงเล็ก ๆ หากินตามพุ่มไม้และยอดไม้ ทั้งในระดับสูงและระดับปานกลาง เป็นนกที่มักส่งเสียงร้องตลอดเวลา “วิด-วีด-ติวีด” อาหาร ได้แก่ ผลไม้ โดยเฉพาะ ไทร หว้า ตะขบ ตาเสือเล็ก อบเชย และไม้เถาบางชนิด โดยใช้ปากเด็ด ผลไม้ออกจากขั้วแล้วกลืนกินทั้งผล นอกจากนี้ยังกินกลีบดอกไม้ น้ำหวานดอกไม้ โดยเฉพาะดอกทองหลางป่า และจิกกินตัวหนอนและแมลงตามกิ่งและยอดไม้ บางครั้งโฉบจับแมลงกลางอากาศ แต่ในระยะที่ไม่ไกลจากที่เกาะมากนัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์'''&amp;lt;br&amp;gt; &lt;br /&gt;
ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝนระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม ทำรังเป็นรูปถ้วย ประกอบด้วยกิ่งไม้เล็ก ๆ ต้นหญ้า ใบไม้ และใบหญ้า กลางแอ่งมักรองด้วยใบไม้และใบหญ้า อีกชั้นหนึ่งเพื่อรองรับไข่ รังอยู่ตามง่ามของไม้ต้นและไม้พุ่ม สูงจากพื้นดินประมาณ 1-3 เมตรหรือมากกว่า แต่บางตัวทำรังในระดับต่ำมากราว 30 ซม. จากพื้นดิน &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
รังมีไข่ 2-4 ฟอง ไข่สีชมพู บริเวณด้านป้านมีลายดอกดวงสีน้ำตาลแดง ขนาดของไข่โดยเฉลี่ย 15.7x20.9 มม. ทั้งสองเพศช่วยกันทำรัง ฟักไข่ และเลี้ยงดูลูกอ่อน ใช้เวลาฟักไข่ 12-13 วัน ลูกนกเมื่อออกจากไข่มาใหม่ ๆ ยังไม่มีขนคลุมลำตัวและยังช่วยเหลือตนเอง ไม่ได้ อายุ 14-15 วันจะสามารถบินได้และทิ้งรังไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณมาก ชนิดย่อย vantynei พบทางภาคเหนือตอนบน (จังหวัดเชียงรายและพะเยา) นอกจากนี้ยังมี รายงานว่าเป็นนกอพยพช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์ โดยพบที่จังหวัดเชียงใหม่และบางแห่งของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (จังหวัดสกลนครและอุบลราชธานี) ชนิดย่อย xanthops พบทางภาคเหนือ ยกเว้นบริเวณที่ชนิดย่อย vantynei มีกระจายพันธุ์อยู่ ลงมาจนถึงจังหวัดกำแพงเพชร ชนิดย่อย auratus พบทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ชนิดย่อย johnsoni พบทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างและภาคกลาง (จังหวัดลพบุรี) ชนิดย่อย elbeli พบทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ ชนิดย่อย negatus พบทางภาคตะวันตก และชนิดย่อย caecili พบทางภาคใต้&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
กฎหมายจัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=Dy9IANRCpaM นกปรอดเหลืองหัวจุก] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Pycnonotus melanicterus02.jpg]]  [[ไฟล์:Pycnonotus melanicterus03.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;  &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.lowernorthernbird.com/bird_picture/large/2015_01_04_06_05_17.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.oknation.net/blog/home/album_data/948/38948/album/45991/images/421373.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://encrypted-tbn0.gstatic.com/images?q=tbn%3AANd9GcRDKOJejy0bgxESCfbc-sm-pxKLMNdC1z4UP81UkJK_AWiLJG99&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Khaosokbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%9F%E0%B8%B9</id>
		<title>นกปรอดหลังฟู</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%9F%E0%B8%B9"/>
				<updated>2020-01-31T06:03:02Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Khaosokbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Tricholestes criniger01.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Pycnonotidae&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Tricholestes criniger'' (Blyth) 1845.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Hairy-backed Bulbul&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : -&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Tricholestes criniger'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ criniger แปลว่าขนยาว ความหมายคือ “นกที่มีขนยาวคล้ายขนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม” พบครั้งแรกที่ประเทศมาเลเซีย ทั่วโลกมี 3 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 1 ชนิดย่อย คือ Tricholestes criniger criniger (Blyth) ที่มาและความหมายของชื่อย่อยเช่นเดียวกับชนิด&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ในพม่า ไทย มาเลเซีย เกาะสุมาตรา และเกาะบอร์เนียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกขนาดเล็ก (12 ซม.) บริเวณท้ายทอยมักมีขนเป็นก้านยาวมากกว่า 15 มม. แต่ในธรรมชาติมักมองไม่เห็น ด้านข้างของหัวสีเหลืองอ่อน วงรอบเบ้าตาสีขาวแกมเหลือง คอหอยสีขาว ลำตัวด้านบนสีน้ำตาลถึงสีไพลหรือเขียวแกมเหลือง หางสีน้ำตาลเข้ม อกสีเหลืองแกมสีไพลและสีเทาท้อง และขนคลุมโคนขนหางด้านล่างสีเหลือง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
พบตามป่าดงดิบชื้น ตั้งแต่ระดับพื้นราบจนกระทั่งความสูง 900 เมตรจากระดับน้ำทะเล มักพบอยู่โดดเดี่ยวหรือเป็นคู่ อาศัยและหากินตามพุ่มไม้ในระดับที่ไม่สูงจากพื้นดินมากนักหรือภายในเรือนยอด ทำให้มองไม่ค่อยเห็นตัวนอกจากได้ยินเสียงร้อง อาหารส่วนใหญ่ ได้แก่ ผลไม้ นอกจากนี้ยังกินตัวหนอนและแมลง พฤติกรรมการกินอาหารไม่แตกต่างจากนกปรอดทั่วไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์'''&amp;lt;br&amp;gt; &lt;br /&gt;
ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝนระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมิถุนายน ทำรังเป็นรูปถ้วยด้วยใบไม้ แล้วใช้วัสดุที่อ่อนนุ่ม เช่น มอส รอง ภายในรัง และตกแต่งภายนอกรังให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อม รังอยู่ตามง่ามไม้ โดยเฉพาะตามปลายกิ่งที่มีขนาดเล็ก หรือกิ่งที่ยื่นออกไปเหนือลำธาร ยังไม่ทราบระยะเวลาฟักไข่ และเลี้ยงดูลูกอ่อน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
วางไข่ครั้งละ 3-4 ฟอง ไข่สีขาวขุ่น มีจุดประสีชมพูแกมน้ำตาลกระจายทั่วฟอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณปานกลาง พบเฉพาะทางภาคใต้ตั้งแต่คอคอดกระลงไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
กฎหมายจัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=YvED8LbvIlM นกปรอดหลังฟู] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Tricholestes criniger02.jpg]]  [[ไฟล์:Tricholestes criniger03.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;  &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://encrypted-tbn0.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcQZZvZzQjAXD531prB5JHXj2L_Zb3zdilwb0Bfspok8MYKgdgi5&amp;amp;s&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://live.staticflickr.com/7801/32314503817_8be4c8c189_b.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://live.staticflickr.com/848/41880257840_e4958fe99c_b.jpgbr&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Khaosokbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2</id>
		<title>นกปรอดหลังเขียวอกลาย</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2"/>
				<updated>2020-01-31T05:49:56Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Khaosokbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Ixos malaccensis01.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Pycnonotidae&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Ixos malaccensis'' Blyth, 1845.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Streaked Bulbul&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : Malacca Streaked Bulbul, Greenbacked Bulbul&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Ixos malaccensis'' ชื่อชนิดมาจากชื่อสถานที่ที่พบครั้งแรกคือ Malacca ประเทศมาเลเซีย ไม่มีการแบ่งเป็นชนิดย่อย&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ในพม่า ไทย มาเลเซีย เกาะสุมาตรา และเกาะบอร์เนียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกขนาดเล็ก (23 ซม.) หัวไม่มีพุ่มหงอนขน ลำตัวด้านบนสีเหลืองแกมเขียวเข้ม คอหอยและอกสีออกเทามีลายขีดสีขาว ท้องและขนคลุมโคนขนหางด้านล่างสีขาว ตัวไม่เต็มวัยมีลายขีดที่อกน้อยกว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
พบตามป่าดงดิบชื้น ตั้งแต่พื้นราบจนกระทั่งความสูง 900 เมตรจากระดับน้ำทะเล อุปนิสัยไม่แตกต่างจากนกปรอดในสกุลเดียวกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์'''&amp;lt;br&amp;gt; &lt;br /&gt;
ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝนระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนกรกฎาคม ลักษณะและโครงสร้างของรังไม่แตกต่างไปจากนกปรอดอื่น &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
รังมีไข่ 2-3 ฟอง ไข่สีขาวแกมชมพู มีลายจุดและลายต่าง ๆ สีแดงและสีน้ำตาลแดงกระจายทั่วฟอง ขนาดของไข่โดยเฉลี่ย 15.5x20.1 มม.ทั้งสองเพศช่วยกันทำรังฟักไข่ และเลี้ยงดูลูกอ่อน ยังไม่ทราบระยะเวลาการฟักไข่และเลี้ยงดูลูกอ่อน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณปานกลาง พบเฉพาะทางภาคใต้ตั้งแต่คอคอดกระลงไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
กฎหมายจัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=YajJFbIF1Mk นกปรอดหลังเขียวอกลาย] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Ixos malaccensis02.jpg]]  [[ไฟล์:Ixos malaccensis03.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;  &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://dktnfe.com/web59/wp-content/uploads/2014/09/dsc_0055b_copy1.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://oknation.nationtv.tv/blog/home/user_data/album_data/201904/07/54433/images/488504.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.hbw.com/sites/default/files/styles/ibc_1k/public/ibc/p/img_3073_streaked_bulbul_0.jpg?itok=ajwNUI_x&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Khaosokbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%A5</id>
		<title>นกปรอดหน้านวล</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%A5"/>
				<updated>2020-01-31T05:46:14Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Khaosokbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Pycnonotus_goiavier01.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Pycnonotidae &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Pycnonotus goiavier'' (Scopoli) 1786.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Yellow-vented bulbul&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : -&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Pycnonotus goiavier'' ยังไม่ทราบที่มาและความหมายของชื่อชนิดแน่ชัด  อาจมาจากคำในภาษาทมิฬ (ศรีลังกา) คือ kuruvi ซึ่งเป็นคำรวมเรียกนกขนาดเล็กต่าง ๆ รวมทั้งนกปรอดและนกจับแมลง พบครั้งแรกที่ประเทศฟิลิปปินส์ ทั่วโลกมี 6 ชนิดย่อย  ประเทศไทยพบ 2 ชนิดย่อย คือ Pycnonotus goiavier jambu Deignan  ชื่อชนิดมาจากภาษาสันสกฤตคือ jambu แปลว่าต้นชมพู่ ความหมายคือ “นกที่กินผลไม้”  พบครั้งแรกที่จังหวัดสมุทรสาคร และ Pycnonotus goiavier personata (Hume)  ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ =persona, -t แปลว่าหน้ากาก และ –tus เป็นคำลงท้าย ความหมายคือ “มีลายบริเวณใบหน้า”  พบครั้งแรกที่เกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ในพม่า ไทย มาเลเซีย กัมพูชา เวียดนาม หมู่เกาะซุนดาใหญ่ และฟิลิปปินส์&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกขนาดเล็ก (20 ซม.)  ตัวเต็มวัยลำตัวด้านบนสีน้ำตาล  กระหม่อมและหัวตาสีดำ มีคิ้วกว้างสีขาว  ลำตัวด้านล่างสีขาว  อกมีสีน้ำตาลแซมขนคลุมโคนขนหางด้านล่างสีเหลืองแกมเขียว  หางไม่มีสีขาว &amp;lt;br&amp;gt; ตัวไม่เต็มวัยคิ้วสีออกเทา&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
พบตามแหล่งกสิกรรม ป่าละเมาะ สวนปาล์มน้ำมัน ป่ารุ่น และสวนสาธารณะขนาดใหญ่ โดยเฉพาะบริเวณใกล้แหล่งน้ำจืดและชายทะเล  มักพบอยู่เป็นคู่หรือเป็นฝูงเล็ก ๆ และมักพบอยู่รวมกับนกปรอดอื่นโดยเฉพาะนกปรอดสวน  อาศัยและหากินตามต้นไม้ระดับสูงและพุ่มไม้ระดับต่ำ และปรากฏเสมอที่ลงมาหากินตามพื้นดิน  อาหาร ได้แก่ ผลไม้ ตัวหนอน และแมลงต่าง ๆ  พฤติกรรมการกินอาหารไม่แตกต่างจากนกปรอดอื่น นอกจากบางครั้งที่กระโดดไล่จับแมลงบนพื้นดิน ซึ่งไม่ค่อยปรากฏในนกปรอดอื่น ๆ &lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน  รังเป็นรูปถ้วย ประกอบด้วยต้นหญ้า เศษใบไม้  ทำรังตามพุ่มไม้เตี้ย ๆ หรือตามต้นวัชพืชบางชนิด เช่น สาบเสือ เป็นต้น  รังอยู่ไม่สูงจากพื้นดินมากนัก ราว 1.2-3.0 เมตร  รังกว้างประมาณ 6 ซม. ลึกประมาณ 2.5 ซม.  &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
รังมีไข่ 2-3 ฟอง  ไข่มีสีเนื้อ มีลายจุดสีน้ำตาลแดง  ขนาดของไข่เฉลี่ย 16.0x23.0 มม. ทั้งสองเพศช่วยกันสร้างรัง ฟักไข่ และเลี้ยงดูลูกอ่อน  เริ่มฟักไข่ตั้งแต่ออกไข่ฟองแรก  ใช้ระยะเวลาฟักไข่ 13-14 วัน  ลูกนกเมื่อออกจากไข่ใหม่ ๆ ยังไม่มีขนคลุมลำตัว  ในระยะแรกพ่อแม่จะนำตัวหนอนหรือแมลงมาป้อน เมื่อลูกนกโตพอประมาณจึงจะป้อนผลไม้ซึ่งเป็นอาหารตามปกติของพ่อแม่  อายุ 14-15 วันจะบินได้และทิ้งรังไป&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณปานกลาง ชนิดย่อย jambu พบทางภาคตะวันออกเฉียงใต้และภาคกลาง ชนิดย่อย personata พบทางภาคใต้ตั้งแต่คอคอดกระลงไป&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
กฎหมายจัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=0TRDTDdsgmA นกปรอดหน้านวล] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Pycnonotus_goiavier02.jpg]]  [[ไฟล์:Pycnonotus_goiavier03.jpg]]  [[ไฟล์:Pycnonotus_goiavier04.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;  &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://live.staticflickr.com/4505/23547216698_931f27028e_b.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://live.staticflickr.com/919/41854320720_b4d9a3d80a_b.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://live.staticflickr.com/4346/36729414173_531ebb013e_b.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.lowernorthernbird.com/bird_picture/large/2016_04_23_16_20_44.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Khaosokbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A7</id>
		<title>นกปรอดหงอนตาขาว</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A7"/>
				<updated>2020-01-31T05:41:04Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Khaosokbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Iole olivacea01.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Pycnonotidae&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Iole olivacea'' Blyth, 1844.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : : Buff-vented Bulbul&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : : Crested Olive Bulbul&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Iole olivacea'' ชื่อชนิดมาจากคำในภาษาละตินสมัยใหม่คือ olivaceus แปลว่าสีเขียว ความหมายคือ “นกที่มีสีเขียว” นักปักษีวิทยาบางท่านใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Hypsipetes charlotae'' ชื่อชนิดมาจากชื่อบุคคล แต่ไม่ทราบชีวประวัติที่แน่ชัด พบครั้งแรกที่เกาะบอร์เนียว ประเทศอินโดนีเซีย ทั่วโลกมี 3 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 1 ชนิดย่อย คือ Iole olivacea cryptus (Oberholser) ชื่อชนิดย่อยมาจากรากศัพท์ภาษากรีกคือ crypt, -o แปลว่าซ่อนเร้น ความหมายคือ “นกที่อาศัยอยู่ในที่ค่อนข้างรกทึบ” พบครั้งแรกที่เกาะ Anamba ในทะเลจีนใต้ &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ในพม่า ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ เกาะสุมาตรา เกาะบอร์เนียว และเกาะปาลาวัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกขนาดเล็ก (20 ซม.) แตกต่างจากนกปรอดเล็กตาขาวโดยลำตัวด้านบนสีเข้มกว่า คอหอยและอกมีลายแต้มสีเทา อกไม่มีสีเหลือง ท้องสีน้ำตาลเหลืองและมีลายแต้มสีเหลือง ขนคลุมโคนขนหางด้านล่างสีน้ำตาลแกมเหลือง ในห้องปฏิบัติการ ปากใหญ่กว่าและยาวกว่า&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
พบตามป่าดงดิบชื้นและป่ารุ่น ตั้งแต่พื้นราบจนกระทั่งความสูง 750 เมตรจากระดับน้ำทะเล อุปนิสัยไม่แตกต่างจากนกปรอดเล็กตาขาว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์'''&amp;lt;br&amp;gt; &lt;br /&gt;
ผสมพันธุ์ช่วงฤดูหนาวถึงฤดูฝนระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนมิถุนายน ยังไม่ทราบชีววิทยาการสืบพันธุ์ด้านอื่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
วางไข่ครั้งละ 2 ฟอง &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณปานกลาง พบทางบางแห่งของภาคตะวันตก และภาคใต้ตั้งแต่คอคอดกระลงไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
กฎหมายจัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=EA4aPvDD7DQ นกปรอดหงอนตาขาว] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Iole olivacea02.jpg]]  [[ไฟล์:Iole olivacea03.jpg]] &amp;lt;/center&amp;gt;  &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/c/cc/Buff-vented_Bulbul_%28Iole_olivacea%29.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://i.pinimg.com/originals/f2/1a/2f/f21a2ffb81678f52af846168b181f85c.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Khaosokbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87</id>
		<title>นกปรอดสีน้ำตาลตาแดง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B8%87"/>
				<updated>2020-01-31T05:36:07Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Khaosokbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Pycnonotus brunneus01.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Pycnonotidae&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Pycnonotus brunneus'' Blyth 1845.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Red-eyed Bulbul&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : Red-eyed Brown Bulbul&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Pycnonotus brunneus'' ชื่อชนิดเป็นคำในภาษาละตินสมัยใหม่คือ brunneus แปลว่าสีน้ำตาล (รากศัพท์ภาษาละตินสมัยเก่าคือ brunne, -i  ก็แปลว่าสีน้ำตาล) ความหมายคือ “นกที่มีสีน้ำตาล” พบครั้งแรกที่ประเทศมาเลเซีย ทั่วโลกมี 2 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 1 ชนิดย่อย คือ Pvcnonotus brunneus brunneus Blyth ที่มาและความหมายของชื่อชนิดย่อยเช่นเดียวกับชนิด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ในพม่า ไทย มาเลเซีย เกาะสุมาตรา และเกาะบอร์เนียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกขนาดเล็ก (19 ซม.) ลักษณะคล้ายนกปรอดสีไพลใหญ่ แต่มีขนาดเล็กกว่า ขนบริเวณหูสีน้ำตาลไม่มีลายขีด ขนปีกสีน้ำตาลมีแต้ม สีไพล แตกต่างจากนกปรอดสีน้ำตาลตาขาวโดยตามีสีแดง คอหอย อก และขนคลุมโคนขนหางด้านล่างเป็น สีน้ำตาลแกมเหลือง ซึ่งจะไม่ตัดกับสีของอกและสีข้างที่มีสีน้ำตาลมากนัก ตัวไม่เต็มวัยตาสีน้ำตาล&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
พบตามป่าดงดิบชื้น ชายป่า และป่ารุ่น ตั้งแต่พื้นราบจนกระทั่งความสูง 1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล อุปนิสัยไม่แตกต่างจากนกปรอดอื่น ๆ&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์'''&amp;lt;br&amp;gt; &lt;br /&gt;
ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน รังเป็นรูปถ้วยอยู่ ตามพุ่มไม้ ยังไม่ทราบชีววิทยา การสืบพันธุ์ด้านอื่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
วางไข่ครั้งละ 2 ฟอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณปานกลาง พบเฉพาะทางภาคใต้ตั้งแต่คอคอดกระลงไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
กฎหมายจัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=uACxK5Ks86A นกปรอดสีน้ำตาลตาแดง] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Pycnonotus brunneus02.jpg]]  [[ไฟล์:Pycnonotus brunneus03.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;  &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://encrypted-tbn0.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcSDtU89A7HRHqYumTGoVBQlAW2Ag7See9ltbNntz69jn_5iOCQyKw&amp;amp;s&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://encrypted-tbn0.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcS_J9R60ioV0T0UtVXTmdKkn3D23kpbNgszhKJtccieqLQpPeLGvg&amp;amp;s&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://encrypted-tbn0.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcTjQsV9bjfS8zEmNQ-Hv3G_3ZAWPVy_ffxbNpHN4IGe-71o4yrHMg&amp;amp;s&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Khaosokbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A7</id>
		<title>นกปรอดสีน้ำตาลตาขาว</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A7"/>
				<updated>2020-01-31T05:33:35Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Khaosokbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Pycnonotus simplex01.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Pycnonotidae&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Pycnonotus simplex'' Lesson 1839.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Cream-vented Bulbul&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : White-eyed Brown Bulbul&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Pycnonotus simplex'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ simpl, =ex, -ic, -ici แปลว่าธรรมดา ความหมายคือ “นกที่มีสีเรียบ พบครั้งแรกที่เกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย ทั่วโลกมี 5 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 1 ชนิดย่อย คือ Pycnonotus simplex simplex Lesson&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ในไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ และหมู่เกาะซุนดาใหญ่&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกขนาดเล็ก (14 ซม.) แตกต่างจากนกปรอดสีน้ำตาลตาแดงตรงที่ตามีสีขาว คอหอย กลางท้อง และขนคลุมโคนขนหางด้านล่างสี ครีมหรือสีน้ำตาลเหลือง ซึ่งจะตัดกับสีของอกและสีข้าง ที่มีสีน้ำตาลมากกว่า ตัวไม่เต็มวัยตาสีเหลืองแกมส้ม&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
พบตามป่าดงดิบชื้น ชายป่า และป่ารุ่น ตั้งแต่พื้นราบจนกระทั่งความสูง 900 เมตรจากระดับน้ำทะเล มักพบอยู่เป็นคู่หรือเป็นฝูงเล็ก ๆ อาหารได้แก่ ผลไม้ ตัวหนอน และแมลง พฤติกรรมการกินอาหารไม่แตกต่างจากนกปรอดอื่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์'''&amp;lt;br&amp;gt; &lt;br /&gt;
ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน โดยมีลักษณะและโครงสร้างของรังคล้ายกับนกปรอดอื่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
รังมีไข่ 2-3 ฟอง ไข่สีขาว มีลายขีดสีแดงและเทาทั่วฟอง ขนาดของไข่โดยเฉลี่ย 14.0x18.0 มม. ทั้งสองเพศช่วยกันทำรัง ฟักไข่ และเลี้ยงดูลูกอ่อน ไม่ทราบระยะเวลาการฟักไข่และเลี้ยงดูลูกอ่อน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกประจำถิ่น พบไม่บ่อยและปริมาณไม่มากนักจนกระทั่งพบบ่อยและปริมาณปานกลางในบางท้องที่ พบเฉพาะทางภาคใต้ตั้งแต่คอคอดกระลงไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
กฎหมายจัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=45PXGFLgkxc นกปรอดสีน้ำตาลตาขาว] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Pycnonotus simplex02.jpg]]  [[ไฟล์:Pycnonotus simplex03.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;  &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://singaporebirders.files.wordpress.com/2018/03/cream-vented-bulbul-160909-104eos1d-f1x22143.jpg?w=1200&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://encrypted-tbn0.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcTxfWdZcLpJ9b9YETquaHC-INtHo09HTpVvgAdBkzpwLpzLg6MO&amp;amp;s&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://encrypted-tbn0.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcShbVSlwAwbwSVtDB5S1u5sz7Q3HS1JfuhXGXk9Amm_DSqib4u5&amp;amp;s&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Khaosokbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99</id>
		<title>นกปรอดสวน</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%99"/>
				<updated>2020-01-31T05:29:17Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Khaosokbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Pycnonotus blanfordi01.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Pycnonotidae &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Pycnonotus blanfordi'' (Jerdon), 1862.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Streak-eared bulbul&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : Blanford’s bulbul , Blanford’s olive bulbul&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Pycnonotus blanfordi'' ชื่อชนิดมาจากชื่อของ W.T. Blanford (ค.ศ.1832-1905) นักธรณีวิทยา นักสัตววิทยา และนักสะสมตัวอย่างสัตว์ชาวอังกฤษ พบครั้งแรกที่ประเทศพม่า ทั่วโลกมี 3 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 1 ชนิดย่อย คือ Pycnonotus blanfordi conradi (Finsch)  ชื่อชนิดย่อยมาจากชื่อบุคคล พบครั้งแรกที่กรุงเทพมหานคร&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกเฉพาะถิ่นของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยกเว้นมาเลเซียตอนใต้ พม่าด้านตะวันออกเฉียงเหนือ และเวียดนามตอนเหนือ&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกขนาดเล็ก (20 ซม.)  ลักษณะไม่แตกต่างจากนกปรอดสีไพลใหญ่ แต่สีโดยทั่วไปจางและออกเป็นสีเขียวอมเหลืองมากกว่า  บริเวณหูมีลายขีดสีขาวและมักเด่นชัดกว่า  ตาสีเทา ปีกสีเขียว  ขนคลุมโคนขนหางด้านล่างสีเหลืองอ่อน  ตัวไม่เต็มวัยตาสีน้ำตาล&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
พบตามป่าเบญจพรรณ ป่ารุ่น ป่าละเมาะ สวนผลไม้ แหล่งกสิกรรม รวมถึงในหมู่บ้านและเมือง  พบในระดับต่ำจนกระทั่งเชิงเขาระดับความสูงประมาณ 915 เมตรจากระดับน้ำทะเล  มักพบอยู่เป็นคู่หรือเป็นฝูงเล็ก ๆ  หากินตามต้นผลไม้ ไม้พุ่ม และลงมายังพื้นดินเป็นครั้งคราว  มักเกาะในบริเวณที่โล่ง  ในช่วงกลางวันที่อากาศร้อนอาจหลบตามพุ่มไม้  อาหาร ได้แก่ ผลไม้ เช่น ไทร หว้า ชมพู่ มะละกอ มะม่วง ผลตำลึงสุก เป็นต้น  สำหรับผลไม้ที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนักจะเกาะตามกิ่งไม้ที่มีผลสุก ใช้ปากเด็ดผลไม้ออกจากขั้วแล้วกลืนกินทั้งผล  สำหรับผลไม้ที่มีขนาดใหญ่จะใช้ปากจิกกินทีละชิ้น  นอกจากนี้ยังจิกกินแมลงและตัวหนอนตามลำต้น กิ่งก้าน และยอดไม้ บางครั้งไล่จิกกินตามพื้นดิน และบ่อยครั้งที่โฉบจับแมลงกลางอากาศ แต่ไม่ไกลจากที่เกาะมากนัก&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน รังเป็นรูปถ้วยประกอบด้วยใบไม้แห้ง ใบหญ้าแห้ง เส้นใบมะพร้าว และวัสดุเยื่อใยอื่น รังอยู่ตามต้นไม้หลายชนิด โดยเฉพาะไม้ผล เช่น ขนุน กระท้อน ชมพู่ มะม่วง ข่อย เป็นต้น รังอยู่สูงจากพื้นดิน 2.5-4.5 เมตร กว้าง 5.5 ซม. และลึก 2.3 ซม.   &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
รังมีไข่ 2-3 ฟอง สีเนื้ออ่อน มีลายจุดสีน้ำตาลแดงทั่วฟอง  ขนาดของไข่โดยเฉลี่ย 16.2x22.9 มม. ทั้งสองเพศช่วยกันสร้างรัง ฟักไข่ และเลี้ยงดูลูกอ่อน  จะเริ่มฟักไข่ตั้งแต่ออกไข่ฟองแรก ใช้เวลาฟักไข่ 12-14 วัน  ลูกนกเมื่อออกจากไข่ใหม่ ๆ ยังไม่มีขนคลุมลำตัว  พ่อแม่จะช่วยกันหาอาหารมาป้อน ซึ่งในระยะแรกเป็นตัวหนอน และแมลง  เมื่อลูกนกโตพอประมาณจึงหาผลไม้มาป้อน  ประมาณ 14-16 วันลูกนกจะโต แข็งแรง บินได้ และทิ้งรังไปในที่สุด&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณมากทั่วทุกภาค&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
กฎหมายจัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=AF9FST8g9ng นกปรอดสวน] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Pycnonotus blanfordi02.jpg]]  [[ไฟล์:Pycnonotus blanfordi03.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.lowernorthernbird.com/bird_picture/large/2013_12_05_18_26_57.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://zoothailand.org/zoo_office/fileupload/encyclopedia_file/487.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://oknation.nationtv.tv/blog/home/user_data/album_data/201310/05/53063/images/475392.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Khaosokbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B2</id>
		<title>นกปรอดท้องสีเทา</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B2"/>
				<updated>2020-01-31T05:23:07Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Khaosokbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Pycnonotus cyaniventris01.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Pycnonotidae&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Pycnonotus cyaniventris'' Blyth, 1842.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Grey-bellied Bulbul&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : - &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Pycnonotus cyaniventris'' ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละตินคือ cyan, e, i, -o หรือ cyaneus แปลว่าสีน้ำเงินเข้ม และ vent, =er, -r, -ro หรือ ventris แปลว่าท้องหรือลำตัวด้านล่าง ความหมายคือ “ท้องหรือลำตัวด้านล่างเป็นสีน้ำเงินเข้ม” พบครั้งแรกที่ประเทศสิงคโปร์ ทั่วโลกมี 2 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 1 ชนิดย่อย คือ Pycnonotus cyaniventris cyaniventris Blyth ที่มาและความหมายของชื่อชนิดย่อยเช่นเดียวกับชนิด &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ในพม่า ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ เกาะสุมาตรา และเกาะบอร์เนียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกขนาดเล็ก (16 ซม.) หัวท้ายทอย และลำตัวด้านล่างเป็นสีเทาหรือเทาแกมฟ้า ขนคลุมโคนขนหางด้านล่างสีเหลืองสด ลำตัวด้านบน สีเหลืองแกมเขียว&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
พบตามป่าดงดิบชื้น และบริเวณชายป่าตั้งแต่พื้นราบจนกระทั่งความสูง 1,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล มักพบอาศัยและหากินเป็น ฝูงเล็ก ๆ และอาจพบอยู่รวมกับนกปรอดอกลายเกล็ด และนกปรอดอื่น ๆ แต่ค่อนข้างว่องไวและปราดเปรียวกว่า อาหาร ได้แก่ ผลไม้ ตัวหนอน และแมลง พฤติกรรมการกินอาหารเหมือนกับนกปรอดอื่น&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์'''&amp;lt;br&amp;gt; &lt;br /&gt;
ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝนระหว่างเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม รังเป็นรูปถ้วยอยู่ตามกิ่งไม้ที่ไม่สูงมากนัก ไม่ทราบชีววิทยาการสืบพันธุ์ด้านอื่น คาดว่าไม่แตกต่างจากนกปรอดชนิดอื่นในสกุลเดียวกัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
วางไข่ครั้งละ 2-3 ฟอง ไข่มีลักษณะคล้ายไข่ของนกปรอดหัวโขน แต่มีขนาดเล็กกว่า ขนาดโดยเฉลี่ย 20.3x15.5  มม. &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณปานกลาง พบเฉพาะทางภาคใต้ตั้งแต่คอคอดกระลงไป&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
กฎหมายจัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=cTxaLF4tymA นกปรอดท้องสีเทา] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Pycnonotus cyaniventris02.jpg]]  [[ไฟล์:Pycnonotus cyaniventris03.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;  &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.hbw.com/sites/default/files/styles/ibc_2k/public/ibc/p/07_12.jpg?itok=yuIYlv1p&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://encrypted-tbn0.gstatic.com/images?q=tbn:ANd9GcSOPX1SzZJKKMdhGqwq-WWfgPaXueJBok93xpHGuPStWoXy1fTvDw&amp;amp;s&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://dktnfe.com/web59/wp-content/uploads/2014/09/dsc_0082b.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Khaosokbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87</id>
		<title>นกปรอดทอง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87"/>
				<updated>2020-01-31T05:19:19Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Khaosokbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Pycnonotus atriceps1.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Pycnonotidae&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Pycnonotus atriceps'' (Temmink) 1822.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Black-headed Bulbul&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : - &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Pycnonotus atriceps''  ชื่อชนิดมาจากรากศัพท์ภาษาละดินคือ atr,-i หรือ ater แปลว่าสีดำ และ =ceps แปลว่าหัว ความหมายคือ “นกที่มีหัวสีดำ” พบครั้งแรกที่เกาะชวา ประเทศอินโดนีเซีย ทั่วโลกมี 5 ชนิดย่อย ประเทศไทยพบ 1 ชนิดย่อย คือ Pycnonotus atriceps atriceps (Temminck) ที่มาและความหมายของชื่อชนิดย่อยเช่นเดียวกับชนิด&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ในอินเดีย บังกลาเทศ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หมู่เกาะอันดามัน หมู่เกาะซุนดาใหญ่ และเกาะปาลาวัน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกขนาดเล็ก (18 ซม.) หัวและคอหอยสีดำ หัวไม่มีหงอนขน ตาสีฟ้า ลำตัว ด้านบนสีเขียวแกมทอง ปลายหางสีเหลือง ก่อนถึงปลายหางมีแถบสีดำ ลำตัวด้านล่างสีเหลือง แต่บางตัวซึ่งค่อนข้างหายากมีลำตัวด้านล่างสีเทา&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
พบตามป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบชื้น ป่าดงดิบแล้ง ชายป่า และป่ารุ่น ตั้งแต่พื้นราบจนกระทั่งความสูง 1,900 เมตรจากระดับน้ำทะเล พบอยู่เป็นคู่และเป็นฝูง อาศัยและหากินบนต้นไม้ใหญ่ ไม้พุ่ม และไม้พื้นล่าง พบเป็นประจำที่บินไปตามต้นไม้ หรือกระโดดไปตามกิ่งไม้ อาหาร ได้แก่ ผลไม้เปลือกอ่อน เช่น ไทร หว้า ตะขบ ผลไม้เถาบางชนิด เป็นต้น มันจะใช้ปากเด็ดผลไม้ออกจากขั้วแล้วกลืนกินทั้งผล นอกจากนี้ยังจิกกินแมลงและตัวหนอนตามกิ่งและยอดไม้ บ่อยครั้งที่โฉบจับแมลงกลางอากาศ แต่ในระยะที่ไม่ไกลจากที่เกาะมากนัก&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์'''&amp;lt;br&amp;gt; &lt;br /&gt;
ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝนระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม รังเป็นรูปถ้วย ประกอบด้วยกิ่งไม้ ใบไม้ ต้นหญ้า และใบหญ้า รองรังด้วยใบไม้และใบหญ้าอีกชั้นหนึ่ง รังอยู่ตามง่ามไม้ในระดับไม่สูงนัก ประมาณ 1.2-3.0 เมตร &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
รังมีไข่ 2 หรือ 3 ฟอง ไข่สีชมพูอ่อน มีลายแต้มสีม่วงและลายยขีดสีน้ำตาลแกมแดงรอบไข่ด้านป้าน ขนาดของไข่โดยเฉลี่ย 15.9x21.1 มม. ทั้งสองเพศช่วยกันทำรัง ฟักไข่ และเลี้ยงดูลูกอ่อน ใช้เวลาฟักไข่ประมาณ 14-15 วัน ลูกนกเมื่อออกจากไข่ใหม่ ๆ ยังไม่มีขนคลุมร่างกาย ยังช่วยเหลือตนเองไม่ได้ อายุ 14-15 วัน จะเริ่มบินได้และทิ้งรังไป &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกประจำถิ่น พบบ่อยและปริมาณปานกลางทั่วทุกภาค&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
กฎหมายจัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=5CaULCUP568 นกปรอดทอง] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Pycnonotus atriceps02.jpg]]  [[ไฟล์:Pycnonotus atriceps03.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;  &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/0/04/Pycnonotus_atriceps-20031005.jpg/220px-Pycnonotus_atriceps-20031005.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://singaporebirders.files.wordpress.com/2016/01/black-headed-bulbul-img_8656-107eos7d-111008.jpg?w=1200&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.hbw.com/sites/default/files/styles/ibc_1k/public/ibc/p/E72D8662.jpg?itok=u2an6SVW&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Khaosokbird</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2</id>
		<title>นกปรอดคอลาย</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/khaosokbird/index.php/%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2"/>
				<updated>2020-01-31T05:15:14Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Khaosokbird: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:Pyenonotus finlaysoni01.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''วงศ์''' : Pycnonotidae &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อวิทยาศาสตร์''' : ''Pycnonotus finlaysoni'' (Strickland), 1844.&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อสามัญ''' : Stripe-throated bulbul&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ชื่อพื้นเมืองหรือชื่ออื่นๆ''' : - &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า ''Pycnonotus finlaysoni''  ชื่อชนิดมาจากชื่อบุคคลคือ George Finlayson (ค.ศ.1790-1823) นักธรรมชาติวิทยาและศัลยแพทย์ชาวสกอตแลนด์  พบครั้งแรกที่ประเทศมาเลเซีย  ทั่วโลกมี 3 ชนิดย่อย  ประเทศได้พบ 2 ชนิดย่อย  คือ Pycnonotus finlaysoni finlaysoni Strickland  ที่มาของชื่อชนิดย่อยเช่นเดียวกับชนิด  และ Pycnonotus finlaysoni eous Riley  ชื่อชนิดย่อยอาจมาจากรากศัพท์ภาษากรีกคือ eos แปลว่าเช้าตรู่หรือทิศตะวันออก  ความหมายคือ &amp;quot;นกที่พบทางด้านทิศตะวันออก&amp;quot;  พบครั้งแรกที่ประเทศเวียดนาม ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของสถานที่พบนกต้นแบบ&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กระจายพันธุ์''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ในจีนด้านตะวันตกเฉียงใต้และเอเซียตะวันออกเฉียงใต้&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''ลักษณะทั่วไป''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกขนาดเล็ก (19 ซม.) แตกต่างจากนกปรอดอื่นตรงที่มีลายขีดสีเหลืองกระจายบริเวณหน้าผาก ใบหน้า และคอหอย  ลำตัวด้านบนสีเขียวแกมน้ำตาล  ท้องตอนหน้าสีขาวแกมสีเทา  ท้องทางด้านท้ายและขนคลุมโคนขนหางด้านล่างสีเหลือง&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''อุปนิสัยและอาหาร'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
พบตามป่าเบญจพรรณ ป่าดงดิบชื้น ป่าดงดิบแล้ง ป่ารุ่น ป่าโล่ง ตั้งแต่พื้นราบจรกระทั่งความสูง 900 เมตรจากระดับน้ำทะเล  มักพบอยู่เป็นคู่หรือเป็นฝูงเล็ก ๆ  พบเป็นประจำบริเวณไม้พุ่ม ไม้พื้นล่าง หรือลูกไม้  บางครั้งพบตามยอดไม้ที่ค่อนข้างสูง  อาหาร ได้แก่ ผลไม้ เมล็ดของไม้ต้น ตัวหนอน และแมลง  พฤติกรรมกินอาหารไม่แตกต่างจากนกปรอดอื่น&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''การผสมพันธุ์'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ผสมพันธุ์ในช่วงฤดูร้อนต่อฤดูฝน  ส่วนใหญ่ทำรังตามพุ่มไม้ กิ่งของต้นไม้ใหญ่ หรือเถาวัลย์ ซึ่งสูงจากพื้นดินไม่มากนัก ราว 0.6-4.5 เมตร  ไกรรัตน์ (2539) ศึกษารังของนกปรอดคอลายในป่าดงดิบแล้ง เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี พบว่ารังเป็นรูปถ้วย มีเส้นผ่านศูนย์กลางภายใน 8.00 ภายนอก 9.15 ซม.  รังประกอบด้วยกิ่งไม้เล็ก ๆ เส้นกลางของใบไม้และใบหญ้า นำมาสานหรือขัดกันหยาบ ๆ สามารถมองทะลุพื้นรังได้ แล้วเชื่อมวัสดุให้ติดกันด้วยใยแมงมุมโดยเฉพาะบริเวณขอบรัง ทำแอ่งตรงกลาง จากนั้นรองรังด้วยรากไม้หรือเถาวัลย์ที่ละเอียด    &lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ไข่'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
รังมีไข่ 2 ฟอง สีครีม มีลายสีออกแดงและสีเทา  ขนาดของไข่โดยเฉลี่ย 20.8x15.7 มม.  ทั้งสองเพศช่วยกันทำรัง ฟักไข่ และเลี้ยงดูลูกอ่อน  เริ่มฟักตั้งแต่วางไข่ฟองแรก  ใช้ระยะเวลาฟักไข่ 13-14 วัน  ลูกนกอายุ 12-13 วันจะบินได้และทิ้งรังไป&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''สถานภาพ''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
เป็นนกประจำถิ่น  พบบ่อยและปริมาณปานลาง  ชนิดย่อย eous พบทางภาคเหนือด้านตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคตะวันตก  ชนิดย่อย finlaysoni พบทางภาคใต้ตั้งแต่คอคอดกระลงไป&lt;br /&gt;
	&lt;br /&gt;
'''กฎหมาย'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
กฎหมายจัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ลิงค์ข้อมูลเพิ่มเติม''' &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=bumU9rzuh3M นกปรอดคอลาย] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
&amp;lt;center&amp;gt;[[ไฟล์:Pyenonotus finlaysoni02.jpg]]  [[ไฟล์:Pyenonotus finlaysoni03.jpg]]&amp;lt;/center&amp;gt;&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://oknation.nationtv.tv/blog/home/user_data/album_data/201307/27/52858/images/473882.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.birdsofthailand.org/sites/default/files/photo/image_635.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.lowernorthernbird.com/bird_picture/large/2018_01_22_19_15_18.jpg&amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Khaosokbird</name></author>	</entry>

	</feed>