<?xml version="1.0"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xml:lang="th">
		<id>http://rspg.svc.ac.th/leeledmangrove/index.php?feed=atom&amp;namespace=0&amp;title=%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A9%3A%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88</id>
		<title>ฐานข้อมูลชนิดพืชในศูนย์ศึกษาระบบนิเวศป่าชายเลนตำบลลีเล็ดอำเภอพุนพินจังหวัดสุราษฎร์ธานี - หน้าใหม่ [th]</title>
		<link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://rspg.svc.ac.th/leeledmangrove/index.php?feed=atom&amp;namespace=0&amp;title=%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A9%3A%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88"/>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/leeledmangrove/index.php/%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A9:%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88"/>
		<updated>2026-06-09T23:38:41Z</updated>
		<subtitle>จาก ฐานข้อมูลชนิดพืชในศูนย์ศึกษาระบบนิเวศป่าชายเลนตำบลลีเล็ดอำเภอพุนพินจังหวัดสุราษฎร์ธานี</subtitle>
		<generator>MediaWiki 1.25.3</generator>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/leeledmangrove/index.php/%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81</id>
		<title>จาก</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/leeledmangrove/index.php/%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81"/>
				<updated>2020-10-30T04:06:54Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Administrator: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[File:d5.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''ชื่อไทย :''' จาก&lt;br /&gt;
&amp;lt;br&amp;gt;'''ชื่อวิทยาศาสตร์ :''' ''Nypa fruticans'' &lt;br /&gt;
&amp;lt;br&amp;gt;'''อาณาจักร :''' Plantae&lt;br /&gt;
&amp;lt;br&amp;gt;'''ชื่อวงศ์ :''' Palmae&lt;br /&gt;
*'''ต้น'''จาก มีถิ่นกำเนิดอยู่ในบริเวณชายฝั่งทะเลของประเทศไทย จัดเป็นปาล์มแตกกอจากลำต้นใต้ดินหรือลำต้นที่เลื้อยไปบนดิน โดยโผล่ก้านใบและตัวใบขึ้นมาอยู่เหนือดิน ลำต้นจะแตกแขนงอยู่ใต้ดินทำให้ขึ้นเป็นกอ ๆ และหลายทอด ต้นจากมีความสูงประมาณ 3 เมตร เจริญเติบโตได้ดีในดินเหนียว มีอินทรียวัตถุสูง และมีน้ำท่วมขัง ชอบแสงแดดจัด&lt;br /&gt;
*'''ใบ'''จาก ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก เรียงตรงข้ามกัน มีใบย่อยเป็นรูปขอบขนาน มีความกว้างประมาณ 5-6 เซนติเมตร และยาวประมาณ 90-120 เซนติเมตร แผ่นใบหนา ปลายใบมีลักษณะเรียวแหลม โคนใบเป็นรูปลิ่ม (ลักษณะคล้ายใบมะพร้าว) และเป็นรูปรางน้ำคว่ำ ที่ผิวใบด้านบนมีสีเขียวเข้มเป็นมัน ส่วนผิวใบด้านล่างมีสีนวล ส่วนกาบใบใหญ่ห่อโคนต้น ก้านใบที่แตกใหม่จะเป็นสีม่วงแดง ส่วนโคนใบจะมีกะเปาะอากาศเป็นตัวช่วยพยุงให้ใบชูขึ้นเหมือนชูชีพ ส่วนกาบใบนี้บางครั้งจะเรียกว่า &amp;quot;พอนใบ&amp;quot; ส่วนช่อดอกที่แทงออกมาเรียกว่า &amp;quot;นกจาก&lt;br /&gt;
*'''ดอก'''จาก ดอกมีสีเหลือง ออกดอกเป็นช่อแบบกระจุกแน่นระหว่างกาบใบ ดอกเป็นรูปกลม ดอกเป็นแบบแยกเพศอยู่ในต้นเดียวกัน ช่อดอกจะชูตั้งขึ้นและโค้งลง มีความยาวประมาณ 25-65 เซนติเมตร ออกดอกได้ตลอดทั้งปี&lt;br /&gt;
*'''ผล'''จาก ผลอยู่รวมกันเป็นช่อ มีผลย่อยอยู่เป็นจำนวนมากเป็นกระจุกเรียกว่า &amp;quot;โหม่งจาก&amp;quot; ลักษณะของผลเป็นรูปทรงไข่กลับ (คล้ายกับผลระกำแต่ไม่มีหนาม) แบนและนูนตรงกลาง ผลมีสีน้ำตาลเรียบเป็นมัน มีความกว้างประมาณ 3-10 เซนติเมตร และยาวประมาณ 6.5-7.5 เซนติเมตร ผลมีสันแหลมหรือมีร่องผลประมาณ 9-10 ร่อง ข้างในมีเนื้อเมล็ดสีขาว มีปริมาณของเนื้อไม่มากนัก และใช้รับประทานได้ มีรสชาติคล้ายกับลูกตาลสด ภายในผลมีเมล็ดลักษณะเป็นรูปไข่ มีสีขาว&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''ตัวอย่างวีดีโอจาก'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=1MVF7Lkyvk8 วีดีโอจาก]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณของจาก'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
*ใบจากนำมาใช้ต้มดื่มแก้อาการท้องร่วงได้ (ใบ)&lt;br /&gt;
*กลีบดอกของดอกจากสามารถนำมาใช้เป็นส่วนผสมของชาสมุนไพรได้&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์ของจาก'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
*ประโยชน์ของต้นจาก นิยมใช้ปลูกเพื่อประดับริมน้ำกร่อยหรือริมทะเล หรือในพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขัง หรือใช้ปลูกเพื่อเป็นแนวกับลม เพื่อช่วยลดเสียงรบกวน ส่วนผลมีลักษณะที่สวยงาม ใช้ปลูกเป็นไม้กระถางประดับได้เช่นกัน&lt;br /&gt;
*หากย้อนไปเมื่อสมัยก่อนนั้น การปลูกจากยังถือเป็นการจับจองที่ดิน หากใครปลูกในบริเวณไหนก็จะถือว่าเป็นที่ดินของคนนั้น ซึ่งปลูกโดยวิธีการลงแขก ผู้ที่ไปช่วยปลูกจะเป็นพยานในการจับจองที่ดินด้วย&lt;br /&gt;
*ประโยชน์ของลูกจากอ่อนหรือผลอ่อน สามารถนำไปแกงทำเป็นอาหาร ต้มกินกับน้ำพริก ใช้เป็นผักเหนาะน้ำพริก กินร่วมกับแกงไตปลา ทำเป็นแกงกะทิ ฯลฯ หรือหากปล่อยให้อ่อนพอเหมาะ หรือลูกจากหนุ่มก็ผ่าเอาเมล็ดมารับประทานสดเป็นผลไม้ได้ หรือจะนำมาลอยแก้ว หรือใช้เชื่อมรับประทานเป็นขนมหวานหรือรับประทานร่วมกับไอศกรีมก็อร่อยไม่ใช่น้อย&lt;br /&gt;
*ผลจากที่สุกแล้วจะมีเนื้อเยื่อสีขาวและใส นุ่ม มีรสหวาน ใช้รับประทานเป็นของหวาน หรือที่เรียกว่า &amp;quot;ลูกจากเชื่อม&lt;br /&gt;
*ผลอ่อนที่แตกหน่อจะมีจาวจากอยู่ข้างใน สามารถนำมารับประทานได้เช่นเดียวกับเหมือนจาวมะพร้าวและจาวตาล&lt;br /&gt;
*น้ำหวานของต้นจาก (ปลายช่อดอก) หรือที่เรียกว่า &amp;quot;น้ำตาลจาก&amp;quot; มีรสชาติเหมือนกับน้ำตาลโตนด และยังสามารถนำไปเคี่ยวเพื่อทำเป็น &amp;quot;น้ำผึ้งจาก&amp;quot; ได้ด้วย และจะได้ &amp;quot;น้ำตาลปึก&amp;quot; เมื่อเคี่ยวต่อไปก็จะได้เป็น &amp;quot;ตังเม&amp;quot; ซึ่งเป็นขนมที่เด็กจะชอบกันมากหรือจะนำไปหมักเพื่อเป็น &amp;quot;น้ำส้มจาก&amp;quot; ก็ได้เช่นกัน โดยน้ำส้มจากเมื่อนำไปหมักผสมกับอาหารกุ้งก็จะช่วยทำให้น้ำในบ่อกุ้งไม่เน่าเสียอีกด้วย และยังใช้น้ำส้มจากเพื่อนำไปทำเป็น &amp;quot;น้ำตาลเมา&amp;quot; ก็ได้&lt;br /&gt;
*งวงจากหนุ่มสามารถนำมาใช้ทำเป็นไม้กวาด หรือทำเป็นแส้สำหรับปัดแมลงได้ หรือทำชดหรือแปรงล้างกระบอกตาลตอนทำน้ำตาลจาก&lt;br /&gt;
*ใบจากสามารถนำมาใช้ห่อขนมจาก ใช้ทำแมงดากันฝน ทำเป็นของเล่นหรือลูกโตน ส่วนใบแก่จะเย็บเป็นตับจากแล้วนำมาใช้มุงหลังคาหรือใช้กั้นฝาบ้านได้ หรือทำกระแชงที่มีลักษณะคล้ายกับเต็นท์ แถมยังกันความร้อนได้ดีกว่าเต็นท์อีกด้วย หรือนำมาทำเป็นเพิงสำหรับอาศัยพักผ่อนของชาวไร่ชาวสวน ใช้ทำเป็นหมวกที่เรียกว่า &amp;quot;เปี้ยว&amp;quot; หรือจะใช้กันแดดกันฝนบนเรือแจวก็ได้ นอกจากนี้ยังนำมาใช้ทำฝาชีสำหรับครอบกับข้าว หรือทำเป็นฝาซึ้งสำหรับนึ่งอาหาร เพราะใบจากจะทนทานต่อความร้อนได้ดี เปรียบเสมือนกันความร้อน ส่วนก้านใบที่ลิดใบแล้วใช้ทำไม้กวาดและทำเสวียนหม้อได้&lt;br /&gt;
*ใบอ่อนที่เพิ่งแตกยอดใช้ทำมวนบุหรี่สูบ ทำเสวียนหม้อ ตอกบิด ห่อขนมจาก นอกจากนี้ยังใช้ทำที่ตักน้ำที่เรียกว่า &amp;quot;หมาจาก&amp;quot; สำหรับใช้วิดน้ำในเรือได้ แถมยังดีกว่าหมาวิดน้ำแบบอื่น ๆ เพราะหมาจากนั้นไม่กินเนื้อไม้ ทำให้เนื้อไม่มีเสีย เรือไม่ทะลุ&lt;br /&gt;
*พอนจาก หรือ ปงจาก ใช้ทำเป็นทุ่นสำหรับเกาะตอนว่ายน้ำเพื่อไม่ให้จม หรือนำไปทำเป็นของเล่นสำหรับเด็ก เช่น ทำเป็นดาบ ปืน เรือ ฯลฯ นอกจากนี้ส่วนที่เหนือขึ้นไปเล็กน้อยของพอนจากก็สามารถนำมาตัดทำเป็นไม้ดอกตีเงี่ยงปลาสำหรับชาวประมงได้ด้วย (โดยเลือกตัดเอาเฉพาะพอนจากที่มีขนาดพอดีมือ) หรือนำมาใช้ทำเป็นเชื้อเพลิงก็ได้&lt;br /&gt;
*ทางจาก สามารถนำมาทำปลอกสำหรับแจวเรือได้ โดยมีข้อดีกว่าปลอกแจวแบบเป็นเชือกไนลอนคือจะมีความเหนียวกว่า แต่ก็มีข้อเสียคือไม่ทนทานเท่าไหร่นัก นอกจากนี้ยังใช้ทำตับจากได้อีก แต่นำมาใช้ได้เพียงชั่วคราวเท่านั้นเพราะไม่แข็งแรง และชาวประมงก็ยังนำส่วนของทางจากแก่มาทำเป็นตะแกรงสำหรับย่างปลาอีกด้วย&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:d6.jpg]]     [[ไฟล์:d7.jpg]]     [[ไฟล์:d8.jpg]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/11/%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81.jpg&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/11/%E0%B9%83%E0%B8%9A%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81.jpg&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/11/%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81.jpg&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/11/%E0%B9%82%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81.jpg&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''อ้างอิงเนื้อหา'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ป่าชายเลนนิเวศวิทยาเเละพรรณไม้:สรายุทธ บุณยะเวชชีวิน เเละ รุ่งสุริยา บัวสาลี&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Administrator</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/leeledmangrove/index.php/%E0%B8%AB%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B8%97%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A5</id>
		<title>หงอนไก่ทะเล</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/leeledmangrove/index.php/%E0%B8%AB%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B8%97%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A5"/>
				<updated>2020-10-30T04:01:19Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Administrator: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[File:k2.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''ชื่อไทย :''' หงอนไก่ทะเล&lt;br /&gt;
&amp;lt;br&amp;gt;'''ชื่อวิทยาศาสตร์ :''' ''Heritiera littoralis''&lt;br /&gt;
&amp;lt;br&amp;gt;'''อาณาจักร :''' Plantae&lt;br /&gt;
&amp;lt;br&amp;gt;'''ชื่อวงศ์ :''' Malvaceae&lt;br /&gt;
*'''ต้น'''เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงกลาง สูง 5-20 เมตร มีพูพอนน้อยลำต้นมักบิด และคดงอ เปลือกสีน้ำตาล ถึงเทาเข้ม หยาบเป็นเกล็ด มีรอยแตกเป็นร่องลึกตามยาว เนื้อไม้สีขาว&lt;br /&gt;
*'''ใบ'''เป็นใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับ อยู่เป็นกลุ่มที่ปลายกิ่ง แผ่นใบรูปรี หรือรูปไข่แกมขอบขนาน ถึงรูปใบหอกแกมรูปไข่ ขนาด 5-9 x 10-22 ซม. ปลายใบกลม หรือเป็นติ่งหนาม ถึงค่อนข้างเรียวแหลม ฐานใบกลมถึงเว้าเล็กน้อย ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นใบหนาคล้ายแผ่นหนัง ผิวใบด้านบนเกลี้ยงสีเขียวเข้ม ด้านท้องใบมีเกล็ดสีเทา-เงิน หนาแน่น เส้นใบ 7-15 คู่ ปลายเส้นประสานกันก่อนถึงขอบใบ เส้นกลางใบ และเส้นใบเห็นเด่นชัดมากทางด้านท้องใบ ก้านใบค่อนข้างอวบ ยาว 0.5-1.1 ซม.&lt;br /&gt;
*'''ดอก'''ออกตามง่ามใบใกล้ปลายกิ่งเป็นช่อแยกแขนง ยาว 10-20 ซม. เป็นดอกแยกเพศอยู่บนต้นเดียวกันดอกเล็ก รูประฆัง ยาว 0.3-0.7 ซม. มีขนสั้นนุ่ม ผิวด้านนอก สีน้ำตาลแกมเขียวด้านในสีแดง-ส้ม วงกลีบรวม 4-6 กลีบ รูปสามเหลี่ยมแคบๆ ไม่มีกลีบดอก ดอกเพศผู้ยาว 0.3-0.5 ซม. ดอกเพศเมียยาว 0.3-0.7 ซม. ออกดอกเดือนมีนาคม-พฤษภาคม และเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน&lt;br /&gt;
*'''ผล''' รูปทรงรี ขนาด 4-6 x 5-11 ซม. เปลือกเป็นเส้นใยอัดแน่น ผิวเกลี้ยงเป็นมันผลอ่อนสีเขียว ผลแก่สีน้ำตาล ด้านบนทางปลายผลมีสันคล้ายครีบ เห็นเด่นชัด เมล็ดค่อนข้างกลม มี 1 เมล็ด มักขึ้นตามด้านในของป่าชายเลนทั่วๆ ไปในเขตน้ำกร่อยที่ดินค่อนข้างเป็นดินทราย&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณของหงอนไก่ทะเล'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
*แก้บิด แก้ท้องเสีย แก้รำมานาด ปากอักเสบ รักษาเหงือก&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์ของหงอนไก่ทะเล'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
*เมล็ด ต้มเป็นยาหม้อดื่ม&lt;br /&gt;
*กิ่งอ่อน มีสารแทนนิน ใช้ถูฟันรักษาเหงือก&lt;br /&gt;
*เปลือก ต้มน้ำบ้วนปาก แก้รำมะนาด ปากอักเสบ&lt;br /&gt;
*เมล็ด รับประทาน แก้ท้องเสีย แก้บิด  &lt;br /&gt;
[[ไฟล์:k2.jpg]]     [[ไฟล์:k1.jpg]]     [[ไฟล์:k3.jpg]]     &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://km.dmcr.go.th/ckeditor/upload/files/Mangrove%20forest/33_01.jpg&lt;br /&gt;
https://km.dmcr.go.th/ckeditor/upload/files/Mangrove%20forest/33_02.jpg&lt;br /&gt;
https://km.dmcr.go.th/ckeditor/upload/files/Mangrove%20forest/33_023.jpg&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''อ้างอิงเนื้อหา'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ป่าชายเลนนิเวศวิทยาเเละพรรณไม้:สรายุทธ บุณยะเวชชีวิน เเละ รุ่งสุริยา บัวสาลี&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Administrator</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/leeledmangrove/index.php/%E0%B8%A5%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%99</id>
		<title>ลำเเพน</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/leeledmangrove/index.php/%E0%B8%A5%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%99"/>
				<updated>2020-10-30T04:00:20Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Administrator: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[File:p6.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''ชื่อไทย :''' ลำเเพน&lt;br /&gt;
&amp;lt;br&amp;gt;'''ชื่อวิทยาศาสตร์ :''' ''Sonneratia ovata''&lt;br /&gt;
&amp;lt;br&amp;gt;'''อาณาจักร :''' Plantae&lt;br /&gt;
&amp;lt;br&amp;gt;'''ชื่อวงศ์ :''' Lythraceae&lt;br /&gt;
&amp;lt;br&amp;gt;โกงกางใบเล็กเป็นไม้ต้นขนาดใหญ่ สูง 25-35 ม. ระบบรากเป็นระบบรากแก้วมีรากเสริมออกมาเหนือโคนต้น 3-8 กม. รากที่โคนต้นหรือรากค้ำยันลำต้นแตกแขนงระเกะระกะไม่เป็นระเบียบ ทำมุมเกือบตั้งฉากกับลำต้นและหักเกือบเป็นมุมฉากลงดินเพื่อพยุงลำต้น เรือนยอดรูปกรวยคว่ำแคบ ๆ&lt;br /&gt;
*'''ลำต้น''' เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก-กลาง สูง 4-12 เมตร กิ่งเป็นรูปสี่เหลี่ยมเปราะ รากหายใจรูปคล้ายหมุด ยาว 15-30 ซม. เหนือผิวดิน&lt;br /&gt;
*'''ใบ''' เป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก แผ่นใบรูปไข่กว้างถึงรูปเกือบกลม ขนาด 3-8 x 4-9 ซม. ปลายใบกลม กว้างฐานใบกลม สีเขียวเข้ม ก้านใบยาว 0.3-1.5 ซม. ต้นที่มีอายุมากใบมักจะบิดเบี้ยวไม่สมมาตร&lt;br /&gt;
*'''ดอก''' ออกเดี่ยวๆ หรือเป็นช่อกระจุก ช่อละ 3 ดอก ก้านดอกย่อยยาว 1-2 ซม. บางครั้งไม่มีก้านดอกย่อย เมื่อเป็นตาดอกวงกลีบเลี้ยงรูปไข่กว้าง ยาว 2-3 ซม.หลอดกลีบเลี้ยงรูปถ้วย มีสันเด่นชัด กลีบเลี้ยงมักมี 6 กลีบ รูปสามเหลี่ยมแกมรูปไข่ ยาวกว่าหลอดเล็กน้อยด้านบนนุ่มคล้ายกำมะหยี่ สีเหลืองอมเขียว และสีชมพูเรื่อๆ ที่โคนกลีบด้านใน กลีบดอกไม่ปรากฏ&lt;br /&gt;
*'''ผล''' เป็นผลมีเนื้อ และมีหลายเมล็ด ผลกลมด้านแนวนอนยาวกว่าแนวตั้ง ขนาด 3-4.5 x 2.5-3.5 ซม. กลีบเลี้ยงงอหุ้มติดผล ผลมีรสออกเปรี้ยว สามารถนำมารับประทานได้ ออกดอกและผลตลอดปี ขึ้นในพื้นที่ที่ความเค็มไม่มากนัก และดินค่อนข้างเหนียว น้ำท่วมถึงเป็นครั้งคราว&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''ตัวอย่างวีดีโอโกงกางใบเล็ก'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=EBG2kgbmy9c วีดีโอลำเเพน]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณของลำเเพน'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
* แก้ปวด บวม เคล็ดขัดยอก ขับพยาธิ ขับเสมหะ แก้ท้องผูก ห้ามเลือด&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์ของลำเเพน'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
* ผล ตำให้ละเอียดพอกบริเวณที่ปวด&lt;br /&gt;
* ผล ตำคั้นน้ำดื่มขับพยาธิ&lt;br /&gt;
* ผล มีรสเปรี้ยวกินแก้ท้องผูก&lt;br /&gt;
* ผล ตำน้ำคั้น หมัก ใช้ทาแผลห้ามเลือด&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:p6.jpg]]                    [[ไฟล์:p7.jpg]]                 [[ไฟล์:p8.jpg]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://km.dmcr.go.th/ckeditor/upload/files/Mangrove%20forest/27_01.jpg&lt;br /&gt;
https://km.dmcr.go.th/ckeditor/upload/files/Mangrove%20forest/27_02.jpg&lt;br /&gt;
https://km.dmcr.go.th/ckeditor/upload/files/Mangrove%20forest/27_03.jpg&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''อ้างอิงเนื้อหา'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ป่าชายเลนนิเวศวิทยาเเละพรรณไม้:สรายุทธ บุณยะเวชชีวิน เเละ รุ่งสุริยา บัวสาลี&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Administrator</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/leeledmangrove/index.php/%E0%B8%A5%E0%B8%B3%E0%B8%9E%E0%B8%B9</id>
		<title>ลำพู</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/leeledmangrove/index.php/%E0%B8%A5%E0%B8%B3%E0%B8%9E%E0%B8%B9"/>
				<updated>2020-10-30T03:59:23Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Administrator: สร้างหน้าด้วย &amp;quot;right '''ชื่อไทย :''' ลำพู &amp;lt;br&amp;gt;'''ชื่อวิทยาศาสตร์ :''' ''Sonneratia caseolaris'' &amp;lt;br&amp;gt;...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[File:p9.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''ชื่อไทย :''' ลำพู&lt;br /&gt;
&amp;lt;br&amp;gt;'''ชื่อวิทยาศาสตร์ :''' ''Sonneratia caseolaris''&lt;br /&gt;
&amp;lt;br&amp;gt;'''อาณาจักร :''' Plantae&lt;br /&gt;
&amp;lt;br&amp;gt;'''ชื่อวงศ์ :''' Lythraceae&lt;br /&gt;
*'''ต้น''' มีรากอากาศโผล่จากผิวน้ำ เปลือกต้นสีน้ำตาลปนเทาและแตกร่อน&lt;br /&gt;
*'''ใบ''' เดี่ยวเรียงตรงข้าม รูปรี รูปไข่ รูปขอบขนาน หรือรูปไข่กลับกว้าง 1 – 2 เซนติเมตร ยาว 2 – 5 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบมน แผ่นใบหนา&lt;br /&gt;
*'''ดอก''' ดอกเดี่ยวออกที่ปลายกิ่ง ดอกบานกลางคืน มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 6 – 8 เซนติเมตร โคนกลีบเลี้ยงเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วยหนาและแข็ง ปลายแยกเป็น 6 – 8 แฉก กลีบดอกสีแดง 6 – 8 กลีบ เกสรเพศผู้มีจำนวนมาก สีขาว เห็นเด่นชัด ออกดอกเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม&lt;br /&gt;
*'''ผล''' ติดผลช่วงเดือนมกราคม – มีนาคม ผลสดทรงกลมแป้น เส้นผ่านศูนย์กลาง 4 – 7.5 เซนติเมตร เมื่อสุกมีเนื้อนุ่ม ภายในมีเมล็ดรูปเกือกม้า&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''ตัวอย่างวีดีโอลำพู'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=nti6gLfoU80 วีดีโอลำพู]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณของลำพู'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
*รากลำพู รสเค็มเย็น ดับพิษร้อน ถอนพิษไข้ ขับปัสสาวะ ขับนิ่ว&lt;br /&gt;
*เปลือกต้นลำพู รสเค็มเย็น แก้โรคผิวหนัง แก้แผลเปื่อยพุพอง ทำน้ำกระสายยาแก้โรคป่วง&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์ของลำพู'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
*ผลสุก มีรสเปรี้ยว กินแก้ท้องผูก ผลที่ยังไม่สุก มีรสฝาด ตำคั้นนํ้ารับประทานขับพยาธิ ขับเสมหะ ตำเป็นยาพอกแก้ปวด แก้บวม แก้เคล็ด ตำคั้นน้ำ หมัก แล้วใช้ทาแผล ห้ามเลือด&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:p10.jpg]]  [[ไฟล์:p9.jpg]]  [[ไฟล์:p11.jpg]]  &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
http://www.dnp.go.th/botany/image/Web_dict/Sonneratia_caseolaris1.jpg&lt;br /&gt;
http://www.dnp.go.th/botany/image/Web_dict/Sonneratia_caseolaris2.jpg&lt;br /&gt;
https://watbangyaigreen.files.wordpress.com/2017/09/imager9uoyuh1k0ayluyrgmdeqa.png&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''อ้างอิงเนื้อหา'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ป่าชายเลนนิเวศวิทยาเเละพรรณไม้:สรายุทธ บุณยะเวชชีวิน เเละ รุ่งสุริยา บัวสาลี&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Administrator</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/leeledmangrove/index.php/%E0%B8%9D%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A7</id>
		<title>ฝาดดอกขาว</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/leeledmangrove/index.php/%E0%B8%9D%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A7"/>
				<updated>2020-10-30T03:58:33Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Administrator: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[File:j1.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''ชื่อไทย :''' ฝาดดอกขาว&lt;br /&gt;
&amp;lt;br&amp;gt;'''ชื่อวิทยาศาสตร์ :''' ''Lumnitzera racemosa''&lt;br /&gt;
&amp;lt;br&amp;gt;'''อาณาจักร :'''  Plantae&lt;br /&gt;
&amp;lt;br&amp;gt;'''ชื่อวงศ์ :'''Combretaceae&lt;br /&gt;
*'''ต้น'''ฝาดดอกขาว เป็นไม้ต้นกึ่งไม้พุ่มขนาดเล็ก - ขนาดกลาง สูง 5 - 10 เมตร มีรากพิเศษออกตามลำต้น เป็นรากหายใจรูปเข่าไม่ชัดเจน ลำต้น&lt;br /&gt;
ลำต้นตรง เนื้อแข็ง เปลือกเรียบ สีน้ำตาลอ่อน&lt;br /&gt;
*'''ใบ''ใบเดี่ยว ออกเวียนสลับหนาแน่นที่ปลายกิ่งรอบกิ่งกระจายตลอดกิ่ง ใบเล็ก เนื้อใบหนามันคล้ายแผ่นหนังทั้งสองด้าน อวบน้ำ แผ่นใบแคบ รูปไข่กลับ ปลายใบกลมเว้าตื้น ฐานใบรูปลิ่ม ขอบใบเรียบ หรือ หยักมนถี่ แผ่นใบสีเขียวอ่อน ก้านใบสั้นมาก&lt;br /&gt;
*'''ดอก'''ดอกสมบูรณ์เพศ มีสีขาวออกปลายกิ่งหรือง่ามใบ ช่อคล้ายช่อกระจุก ไม่มีก้านดอก ฐานรองดอก และหลอดกลีบเลี้ยงรูปท่อ แบนด้านข้าง แคบลงทางส่วนปลาย ใบประดับย่อย 2 ใบ รูปไข่กว้าง เชื่อมติดกับฐานรองดอกใน ทิศตรงกันข้าม กลีบเลี้ยง 5 กลีบ สั้นมาก รูปไข่กว้าง เรียวแหลม กลีบดอก 5 กลีบ รูปรีแคบถึงรูปใบหอก สีขาว เกสรเพศผู้ 10 อัน ยาวเท่ากับ กลีบดอก เกสรเพศเมียรังไข่ใต้วงกลีบ ผล เป็นกระจุก รูปทรงรี แบนด้านข้าง มีเหลี่ยมมนผิวผลเกลี้ยง&lt;br /&gt;
*'''ผล'''รูปทรงรี แบนด้านข้าง มีเหลี่ยมมน ผิวผลเกลี้ยง หรือมีขนละเอียดสั้นนุ่ม&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''ตัวอย่างวีดีโอฝาดดอกขาว'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=ltLhItWXi40 วีดีโอฝาดดอกขาว]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณของฝาดดอกขาว'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
* ยอดอ่อนแก้ท้องอืดเฟ้อ&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์ของฝาดดอกขาว'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
*ลำต้นที่มีขนาดใหญ่เนื้อไม้ใช้สร้างบ้านเรือน ทำฟืน ทำถ่าน เปลือกนำมาทุบแช่น้ำ ให้ สีฝาด ใช้ย้อมผ้า ย้อมจีวรพระสงฆ์&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:j2.jpg]]     [[ไฟล์:j3.jpg]]     [[ไฟล์:j4.jpg]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://www.scimath.org/images/stories/flexicontent/item_8692_field_65/s_2018-09-13_01.23.28.JPG&lt;br /&gt;
https://www.scimath.org/images/stories/flexicontent/item_8692_field_65/s_2018-09-13_01.22.44.JPG&lt;br /&gt;
https://www.scimath.org/images/stories/flexicontent/item_8692_field_65/s_2018-09-13_01.23.36.JPG&lt;br /&gt;
https://www.scimath.org/images/stories/flexicontent/item_8692_field_65/s_2018-09-13_01.23.45.JPG&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''อ้างอิงเนื้อหา'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ป่าชายเลนนิเวศวิทยาเเละพรรณไม้:สรายุทธ บุณยะเวชชีวิน เเละ รุ่งสุริยา บัวสาลี&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Administrator</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/leeledmangrove/index.php/%E0%B9%82%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%87</id>
		<title>โปรงเเดง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/leeledmangrove/index.php/%E0%B9%82%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%87"/>
				<updated>2020-10-30T03:57:49Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Administrator: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[File:i1.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''ชื่อไทย :''' โปรงแดง&lt;br /&gt;
&amp;lt;br&amp;gt;'''ชื่อวิทยาศาสตร์ :''' ''ceriops tagal''&lt;br /&gt;
&amp;lt;br&amp;gt;'''ชื่อวงศ์ :''' Rhizophoraceae&lt;br /&gt;
*'''ต้น'''เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก-กลาง สูง 7-15 เมตร โคนต้นมีพูพอนเล็กน้อย มีรากค้ำจุนขนาดเล็ก รากหายใจรูปคล้ายเข่า อ้วนกลมยาว 12-20 ซม. เหนือผิวดิน สีน้ำตาลอมชมพู เรือนยอดเป็นกลุ่มกลม สีเข้ม กิ่งสีเขียว มีช่องอากาศเล็กๆ เปลือกสีชมพูเรื่อๆหรือน้ำตาลอ่อน เรียบ ถึงแตกเป็นสะเก็ด ต้นแก่มีรอยแผลเป็นช่องอากาศเห็นเด่นชัด สีน้ำตาลอ่อน&lt;br /&gt;
*'''ใบ'''เป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามสลับตั้งฉาก เป็นกระจุกที่ปลายกิ่ง แผ่นใบชี้ไปทางปลายกิ่ง รูปไข่กลับแกมขอบขนานถึงรูปไข่กลับ ขนาด 3-8 x 5-12 ซม. ปลายใบป้านมนหรือเว้าตื้นๆ ฐานใบรูปลิ่มขอบใบมักเป็นคลื่นผิวใบด้านบนสีเขียวเข้มท้องใบสีซีด ก้านใบยาว 1.5-4 ซม. หูใบยาว 1-3 ซม.&lt;br /&gt;
*'''ดอก'''ออกเป็นช่อกระจุกตามง่ามใบแต่ละช่อมี 4-8 ดอก ก้านดอกเรียวยาว 1-1.5 ซม. ก้านดอกย่อยสั้นวงกลีบเลี้ยงยาว 0.5-0.7 ซม. กลีบเลี้ยงหยักลึก 5 กลีบ รูปไข่ ยาว 0.4-0.5 ซม. แผ่บานออก ปลายโค้งเข้าหาผลใบประดับเชื่อมติดกันที่โคนหลอดกลีบเลี้ยงกลีบดอก 5 กลีบ รูปขอบขนาน สีขาว&lt;br /&gt;
*'''ผล'''รูปผลแพร์กลับ ยาว 1-3 ซม. สีเขียว ถึงน้ำตาลแกมเขียว เป็นผลแบบงอกตั้งแต่ติดอยู่บนต้น ลำต้นใต้ใบเลี้ยง หรือ “ฝัก” รูปทรงกระบอก ขนาด 0.5-0.8 x 15-35 ซม. ปลายเล็กขยายใหญ่ไปทางส่วนโคน แล้วสอบ แหลม มีสันแหลมตามยาว ผิวขรุขระ สีเขียว เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ห้อยลงในแนวดิ่ง ออกดอกและผลเกือบตลอดปีขึ้นอยู่ด้านในของป่าชายเลนตามริมชายฝั่งแม่น้ำ ที่น้ำท่วมถึงอย่างสม่ำเสมอและดินมีการระบายน้ำดี&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''ตัวอย่างวีดีโอโปรงแดง'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=HFZ0r-sNG6g วีดีโอโปรงเเดง]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณของโปรงแดง'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
*ห้ามเลือด รักษาแผลสด แก้ท้องร่วง คลื่นเหียน อาเจียน อาการโรคบิด รักษางูสวัด เริม แก้น้ำกัดเท้า แผลพุพอง&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์ของโปรงแดง'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
*เปลือก ต้มเป็นยาหม้อดื่ม&lt;br /&gt;
*เปลือก ตำให้ละเอียดพอกแผลห้ามเลือด&lt;br /&gt;
*เปลือก นำมาฝนกับหินลับมีดแล้วผสมกับน้ำข้าว ทาในบริเวณที่เป็น รักษางูสวัด หรือเริม&lt;br /&gt;
*เปลือก ต้มกับน้ำใช้ชะล้างบาดแผล หรือเอาเท้าแช่น้ำ แก้น้ำกัดเท้า แผลพุพอง&lt;br /&gt;
*เปลือก ใช้ต้มไว้ชะล้างบาดแผล และใช้ย้อมแห อวน&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:i1.jpg]]     [[ไฟล์:i2.jpg]]     [[ไฟล์:i3.jpg]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://km.dmcr.go.th/ckeditor/upload/files/Mangrove%20forest/22_01.jpg&lt;br /&gt;
https://km.dmcr.go.th/ckeditor/upload/files/Mangrove%20forest/22_02.jpg&lt;br /&gt;
https://km.dmcr.go.th/ckeditor/upload/files/Mangrove%20forest/22_03.jpg&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''อ้างอิงเนื้อหา'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ป่าชายเลนนิเวศวิทยาเเละพรรณไม้:สรายุทธ บุณยะเวชชีวิน เเละ รุ่งสุริยา บัวสาลี&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Administrator</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/leeledmangrove/index.php/%E0%B8%9B%E0%B8%AD%E0%B8%97%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A5</id>
		<title>ปอทะเล</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/leeledmangrove/index.php/%E0%B8%9B%E0%B8%AD%E0%B8%97%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A5"/>
				<updated>2020-10-30T03:56:17Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Administrator: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[File:n1.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''ชื่อไทย :''' ปอทะเล&lt;br /&gt;
&amp;lt;br&amp;gt;'''ชื่อวิทยาศาสตร์ :''' ''Hibiscus tiliaceus'' &lt;br /&gt;
&amp;lt;br&amp;gt;'''อาณาจักร :''' Plantae&lt;br /&gt;
&amp;lt;br&amp;gt;'''ชื่อวงศ์ :''' Malvaceae&lt;br /&gt;
*'''ต้น'''ต้นปอทะเล จัดเป็นไม้พุ่มกึ่งไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดเล็ก มีความสูงของต้นประมาณ 3-5 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มแผ่กว้าง แตกกิ่งต่ำ ลำต้นมักคดงอและแตกกิ่งก้านมาก เปลือกลำต้นเป็นสีเทาอมสีน้ำตาล เปลือกต้นด้านนอกเรียบเกลี้ยงหรือแตกเป็นร่องตื้น ๆ มีช่องระบายอากาศเป็นแนวตามยาวของลำต้น ส่วนเปลือกด้านในเป็นสีชมพูประขาว มีความเหนียว สามารถลอกออกจากลำต้นได้ง่าย โดยพันธุ์ไม้ชนิดนี้จะมีเขตการกระจายพันธุ์ตั้งแต่ประเทศอินเดีย จีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไปจนถึงทางตอนเหนือของประเทศออสเตรเลีย ส่วนในประเทศสามารถพบได้ทุกภาค โดยมักพบขึ้นตามชายฝั่งทะเล ป่าชายเลน ตามแม่น้ำลำคลองภายใต้อิทธิพลของน้ำกร่อย หรือตามป่าดิบชื้นใกล้ชายฝั่ง ป่าดิบแล้ง และป่าดิบเขา ไปจนถึงระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,400 เมตร&lt;br /&gt;
*'''ใบ'''ปอทะเล ใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับ แผ่นใบมีลักษณะเป็นรูปหัวใจ โคนใบกว้าง ใบมีขนาดกว้างประมาณ 7-15 เซนติเมตรและยาวประมาณ 8-15 เซนติเมตร ปลายใบเรียวแหลมเป็นหางยาว โคนใบเว้า ส่วนขอบใบเรียบ บ้างว่าหยักแบบถี่ ๆ เนื้อใบมีลักษณะค่อนข้างหนา ผิวใบด้านบนมีขนบาง ๆ ถึงเกลี้ยง ส่วนท้องใบเกลี้ยงหรือมีขนละเอียดรูปดาวสีขาว มีเส้นแขนงใบออกจากโคนใบประมาณ 7-9 เส้น และที่เส้นกลางใบอีก 4-6 เส้น ก้านใบเป็นสีแดงยาวประมาณ 2-7 เซนติเมตร และมีหูใบขนาดใหญ่ที่โคนก้านใบ ยาวประมาณ 3 เซนติเมตร และร่วงได้ง่าย&lt;br /&gt;
*'''ดอก'''ตะบูนขาว ดอกมีสีขาวอมเหลือง ส่งกลิ่นหอมในช่วงบ่ายถึงค่ำ ดอกออกรวมเป็นช่อแบบช่อแยกแขนงตามซอกใบ กลีบเลี้ยงเป็นรูปสามเหลี่ยมสั้นมี 4 กลีบ กลีบดอก 4 กลีบ เมื่อดอกบานเต็มที่จะกว้างประมาณ 1-1.2 เซนติเมตร ออกดอกในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน&lt;br /&gt;
*'''ผล'''ปอทะเล ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลมหรือเป็นรูปไข่เกือบกลม มีขนาดกว้างประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร เปลือกผลแข็งและมีขนสั้นละเอียดคล้ายขนกำมะหยี่ ผลเมื่อแก่จะแตกเป็น 5 พู อ้าออกและติดอยู่กับต้น ภายในผลมีเมล็ดขนาดเล็กสีดำอยู่เป็นจำนวนมาก ลักษณะของเมล็ดเป็นรูปไต เกลี้ยง สามารถออกผลได้เกือบตลอดทั้งปี&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''ตัวอย่างวีดีโอปอทะเล'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=ozRyLwpurOI วีดีโอปอทะเล]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณของปอทะเล'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
*ใบสดนำมาคั้นเอาแต่น้ำใช้เป็นยาหยอดหู แก้หูอักเสบและหูเป็นฝี (ใบ)&lt;br /&gt;
*ใช้ดอกนำมาต้มกับน้ำนม ทิ้งไว้ให้เย็น แล้วนำมาหยอดหูเพื่อรักษาอาการเจ็บในหู (ดอก)&lt;br /&gt;
*รากใช้เป็นยาแก้ไข้ รักษาอาการไข้ (ราก)&lt;br /&gt;
*ใบอ่อนนำมาตากแห้งใช้ชงกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ไอ แก้หลอดลมอักเสบ (ใบอ่อน)[6]&lt;br /&gt;
*เปลือกมีสรรพคุณทำให้อาเจียน (เปลือก)&lt;br /&gt;
*เมือกที่ได้จากการนำเปลือกสดมาแช่กับน้ำ ใช้ดื่มเป็นยาแก้โรคเกี่ยวกับทางเดินอาหาร (เปลือก)&lt;br /&gt;
*รากมีสรรพคุณเป็นยาระบายท้อง (ราก) ส่วนใบใช้เป็นยาระบายอ่อน ๆ &lt;br /&gt;
*รากนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาขับปัสสาวะ (ราก)&lt;br /&gt;
*ชาวโอรังอัสลีในรัฐเประก์ ที่ประเทศมาเลเซียจะใช้เปลือกปอทะเลทำเป็นยาผงเพื่อใช้เป็นยารักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์&lt;br /&gt;
*ใบนำมาบดให้เป็นผงใช้เป็นยาใส่แผลสด แผลเรื้อรัง (ใบ)&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์ของปอทะเล'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
*ใบอ่อนใช้รับประทานเป็นผักได้&lt;br /&gt;
*ใบใช้เป็นอาหารสัตว์ เช่น วัว ควาย&lt;br /&gt;
*ใยจากเปลือกต้นจะมีความเหนียวและคงทนกว่าปอ สามารถนำมาใช้ทำเชือก ทำกระดาษห่อของ เส้นใยสั้น เมื่อทำแล้วจะได้กระดาษที่มีคุณภาพต่ำ และยังใช้ทำหมันยาเรือได้ด้วย&lt;br /&gt;
*เนื้อไม้ของต้นปอทะเลมีความถ่วงเพาะ 0.6 สามารถนำไปใช้ในงานไม้ได้ เช่น การทำเรือ (ชาวพื้นเมืองในฮาวายจะใช้เนื้อไม้มาทำเรือแคนู)&lt;br /&gt;
*ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไป ในแถบเอเชียจะนิยมนำต้นปอทะเลมาทำบอนไซ&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:n2.jpg]]     [[ไฟล์:n3.jpg]]     [[ไฟล์:n4.jpg]]     [[ไฟล์:n5.jpg]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2014/04/%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%AD%E0%B8%97%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A5.jpg&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2014/04/%E0%B8%A5%E0%B8%B3%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%AD%E0%B8%97%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A5.jpg&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2014/04/%E0%B9%83%E0%B8%9A%E0%B8%9B%E0%B8%AD%E0%B8%97%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A5.jpg&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2014/04/%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%9B%E0%B8%AD%E0%B8%97%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A5.jpg&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2014/04/%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B8%9B%E0%B8%AD%E0%B8%97%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A5.jpg&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''อ้างอิงเนื้อหา'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ป่าชายเลนนิเวศวิทยาเเละพรรณไม้:สรายุทธ บุณยะเวชชีวิน เเละ รุ่งสุริยา บัวสาลี&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Administrator</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/leeledmangrove/index.php/%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%B9%E0%B9%88</id>
		<title>ไทรย้อยใบทู่</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/leeledmangrove/index.php/%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%B9%E0%B9%88"/>
				<updated>2020-10-30T03:55:16Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Administrator: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[File:m1.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''ชื่อไทย :'''ไทรย้อยใบทู่&lt;br /&gt;
&amp;lt;br&amp;gt;'''ชื่อวิทยาศาสตร์ :'''  ''Ficus microcarpa'' &lt;br /&gt;
&amp;lt;br&amp;gt;'''อาณาจักร :'''  Plantae&lt;br /&gt;
&amp;lt;br&amp;gt;'''ชื่อวงศ์ :''' Moraceae&lt;br /&gt;
*'''ต้น'''ลักษณะเนื้อไม้เปลือกสีน้ำตาล&lt;br /&gt;
*'''ใบ'''ใบเดี่ยว เรียงเวียนสลับหรือรูปไข่แกมรูปรี โคนใบกลม ปลายใบแหลม เนื้อใบหนา สีเขียวเป็นมัน&lt;br /&gt;
*'''ดอก'''ดอกช่อ ช่อย่อยเป็นแบบดอกมะเดื่อ รูปค่อนข้างกลมหรือรูปไข่ ดอกขนาดเล็ก ออกเป็นคู่จากข้างกิ่ง ไม่มีกลีบดอกเมื่อติดผล &lt;br /&gt;
*'''ผล'''ทรงกลม ไม่มีก้านผล ผลออกเป็นคู่ติดกันอยู่ตรงซอกใบ ผลมีสีเขียวอ่อน แก่เป็นสีเหลือง&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''ตัวอย่างวีดีโอไทรย้อยใบทู่'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=yg1yKTKUDEM&amp;amp;t=3s วีดีโอไทรย้อยใบทู่]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณของไทรย้อยใบทู่'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
*ราก รากอากาศใช้ต้มดื่มขับปัสสาวะ แก้ขัดเบา แก้นิ่ว บำรุงน้ำนม รากสมานลำไส้ แก้ท้องเสีย&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์ของไทรย้อยใบทู่'''&lt;br /&gt;
*เพื่อเป็นอาหาร โดยเฉพาะไทรบางชนิดที่สามารถนำมาใช้เป็นอาหารได้ ได้แก่&lt;br /&gt;
ดอกของชิ้งขาว&lt;br /&gt;
ผลสุกของโพะ&lt;br /&gt;
ยอดอ่อนของผักเลือด&lt;br /&gt;
ผลสุกของมะเดื่อ&lt;br /&gt;
*การปลูกเป็นไม้ประดับ&lt;br /&gt;
ปลูกเป็นไม้ประดับในกระถาง ที่สามารถยกเคลื่อนย้ายปลูกทั้งในอาคาร และนอกอาคาร เนื่องจากเป็นไม้ที่ทนต่อสภาพต่างๆได้ดี ทั้งสภาพน้ำน้อย น้ำมาก และมีแสงน้อย ทำให้สถานที่ดูร่มรื่น เป็นธรรมชาติ รวมถึงช่วยในการกรองอากาศ ดักจับฝุ่น และมีรูปทรงสวยงาม เช่น ไทรย้อยใบแหลมที่ได้จากกิ่งตอนจะมีรูปทรงปิรามิด ฐานกว้าง และค่อยเรียวส่วนปลาย&lt;br /&gt;
ปลูกเป็นไม้ประดับแคระ หรือเรียก บอนไซ เนื่องจากใบไทรบางชนิดมีรากน้อย ใบขนาดเล็ก ลำต้น และกิ่งสามารถดัดให้เกิดรูปทรงได้ง่าย เช่น ไทรย้อยใบทู่ ไทรจีนใบแหลม และโพธิ์ตัวผู้ เป็นต้น&lt;br /&gt;
ปลูกเป็นไม้ประดับในกระถางแขวน เนื่องจากไทรบางชนิดมีขนาดเล็ก เช่น ไทรใบโพธิ์หัวกลับ และไทรหิน เป็นต้น&lt;br /&gt;
ปลูกเป็นไม้ประดับสำหรับไต่ตามกำแพง หรือ ไต่ตามเสา เช่น ตีนตุ๊กแก (F. pumila) และไทรเลื้อย&lt;br /&gt;
* การปลูกเป็นไม้มงคล และไม้ที่มีความสำคัญทางพุทธศาสนา&lt;br /&gt;
*เนื่องจากไทรบางชนิดที่โตด้วยเมล็ดจะมีลำต้นที่แตกกิ่งมาก มีใบมาก ทรงพุ่มหนาแบนกว้าง เมื่อปลูกจะช่วยให้ร่มเงาได้เป็นอย่างดี&lt;br /&gt;
*ใช้ปลูกเป็นแนวกำแพงบังลม เช่น ปลูกเพื่อบังลมให้แก้บ้าน หรือ แนวสวนผัก ผลไม้ เป็นต้น&lt;br /&gt;
*ใช้ปลูกเป็นแนวแนวรั้ว แนวกำแพง และปลูกเพื่อแสดงเขตแดน&lt;br /&gt;
*ไทรบางชนิดที่ติดผลสามารถเป็นอาหารป่าให้แก่สัตว์ป่า เช่น นก กระรอก เป็นต้น&lt;br /&gt;
*เนื้อไม้ของไทรบางชนิดมีความเหนียวสูง สามารถใช้ทำเป็นเครื่องเรือน เรือ และไม้ก่อสร้างได้ เช่น ไทรย้อย&lt;br /&gt;
*เปลือกของไทรบางชนิดนำมาจักสอยเป็นเส้นเล็กๆใช้ทำเชือกรัดของ เช่น เปลือกของไทรย้อย และมะเดื่อ&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:m2.jpg]]     [[ไฟล์:m3.jpg]]     [[ไฟล์:m4.jpg]] &lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2014/12/%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2.jpg&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2014/12/%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2.jpg&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2014/12/%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%9A%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A1.jpg&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2014/12/%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A2%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%9A%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A1.jpg&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''อ้างอิงเนื้อหา'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ป่าชายเลนนิเวศวิทยาเเละพรรณไม้:สรายุทธ บุณยะเวชชีวิน เเละ รุ่งสุริยา บัวสาลี&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Administrator</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/leeledmangrove/index.php/%E0%B8%96%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%B3</id>
		<title>ถั่วดำ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/leeledmangrove/index.php/%E0%B8%96%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%B3"/>
				<updated>2020-10-30T03:54:03Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Administrator: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[File:h1.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''ชื่อไทย :''' ถั่วดำ&lt;br /&gt;
&amp;lt;br&amp;gt;'''ชื่อวิทยาศาสตร์ :''' ''bruguiera parviflora''&lt;br /&gt;
&amp;lt;br&amp;gt;'''อาณาจักร :''' Plantae&lt;br /&gt;
&amp;lt;br&amp;gt;'''ชื่อวงศ์ :''' Rhizophoraceae&lt;br /&gt;
*'''ต้น'''ถั่วดำ จัดเป็นพืชล้มลุก มีลำต้นตั้งตรงเป็นพุ่ม มีความสูงประมาณ 30-100 เซนติเมตร บางสายพันธุ์มีลำต้นแบบกึ่งเลื้อย ส่วนของลำต้นที่อยู่เหนือใบเลี้ยงจะค่อนข้างเป็นเหลี่ยม และมีขนปกคลุมอยู่ทั่วไป&lt;br /&gt;
*'''ใบ'''ถั่วดำ ใบจริงคู่แรกจะเป็นใบเดี่ยวอยู่ตรงข้ามกัน และใบจริงในลำดับต่อไปจะเกิดแบบสลับอยู่บนลำต้น แต่ละใบประกอย จะมีใบย่อย 3 ใบ มีขนาดเล็ก สีเขียวเข้ม และหนา เป็นรูปไข่ (ใบย่อยมีขนาดเล็กกว่าใบย่อยถั่วเขียว) ส่วนก้านใบยาวประมาณ 6-20 เซนติเมตร ที่ฐานของก้านใบจะมีหูใบอยู่ 2 อัน ส่วนก้านใบย่อยจะสั้น ใบย่อยใบกลางมีหูใบย่อย 2 อัน ส่วนใบย่อย 2 ใบล่าง จะมีหูใบย่อยอยู่ข้างละอัน และใบมีขนปกคลุมยาวและหนาแน่นอยู่ทั่วไป&lt;br /&gt;
*'''ดอก'''ถั่วดำ ออกดอกเป็นช่อ มีก้านดอกยาวและดอกเกิดเป็นกลุ่มที่ปลาย ในหนึ่งช่อจะมีดอกประมาณ 5-6 ดอก โดยดอกจะเกิดตามมุมใบ ก้านช่อดอกยาวประมาณ 18 เซนติเมตร ส่วนดอกย่อยมีขนาดเล็ก สีเหลืองหรือสีเขียวอ่อน มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1-1.75 เซนติเมตรดอก มีกลีบ 5 กลีบ โดยมีกลีบใหญ่ 1 กลีบ กลีบข้าง 2 กลีบ และกลีบหุ้มเกสร 2 กลีบ โดยกลีบหุ้มเกสรจะมีลักษณะม้วนเป็นเกลียว ปลายมีลักษณะคล้ายปากแตร ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ มีทั้งเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียในดอกเดียวกัน&lt;br /&gt;
*'''ฝัก'''ถั่วดำ ฝักมีลักษณะเป็นทรงกระบอกยาว ฝักสั้นตรง ฝักเมื่อแก่อาจมีสีขาวนวล น้ำตาลอ่อน สีน้ำตาลเข้ม หรือสีดำ ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ที่ปลูก ในฝักจะมีเมล็ดอยู่ไม่เกิน 8 เมล็ด&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''ตัวอย่างวีดีโอถั่วดำ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=_gpR0SOlAFU วีดีโอถั่วดำ]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณของถั่วดำ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
*ถั่วดำมีรสหวาน ช่วยบำรุงโลหิต&lt;br /&gt;
*ช่วยบำรุงสายตา&lt;br /&gt;
*ช่วยขจัดพิษในร่างกาย&lt;br /&gt;
*ช่วยขับเหงื่อ&lt;br /&gt;
*ช่วยแก้อาการร้อนใน&lt;br /&gt;
*ช่วยรักษาดีซ่าน&lt;br /&gt;
*ถั่วดำมีสารที่ช่วยบรรเทาอาการปวดลำไส้เล็ก&lt;br /&gt;
*ช่วยขับลมในกระเพาะ&lt;br /&gt;
*ช่วยขับของเหลวในร่างกาย&lt;br /&gt;
*ช่วยบำรุงไต ป้องกันไตเสื่อม&lt;br /&gt;
*ช่วยแก้อาการบวมน้ำ&lt;br /&gt;
*ช่วยแก้อาการเหน็บชา&lt;br /&gt;
*ช่วยแก้อาการปวดเอว&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์ของถั่วดำ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
*ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย&lt;br /&gt;
*ช่วยบำรุงหัวใจ&lt;br /&gt;
*ถั่วดำอุดมไปด้วยแคลเซียมซึ่งช่วยบำรุงกระดูกและฟัน ทำให้กระดูกและฟันแข็งแรง&lt;br /&gt;
*นอกจากถั่วดำจะให้โปรตีนแล้ว ยังอุดมไปด้วยไฟเบอร์หรือเส้นใยซึ่งช่วยในการขับถ่ายและป้องกันอาการท้องผูก&lt;br /&gt;
*ถั่วดำมีคุณสมบัติในการช่วยลดความอ้วนได้ เนื่องจากในถั่วดำมีสัดส่วนของโปรตีนถึง 40% และมีกรดไขมันไม่อิ่มตัว 20% โดยอุดมไปด้วยสารลดความอ้วนและสารที่ช่วยกำจัดสารพิษ&lt;br /&gt;
*ช่วยควบคุมน้ำหนัก เนื่องจากเส้นใยที่มีมากในถั่วจะช่วยทำให้รู้สึกอิ่มท้องได้นานขึ้นและทำให้ร่างกายมีพลังงานสม่ำเสมอ&lt;br /&gt;
*ในถั่วดำมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่สามารถช่วยป้องกันโรคมะเร็ง รวมไปถึงโรคต่าง ๆ ในผู้ใหญ่ได้เป็นอย่างดี ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือบทบาทในการช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ถึงร้อยละ 40 และมะเร็งลำไส้ตรงได้ถึงร้อยละ 80 นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันมะเร็งในกระเพาะอาหารได้ด้วย ซึ่งจากงานวิจัยระบุว่าผู้ที่รับประทานบ่อย ๆ จะมีความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้รับประทานถึงร้อยละ 30 รวมไปถึงฤทธิ์ในการป้องกันมะเร็งปอดได้ถึงร้อยละ 50&lt;br /&gt;
*ถั่วดำมีสารไอโซฟลาโวนส์ซึ่งเป็นสารที่ช่วยป้องกันเซลล์เจริญเติบโตผิดปกติ จากปัญหาการหลั่งฮอร์โมนผิดปกติจนกลายเป็นโรคอ้วน และยังช่วยป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมาก อันมีสาเหตุมาจากการหลั่งฮอร์โมนแอนโดรเจนหรือฮอร์โมนเพศชาย มากเกินไปได้&lt;br /&gt;
*ถั่วดำมีสารที่ออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์โปรติเอส ซึ่งช่วยป้องกันและลดการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็งได้ ช่วยป้องกันมะเร็งเต้านม และยังส่งผลดีต่อฮอร์โมนเพศหญิงอีกด้วย&lt;br /&gt;
*ช่วยยับยั้งโรคเบาหวาน เนื่องจากเส้นใยในถั่วดำเป็นเส้นใยชนิดละลายน้ำ จึงช่วยลดความเร็วของการดูดซึมกลูโคสให้ดูดซึมในร่างกายช้าลง จึงสามารถยับยั้งโรคเบาหวานได้&lt;br /&gt;
*ช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้สมดุล&lt;br /&gt;
*ช่วยป้องกันและรักษาโรคโลหิตจาง เนื่องจากถั่วดำอุดมไปด้วยวิตามินบี 12 วิตามินบี 9 หรือกรดโฟลิก และเบตาแคโรทีน แถมยังมีธาตุเหล็กที่สูงกว่าเนื้อสัตว์ถึง 4 เท่า มันจึงมีประโยชน์โดยตรงต่อผู้เป็นโรคโลหิตจางอย่างมาก&lt;br /&gt;
*ถั่วดำอุดมไปด้วยธาตุเหล็กที่ช่วยบำรุงโลหิต และเป็นส่วนหนึ่งของสารในเม็ดเลือดแดงที่นำออกซิเจนไปเลี้ยงร่างกาย จึงช่วยป้องกันภาวะขาดธาตุเหล็ก ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการอ่อนเพลีย ไม่ค่อยมีเรี่ยวแรง สมองไม่ดี หรือคิดอะไรไม่ค่อยออก ฯลฯ&lt;br /&gt;
*ช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตสูงและช่วยลดคอเลสเตอรอล เนื่องจากถั่วดำอุดมไปด้วยวิตามินอีและโพแทสเซียมที่ช่วยลดความดันโลหิต ด้วยการขยายเส้นโลหิตให้กว้างมากขึ้น ทั้งยังมีแคลเซียมที่ช่วยทำให้กล้ามเนื้อของเส้นเลือดเกิดความยืดหยุ่นมากขึ้นอีกด้วย&lt;br /&gt;
*ช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันการเกิดโรคหัวใจ ซึ่งจากผลการวิจัยระบุว่าผู้ที่รับประทานถั่วดำในปริมาณมากกว่าจะมีโอกาสเป็นโรคหัวใจน้อยกว่าผู้ที่รับประทานถั่วดำน้อยกว่าหรือไม่รับประทานเลย&lt;br /&gt;
*ล้างพิษด้วยถั่วดำ ถั่วดําช่วยล้างพิษในร่างกาย เนื่องจากถั่วดำมีสารฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นถั่วที่มีสารล้างพิษที่มีปริมาณสูงสุด และยังมีสารสำคัญอย่างแอนโทไซยานินที่เป็นสารล้างพิษที่ดี โดยเมื่อเทียบกับผลไม้อย่างส้มแล้ว พบว่าถั่วดำจะมีปริมาณของสารล้างพิษมากกว่าส้มถึง 10 เท่า ! แต่การทำให้ถั่วดำสุกจะสูญเสียสารล้างพิษไปบ้าง แต่ก็ยังสามารถช่วยล้างพิษในร่างกายได้อย่างประสิทธิภาพ&lt;br /&gt;
*การรับประทานถั่วดำเป็นประจำช่วยส่งผลดีต่อสุขภาพผิว ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว ช่วยทำให้ผิวหน้ากระจ่างใส ช่วยเพิ่มความกระชับ ทำให้ผิวหน้าดูมีชีวิตชีวา อีกทั้งยังช่วยลดเลือนรอยแดงจากสิว ป้องกันการเกิดกระบนผิว เพราะอุดมไปด้วยวิตามินอี และสารแอนโทไซนานินที่ช่วยเพิ่มการทำงานของคอลลาเจน&lt;br /&gt;
*มีคำกล่าวว่าการรับประทานถั่วจะช่วยทำให้ฉลาดขึ้น ซึ่งก็ใกล้เคียงกับความจริง เนื่องจากมีสารเลซิตินที่ช่วยบำรุงสมอง ช่วยในการทำงานของสมอง จึงมีผลดีต่อผู้ที่ต้องใช้ความจำ และสำหรับคนชราก็สามารถช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้ด้วย&lt;br /&gt;
*ถั่วดำยังเป็นแหล่งสำคัญของธาตุโบรอน (Boron) ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับการส่งกระแสประสาทของสมอง ทำให้ช่วยสมองทำงานได้ฉับไวขึ้น&lt;br /&gt;
*ช่วยแก้ปัญหาอาการนอนไม่หลับ ด้วยการนึ่งถั่วแล้วใส่ไว้ในหมอน ขณะที่ยังอุ่น ๆ ก็จะช่วยแก้อาการนอนไม่หลับได้&lt;br /&gt;
*ถั่วดำเป็นแหล่งอาหารจากธรรมชาติที่มีโฟเลตสูง มีความสำคัญอย่างมากสำหรับหญิงตั้งครรภ์ เพราะช่วยป้องกันการพิการแต่กำเนิดของทารกได้ นอกจากนี้ยังมีธาตุเหล็กที่ช่วยลดอาการอ่อนเพลียของสตรีขณะตั้งครรภ์ได้อีกด้วย&lt;br /&gt;
*เมล็ดถั่วดำมีคุณค่าทางอาหารที่สูงใกล้เคียงพอ ๆ กับเมล็ดถั่วเขียว&lt;br /&gt;
*ถั่วดำสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลาย แต่น้อยกว่าถั่วเขียว เช่น ในญี่ปุ่นจะนำไปใช้เพื่อเพาะถั่วงอกเป็นหลัก ส่วนอินเดียนิยมนำไปทำถั่วซีก ตลอดจนใช้บริโภคทั้งเมล็ด ด้วยการใช้เป็นส่วนประกอบในอาหารจำพวกซุปหรือแกงต่าง ๆ หรือใช้ในอาหารประเภทหมัก ส่วนในบ้านเราจะใช้ทำถั่วงอกเป็นหลักและทำแป้ง เป็นต้น&lt;br /&gt;
*ถั่วดำอุดมไปด้วยโปรตีน คาร์โบไฮเดรต แคโรทีน วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 3 ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย&lt;br /&gt;
*เปลือกหุ้มเมล็ดมีสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ซึ่งสามารถนำมาใช้แต่งสีขนมต่าง ๆ ได้ เช่น ขนมถั่วแปป แป้งจี่ เป็นต้น ด้วยการนำเมล็ดถั่วดำมาล้างให้สะอาด แล้วนำไปต้มเคี่ยวกับน้ำแล้วจะได้น้ำที่มีสีม่วง&lt;br /&gt;
*เมล็ดถั่วดำเมื่อนำมาบดกับแป้งใช้ทำเป็นขนมได้ เช่น ขนมลูกชุบ ขนมเปี๊ยะ เป็นต้น&lt;br /&gt;
*ถั่วดำเป็นพืชทนแล้ง สามารถปลูกได้ในดินแทบทุกชนิด มักนิยมใช้ปลูกเป็นพืชรองในปลายฤดูฝนตามหลังพืชหลัก เช่น ถั่วเหลืองหรือข้าวโพด โดยเป็นพืชที่มีบทบาทในด้านเศรษฐกิจของประเทศเช่นเดียวกับถั่วเขียว&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:h2.jpg]]     [[ไฟล์:h3.jpg]]     [[ไฟล์:h4.jpg]]     [[ไฟล์:h5.jpg]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/10/%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%96%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%B3.jpg&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/10/%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%96%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%B3.jpg&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/10/%E0%B9%83%E0%B8%9A%E0%B8%96%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%B3.jpg&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/10/%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%96%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%B3.jpg&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/10/%E0%B8%9D%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%96%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%B3.jpg&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/10/%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B8%96%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%B3.jpg&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''อ้างอิงเนื้อหา'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ป่าชายเลนนิเวศวิทยาเเละพรรณไม้:สรายุทธ บุณยะเวชชีวิน เเละ รุ่งสุริยา บัวสาลี&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Administrator</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/leeledmangrove/index.php/%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A5</id>
		<title>ตาตุ่มทะเล</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/leeledmangrove/index.php/%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A5"/>
				<updated>2020-10-30T03:53:03Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Administrator: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[File:o1.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''ชื่อไทย :''' ตาตุ่มทะเล&lt;br /&gt;
&amp;lt;br&amp;gt;'''ชื่อวิทยาศาสตร์ :''' ''Excoecaria agallocha''&lt;br /&gt;
&amp;lt;br&amp;gt;'''อาณาจักร :''' Plantae&lt;br /&gt;
&amp;lt;br&amp;gt;'''ชื่อวงศ์ :''' Euphorbiaceae &lt;br /&gt;
*'''ต้น'''ไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูง 10-18 ม. ผลัดใบ มียางสีขาวมาก ส่วนมากลำต้นจะตรง มักแตกกิ่งในระดับต่ำคล้ายไม้พุ่ม เปลือกต้นเรียบถึงแตกเป็นร่อง สีนํ้าตาลอ่อน หรือสีน้ำตาลอมเทา กิ่งอ่อน มีช่องอากาศเล็ก รากหายใจแผ่กระจายไปตามผิวดิน&lt;br /&gt;
*'''ใบ'''ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปรีหรือรูปไข่ แกมรีถึงรูปไข่กลับ กว้าง 2-5ซม. ยาว 4-9 ซม. ปลายใบกลมถึงเว้าตื้นๆ หรือเรียวแหลม มนโคนใบมน ขอบใบหยัก เป็นคลื่นเล็กน้อยใบเกลี้ยงทั้งสองด้าน แผ่นใบนิ่มคล้ายหนัง มีสีเขียวเป็นมัน และจะเปลี่ยนเป็นสีแดงอิฐ เมื่อใบใกล้ร่วง ก้านใบ เรียวยาว 1-2.5 ซม.&lt;br /&gt;
*'''ดอก'''ออกเป็นช่อตามง่ามใบ เป็นช่อเชิงลด ดอกมีขนาดเล็กมาก ติดกันเป็นกระจุก ช่อดอกเพศผู้มีสีเหลืองแกมเขียวยาว 5-10 ซม. ช่อดอกเพศเมียสั้น 2-3 ซม.&lt;br /&gt;
*'''ผล'''ผลแห้งแตก มี 3 พู รูปเกือบกลม กว้าง 0.5-0.7 ซม. ยาว 0.3-0.4 ซม. ด้านแนวนอนยาวกว่าแนวตั้ง ผลเกลี้ยง สีเขียวถึงน้ำตาลเข้ม เมล็ดเกือบกลม สีดำ ออกดอกและติดผลเดือน พ.ค.-พ.ย.&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''ตัวอย่างวีดีโอตาตุ่มทะเล'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=sACKpFzdOwQ วีดีโอตุ่มทะเล]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณของตาตุ่มทะเล'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
*รักษาโรคโลน โรคท้องผูก สังคัง โรคเรื้อน ช่วยในการขับลม ขับเสมหะ ริดสีดวงทวาร ช่วยรักษาอาการชัก ตัวเกร็ง มือเกร็ง(ลมบ้าหมู) แก้บิด แก้คัน&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์ของตาตุ่มทะเล'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
*บ แก้ลมบ้าหมู เปลือกต้น ทำให้ อาเจียน เป็นยาถ่าย แก้โรคลมชัก ต้น ถ่ายเสมหะและโลหิต เผาเอาควัน รมฆ่าเชื้อโรคผิวหนัง โรคเรื้อน ราก ถ่ายหนองและลม ฝนทาแก้บวม ตามมือตามเท้า แก้คัน ยาง มีฤทธิ์ถ่ายอย่างแรง โทษ น้ำยาง สีขาวถ้าถูกนัยน์ตา ทำให้ตาบอด ถูกผิวหนังทำใหผิวหนังไหม้ คัน หอยแมลงภู่ ปู ที่เกาะอยู่ที่ไม้ตาตุ่มทะเล ถ้านำมากินจะทำให้ท้องร่วงและอาเจียนอย่างรุนแรง วิธีการรักษา ล้างน้ำยางออกจากผิวหนังโดยใช้สบู่ อาจให้ทายาสเตียรอยด์ ถ้ารับประทานเข้าไปให้เอาส่วนที่ไม่ถูกดูดซึมออกใช้ activated charcoal ล้างท้อง หรือทำให้อาเจียนและรักษาตามอาการ&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:o2.jpg]]     [[ไฟล์:o1.jpg]]     [[ไฟล์:o3.jpg]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A5#/media/%E0%B9%84%E0%B8%9F%E0%B8%A5%E0%B9%8C:Excoecaria_agallocha_(Blind_Your_Eye)_W_IMG_6929.jpg&lt;br /&gt;
http://www.dnp.go.th/botany/image/Web_dict/Excoecaria_agallocha1.jpg&lt;br /&gt;
http://www.dnp.go.th/botany/image/Web_dict/Excoecaria_agallocha2.jpg&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''อ้างอิงเนื้อหา'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ป่าชายเลนนิเวศวิทยาเเละพรรณไม้:สรายุทธ บุณยะเวชชีวิน เเละ รุ่งสุริยา บัวสาลี&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Administrator</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/leeledmangrove/index.php/%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B3</id>
		<title>ตะบูนดำ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/leeledmangrove/index.php/%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B3"/>
				<updated>2020-10-30T03:52:02Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Administrator: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[File:f6.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''ชื่อไทย :''' ตะบูนดำ&lt;br /&gt;
&amp;lt;br&amp;gt;'''ชื่อวิทยาศาสตร์ :'''  ''Xylocarpus moluccensis'' &lt;br /&gt;
&amp;lt;br&amp;gt;'''อาณาจักร :'''  Plantae&lt;br /&gt;
&amp;lt;br&amp;gt;'''ชื่อวงศ์ :'''  Meliaceae&lt;br /&gt;
*'''ต้น'''จัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ มีความสูงประมาณ 20-35 เมตร ลักษณะของต้นเป็นรูปทรงยอดเป็นพุ่มกลม เป็นไม้ผลัดใบ ลำต้นเป็นเปลาตรง ส่วนโคนต้นเป็นพูพอนเล็กน้อย เปลือกต้นขรุขระ มีสีน้ำตาลเข้ม แตกเป็นร่องตามยาว ต้นเมื่อแก่เปลือกจะลอกเป็นแถบแคบ ๆ โดยเปลือกจะมีความหนาประมาณ 0.3-0.5 เซนติเมตร ส่วนเนื้อไม้มีสีน้ำตาล ส่วนระบบราก มีรากหลายลักษณะ เป็นรูปกรวยคว่ำหรือแบนแล้วแต่สภาพของดิน ปลายมนยาวประมาณ 20-40 เซนติเมตร สภาพของลำต้นอาจแตกต่างกันออกไปบ้าง คือ มีเปลือกเรียบ สีออกแดง มีร่องเป็นสีขาวเป็นทางยาวตามลำต้น ต้นตะบูนดำเป็นหนึ่งในไม้ป่าชายเลน เมื่อแก่ลำต้นมักเป็นโพรง เจริญเติบโตและขึ้นกระจายได้ดีในบริเวณที่เป็นดินเลนค่อนข้างแข็ง&lt;br /&gt;
*'''ใบ'''ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกเรียงสลับ ชั้นเดียว ไม่มียอด ใบย่อยมักมีประมาณ 1-3 คู่เรียงอยู่ตรงข้ามกัน ลักษณะของใบเป็นรูปรีถึงรูปขอบแกมรี ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2-6 เซนติเมตรและยาวประมาณ 5-15 เซนติเมตร ปลายใบมน ส่วนโคนใบแหลม ก้านใบย่อยสั้นมาก ลักษณะของผิวใบเป็นมันสีเขียวเข้ม และจะเปลี่ยนเป็นสีส้มอมเหลืองทั้งต้นในภายหลัง ก่อนที่จะร่วงหล่น&lt;br /&gt;
*'''ดอก'''ออกดอกตามง่ามใบ เป็นช่อดอกแบบช่อแยกแขนง ยาวประมาณ 7-17 เซนติเมตร ช่อดอกประกอบไปด้วยดอกจำนวนมาก มีกลีบเลี้ยง 4 กลีบ ยาวประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร ส่วนกลีบดอกมี 4 กลีบไม่ติดกัน ดอกมีเกสรตัวผู้จำนวน 8 อัน ดอกจะออกพร้อมกับการแตกใบใหม่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคม&lt;br /&gt;
*'''ผล'''ลักษณะของผลค่อนข้างกลม มีร่องผลเล็กน้อย ผลเมื่ออ่อนมีสีเขียว มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 7-12 เซนติเมตร ภายในผลมีเมล็ดประมาณ 7-11 เมล็ด ลักษณะโค้งนูน ในหนึ่งด้านจะกว้างประมาณ 4-6 เซนติเมตร โดยผลจะแก่ในช่วงเดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคม&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''ตัวอย่างวีดีโอตะบูนดำ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=bqAGoXo3D5Q วีดีโอ ตะบูนดำ]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณของต้นตะบูนดำ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
*ใช้เป็นยาบำรุงร่างกาย (ผล, เมล็ด)&lt;br /&gt;
*เปลือกไม้ใช้เป็นยาลดไข้ (เปลือกไม้)&lt;br /&gt;
*ช่วยแก้อาการไอ (ผล, เมล็ด)&lt;br /&gt;
*เปลือกและผลช่วยแก้อหิวาตกโรค (ผล, เปลือก)&lt;br /&gt;
*เปลือกและผลใช้ต้มกับน้ำดื่ม ช่วยรักษาแผลภายในได้ (เปลือก, ผล)&lt;br /&gt;
*ผลใช้ต้มกับน้ำดื่มช่วยแก้อาการท้องเสีย (ผล, เปลือกไม้)&lt;br /&gt;
*ตะบูนดำช่วยแก้บิดด้วยการใช้ผลนำมาต้มกับน้ำดื่ม (ผล)&lt;br /&gt;
*เมล็ดใช้รับประทานแก้อาการท้องร่วง (ผล, เมล็ด)&lt;br /&gt;
*ช่วยแก้อาการอักเสบในลำไส้และอาการผิดปกติในช่องท้อง (เปลือกไม้)&lt;br /&gt;
*ผลแห้งตากแห้งเผาไฟร่วมกับเห็ดพังกาและน้ำมันมะพร้าว ใช้สำหรับทาแก้มะเร็งผิวหนัง (ผลแห้ง)&lt;br /&gt;
*เปลือกและผลนำมาต้มกับน้ำใช้ชะล้างบาดแผล ช่วยทำความสะอาดแผลได้เป็นอย่างดี (เปลือก, ผล)&lt;br /&gt;
*เปลือกและผลใช้ต้มแล้วนำมาตำให้ละเอียด ใช้พอกรักษาแผลสด แผลบวม แผลฟกช้ำ เป็นหนอง (เปลือก, ผล)&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์ของต้นตะบูนดำ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
*เนื้อไม้ตะบูนดำเป็นเนื้อไม้ที่แข็ง มีลวดลายและสีที่สวยงาม สามารถนำมาใช้ทำเป็นเฟอร์นิเจอร์สำหรับตกแต่ง หรือทำเป็นสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ได้ ลำต้นสามารถนำมาใช้ทำเป็นพื้นกระดานได้เป็นอย่างดี&lt;br /&gt;
*เปลือกไม้สามารถนำมาใช้ในการฟอกหนังสำหรับใช้เป็นพื้นรองเท้าได้ (Heavy leather)&lt;br /&gt;
*ประโยชน์ตะบูนดำ ใช้สำหรับทำดินสอ&lt;br /&gt;
*น้ำฝาดจากเปลือก ใช้สำหรับการย้อมสีผ้า ย้อมแห ย้อมอวน โดยจะให้สีน้ำตาล&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:f7.jpg]]     [[ไฟล์:f8.jpg]]     [[ไฟล์:f9.jpg]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/11/%E0%B9%83%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B3.jpg&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/11/%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B3.jpg&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/11/%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%8D%E0%B8%B2.jpg&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/11/%E0%B9%83%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B9%8D%E0%B8%B2.jpg&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''อ้างอิงเนื้อหา'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ป่าชายเลนนิเวศวิทยาเเละพรรณไม้:สรายุทธ บุณยะเวชชีวิน เเละ รุ่งสุริยา บัวสาลี&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Administrator</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/leeledmangrove/index.php/%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A7</id>
		<title>ตะบูนขาว</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/leeledmangrove/index.php/%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A7"/>
				<updated>2020-10-30T03:51:20Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Administrator: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[File:g6.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''ชื่อไทย :'''ตะบูนขาว&lt;br /&gt;
&amp;lt;br&amp;gt;'''ชื่อวิทยาศาสตร์ :''' ''Xylocarpus granatum''&lt;br /&gt;
&amp;lt;br&amp;gt;'''อาณาจักร :''' Plantae&lt;br /&gt;
&amp;lt;br&amp;gt;'''ชื่อวงศ์ :''' Meliaceae&lt;br /&gt;
*'''ต้น''' ตะบูนขาว จัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง มีความสูงประมาณ 10-15 เมตร เป็นไม้ผลัดใบแต่ผลิใบใหม่ได้เร็ว ลักษณะของต้นเป็นทรงเรือนยอดแผ่กว้าง มีรูปร่างไม่แน่นอน เพราะลำต้นมักคดงอ ส่วนที่โคนต้นมีลักษณะเป็นพูพอน เปลือกต้นมีสีเทาหรือสีเทาอมขาว หรือเป็นสีน้ำตาลแดง เปลือกแตกล่อนเป็นแผ่นบาง ๆ คล้ายกับเปลือกต้นตะแบก เป็นต้นไม้ที่เจริญเติบโตได้ดีในน้ำกร่อย มักขึ้นปะปนอยู่กับพันธุ์ไม้ป่าชายเลนหลายชนิด เช่น หัวสุมดอกขาว ไม้พังกา ถั่วดำตาตุ่มทะเล และไม้โกงกางใบเล็ก&lt;br /&gt;
*'''ใบ''' ตะบูนขาว มีใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคู่เรียงสลับกัน มีใบย่อยเรียงตรงข้ามอยู่ 2 คู่ ลักษณะเป็นรูปไข่กลับ กว้างประมาณ 4.5-5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 6-12 เซนติเมตร ปลายใบมน ส่วนโคนใบเรียวสอบ แผ่นใบมีลักษณะหนาและเปราะ ส่วนขอบใบโค้งลงและเป็นคลื่นเล็กน้อย ส่วนเส้นแขนงของใบมีอยู่ข้างละ 6-9 เส้น ก้านใบสั้นมีสีน้ำตาล ยาวประมาณ 3-5 มิลลิเมตร&lt;br /&gt;
*'''ดอก''' ตะบูนขาว ดอกมีสีขาวอมเหลือง ส่งกลิ่นหอมในช่วงบ่ายถึงค่ำ ดอกออกรวมเป็นช่อแบบช่อแยกแขนงตามซอกใบ กลีบเลี้ยงเป็นรูปสามเหลี่ยมสั้นมี 4 กลีบ กลีบดอก 4 กลีบ เมื่อดอกบานเต็มที่จะกว้างประมาณ 1-1.2 เซนติเมตร ออกดอกในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน&lt;br /&gt;
*'''ผล''' ตะบูนขาว ผลแห้งแตก ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลม ผลแข็งมีสีน้ำตาล มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 15-20 เซนติเมตร หนักประมาณ 1-2 กิโลกรัม ส่วนก้านผลยาวประมาณ 3-5 เซนติเมตร โดยตะบูนขาวและตะบูนดำจะมีร่องตามยาวของผล 4 แนว หรือแบ่งเป็น 4 พูเท่า ๆ กัน แต่ละผลมีเมล็ดประมาณ 4-17 เมล็ด เมล็ดมีลักษณะเป็นรูปเหลี่ยมโค้งนูนปลายแบบประสานเข้าเป็นรูปทรงกลม หนึ่งด้านกว้างประมาณ 6-10 เซนติเมตร จะติดผลในช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนกุมภาพันธ์&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''ตัวอย่างวีดีโอตะบูนขาว'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=JIAyX2dWtHE วีดีโอตะบูนขาว]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณของต้นตะบูนขาว'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
*ใช้เป็นยาบำรุงร่างกาย (เปลือก, เมล็ด)&lt;br /&gt;
*ช่วยแก้อหิวาต์ (เปลือก, ผล) แก้อหิวาตกโรค (ผล)  &lt;br /&gt;
*เปลือกและเมล็ดมีสรรพคุณเป็นยาแก้อาการไอ (เปลือก, เมล็ด)&lt;br /&gt;
*ช่วยแก้อาการท้องร่วง (เปลือก, เมล็ด)&lt;br /&gt;
*ใช้เป็นยาแก้บิด (เปลือก, เมล็ด)&lt;br /&gt;
*เปลือกและเมล็ดใช้ต้มเพื่อใช้ชะล้างแผล (เปลือก, เมล็ด)&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์ของต้นตะบูนขาว'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
*เปลือกให้น้ำฝาด ใช้สำหรับย้อมผ้า&lt;br /&gt;
*เนื้อไม้มีสีขาว สามารถนำมาใช้ทำเฟอร์นิเจอร์สำหรับตกแต่งได้&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:e7.jpg]]     [[ไฟล์:e8.jpg]]     [[ไฟล์:e9.jpg]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/11/%E0%B9%83%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A7.jpg&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/11/%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A7.jpg&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/11/%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A7.jpg&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/11/%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%B9%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A7.jpg&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''อ้างอิงเนื้อหา'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ป่าชายเลนนิเวศวิทยาเเละพรรณไม้:สรายุทธ บุณยะเวชชีวิน เเละ รุ่งสุริยา บัวสาลี&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Administrator</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/leeledmangrove/index.php/%E0%B8%95%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A5</id>
		<title>ตีนเป็ดทะเล</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/leeledmangrove/index.php/%E0%B8%95%E0%B8%B5%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A5"/>
				<updated>2020-10-30T03:50:31Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Administrator: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[File:g2.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''ชื่อไทย :'''ตีนเป็ดทะเล&lt;br /&gt;
&amp;lt;br&amp;gt;'''ชื่อวิทยาศาสตร์ :''' ''Cerbera odollam Gaertn''&lt;br /&gt;
&amp;lt;br&amp;gt;'''อาณาจักร :''' Plantae&lt;br /&gt;
&amp;lt;br&amp;gt;'''ชื่อวงศ์ :''' Apocynaceae &lt;br /&gt;
*'''ต้น''' มีถิ่นกำเนิดในอินเดียจนถึงทางตอนใต้ของจีน มีเขตการกระจายพันธุ์ตั้งแต่ประเทศศรีลังกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภูมิภาคมาเลเซีย หมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกและนิวแคลิโดเนีย ส่วนในประเทศไทยนั้นจะพบได้เฉพาะทางภาคใต้ โดยจัดเป็นไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบขนาดเล็ก ทรงร่ม เรือนยอดเป็นทรงกลมทึบ มีความสูงของต้นประมาณ 5-15 เมตร ลำต้นแตกกิ่งต่ำ เปลือกลำต้นเรียบเป็นสีน้ำตาลอ่อนหรือสีเทา มีช่องระบายอากาศเป็นร่องยาว มีน้ำยางสีขาวข้น ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดแก่ เป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุด ปลูกได้ดีในดินทั่วไป ชอบแสงแดดเต็มวัน เจริญเติบโตได้เร็ว ไม่ต้องการการดูแลมาก มักพบขึ้นตามบริเวณริมน้ำ ตามป่าชายเลน ป่าบึงน้ำจืด และป่าชายหาด&lt;br /&gt;
*'''ใบ''' ใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับกันหนาแน่นที่ปลายกิ่ง ลักษณะของใบเป็นรูปรียาวหรือเป็นรูปใบหอกแกมรูปไข่ ปลายใบมีติ่งหรือหางใบแหลม โคนใบสอบหรือเป็นรูปลิ่ม ส่วนขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่นเล็กน้อย ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2.4-8 เซนติเมตรและยาวประมาณ 8.9-30 เซนติเมตร ใบเป็นสีเขียวเข้ม หลังใบเรียบเกลี้ยงเป็นมัน มีเส้นแขนงใบประมาณ 12-25 เส้น เห็นเส้นใบได้ชัดเจน ส่วนท้องใบเรียบ ก้านใบยาวประมาณ 3 เซนติเมตร&lt;br /&gt;
*'''ดอก''' ออกดอกเป็นช่อตามปลายกิ่ง ช่อดอกยาวประมาณ 8-35 เซนติเมตร แต่ละช่อมีดอกหลายดอก ประมาณ 10-14 ดอก ดอกย่อยเป็นสีขาว ดอกมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ก้านดอกยาวประมาณ 1-4 เซนติเมตร มีกลีบดอก 5 กลีบ เรียงซ้อนทับกันด้านซ้ายในตาดอก ปลายกลีบดอกแหลม ดอกบานมีแต้มเหลืองรอบปากหลอดกลีบดอก หลอดกลีบยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร แฉกกลีบยาวประมาณ 1.2-3.8 เซนติเมตร ดอกมีเกสรเพศผู้ 5 ก้านติดกลางหลอดกลีบดอก ส่วนกลีบรองดอกหรือกลีบเลี้ยงมี 5 กลีบ ลักษณะเป็นรูปแถบหรือรูปใบหอก กลีบยาวประมาณ 0.8-2.5 เซนติเมตร ปลายกลีบเรียวแหลม เมื่อดอกบานเต็มที่จะมีขนาดกว้างประมาณ 6-7 เซนติเมตร&lt;br /&gt;
*'''ผล''' ลักษณะของผลเป็นรูปทรงกลม หรือค่อนข้างกลมรีเป็นสองพูตื้น ๆ ผลเป็นผลสดแบบมีเนื้อ มีขนาดกว้างประมาณ 6 เซนติเมตรและยาวประมาณ 7 เซนติเมตร ผิวผลเรียบเนียนเป็นมันและมีจุดเล็ก ๆ สีขาวกระจายทั่วไป ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อแก่แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มถึงสีม่วงเข้ม ภายในผลมีเมล็ดขนาดใหญ่ประมาณ 1-2 เมล็ด เมล็ดแข็ง เบา และลอยน้ำได้&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''ตัวอย่างวีดีโอตีนเป็ดทะเล'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=YKJWRrqx8m0 วีดีโอตีนเป็ดทะเล]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณของตีนเป็ดทะเล'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
*เมล็ดมีฤทธิ์ต่อหัว ช่วยบำรุงหัวใจ เมล็ด&lt;br /&gt;
*รากช่วยแก้ลม แก้ลมให้กระจาย ราก&lt;br /&gt;
*แก่นมีรสเฝื่อน ช่วยกระจายลม กระจายเลือด กระจายลมอันฑพฤกษ์ แก้ลมอัณฑพฤกษ์ ลมที่ทำให้เคลื่อนไหวไม่ได้ (แก่น)&lt;br /&gt;
*ช่วยแก้โลหิตพิการ ดอก&lt;br /&gt;
*ใบมีรสเฝื่อน ช่วยแก้ไข้หวัด แก้ไข้ตัวร้อน ใบ ดอกใช้เป็นยาแก้ไข้ตัวร้อน ดอก เปลือกต้นและทั้งต้นมีสรรพคุณเป็นยาแก้ไข้ ไข้หวัด แก้ไข้เพื่อดีพิการ แก้หวัด เปลือกต้น, ทั้งต้น ส่วนน้ำมันจากเมล็ดใช้ทามีสรรพคุณแก้หวัด น้ำมันจากเมล็ด&lt;br /&gt;
*รากมีรสเฝื่อน ช่วยขับเสมหะ ราก&lt;br /&gt;
*รากช่วยแก้อาเจียน ราก ผล เมล็ด ใบ เปลือกต้น และทั้งต้นมีสรรพคุณทำให้อาเจียน ผล, เมล็ด, ใบ, เปลือกต้น, ทั้งต้น&lt;br /&gt;
*ใบและทั้งต้นแก้อาเจียนเป็นเลือด ใบ, ทั้งต้น&lt;br /&gt;
*ช่วยแก้หลอดลมอักเสบ เปลือกต้น&lt;br /&gt;
*ช่วยขับผายลม ราก&lt;br /&gt;
*ช่วยแก้อาการบิด เปลือกต้น&lt;br /&gt;
*ช่วยสมานลำไส้ เปลือกต้น&lt;br /&gt;
*ผล เมล็ด ใบ เปลือกต้น และทั้งต้นมีรสเฝื่อน ใช้เป็นยาถ่าย ยาระบาย ผล, เมล็ด, ใบ, เปลือกต้น, ทั้งต้น&lt;br /&gt;
*ใบใช้เป็นยาฆ่าพยาธิ ส่วนเปลือกต้นใช้ขับพยาธิไส้เดือน ใบ, เปลือกต้น&lt;br /&gt;
*เปลือกต้นช่วยแก้นิ่ว ขับนิ่ว เปลือกต้น&lt;br /&gt;
*ดอกมีรสเฝื่อน ใช้แก้ริดสีดวงทวาร ดอก&lt;br /&gt;
*ยางสดจากต้น เมื่อนำมาผสมกับน้ำมันต้นไม้ยางนา ผสมเคี่ยวให้สุก ใช้เป็นยาแก้แผลเน่าเรื้อรัง ยางสดจากต้น&lt;br /&gt;
*ใบใช้รักษาโรคผิวหนัง แก้กลากเกลื้อน ช่วยฆ่าพยาธิผิวหนัง ใบ ส่วนกระพี้มีสรรพคุณแก้เกลื้อน กระพี้&lt;br /&gt;
*น้ำมันจากเมล็ดใช้เป็นยาทาถูนวดทำให้ร้อนแดง ช่วยแก้อาการคันได้ น้ำมันจากเมล็ด&lt;br /&gt;
*เมล็ดและน้ำมันจากเมล็ดช่วยแก้หิด เมล็ด, น้ำมันจากเมล็ด&lt;br /&gt;
*ผลแห้งนำมาเผาไฟตำผสมกับน้ำมันพืช ใช้ทาแก้ตาปลา รักษาโรคผิวหนังเรื้อรัง ผล&lt;br /&gt;
*ช่วยรักษาโรคกลัวน้ำ ผล&lt;br /&gt;
*ช่วยระงับอาการปวด ผล&lt;br /&gt;
*ผลสดนำมาขยี้ใช้ทาแก้อาการปวด ปวดตามข้อ และแก้อาการปวดตามกล้ามเนื้อ ผล&lt;br /&gt;
*แก่นช่วยแก้อัมพาต แก่น&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์ของตีนเป็ดทะเล'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
*เมล็ดมีรสเฝื่อนเมา ใช้เป็นยาเบื่อปลา ส่วนน้ำมันจากเมล็ดใช้เป็นยาฆ่าแมลง&lt;br /&gt;
*ผล เมล็ด และน้ำมันจากเมล็ดใช้ทำเป็นยาใส่ผมแก้ผมหงอก รักษาขน&lt;br /&gt;
*น้ำมันจากเมล็ดใช้ใส่ผมเป็นยาแก้เหา โดยใช้ส่วนผสมของเมล็ดตีนเป็ดน้ำกับน้ำในอัตราส่วน 1:1 เมื่อนำไปฆ่าเหาให้ใช้ชโลมผมทิ้งไว้ประมาณ 6 ชั่วโมง จะทำให้เหาทั้งหมดตายและไข่ฝ่อทั้งหมด โดยเมล็ดจากลูกตีนเป็ดน้ำจะมีประสิทธิภาพในการกำจัดเหาได้ดีกว่ายาฆ่าเหาที่ใช้สารเคมีที่มีวางขายตามท้องตลาด และมีประสิทธิภาพที่ดีกว่าการใช้ใบน้อยหน่า เนื่องจากใช้ระยะเวลาในการชโลมผมน้อยกว่า อีกทั้งยังมีความปลอดภัยมากกว่าอีกด้วย&lt;br /&gt;
*เมล็ดใช้ทำเป็นไม้ประดับแห้ง&lt;br /&gt;
*ต้นตีนเป็ดน้ำมีทรงพุ่มสวยงาม ผลและดอกสวย ดอกมีกลิ่นหอม ใบไม่ค่อยหลุดร่วง จึงใช้ปลูกเป็นไม้ให้ร่มเงาตามลานจอดรถหรือริมถนนได้ หรือจะใช้ปลูกเป็นไม้ประดับตามริมสระว่ายน้ำ ริมทะเล ฯลฯ ก็ได้เช่นกัน แต่ยางจากต้นเป็นอันตรายจึงไม่ควรปลูกใกล้กับสนามเด็กเล่นหรือบริเวณที่มีเด็กอยู่&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:g1.jpg]]     [[ไฟล์:g2.jpg]]     [[ไฟล์:g3.jpg]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://km.dmcr.go.th/ckeditor/upload/files/Mangrove%20forest/15_02.jpg&lt;br /&gt;
https://km.dmcr.go.th/ckeditor/upload/files/Mangrove%20forest/15_01.jpg&lt;br /&gt;
https://km.dmcr.go.th/ckeditor/upload/files/Mangrove%20forest/15_03.jpg&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''อ้างอิงเนื้อหา'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ป่าชายเลนนิเวศวิทยาเเละพรรณไม้:สรายุทธ บุณยะเวชชีวิน เเละ รุ่งสุริยา บัวสาลี&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Administrator</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/leeledmangrove/index.php/%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%87</id>
		<title>ต้นหูกวาง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/leeledmangrove/index.php/%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%87"/>
				<updated>2020-10-30T03:49:18Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Administrator: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[File:l1.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''ชื่อไทย :'''ต้นหูกวาง&lt;br /&gt;
&amp;lt;br&amp;gt;'''ชื่อวิทยาศาสตร์ :'''''Terminalia catappa'' &lt;br /&gt;
&amp;lt;br&amp;gt;'''อาณาจักร :''' Plantae&lt;br /&gt;
&amp;lt;br&amp;gt;'''ชื่อวงศ์ :''' Combretaceae&lt;br /&gt;
*'''ต้น''' หูกวาง จัดเป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดกลาง ที่มีความสูงของต้นประมาณ 10-15 เมตร บางครั้งอาจสูงได้ถึง 30-35 เมตร แต่ไม่ค่อยพบต้นที่ใหญ่มากในประเทศไทย มีเรือนยอดหนาแน่น แตกกิ่งก้านแผ่ออกในแนวราบเป็นชั้น ๆ คล้ายฉัตร ลำต้นเปลาตรง ต้นที่มีอายุมากและมีขนาดใหญ่จะเป็นพูพอนที่โคนต้น เปลือกลำต้นเป็นสีน้ำตาลปนเทาเกือบเรียบ แตกเป็นร่องแบบตื้น ๆ ตามแนวนอนและแนวตั้ง และลอกออกเป็นสะเก็ดเล็ก ๆ ทั่วไป กิ่งอ่อนมีขนสีน้ำตาล ส่วนเนื้อไม้เป็นสีแดง เป็นกลีบเล็กน้อย มีเสี้ยนไม้ละเอียดสามารถขัดชักเงาได้ดี ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด บางครั้งน้ำหรือค้างคาวก็ช่วยในกระจายพันธุ์ได้ด้วยเช่นกัน และสามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินที่มีการระบายน้ำได้ดีอย่างดินร่วนพอควรหรือปนทราย หูกวางเป็นพันธุ์ไม้ในป่าชายหาดที่พบขึ้นกระจายตามชายฝั่งทะเล พบปลูกทั่วตั้งแต่ประเทศอินเดียจนถึงตอนเหนือของทวีปออสเตรเลียทางตอนเหนือ ต้นหูกวางเป็นพืชทิ้งใบ โดยทั่วไปแล้วจะทิ้งใบ 2 ครั้ง ในรอบ 1 ปี หรือในช่วงประมาณเดือนมกราคมถึงเดือยกุมภาพันธ์ และอีกช่วงในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคม ซึ่งก่อนขจะทิ้งใบ ใบหูกวางจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือสีส้มแดง ในปัจจุบันนี้ได้มีการนำต้นหูกวางมาปลูกทั่วไปในพื้นที่เขตร้อนอย่างทวีปเอเชีย ส่วนในประเทศไทยมักพบขึ้นตามชายฝั่งทะเลทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ ตราดและชลบุรี ภาคตะวันตกเฉียงใต้ ประจวบคีรีขันธ์และกาญจนบุรี และภาคใต้ นราธิวาส ตรัง และสุราษฎร์ธานี&lt;br /&gt;
*'''ใบ''' หูกวาง ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงเวียนสลับกันเป็นกระจุกหนาแน่นบริเวณปลายกิ่ง ลักษณะของใบเป็นรูปไข่กลับ ปลายใบแหลมเป็นติ่งสั้น ๆ ปลายใบกว้างกว่าโคนใบ โคนใบมนเว้าหรืแสอบแคบเป็นรูปลิ่ม และมีต่อมเล็ก ๆ หนึ่งคู่อยู่ที่โคนใบบริเวณท้องใบ ส่วนขอบใบเรียบเป็นคลื่นหยักเล็กน้อย ใบมีขนาดกว้างประมาณ 8-15 เซนติเมตร และยาวประมาณ 12-25 เซนติเมตร หลังใบและท้องใบมีขน เนื้อใบหนา ใบอ่อนเป็นสีเขียวอ่อน เมื่อแก่แล้วจะเปลี่ยนเป็นเขียวเข้ม แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีส้มแดงเมื่อใกล้ร่วงหรือผลัดใบ มีก้านใบยาวประมาณ 0.5-1.5 เซนติเมตร มีขน มักผลัดใบในช่วงฤดูหนาวในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายน&lt;br /&gt;
*'''ดอก''' หูกวาง ออกดอกเป็นช่อยาวแบบติดดอกสลับ โดยจะออกตามซอกใบ ลักษณะเป็นแท่งยาวประมาณ 8-12 เซนติเมตร มีดอกย่อยเป็นสีขาวหรือสีเหลืองอ่อน ดอกมีขนาดเล็กและไม่มีกลิ่นหอม บางข้อมูลว่ามีกลิ่นฉุนด้วยเล็กน้อย ดอกเป็นแบบแยกเพศแต่อยู่ในช่อเดียวกัน ดอกเพศผู้จะอยู่บริเวณปลายช่อ ส่วนดอกเพศเมียจะอยู่บริเวณโคนช่อ อีกข้อมูลระบุว่าดอกแบบสมบูรณ์จะอยู่โคนช่อ ไม่มีกลีบดอก มีแต่กลีบเลี้ยงดอก 5 กลีบ โคนกลีบเชื่อมติดกัน ปลายแยกเป็นแฉกรูปสามเหลี่ยม 5 แฉก มีขนด้านนอก ดอกเกสรเพศผู้มี 10 ชั้น ดอกเมื่อบานเต็มที่จะมีขนาดกว้างประมาณ 0.4-0.6 เซนติเมตร โดยดอกจะออกดอกสองครั้งรอบ 1 ปี คือ ในช่วงฤดูหนาวหลังจากแตกใบใหม่ เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคม และอีกครั้งในช่วงฤดูฝน เดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคม&lt;br /&gt;
*'''ผล''' หูกวาง ผลเป็นผลเดี่ยวในแต่ละผลมีเมล็ด 1 เมล็ด ลักษณะของผลเป็นรูปทรงรีค่อนข้างแบนเล็กน้อย ผลแข็ง มีขนาดกว้างประมาณ 2-5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3-7 เซนติเมตร ผลด้านข้างเป็นแผ่นหรือเป็นสันบาง ๆ นูนออกรอบผล ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อแก่แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือสีเหลืองอมเขียว และมีกลิ่นหอม ผิวผลเรียบ ผลเมื่อแห้งจะเป็นสีดำคล้ำ เปลือกผลมีเส้นใย ภายในมีเมล็ดเดี่ยว เมล็ดมีขนาดใหญ่ เหนียว และเปลือกในแข็ง โดยผลจะแก่ในช่วงในช่วงแรกประมาณเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายน และอีกช่วงหนึ่งประมาณพฤษภาคมถึงเดือนมิถุนายน&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''ตัวอย่างวีดีโอต้นหูกวาง'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=AQJsIZa1Oj4 วีดีโอต้นหูกวาง]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณของต้นหูกวาง'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
*ทั้งต้นมีสรรพคุณเป็นยาแก้ไข้ (ทั้งต้น)&lt;br /&gt;
*ใบมีสรรพคุณเป็นยาขับเหงื่อ (ใบ)&lt;br /&gt;
*ช่วยแก้ต่อมทอนซิลอักเสบ (ใบ)&lt;br /&gt;
*ใบใช้ผสมกับน้ำมันจากเนื้อในเมล็ด นำมาทาหน้าอกจะช่วยแก้อาการเจ็บหน้าอก หรือใช้ทาไขข้อและส่วนของร่างกายที่หมดความรู้สึก (ใบและน้ำมันจากเมล็ด)&lt;br /&gt;
*เปลือกมีรสฝาด สรรพคุณเป็นยาขับลม แก้ท้องเสีย (เปลือก)&lt;br /&gt;
*ทั้งต้นมีสรรพคุณเป็นยาแก้ท้องร่วง แก้บิด (ทั้งต้น)&lt;br /&gt;
*ทั้งต้นมีสรรพคุณเป็นยาระบาย (ทั้งต้น)&lt;br /&gt;
*ผลมีสรรพคุณเป็นยาถ่าย (ผล)&lt;br /&gt;
*ใบที่มีสีแดงจะมีสรรพคุณเป็นยาถ่ายพยาธิ (ใบ)&lt;br /&gt;
*ใบใช้เป็นยารักษาโรคทางเดินอาหารและตับ (ใบ)&lt;br /&gt;
*บางข้อมูลระบุว่าเมล็ดใช้รับประทานเป็นยาแก้ขัดเบา แก้นิ่วได้ (เมล็ด)&lt;br /&gt;
*เปลือกใช้เป็นยาแก้ตกขาวของสตรี (เปลือก)&lt;br /&gt;
*รากมีสรรพคุณช่วยทำให้ประจำเดือนของสตรีมาตามปกติ (ราก)&lt;br /&gt;
*ช่วยรักษาโรคโกนีเรีย โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (เปลือก)&lt;br /&gt;
*เปลือกและทั้งต้นมีสรรพคุณเป็นยาสมาน (เปลือก,ทั้งต้น)&lt;br /&gt;
*ใบใช้ผสมกับน้ำมันจากเนื้อในเมล็ด เป็นยารักษาโรคเรื้อน (ใบและน้ำมันจากเมล็ด)&lt;br /&gt;
*ช้แก้โรคคุดทะราด (ทั้งต้น)&lt;br /&gt;
*ใบมีสรรพคุณช่วยรักษาโรคไขข้ออักเสบ (ใบ)&lt;br /&gt;
*ช่วยขับน้ำนมของสตรี (ทั้งต้น)&lt;br /&gt;
*ส่วนบางข้อมูลระบุว่า ใบมีสรรพคุณช่วยรักษาอาการผื่นคันตามผิวหนังและช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ และยังพบฤทธิ์ทางเภสัชว่า ช่วยต้านเชื้อแบคทีเรีย ลดการอักเสบ แก้อาการปวด ลดอุณหภูมิภายในร่างกายหรือลดไข้ ทำให้กล้ามเนื้อเรียบคลายตัว และทำให้กล้ามเนื้อมดลูกบีบตัว ควรนำมาใช้เป็นยาเฉพาะในผู้ที่มีอาการไม่รุนแรง หากอาการไม่ดีขึ้นควรรีบไปพบแพทย์ (ข้อมูลจาก : เว็บไซต์โรงเรียนอุทัยวิทยาคม) ข้อมูลส่วนนี้ยังขาดแหล่งอ้างอิงนะครับ ผู้เขียนเองก็ไม่ทราบว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์ของต้นหูกวาง'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
*เมล็ดหูกวางสามารถนำมารับประทานได้ และยังมีโปรตีนที่ให้ประโยชน์แก่ร่างกายของเราอีกด้วย&lt;br /&gt;
*คุณค่าทางโภชนาการของเมล็ดหูกวาง ต่อ 100 กรัม ที่มีประโยชน์ต่อร่างกายประกอบไปด้วย พลังงาน 594 แคลอรี, น้ำ 4%, โปรตีน 20.8 กรัม, ไขมัน 54 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 19.2 กรัม, ใยอาหาร 2.3 กรัม, วิตามินบี1 0.32 มิลลิกรัม, วิตามินบี2 0.08 มิลลิกรัม, วิตามินบี3 0.6 มิลลิกรัม, แคลเซียม 32 มิลลิกรัม, ฟอสฟอรัส 789 มิลลิกรัม, และธาตุเหล็ก 9.2 มิลลิกรัม เป็นต้น&lt;br /&gt;
*เมล็ดสามารถนำเอาไปทำเป็นน้ำมันเพื่อนำไปใช้บริโภค (คล้ายน้ำมันอัลมอนด์) หรือทำเครื่องสำอางได้&lt;br /&gt;
*เปลือกและผลมีสารฝาดมาก สามารถนำมาใช้ในอุตสาหกรรมย้อมสีผ้า ฟอกหนังสัตว์ และทำหมึกได้ในอดีตมีการนำเอาเปลือกผลซึ่งมีสารแทนนินมาใช้ในการย้อมหวาย และได้มีการทดลองใช้ใบเพื่อย้อมสีเส้นไหม พบว่าสีที่ได้คือสีเหลือง สีเขียวขี้ม้า หรือสีน้ำตาลเขียว&lt;br /&gt;
*ใบแก่นำมาแช่น้ำใช้รักษาบาดแผลของปลาสวยงาม อย่างเช่น ปลากัด ปลาหางนกยูงได้ อีกทั้งยังช่วยบำรุงสุขภาพปลาและสีสันของปลา ช่วยทำให้ตับของปลานั้นดีขึ้น จึงส่งผลให้ปลาแข็งแรง ช่วยป้องกันไม่ให้ปลาเป็นโรค (แต่ควรระมัดระวังเรื่องของยาฆ่าแมลงที่อาจพบได้ในใบหูกวาง) (รศ.สพ.ญ.ดร.นันทริกา ชันซื่อ)&lt;br /&gt;
*เนื้อไม้หูกวาง สามารถนำมาใช้ในการก่อสร้าง ทำบ้านเรือน หรือเครื่องเรือนได้ดี เพราะเป็นไม้ที่ไม่มีมอดและแมลงมารบกวน หรือนำมาใช้ทำฟืนและถ่านก็ได้&lt;br /&gt;
*ในปัจจุบันต้นหูกวางเป็นพรรณไม้ที่นิยมปลูกกันมาก เพื่อเป็นไม้ประดับตามข้างทางหรือตามสถานที่ต่าง ๆ เช่น สวนสาธารณะ สถานที่ราชการ ริมถนน สวนป่า หรือปลูกในที่โล่งต่าง ๆ เป็นต้น โดยเป็นต้นไม้ที่ปลูกเลี้ยงง่าย โตเร็ว ทนแล้ง ทนน้ำขังแฉะ แต่โดยมากจะนิยมปลูกเป็นไม้เพื่อให้ร่มเงามากกว่าเป็นไม้ประดับ เพราะมีกิ่งเป็นชั้น ๆ เรือนยอดหนาแน่น และหากต้องการให้ต้นหูกวางแผ่ร่มเงาออกไปกว้างขวาง ก็ต้องตัดยอดออกเมื่อได้เรือนยอดหรือกิ่งประมาณ 3-4 ชั้น ซึ่งจะทำให้เรือนยอดแตกกิ่งใบออกทางด้านข้าง (ไม่ควรนำมาปลูกใกล้บริเวณตัวอาคารบ้านเรือน เนื่องจากหูกวางเป็นไม้โตเร็ว รากจะดันตัวอาคารทำให้อาคารบ้านเรือนแตกร้าวเสียหายได้&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:l2.jpg]]     [[ไฟล์:l3.jpg]]     [[ไฟล์:l4.jpg]]     [[ไฟล์:l5.jpg]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2014/07/%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%87.jpg&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2014/07/%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%AB%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%87.jpg&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2014/07/%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%AB%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%87.jpg&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2014/07/%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%87.jpg&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2014/07/%E0%B9%83%E0%B8%9A%E0%B8%AB%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%87.jpg&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''อ้างอิงเนื้อหา'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ป่าชายเลนนิเวศวิทยาเเละพรรณไม้:สรายุทธ บุณยะเวชชีวิน เเละ รุ่งสุริยา บัวสาลี&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Administrator</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/leeledmangrove/index.php/%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%9A%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88</id>
		<title>โกงกางใบใหญ่</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/leeledmangrove/index.php/%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%9A%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88"/>
				<updated>2020-10-30T03:45:33Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Administrator: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[File:b10.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''ชื่อไทย :''' โกงกางใบใหญ่&lt;br /&gt;
&amp;lt;br&amp;gt;'''ชื่อวิทยาศาสตร์ :''' ''Rhizophora mucronata'' &lt;br /&gt;
&amp;lt;br&amp;gt;'''อาณาจักร :''' Plantae&lt;br /&gt;
&amp;lt;br&amp;gt;'''ชื่อวงศ์ :''' Rhizophoraceae&lt;br /&gt;
&amp;lt;br&amp;gt;เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มีความสูงประมาณ 20-30 เมตร (บ้างก็ว่าสูงประมาณ 30-40 เมตร) มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเหนือคอ ราก เมื่อโตเต็มที่ประมาณ 30 เซนติเมตร ลำต้นมีลักษณะเปลาตรง ด้านรับแสงจะมีกิ่งก้านมาก เปลือกลำต้นเป็นสีน้ำตาลเทา เปลือกต้นค่อนข้างเรียบหรือแตกเป็นร่องตื้น ๆ ส่วนเปลือกในเป็นสีส้ม ในกระพี้เป็นสีเหลืองอ่อน และแก่นเป็นสีน้ำตาล ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการใช้ฝักโดยตรง โดยใช้ฝักแก่ที่ยังสมบูรณ์ ไม่มีโรคและแมลงเข้ามาทำลาย โดยดูได้จากบริเวณรอยต่อของฝักกับผลจะมีปลอกสีขาวอมเหลืองหุ้มอยู่ ถ้าหากมีขนาดยาวประมาณ 1 เซนติเมตร และเป็นสีเหลืองแสดงว่าฝักแก่สมบูรณ์แล้ว หรือจะเก็บฝักที่ร่วงหล่นลงน้ำก็ได้ เพราะถ้าฝักแก่สมบูรณ์จะลอยน้ำได้ เมื่อได้ฝักมาแล้วก็ให้นำมาปลูกในทันที เพราะถ้าเก็บไว้นานเท่าไหร่ความสามารถในการงอกก็จะลดลงไปเรื่อย ๆ สามารถพบได้ตามชายฝั่งทะเลตะวันออกของแอฟริกา ทวีปเอเชีย ภูมิภาคมาเลเซีย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของออสเตรเลีย หมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกไปจนถึงหมู่เกาะตองกา สำหรับในประเทศไทยจะพบต้นโกงกางใบใหญ่ได้มากตามริมคลอง ริมชายฝั่งทะเลที่มีน้ำเค็มท่วมถึงเป็นระยะเวลานาน โดยจะชอบขึ้นในบริเวณที่เป็นดินเลนปนทราย และมักจะขึ้นอยู่ในบริเวณที่ชิดติดกับแม่น้ำ&lt;br /&gt;
*'''รากโกงกางใบใหญ่''' มีรากเป็นแบบค้ำจุนขนาดใหญ่ โดยจะงอกจากลำต้นออกเป็นจำนวนมาก ดูไม่เป็นระเบียบ เพราะแตกแขนงระเกะระกะ และมีลักษณะเป็นทรงเรือนยอดรูปกรวยคว่ำแบบแคบ ๆ&lt;br /&gt;
*'''ใบ''' ใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับตรงข้ามกัน โดยใบแต่ละคู่จะออกแบบสลับทิศทางกัน ใบมีลักษณะเป็นรูปใบมนค่อนไปทางรูปหอก ปลายใบแหลมหรือเป็นติ่งแข็งเล็ก ๆ ส่วนฐานใบสอบเข้าหากันคล้ายกับรูปลิ่ม หน้าใบเป็นสีเขียวอ่อน ส่วนหลังใบเรียบเกลี้ยง เป็นสีเขียวอมเหลือง และยังมีจุดสีน้ำตาลเล็ก ๆ เห็นได้ชัดเจนอยู่ทั่วหลังใบ โดยใบมีความกว้างประมาณ 5-13 เซนติเมตรและยาวประมาณ 8-18 เซนติเมตร ส่วนก้านใบยาวประมาณ 2.5-5.5 เซนติเมตร และยังมีหูใบสีแดงเข้มยาวประมาณ 5-9 เซนติเมตร หุ้มใบอ่อนไว้&lt;br /&gt;
*'''ดอก''' ออกดอกเป็นช่อแบบ Cymes ในแต่ละช่อดอกจะประกอบไปด้วยดอกประมาณ 2-12 ดอก มีสีขาวอมเหลือง มีกลีบอยู่รอบดอก 4 กลีบ ลักษณะของกลีบรอบกลีบดอกเป็นรูปไข่ โคนกลีบติดกัน ส่วนกลีบดอกเป็นรูปใบหอก มีความยาวประมาณ 1 เซนติเมตร ขอบของกลีบดอกจะมีขนยาวขึ้นปกคลุมอยู่ และดอกจะมีเกสรตัวผู้จำนวน 8 ก้าน ยาวประมาณ 0.5-0.8 เซนติเมตร&lt;br /&gt;
*'''ผล''' ผลเป็นแบบ Drupebaceous มีลักษณะเป็นรูปทรงกลมคล้ายไข่ โดยจะเป็นผลแบบที่งอกก่อนผลจะร่วง ในส่วนใต้ใบเลี้ยงในเมล็ดจะงอกยื่นยาวออกมาคล้ายกับฝัก หรือที่เรียกว่า &amp;quot;ฝักโกงกางใบใหญ่&amp;quot; เมื่อผลหรือฝักแก่แล้วจะมีความยาวประมาณ 36-90 เซนติเมตร และมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางส่วนที่โตสุดประมาณ 1.5-3 เซนติเมตร&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''ตัวอย่างวีดีโอโกงกางใบใหญ่'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=PGA2uQrcB6c วีดีโอโกงกางใบใหญ่]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณของโกงกางใบใหญ่'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
*ช่วยแก้อาการคลื่นเหียนอาเจียน ช่วยแก้อาเจียนเป็นเลือด (ใช้เปลือกต้นต้มกับน้ำดื่ม)&lt;br /&gt;
*ใช้เปลือกต้นนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ท้องร่วง หรือจะใช้น้ำจากเปลือกต้นนำมากินเป็นยาแก้ท้องร่วงได้เช่นกัน (เปลือกต้น)&lt;br /&gt;
*ช่วยแก้บิด บิดเรื้อรัง ด้วยการใช้เปลือกต้นนำมาต้มกับน้ำดื่ม หรือจะใช้น้ำจากเปลือกต้นนำมากินก็ได้เช่นกัน (เปลือกต้น)&lt;br /&gt;
*เปลือกต้นนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาสมาน (เปลือกต้น)&lt;br /&gt;
*เปลือกต้นนำมาตำใช้เป็นยาพอกช่วยห้ามเลือดได้ดีและช่วยสมานแผล หรือจะใช้ใบอ่อนเคี้ยวหรือตำให้ละเอียดแล้วนำมาพอกบาดแผลสดและห้ามเลือดก็ได้เช่นกัน (ใบ, เปลือก)บ้างก็ว่าน้ำจากเปลือกต้นก็ใช้ชะล้างแผลและห้ามเลือดได้เช่นกัน (น้ำจากเปลือกต้น)&lt;br /&gt;
*เปลือกต้นนำมาต้มกับน้ำใช้ชะล้างรักษาบาดแผลเรื้อรัง หรือจะใช้น้ำจากเปลือกต้นก็ได้ (เปลือกต้น, น้ำจากเปลือกต้น)&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์ของต้นโกงกางใบใหญ่'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
*ไม้โกงกางมีลักษณะเปลาตรง เป็นไม้ที่มีคุณสมบัติแข็งแรง เหนียว ทนทาน จึงเหมาะสำหรับการนำมาแปรรูปทำเป็นเฟอร์นิเจอร์ เครื่องมือเครื่องใช้ต่าง ๆ ใช้ในงานก่อสร้าง เช่น ทำกลอนหลังคาจาก รอด ตง อกไก่ของบ้าน หรือใช้ทำไม้เสาเข็ม ไม้ค้ำยันต่าง ๆ ทำเสาและหลักในที่มีน้ำทะเลขึ้นถึง ทำเยื่อกระดาษ&lt;br /&gt;
*ประโยชน์ไม้โกงกางที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือการนำมาใช้ทำเป็นฟืนและถ่านเกรดคุณภาพดี ซึ่งปัจจุบันเป็นที่นิยมมาก เนื่องจากเป็นไม้ที่ให้ความร้อนสูงและนาน (ให้ค่าความร้อนประมาณ 6,600-7,200 แคลอรี) อีกทั้งยังมีขี้เถ้าน้อยและไม่เกิดสะเก็ดไฟเมื่อนำมาใช้งานอีกด้วย&lt;br /&gt;
*เปลือกของต้นโกงกางมีสารแทนนินและฟีนอลจากธรรมชาติสูงมาก อีกทั้งยังมีราคาถูกที่สุด ซึ่งสารดังกล่าวสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่น ทำยา ทำหมึก ทำสี ใช้ในการฟอกหนัง ใช้ทำกาวสำหรับติดไม้ เป็นต้น&lt;br /&gt;
*เปลือกมีน้ำฝาดประเภท Catechol ให้สีน้ำตาลที่สามารถนำมาย้อมสีผ้าได้ เช่น ใช้ย้อมผ้า แห อวน หนัง ฯลฯ&lt;br /&gt;
*ป่าโกงกางมีความสำคัญอย่างมากสำหรับสัตว์ทะเลต่าง ๆ เนื่องจากเป็นที่วางไข่และฟักตัวอ่อน และเป็นแหล่งที่มีสภาพสมดุลทางธรรมชาติสูงมาก&lt;br /&gt;
*ป่าไม้โกงกางสามารถช่วยป้องกันรักษาชายฝั่งทะเลจากการกัดเซาะของกระแสน้ำได้ และยังใช้เป็นแนวกำบังคลื่นลมที่เคลื่อนเข้ามาปะทะชายฝั่งได้เป็นอย่างดี&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:b6.jpg]]     [[ไฟล์:b7.jpg]]     [[ไฟล์:b8.jpg]]     [[ไฟล์:b9.jpg]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/12/%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%87.jpg&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/12/%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%9A%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88.jpg&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/12/%E0%B8%AB%E0%B8%B9%E0%B9%83%E0%B8%9A%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%9A%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88.jpg&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/12/%E0%B9%83%E0%B8%9A%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%87.jpg&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/12/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%9A%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88.jpg&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''อ้างอิงเนื้อหา'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ป่าชายเลนนิเวศวิทยาเเละพรรณไม้:สรายุทธ บุณยะเวชชีวิน เเละ รุ่งสุริยา บัวสาลี&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Administrator</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/leeledmangrove/index.php/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87</id>
		<title>หน่วยที่ตั้ง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/leeledmangrove/index.php/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%87"/>
				<updated>2020-10-30T03:38:12Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Administrator: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:mapp.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''ที่ตั้ง''' :หมู่4 ตำบลลีเล็ด อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราาฎร์ธานี 84130&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''พื้นที่''' :เนื้อที่ 600 ไร่)&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ตำแหน่งที่ตั้ง'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.google.com/maps/place/Mangrove+Forest/@9.2344784,99.2369687,16.25z/data=!4m5!3m4!1s0x0:0x564af4dbdc9da4d4!8m2!3d9.233105!4d99.238095 แผนที่ศูนย์กำารเรียนรู้ป่าชายเลนลีเล็ด]&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
'''ช่องทางการติดต่อ '''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''ตู้ ปณ.''' : หมู่4 ตำบลลีเล็ด อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราาฎร์ธานี 8413&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
'''โทรศัพท์''' : 095 421 2639 &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:mapppppp.jpg|center]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Administrator</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/leeledmangrove/index.php/%E0%B9%80%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%97%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A5</id>
		<title>เเคทะเล</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/leeledmangrove/index.php/%E0%B9%80%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%97%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A5"/>
				<updated>2020-10-30T03:27:51Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Administrator: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[File:c5.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''ชื่อไทย :''' เเคทะเล&lt;br /&gt;
&amp;lt;br&amp;gt;'''ชื่อวิทยาศาสตร์ :''' ''Dolichandrone spathacea''&lt;br /&gt;
&amp;lt;br&amp;gt;'''อาณาจักร :''' Plantae&lt;br /&gt;
&amp;lt;br&amp;gt;'''ชื่อวงศ์ :''' Bignonniaceae&lt;br /&gt;
*'''ต้น''' ต้นแคทะเล หรือ ต้นแคน้ำ จัดเป็นไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบขนาดเล็กถึงขนาดกลาง มีความสูงของต้นประมาณ 4-20 เมตร แตกกิ่งก้านน้อยและต่ำ เป็นเรือนยอดแผ่กว้าง กิ่งอ่อนมักมีเมือกเหนียว แต่ละส่วนเมื่อแห้งจะเปลี่ยนเป็นสีดำ ส่วนเปลือกเป็นสีเทาเรียบหรือแตกเป็นร่องตื้น ๆ และมีช่องอากาศอยู่ตามลำต้น โดยต้นแคทะเลมักจะขึ้นตามชายป่าโกงกางด้านในหรือตามริมแม่น้ำที่น้ำทะเลท่วมถึง หรือขึ้นกระจายอยู่ห่าง ๆ ตามแนวหลังป่าชายเลน มีเขตการกระจายพันธุ์เป็นวงกว้าง โดยจะพบได้ตั้งแต่ประเทศอินเดีย ศรีลังกา พม่า เวียดนาม ภูมิภาคมาเลเซีย หมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก ส่วนในประเทศไทยจะพบต้นแคทะเลได้เฉพาะทางภาคกลางและภาคใต้ในแถบจังหวัดชายฝั่งทะเล&lt;br /&gt;
*'''ใบ''' ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกปลายคี่ เรียงตรงข้ามกัน ก้านใบยาวประมาณ 10-30 เซนติเมตร มีใบย่อยประมาณ 2-4 คู่ และมีขนาดไม่เท่ากัน ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปไข่ถึงรูปใบหอก ใบมีขนาดกว้างประมาณ 2.5-7 เซนติเมตร และยาวประมาณ 7-16 เซนติเมตร ปลายใบแหลมยาว ส่วนโคนใบเบี้ยวหรือแหลมถึงกลม ขอบใบเรียบ แผ่นใบมีลักษณะเกลี้ยง มีต่อมประปรายบนเส้นกลางใบด้านล่างของท้องใบ และก้านใบย่อยมีความยาวประมาณ 0.4-1 เซนติเมตร&lt;br /&gt;
*'''ดอก''' ออกดอกเป็นช่อยาวประมาณ 2-4 เซนติเมตร แต่ละช่อมีดอกประมาณ 2-8 ดอก ส่วนก้านดอกย่อยยาวประมาณ 1.5-3.5 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงมีลักษณะคล้ายกาบรูปขอบขนาน ยาวประมาณ 3-9 เซนติเมตร ส่วนกลีบดอกเป็นรูปแตรสีขาว หลอดกลีบส่วนโคนเรียวแคบ ยาวประมาณ 8-13 เซนติเมตร และหลอดกลีบส่วนปลายจะบานออกเป็นรูประฆัง ยาวประมาณ 3-5 เซนติเมตร ปลายแยกเป็นกลีบ 5 กลีบตื้น ๆ เกสรตัวผู้ไม่ยื่นพ้นปากหลอดกลีบดอก โดยเกสรตัวผู้ที่เป็นหมันจะลดรูป จานฐานดอกเป็นรูปเบาะ ส่วนก้านเกสรตัวเมียจะเป็นรูปเส้นด้ายเรียวยาว ยื่นเลยพ้นปากหลอดกลีบไปเล็กน้อย โดยจะออกดอกเกือบตลอดทั้งปี แต่จะออกมากในช่วงเดือนเมษายนจนถึงเดือนพฤษภาคม&lt;br /&gt;
*'''ผล''' ผลเป็นฝักเรียวยาวและโค้งงอ ฝักกว้างประมาณ 2-3 เซนติเมตรและยาวประมาณ 30-60 เซนติเมตร ฝักเมื่อแห้งจะแตกออกเป็นสองซีกและบิดเป็นเกลียว ภายในฝักมีเมล็ดจำนวนมาก เมล็ดมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หนา แบน และมีปีก กว้างประมาณ 0.6-0.8 เซนติเมตรและยาวประมาณ 1.3-1.8 เซนติเมตร โดยจะออกผลในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงเดือนกันยายน&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณของเเคทะเล'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
*รากช่วยบำรุงโลหิต (ราก)&lt;br /&gt;
*เมล็ดใช้เป็นยาแก้อาการปวดประสาท&lt;br /&gt;
*ช่วยแก้โรคชัก (เมล็ด)&lt;br /&gt;
*ราก ดอก ใบ ใช้เป็นแก้ไข้ (ราก, ดอก)&lt;br /&gt;
*ช่วยขับเสมหะ (ราก)&lt;br /&gt;
*ใบใช้ทำเป็นยาบ้วนปากได้ (ใบ)&lt;br /&gt;
*ช่วยแก้โลหิต (ราก)&lt;br /&gt;
*เปลือกใช้เป็นยาแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ (เปลือก)&lt;br /&gt;
*ช่วยแก้อาการคัน (ใบ)&lt;br /&gt;
*ใบใช้ทำเป็นยาพอกรักษาแผล (ใบ)&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์ของเเคทะเล'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
*ดอกและยอดสามารถนำมาใช้รับประทานเป็นผักได้&lt;br /&gt;
*ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ&lt;br /&gt;
*เนื้อไม้ของต้นแคทะเลสามารถนำมาใช้ทำเป็นเครื่องเรือนและหีบสำหรับใส่สิ่งของได้&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:c6.jpg]]          [[ไฟล์:c7.jpg]]          [[ไฟล์:c8.jpg]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/12/%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%84%E0%B8%97%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A5.jpg&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/12/%E0%B8%9D%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3.jpg&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/12/%E0%B8%9D%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%84%E0%B8%97%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A5.jpg&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/12/%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%84%E0%B8%97%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A5.jpg&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''อ้างอิงเนื้อหา'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ป่าชายเลนนิเวศวิทยาเเละพรรณไม้:สรายุทธ บุณยะเวชชีวิน เเละ รุ่งสุริยา บัวสาลี&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Administrator</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/leeledmangrove/index.php/%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81</id>
		<title>โกงกางใบเล็ก</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/leeledmangrove/index.php/%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81"/>
				<updated>2020-10-30T03:25:25Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Administrator: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[File:a6.jpg|right]]&lt;br /&gt;
'''ชื่อไทย :''' โกงกางใบเล็ก&lt;br /&gt;
&amp;lt;br&amp;gt;'''ชื่อวิทยาศาสตร์ :''' ''Rhizophora apiculata &lt;br /&gt;
&amp;lt;br&amp;gt;'''อาณาจักร :''' Plantae&lt;br /&gt;
&amp;lt;br&amp;gt;'''ชื่อวงศ์ :''' Rhizophoracea&lt;br /&gt;
&amp;lt;br&amp;gt;โกงกางใบเล็กเป็นไม้ต้นขนาดใหญ่ สูง 25-35 ม. ระบบรากเป็นระบบรากแก้วมีรากเสริมออกมาเหนือโคนต้น 3-8 กม. รากที่โคนต้นหรือรากค้ำยันลำต้นแตกแขนงระเกะระกะไม่เป็นระเบียบ ทำมุมเกือบตั้งฉากกับลำต้นและหักเกือบเป็นมุมฉากลงดินเพื่อพยุงลำต้น เรือนยอดรูปกรวยคว่ำแคบ ๆ&lt;br /&gt;
*'''ลำต้น''' มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 30-50 ซม. เปลือกสีเทาคล้ำหรือเทาอมชมพู แตกเป็นร่องตื้น ๆ ตามยาวทั่วไปและอาจมีร่องสั้น ๆ แตกตามขวางคั่นระหว่างร่องยาวอย่างไม่เป็นระเบียบ เมื่อทุบเปลือกทิ้งไว้สักครู่จะพบว่าเปลือกในจะมีสีแสดถึงแดงเลือดหมู&lt;br /&gt;
*'''ใบ''' เป็นใบเดี่ยวเรียงตรงข้ามสลับทิศทางตั้งฉาก ใบคู่ล่างๆ จะร่วงไปเหลือแต่คู่ใบ 2-4 คู่ เป็นกลุ่มที่ปลายกิ่ง รูปรี กว้าง 4-8 ซม. ยาว 7-18 ซม. ปลายแหลมหรือเป็นติ่งแหลมเล็กยาว แข็ง สีดำ โคนรูปลิ่ม เส้นกลางใบด้านล่างสีแดงเรื่อ ๆ หรือชมพูอมแดง เส้นแขนงใบปรากฏราง ๆ แผ่นใบหนา ก้านใบยาว 1.5-3.5 ซม. มักมีสีแดงเรื่อ ๆ หูใบแคบ ปลายแหลมยาวประกบกันเป็นคู่ระหว่างคู่ใบ เห็นได้ชัดที่ปลายกิ่ง ยาว 4-9 ซม. สีชมพู ร่วงง่าย ใบเล็กกว่าโกงกางใบใหญ่&lt;br /&gt;
*'''ดอก''' สมบูรณ์เพศ ช่อดอกสั้นมาก ออกตามง่ามใบที่ใบร่วงไปแล้ว ก้านช่อดอกยาว 0.6-2 ซม. ตรงปลายก้านช่อมีดอกที่ไม่มีก้านหรือมีก้านสั้น 1 คู่ ดอกตูมรูปไข่ ยาว 1.2-1.6 ซม. ใบประดับที่ฐานดอกติดกันคล้ายรูปถ้วย กลีบเลี้ยง 4 กลีบ รูปไข่ กว้าง 6-8 มม. ยาว 0.7-1.2 ซม. กลีบหนา ปลายแหลม ต่อมาจะโค้งลงเกือบแนบก้านดอก กลีบดอก 4 กลีบ ร่วงง่าย รูปใบหอก กว้าง 1-2 มม. ยาว 0.7-1.2 ซม. สีเหลืองอมเขียวหรือเหลืองอ่อน ขอบกลีบไม่มีขน เกสรเพศผู้ 12 อัน ก้านชูอับเรณูสั้นมากหรือไม่ปรากฏชัด&lt;br /&gt;
*'''ผล''' มีรูปไข่กลับยาว 2-3 ซม. สีน้ำตาลคล้ำ ผิวค่อนข้างขรุขระ เมล็ดงอกได้ในขณะที่ผลยังติดอยู่กับต้น ลำต้นใต้ใบเลี้ยงรูปทรงกระบอก เรียงโค้งเล็กน้อย ยาว 30-40 ซม. เส้นผ่านศูนย์กลาง 1-1.2 ซม. มีขนาดโตขึ้นที่ส่วนปลาย ผิวเป็นมัน สีเขียวหรือเขียวอมม่วง ค่อนข้างเรียบหรือมีตุ่มขรุขระกระจัดกระจาย[1] เมื่อร่วงหล่นลงสู่พื้นจะปักลงในดิน&lt;br /&gt;
&amp;lt;br&amp;gt;เสริม 2561 พบว่าใบของโกงกางเป็นสมุนไพร ไว้คลาดร้อน เครียด ปวดท้องรุนแรง แต่ควรต้มก่อน สามารถรวมกับอย่างอื่นเพื่อเปลี่ยนรสชาติได้&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''ตัวอย่างวีดีโอโกงกางใบเล็ก'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[https://www.youtube.com/watch?v=Nir-lmqK5TE วีดีโอโกงกางใบเล็ก]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''สรรพคุณของโกงกางใบเล็ก'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
* ช่วยแก้อาการคลื่นเหียนอาเจียน ด้วยการใช้เปลือกนำมาต้มกับน้ำดื่ม (เปลือก)&lt;br /&gt;
* น้ำจากเปลือกใช้กินแก้อาการท้องร่วง ช่วยแก้บิด (น้ำจากเปลือก) บ้างก็ว่าใช้ใบอ่อนรับประทานแก้ท้องร่วง (ใบอ่อน)&lt;br /&gt;
* น้ำจากเปลือกใช้ชะล้างแผลและใช้ห้ามเลือดได้ (น้ำจากเปลือก) หรือจะนำเปลือกมาตำให้ละเอียด ใช้พอกห้ามเลือดจากบาดแผลสด หรือจะใช้ใบอ่อนนำมาเคี้ยวหรือบดให้ละเอียดก็ใช้พอกแผลสดเพื่อห้ามเลือดได้เช่นกัน อีกทั้งยังช่วยป้องกันเชื้อโรคได้ด้วย (ใบ, เปลือก)&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''ประโยชน์ของต้นโกงกางใบเล็ก'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
* เนื้อไม้สามารถนำมาใช้ทำฟืนและถ่านที่มีคุณภาพดีได้ เนื่องจากเป็นไม้ที่ให้ความร้อนสูงและนาน (ให้ค่าความร้อนประมาณ 6,600-7,200 แคลอรี/กรัม) อีกทั้งยังมีขี้เถ้าน้อยและไม่เกิดสะเก็ดไฟเวลานำมาใช้ จึงเป็นที่นิยมของผู้ใช้โดยทั่วไป&lt;br /&gt;
* เนื้อไม้โกงกางมีคุณสมบัติที่ดี มีลักษณะเปลาตรง มีความแข็งแรงและความเหนียว จึงสามารถนำมาแปรรูปเพื่อใช้ในงานก่อสร้างต่าง ๆ ทำกลอน หลังคาจาก รอด ตง อกไก่ของบ้าน หรือใช้สำหรับทำเสา ทำไม้เสาเข็ม หรือไม้สำหรับค้ำยัน ทำเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ หรือใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ก็ได้&lt;br /&gt;
* ฝักนำมาใช้ทำไวน์&lt;br /&gt;
* เปลือกของต้นโกงกางใบเล็กและใบใหญ่เป็นแหล่งที่มีสารแทนนินและฟีนอลธรรมชาติที่มีราคาถูกที่สุด ซึ่งสารชนิดนี้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่น ทำสี ทำหมึก ยา ใช้ในการฟอกหนัง ใช้ทำกาวสำหรับติดไม้ ฯลฯ&lt;br /&gt;
* เปลือกต้นให้น้ำฝาดประเภท Catechol ซึ่งให้สีน้ำตาลที่สามารถนำไปใช้ย้อมสีผ้า แห อวน เชือก หนัง ฯลฯ&lt;br /&gt;
* ป่าไม้โกงกางมีความสำคัญอย่างมากสำหรับสัตว์ทะเลจำพวก กุ้ง หอย ปู ปลา เพราะเป็นที่วางไข่และฟักตัวอ่อน เนื่องจากเป็นแหล่งที่มีสภาพสมดุลทางธรรมชาติสูงมาก&lt;br /&gt;
* ป่าไม้โกงกางมีประโยชน์อย่างมากในการช่วยป้องกันรักษาชายฝั่งทะเลจากการกัดเซาะของกระแสน้ำ และยังใช้เป็นแนวกำบังคลื่นลมที่เคลื่อนเข้ามาปะทะชายฝั่งได้อีกด้วย&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:a7.jpg]]                    [[ไฟล์:a8.jpg]]                 [[ไฟล์:a9.jpg]]&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''แหล่งที่มาของภาพ'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/12/%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81.jpg&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/12/%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81.jpg&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/12/%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81.jpg&lt;br /&gt;
https://medthai.com/images/2013/12/%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81.jpg&lt;br /&gt;
----&lt;br /&gt;
'''อ้างอิงเนื้อหา'''&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ป่าชายเลนนิเวศวิทยาเเละพรรณไม้:สรายุทธ บุณยะเวชชีวิน เเละ รุ่งสุริยา บัวสาลี&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Administrator</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/leeledmangrove/index.php/%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%A5_%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%8A%E0%B8%A3</id>
		<title>ธีรพล ทองเพชร</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/leeledmangrove/index.php/%E0%B8%98%E0%B8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%A5_%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%8A%E0%B8%A3"/>
				<updated>2020-10-30T03:16:53Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Administrator: สร้างหน้าด้วย &amp;quot;right ธีรพล ทองเพชร &amp;lt;br&amp;gt; ครูชำนาญการพิเศษ &amp;lt;br&amp;gt; หัวหน้าแผ...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[File:Theerapol.jpg|right]]&lt;br /&gt;
ธีรพล ทองเพชร &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ครูชำนาญการพิเศษ &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
หัวหน้าแผนกสามัญสัมพันธ์ &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
อีเมล์ teerapol@svc.ac.th  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
โทรศัพท์ 0-7728-2001 ต่อ 504  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Administrator</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/leeledmangrove/index.php/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%A1%E0%B8%A5_%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%A3%E0%B8%B5</id>
		<title>กรกมล เภรี</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/leeledmangrove/index.php/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%A1%E0%B8%A5_%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%A3%E0%B8%B5"/>
				<updated>2020-10-30T03:16:21Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Administrator: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[File:6232040040.jpg|right]]&lt;br /&gt;
กรกมล เภรี&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
รหัสนักศึกษา 6232040040&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
แผนกวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
สาขางานคอมพิวเตอร์ธุรกิจ&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
อีเมล์ 6232040040@svc.ac.th&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
โทรศัพท์ 092-803-1371&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:f.jpg|right]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Administrator</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/leeledmangrove/index.php/%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%A5_%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%A1</id>
		<title>ภัทรพล พรหมร่ม</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/leeledmangrove/index.php/%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%9E%E0%B8%A5_%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%A1"/>
				<updated>2020-10-30T03:15:22Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Administrator: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[File:6232040021.jpg|right]]&lt;br /&gt;
ภัทรพล พรหมร่ม&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
รหัสนักศึกษา 6232040021&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
แผนกวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
สาขางานคอมพิวเตอร์ธุรกิจ&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
อีเมล์ 6232040021@svc.ac.th&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
โทรศัพท์ 094-516-4686&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
[[ไฟล์:p.jpg|right]]&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Administrator</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/leeledmangrove/index.php/%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9%E0%B8%93%E0%B9%8C_%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87</id>
		<title>จักรกฤษณ์ ภู่ทอง</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/leeledmangrove/index.php/%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%B8%A9%E0%B8%93%E0%B9%8C_%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B9%88%E0%B8%97%E0%B8%AD%E0%B8%87"/>
				<updated>2020-10-30T03:14:22Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Administrator: สร้างหน้าด้วย &amp;quot;right จักรกฤษณ์ ภู่ทอง &amp;lt;br&amp;gt; ครูชำนาญการ &amp;lt;br&amp;gt; หัวหน้างานศ...&amp;quot;&lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[File:Chakkrit.jpg|right]]&lt;br /&gt;
จักรกฤษณ์ ภู่ทอง &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
ครูชำนาญการ &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
หัวหน้างานศูนย์ข้อมูลสารสนเทศ  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
อีเมล์ chakkrit@svc.ac.th &amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
โทรศัพท์ 0-7728-2001 ต่อ 114  &amp;lt;br&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>Administrator</name></author>	</entry>

	<entry>
		<id>http://rspg.svc.ac.th/leeledmangrove/index.php/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81</id>
		<title>หน้าหลัก</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://rspg.svc.ac.th/leeledmangrove/index.php/%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81"/>
				<updated>2020-10-29T12:10:21Z</updated>
		
		<summary type="html">&lt;p&gt;Administrator: &lt;/p&gt;
&lt;hr /&gt;
&lt;div&gt;[[ไฟล์:SVCLogo.png|right]]&lt;br /&gt;
'''เว็บไซต์นี้เป็นการสำรวจชนิดพืชศูนย์การศึกษาระบบนิเวศป่าชายเลนตำบลลีเล็ดอำเภอพุนพินจังหวัดสุราษฎร์ธานี ของวิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี โดยศึกษาข้อมูลจากศูนย์การศึกษาาระบบนิเวศป่าชายเลนตำบลลีเล็ดอำเภอพุนพินจังหวัดสุราษฎร์ธานี  ป่าในเมืองบริเวณบ้านห้วยทรัพย์ หมู่ 4 ตำบลลีเล็ด อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี เนื้อที่ 600 ไร่ สภาพทั่วไปของตำบลลีเล็ดจะเป็นที่ราบลุ่ม มีแม่น้ำไหลผ่าน และบางส่วนอยู่ติดกับทะเล มีน้ำเค็มท่วมถึง  เป็นพื้นที่ที่มีสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ในอดีตแต่ละหมู่บ้านจะใช้เส้นทางทางน้ำในการสัญจรไปมา ซึ่งนับว่ามีเป็นร้อยสาย เพราะลักษณะสภาพพื้นที่ที่เป็นเช่นนั้นทำให้ประชากรที่อาศัยบริเวณที่ราบต่ำประกอบอาชีพทำสวนมะพร้าว ส่วนผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ติดกับทะเลจะทำประมงพื้นบ้านเป็นอาชีพ  นอกจากอาชีพการทำสวนมะพร้าวและประมงพื้นบ้านแล้ว  ในปัจจุบันยังมีการทำนากุ้งร่วมด้วย ชุมชนลีเล็ด มีธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ได้ชื่อว่าเป็น “ป่าอเมซอนเมืองไทย” มีระบบนิเวศแบบ 2 น้ำ หรือเรียกว่า “น้ำกร่อย” ทำให้มีความหลากหลายทางชีวภาพ ทั้งพรรณไม้และพันธุ์สัตว์น้ำ โดยเฉพาะมีป่าชายเลนที่สมบูรณ์ อีกทั้งป่าชายเลนยังให้ประโยชน์ทั้งช่วยป้องกันภัยธรรมชาติ และยังเอื้อประโยชน์ให้แก่คนในชุมชน เวลาน้ำขึ้น ชาวบ้านจะไป ตัดจาก, หาหอย, จับปูเปี้ยว,ดักอวน, ช่วงน้ำลงก็ หาหอย, ถีบกระดานหาหอย, ตกเบ็ด และหาปู ลักษณะเด่นของป่าชายเลนบ้านห้วยทรัพย์ คือมีตะกอนแลนมาสะสม ทำให้เกิดพื้นที่ดินเลนงอกใหม่เพิ่มขึ้นทุกๆ ปี ปีละหลายสิบไร่ และเกิดเป็นผืนป่าชายเลนขึ้นบริเวณปากแม่น้ำ มีความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์น้ำนานาชนิด พันธุ์ไม้ส่วนใหญ่เป็นต้นลำพู ลำแพน และแสม มีการอนุรักษ์ป่าชายเลนโดยชุมชนซึ่งเกิดจากความร่วมมือของส่วนราชการและกลุ่มเครือข่ายอนุรักษ์ จนกลายเป็นแหล่งเรียนรู้ทรัพยากรป่าชายเลนที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ''' &amp;lt;br&amp;gt;&amp;lt;br&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายรักษาความปลอดภัยที่สอดคล้องกับ [http://www.svc.ac.th/images/Files/Computer/PRPCOMPUTER.PDF พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2562] มาตราที่ 26&amp;lt;br/&amp;gt;&lt;br /&gt;
&lt;br /&gt;
จึงอนุญาตให้เฉพาะผู้ที่อยู่ในเงื่อนไขข้อกำหนดเท่านั้นที่บันทึก/แก้ไขได้ ข้อกำหนดคือ&amp;lt;br/&amp;gt;&lt;br /&gt;
*เป็นผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียนนักศึกษาของ วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี&amp;lt;br/&amp;gt;&lt;br /&gt;
*และได้รับอนุญาตจากเว็บมาสเตอร์นี้&amp;lt;br/&amp;gt;&lt;br /&gt;
*ผู้สนใจร่วมแบ่งปันโปรดอีเมล์ติดต่อโดยตรงที่ [[จักรกฤษณ์  ภู่ทอง]]&amp;lt;br/&amp;gt;&amp;lt;br/&amp;gt;&lt;br /&gt;
ผู้ร่วมแบ่งปัน[[ไฟล์:Q.jpg|right]]&lt;br /&gt;
* [[ภัทรพล พรหมร่ม]]&lt;br /&gt;
* [[กรกมล เภรี]]&amp;lt;br/&amp;gt;&amp;lt;br/&amp;gt;&lt;br /&gt;
ตรวจสอบข้อมูลโดย&lt;br /&gt;
* [[ธีรพล  ทองเพชร]]&amp;lt;br/&amp;gt;&amp;lt;br/&amp;gt;&lt;br /&gt;
เว็บไซต์นี้ดูแลโดย [[จักรกฤษณ์  ภู่ทอง]] งานศูนย์ข้อมูลสารสนเทศ วิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี โทรศัพท์ 0 7728 2001 ต่อ 114&amp;lt;br/&amp;gt;&lt;/div&gt;</summary>
		<author><name>MediaWiki default</name></author>	</entry>

	</feed>